วันอังคาร, กรกฎาคม 29, 2557

เห็นมั๊ยคะ? พี่บอกแล้วไม่มีผิด พอน้ำลดตอก็ผุดค่ะ...


FB ศาสดา

เห็นมั๊ยคะ? พี่บอกแล้วไม่มีผิด พอน้ำลดตอก็ผุดค่ะ นี่นังปูวางแผนจะใช้งบมาทำโครงการน้ำอีก 4.4 ล้านๆ เลยหรอคะ แบบนี้ลูกหลานพี่ไม่ต้องเป็นหนี้ 100 ปีหรือยังไงคะ? พอสักทีเถอะค่ะ สงสารลูกหลานคนไทยบ้างได้ไหมคะ ทุกวันนี้ก็จนไม่รู้จะจนกันยังไงแล้ว... 

ห๊ะ อะไรนะคะ ? นี่มันคือโครงการนี้โครงการใหม่ที่เค้าจะเสนอ คสช. หรอคะ? 

อุ๊ยตายแล้ว โทษทีค่ะ พี่ว่าจริงๆแล้วเราก็ต้องดูกันที่รายละเอียดนะคะ อย่าเพิ่งรีบไปวิจารณ์อะไร 4.4 ล้านๆทำเรื่องน้ำ พี่ว่าก็ไม่ได้แพงมากหรอกค่ะ คือพี่ว่าเราต้องมองกันในแง่ของการลงทุน ไม่สงสารเกษตรกรหรอคะ? ไหนจะน้ำท่วม ไหนจะน้ำแล้ง แล้วเค้าจะปลูกข้าวกันยังไง? ขอร้องเถอะค่ะ ถ้าพวกน้องคิดจะคัดค้านอะไร ช่วยคิดถึงใจชาวนาบ้างได้มั๊ยคะ?...
...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

กระทรวงทรัพย์ฯเตรียมเสนอ คสช.จัดการน้ำทั้งระบบ คาดอาจใช้งบทั้งระบบ 4.4 ล้านล้าน


นายสุพจน์ โตวิจักษ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการประชุมร่วมกับ คสช.วันนี้ (25 ก.ค. 57) โดยในแผนดังกล่าวจะเน้นแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง ปัญหาอุทกภัย และปัญหาน้ำเน่าเสียอย่างยั่งยืน โดยจะแบ่งเป็นแผนแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน 1-2 ปี แผนแก้ไขปัญหาระยะกลาง 3-5 ปี และแผนแก้ไขปัญหาระยะยาว 5-10 ปี

อย่างไรก็ตาม หากได้รับงบประมาณในจำนวนที่เพียงพออาจจะทำให้แผนการดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้จากการที่กระทรวงเคยทำการศึกษามีผลสรุปว่า หากจะจัดการน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืนต้องใช้งบประมานสูงถึง 4.4 ล้านล้านบาท และเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศก็อาจต้องใช้งบประมาณมากถึง 2.2 ล้านล้านบาท

สำหรับงบประมาณบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาหลัก 2 ประการคือ 1) แก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และ 2) เน้นการปฏิบัติการให้รวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมปัญหาน้ำแล้งที่เกิดผลกระทบในหลายภูมิภาคของประเทศในขณะนี้ 

ความเลวของพวกนักการเมือง!


1)บังอาจเตรียมออกกฎหมายนิรโทษกรรมพวกตนเอง
2)บังอาจพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ๒๕๕๐ที่ดีอยู่แล้ว
3)บังอาจอนุมัติโครงการยักษ์ที่สิ้นเปลืองงบประมาณ
4)บังอาจโยกย้ายข้าราชการที่ไม่ใช่พวกของตน
5)ขาดความโปร่งใส

นี่คือเหตุที่ต้องจัดการ

ส่วนคสช.ทำแต่ความดี!

แม่น้ำห้าสาย


ก้มกอบวักแม่น้ำ ห้าสาย
ล้างชะหน้าเพื่อหาย แสบร้อน
ลิ้มชิมดื่มหวังคลาย แห้งฝืด คอเฮย
สางสาปคราบคาวย้อน ขากขย้อนถ่มถุย

มลภาวะคละคลุ้ง ต้นธาร
ขยะหมักหมมนาน เน่าเนื้อ
ซากอสุภสุสาน ทรุดเสื่อม
ฝนตกชะล้วนเชื้อ โรคร้ายหน่ายแหนง

ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียแนะปฏิรูปอุดมการณ์ ′ประชาธิปไตย′ ด้วยประชาชน


สัมภาษณ์ โดย เมธาวุฒิ เสาร์แก้ว
ที่มา มติชนออนไลน์

หมายเหตุ : ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น(Tyrell Haberkorn) นักวิจัยประจำภาควิชา Political & Social Change มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์พิเศษ "มติชน" ประเด็นพัฒนาการทางวิธีคิดสู่การปฏิรูปอุดมการณ์ประชาธิปไตย

@เหตุใดจึงตัดสินใจเลือกพื้นที่ศึกษาที่ประเทศไทย

สมัยที่มาประเทศไทยเมื่อ 17 ปีก่อน ได้สนใจปัญหาความไม่เป็นธรรมของผู้หญิงที่ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม ประกอบกับช่วงนั้นเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่ University of North Carolina at Chapel Hill ได้ลงพื้นที่ศึกษาที่ประเทศไทยแล้วก็มาอยู่ในเครือข่ายการเคลื่อนไหวของสิทธิคนงาน ได้ไปเรียนรู้การทำงานกับองค์กรผู้หญิง นำมาซึ่งความสนใจประวัติศาสตร์ไทย จากนั้นได้มาศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาสตรีศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงเริ่มสนใจการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เรียกร้องความเป็นธรรม และสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจการเคลื่อนไหวจริงๆ ต้องศึกษาความรุนแรงควบคู่ไปด้วย เพราะว่าทุกครั้งคนที่เคลื่อนไหวมักจะถูกกระทำด้วยความรุนแรง ทั้งกระทำโดยรัฐและกระทำโดยผู้มีอิทธิพล

@ความรุนแรงที่ประชาชนได้รับความสูญเสียเพื่อได้มาซึ่งประชาธิปไตย

บริบททางประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีแต่ความสูญเสีย ไม่ว่ากรณีของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุคคลผู้อภิวัฒน์ 2475 กรณีจิตร ภูมิศักดิ์ สุพจน์ ด่านตระกูล และทองใบ ทองเปาด์ หรือปัญญาชนหัวก้าวหน้าทุกคน ล้วนถูกจับด้วยข้อหาภัยต่อความมั่นคงและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นักศึกษาและเครือข่ายกรรมกรชาวนาชาวไร่ก็ถูกสังหาร ปราบปราม จนบางคนก็หนีเข้าป่าหรือลี้ภัยทางการเมืองไปยังต่างประเทศมากมาย หลังจากนั้นมาบรรดานักเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็ได้รับชะตากรรมการสูญเสียที่ถูกอุ้มหาย สังหาร และข่มขู่เช่นกัน ไล่มาถึงปัจจุบัน กรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร ความสูญเสียทั้งหมดคิดว่าเป็นความเสียสละเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย ถือเป็นการสูญเสียอิสรภาพและชีวิตที่เสียไปกับความกลัวของกลุ่มมีอำนาจทางการเมือง ในบริบทปัจจุบันมีกระบวนการสร้างมาตรฐานวิธีคิดร่วมกันของคนในสังคม ก็เสมือนเป็นความสูญเสียเช่นกัน เพราะชีวิตทุกคนจะเลือกอยู่อย่างไร อยู่อย่างเงียบๆ หรือจะลุกขึ้นสู้ ในฐานะผู้สังเกตการณ์การเมืองไทย ประเมินว่า การพัฒนาประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นความสูญเสียสำคัญของประชาชนในชาติ เพราะมีการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน

@เหตุใดฝ่ายผู้มีอำนาจในอดีตมองผู้ที่เป็นนักเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์มีวิธีคิดต่างจากอุดมการณ์กระแสหลักในสังคม

เท่าที่ดูกลุ่มภาคประชาชนมักทวงถามถึงสิทธิของตนเองและเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมโดยที่ไม่ใช่กลุ่มคนที่โค่นล้มรัฐบาล แต่สิ่งที่แปลกใจมากที่สุด คือ การไปคุยสัมภาษณ์หาข้อมูลกับผู้นำชาวนามักบอกว่า จะโดนสังหาร โดนอุ้มฆ่า จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นกิจกรรมหัวรุนแรง เพียงแต่เรียกร้องให้เจ้าของที่ดินฝ่ายรัฐปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น

@พัฒนาการทางวิธีคิดด้านประชาธิปไตยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

สังเกตได้ ประมาณ 8 ปีมีการตอบโต้ถกเถียงประเด็นประชาธิปไตยกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงทางการเมืองในหลากหลายกลุ่ม ไปจนถึงมีการผลิตผลงานวิชาการบทความ กวี นิยาย อย่างล้นหลาม อันถือเป็นช่วงที่มีศิลปศาสตร์แห่งอุดมการณ์วิญญาณประชาธิปไตยสูงส่ง ในขณะเดียวกันการเห็นรัฐประหารครั้งนี้ บวกกับการเคลื่อนไหว กปปส.ที่ผ่านมา อาจจะเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ว่าต้องการอะไร และอาจจะมีสาเหตุมาจากความอึดอัดที่กระแสความเป็นประชาธิปไตยกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้สะดวกในการแบ่งปันทรัพยากร แต่ร้ายไปกว่านั้นมันกลับลุ่มๆ ดอนๆ ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด เพราะประชาชนยังไม่เข้าถึงความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคมเท่าที่ควรนัก

@มองว่าการมีสิทธิเสรีภาพควรเป็นอย่างไรเพื่อควบคู่ไปกับมิติความมั่นคง

มองว่าประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติ จริงๆ แล้วไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะวิตกอะไรและทำไมต้องกลัวประชาชนที่ลุกมาเคลื่อนไหวเหล่านั้นด้วย เพราะว่าถ้ามีการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทุกคนก็จะได้ประโยชน์ หากแต่การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพมันกลับตอกย้ำไปที่หลักการมองคนไม่เท่ากัน

@นิยามประชาธิปไตยของฝ่ายชนชั้นนำเก่าเป็นอย่างไร

ไม่แน่ใจว่าจะเป็นประชาธิปไตยจริงๆ หรือไม่ ถ้าตราบใดที่ใช้วิธีการตรงข้ามต่อวิถีทางของประชาธิปไตย ไม่ว่าจะมีการกักขังหน่วงเหนี่ยว การชะลอการเลือกตั้ง การออกคำสั่งต่างๆ นานา มันจะสะท้อนให้คิดว่าวิธีการนั้นจะไม่มีทางกลับไปสู่ประชาธิปไตยได้ มิหนำซ้ำพวกเขาน่าจะมองว่าประชาธิปไตยคงมีการเลือกตั้งแค่บางส่วน ฉะนั้นแล้วสถานการณ์ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา คิดว่ายังมองไม่เห็นว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้

@โรดแมปทั้ง 3 ระยะจะถือเป็นกระบวนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริงอย่างไร

โรดแมปดังกล่าวนั้นทำไปเพื่อให้ฝ่ายที่ควบคุมอำนาจมีความมั่นคงทางอำนาจเพราะยิ่งมีการใช้มาตราที่เด็ดขาดในการพยายามควบคุมสื่อ หรือมีมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) จะเป็นการปฏิรูปได้เช่นไร ในความเป็นจริงประชาชนทุกภาคส่วนและทุกองคาพยพในสังคมต้องมีส่วนร่วมในการปฏิรูป แม้ว่าจะมีการจัดตั้งกระบวนการในการปฏิรูปการปรองดองสมานฉันท์ตามด้วยการไปสัมภาษณ์ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มองว่าไม่ใช่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงถ้าประชาชนยังกลัวอำนาจนั้นอยู่ แต่เป็นการบังคับให้มีส่วนร่วมมากกว่า ที่ผ่านมาได้มีกระบวนการปรองดองที่ทำมาแล้วเมื่อครั้งปี 2553 และ 2554 ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อการปฏิรูปประเทศ แต่พบว่ามีข้อจำกัดเยอะในคณะทำงานชุดที่แล้ว มีหลายอย่างเป็นข้อมูลลับเปิดเผยไม่ได้ ทำให้การปฏิรูปครั้งนั้นสูญเปล่า สำหรับการปรองดองในสภาพแห่งสภาวะที่ดำรงอยู่ช่วงนี้ไม่น่าจะสมานฉันท์ได้จริงๆ แม้ว่าจะมีงานคืนความสุขผ่านการร้องเพลงหลายๆ แห่ง รวมทั้งที่สนามหลวงก็ตาม ซึ่งเห็นว่าต้องแยกความสุขกับเผด็จการออกให้ได้ ถ้าแยกไม่ได้ก็ไม่มีทางจะปรองดองได้ ถ้าไม่พูดถึงความยุติธรรมในสังคมมันเป็นเพียงละครหน้าฉากเท่านั้น

@สิ่งที่สัมฤทธิผลและประสบความสำเร็จที่สุดในการปฏิรูประยะเริ่มต้น

การจัดระเบียบวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง การจัดระเบียบรถแท็กซี่ เพราะประชาชนได้รับประโยชน์ เนื่องจากเป็นปัญหาที่คาราคาซังมานาน รวมถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น หากแต่จะกล้าปฏิรูปทุกภาคส่วนราชการด้วยหรือไม่

@อุดมการณ์ปฏิรูปประชาธิปไตยต้องเริ่มที่จุดใดเป็นจุดแรก

ทุกคนในประเทศต้องปฏิบัติตามหลักการของกฎหมายเดียวกัน สิ่งที่ควรจะทำแม้ว่าจะเป็นอุดมคติก็ตาม นั่นคือ ความสูญเสียต่างๆ ที่กล่าวไป คนที่กระทำให้เกิดความสูญเสียควรรับผิดชอบโดยปราศจากการนิรโทษกรรมให้ตนเอง ถ้าดูคำสั่งกฎหมายต่างๆ สะท้อนชัดเจนว่าเป็นการสร้างช่องว่างทางอำนาจเพิ่มขึ้น ฉะนั้นการที่ออกคำสั่งที่เป็นกฎหมายอยู่ก็ไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ เป็นเพียงแค่จินตนาการที่ย้อนไปสู่ยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือย้อนไปสู่ยุค 6 ตุลา 2519 โดยตรง ถือเป็นบาดแผลใหญ่ของประชาธิปไตย แต่ก็หวังว่าจะไม่ให้ประชาธิปไตยเสียชีวิตไปเลย เพราะพลังสำคัญที่จะพัฒนาประชาธิปไตยได้ นั่นคือ ประชาชน
........
(ที่มา:มติชนรายวัน 28 ก.ค.2557)

หนุ่ม เรดนนท์ จดหมายเปิดผนึก ถึงองค์กรสิทธิ์ทั่วโลก ร้องเรียนครอบครัวถูกข่มขู่ คุกคาม


หมายเหตุ: จดหมายนี้ จะถูกส่งไปยังองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ที่เกี่ยวข้อง ในวันพรุ่งนี้ 29 ก.ค. 2557)


28 กรกฎาคม 2557

เรื่อง ขอให้ช่วยปกป้อง คุ้มครอง สิทธิมนุษยชน กรณีคนในครอบครัว ของผู้ที่ไม่ไปรายงานตัว ตามคำสั่งของ คสช. ถูกข่มขู่ คุกคาม

เรียน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย - Asian Human Rights Commision (AHRC), Human Rights Watch, Amnesty International

กระผม นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล อายุ 42 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย เป็นอดีตผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ถูกตัดสินให้ถูกจำคุก 13 ปี และถูกจองจำอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 3 ปี 3 เดือน 15 วัน และได้พ้นโทษออกมา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โดยการได้รับพระราชทานอภัยโทษรายบุคคล

ภายหลังจากที่กระผมได้พ้นโทษออกมาแล้ว ก็ได้เริ่มต้นประกอบอาชีพเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้กระผมต้องถูกจองจำอีกเลย กระผมเพียงแต่เข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง ในกิจกรรมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย บ้างเป็นครั้งคราว ตามสิทธิที่ประชาชนทุกคนบนแผ่นดินนี้พึงมี

ภายหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการยึดอำนาจการบริหาร จากรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้มีการเรียกบุคคลเข้าไปรายงานตัวจำนวนมาก รวมทั้งตัวกระผมด้วยเช่นกัน ด้วยคำสั่งฉบับที่ 5/2557 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2557

จากคำสั่งดังกล่าว กระผมเลือกที่จะหลบซ่อน ไม่ไปรายงานตัว เพราะคิดว่า คสช. ไม่มีความชอบธรรม และอำนาจที่พวกเขาได้มานั้น เป็นอำนาจจากปลายกระบอกปืน ไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาอารยะประเทศ

แต่หลังจากที่ผมได้หลบซ่อนตัวได้ระยะหนึ่ง บิดา มารดา ที่ชราภาพ พี่น้อง รวมทั้งลูกชายของกระผม ได้ถูกคุกคาม ข่มขู่ โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปฏิบัติงานภายใต้กฎอัยการศึก ของ คสช. โดยการส่งเจ้าหน้าตำรวจ ทหาร แวะเวียนเข้าไปแทบจะทุกวัน บางวัน 2 เวลาเช้าเย็น สร้างความทุกข์ทรมาน ให้กับคนในครอบครัวกระผม โดยเฉพาะมารดาของผม ถึงขั้นเครียดจนต้องเข้าโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปพบครอบครัวกระผมกล่าวว่า จะไปพบเช่นนี้ตลอดไปจนกว่ากระผมจะเข้าไปรายงานตัวกับทาง คสช.

พฤติกรรมดังกล่าวนี้ เป็นการกระทำที่ผิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน เพราะมีการใช้อำนาจกับบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องน่าละอายมาก ที่คณะผู้ยึดอำนาจ ใช้กระทำกับบุคคลที่เป็นเพียงประชาชนคนธรรมดา

กระผมจึงขอเรียกร้องมายังท่าน ได้โปรดช่วยเหลือ ปกป้อง คุ้มครองคนในครอบครัวของกระผม ให้ได้รับความปลอดภัยด้วย อีกทั้งขอให้ท่านช่วยผลักดัน ให้มีการหยุดการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปคุกคาม ข่มขู่ คนในครอบครัวกระผม รวมถึงครอบครัวอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของ คสช. ในทันที

กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การร้องขอของกระผมนี้ จะได้รับการพิจาณาจากท่าน

ขอแสดงความนับถือ

นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล
ประชาชนไทยที่ไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการ
 

คมคำ : Victor Hugo, Desmond Tutu


เจ้ามีสิทธิ์ที่จะปฏิวัติ
เมื่อเผด็จการแจ่มชัดอยู่ตรงหน้า
เจ้ามีสิทธิ์ที่จะหงายกะลา
ปล่อยประชาออกจากการครอบงำ
...


หากท่าน "เป็นกลาง" ในสถานการณ์แห่ง "ความอยุติธรรม"
ท่านก็ได้เลือกอยู่ข้าง "ผู้กดขี่" เรียบร้อยแล้ว...

ที่มา FBs

แถลงการณ์ขององค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เรื่อง ไม่ยอมรับและประณามรัฐธรรมนูญของระบอบเผด็จการ


แถลงการณ์ขององค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

เรื่อง ไม่ยอมรับและประณามรัฐธรรมนูญของระบอบเผด็จการ

ตามที่คณะรัฐประหารผู้เรียกตนเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ได้รับพระราชทานเอกสารที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ และใช้อำนาจที่ยึดมาโดยผิดกฎหมาย ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินไทยนั้น องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ขอประกาศว่าโดยที่ คสช. นั้นเองเป็นองค์การอาชญากรรมที่กระทำความผิดอย่างอุกอาจและจงใจเจตนาในการทำลายประชาธิปไตย อ้างว่ากระทำการยึดอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาและจะคืนความสุขให้กับปวงชนชาวไทย ทั้งที่ตนเองมีส่วนรู้เห็นหรือแม้แต่มีส่วนร่วมกับแผนบ่อนทำลายรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายและความชอบธรรมใดๆ ที่จะออกคำสั่งแก่ปวงชนชาวไทย ดั่งว่า ตนเองเป็นประมุขแห่งรัฐ เอกสารที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญฯ ฉบับนี้ จึงไม่ควรถือว่ามีอำนาจผูกพันใดๆ ต่อสิทธิ เสรีภาพ และการแสดงออกทางกฎหมายของปวงชนชาวไทย เราจึงขอยืนยันไม่ยอมรับอำนาจ อันเกิดจากการใช้กำลังที่เหนือกว่าเข้าข่มขู่บังคับเช่นนี้ และขอให้ผู้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีจุดยืนที่แน่วแน่ร่วมกันดังกล่าว

ความในมาตราต่างๆ ทั้ง ๔๘ มาตรา ที่คณะรัฐประหาร คสช. ได้รับพระราชทานมานั้น มีสาระที่ขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่เกือบทั้งฉบับ ในภาพรวมนั้น ก็เป็นเอกสารที่สร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้เครือข่ายอำนาจเดิมและอภิสิทธิ์ชน ซึ่งมีจำนวนเพียงน้อยนิดของสังคมไทย โดยไม่ได้ใส่ใจต่อความรู้สึกนึกคิดของปวงชนชาวไทย ๖๕ ล้านคนเลย ประหนึ่งว่าพวกเราคือผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะถูกสั่งการให้กระทำการใดๆ ก็ได้ตามอำเภอใจของผู้สั่งการ ทัศนคติเผด็จการเยี่ยงนี้ ปรากฎชัดทั่วไปทั้งฉบับ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เครือข่ายอำนาจเดิมที่นำมาสู่การรัฐประหารในคราวนี้ มีความขัดแย้งขั้นพื้นฐานกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยตลอดมา ก็มาจากทัศนคติอันล้าหลังเยี่ยงนี้ เราจึงไม่อาจปลงใจเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อทั้งปวงของคณะรัฐประหาร คสช. ได้เลย

อย่างไรก็ตาม เราขอยกตัวอย่างสาระที่ไม่น่าเชื่อว่าจะปรากฎในโลกยุคใหม่ จากเอกสารฉบับนี้บางมาตราไว้ให้ปรากฎ เพื่อย้ำยืนยันจุดยืนต่อต้านระบอบเผด็จการที่กำลังครอบงำเมืองไทย และให้วิญญูชนได้พิจารณาด้วยตนเอง ดังนี้

๑. มาตรา ๓๕ เป็นมาตราที่ระบอบเผด็จการไทย จงใจเจตนาวางรากฐานของการผูกขาดอำนาจในระยะยาวจนอาจถึงขั้นถาวร วรรคต่างๆ ในมาตรานี้ มีเจตนาทำลายโอกาสที่สังคมไทยจะได้กลับคืนสู่ภาวะประชาธิปไตยอันมั่นคง ด้วยการทำลายระบบพรรคการเมือง เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย คงอำนาจอันล้นพ้นของศาลรัฐธรรมนูญที่จะทำลายกลไกที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อใดก็ได้ องค์การอิสระของรัฐ ที่ไม่เคยเป็นอิสระจริง ก็ยังมีอำนาจมากมายต่อไปในบทบาทผู้แสดงสมทบของระบอบเผด็จการไทย แม้แต่การให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาดสูงสุดว่า บุคคลใดกระทำผิดในฐานะซื้อเสียงและให้คนผู้นั้นหมดสิทธิทางการเมืองไปชั่วชีวิต ก็เป็นหนทางที่อาจนำมาสู่การกลั่นแกล้งรังแกและละเมิดสิทธิทางการเมืองได้ไม่ยาก รวมความแล้ว มาตรานี้มีความประสงค์ที่จะทำลายโอกาส ที่ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดด้วยเสียงข้างมากเช่นที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๔ เป็นต้นมา

๒. มาตรา ๓๘ ที่ให้อำนาจยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่รู้จบ ร่างเสร็จไม่พอใจก็ยกร่างใหม่ ได้ตามความพอใจอย่างไม่มีกรอบเวลา ก็นับเป็นการย้อนยุครัฐธรรมนูญแบบเผด็จการทหารที่เราเคยผ่านมาแล้วในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องกับ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญยาวนานถึง ๑๒ ปี คณะรัฐประหารและเครือข่ายอำนาจเดิมของไทย สามารถที่จะใช้ความข้อนี้ยืดระยะการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปได้นานเท่านาน ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่องค์การเสรีไทยฯ ได้กล่าวไว้ตั้งแต่แรกเริ่มว่า การยึดอำนาจครั้งนี้ต้องการครอบงำประเทศไทย เป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนกว่าเขาจะแน่ใจว่าปวงชนชาวไทยไม่สามารถลุกขึ้นมาแบ่งปันอำนาจหรือต่อรองใดๆ กับเขาได้อีก

๓. มาตรา ๔๔ ก็ไม่แตกต่างนักกับมาตรา ๑๗ สมัยเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาตรานี้ให้อำนาจอย่างกว้างขวางและเบ็ดเสร็จกับคณะที่ใช้กำลังเข้ายึดครองอำนาจการปกครองแผ่นดิน ถึงขั้นล้างบาปอันใหญ่หลวงให้กับตนเองและผู้สมรู้ร่วมคิดโดยสิ้นเชิง มิหนำซ้ำยังตั้งตัวเหนือหลักการนิติรัฐ-นิติธรรม อันเป็นหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้ยางอายและไม่มีศักดิ์ศรีใดๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย

๔. เอกสารฉบับนี้ให้อำนาจอย่างล้นพ้นแก่ข้าราชการประจำของรัฐ โดยให้ข้าราชการประจำมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ โดยไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งเดิม หลักการที่ปวงชนชาวไทยเป็นผู้กำหนดทิศทางของรัฐ โดยมีข้าราชการประจำมีหน้าที่รับปฏิบัติ ถูกทำลายลงในพริบตา จากนี้ไปเราอาจได้เห็นข้าราชการประจำแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็นบรรยากาศย้อนยุคไปในอดีต ที่ผู้ทำงานให้กับรัฐมีอำนาจเหนือกว่าประชาชนผู้เสียภาษีอากร มาเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนของเขา นับเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบอบเผด็จการโดยแท้

องค์การเสรีไทยฯ และผู้สนับสนุน เห็นว่าข้อกำหนดใดๆ ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่ปรากฎในเอกสารรัฐธรรมนูญเผด็จการนี้ นับว่าไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย เนื่องจากว่า มาตราที่ให้อำนาจอย่างล้นเหลือแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีลักษณะที่ครอบงำการใช้อำนาจรัฐทั้งระบบอยู่แล้ว จึงขอยืนยันว่าคณะรัฐประหารและเครือข่ายเผด็จการไทย มีเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

การที่คณะรัฐประหาร คสช. ประกาศซ้ำอยู่หลายครั้งว่า พวกเขาได้กระทำการยึดอำนาจการปกครองอย่างผิดกฎหมาย ก็เพื่อต้องการให้เกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง เพื่อลดความขัดแย้งนั้น แต่สิ่งที่ปรากฎในเอกสารรัฐธรรมนูญเผด็จการ แสดงชัดเจนว่าได้ตัดขาดอำนาจของประชาชนออกจากกระบวนการเลือกตั้งออกโดยสิ้นเชิง และไม่มีที่ใดในเอกสารรัฐธรรมนูญเผด็จการที่ระบุถึงมาตรการปฏิรูปศาลและอำนาจในกระบวนการยุติธรรม องค์การอิสระฯ ระบบราชการ และแม้แต่กองทัพแห่งชาติเอง ทั้งที่ทุกสถาบันในประเทศไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นมานานเกือบหนึ่งทศวรรษ จึงนับเป็นการใช้อำนาจเถื่อนบังคับขับไสปวงชนชาวไทยไปสู่ทิศทางที่พวกเขาต้องการ โดยใช้กำลังและอาวุธกดขี่ประชาชน

เราจึงขอประณามเอกสารซึ่งคณะรัฐประหารเรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๕๗ ว่าเป็นเอกสารเถื่อน และเป็นมิจฉาทิฏฐิต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนั้น องค์การเสรีไทยฯ ขอรับเป็นผู้ประสานงานยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นในเร็ววันนี้ เพื่อให้เป็นทางเลือกของปวงชนชาวไทยต่อไป ในระหว่างดำเนินการในเรื่องนี้ ปวงชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตย โปรดแสดงการต่อต้านอำนาจเถื่อนของเผด็จการ คสช. ด้วยการเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ขององค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ในทุกโอกาสที่ท่านสามารถกระทำได้ เพื่อแสดงว่าชาวประชาธิปไตยยังมีตัวตนและพร้อมต่อสู้เพื่อทำลายอภิสิทธิ์ชนในสังคมไทยต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง

แถลง ณ วันศุกร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗

English version : http://goo.gl/smxLyJ

ที่มา FB

เปิดใจพนักงาน 'ควีนปาร์ค' เมื่อรู้ชะตากรรม กำลังถูกลอยเเพ - เจ้าของธุรกิจโรงแรมขอร้องให้ผ่อนคลายกฎอัยการศึก


ที่มา สำนักข่าวอิศรา

“เข้าใจนะว่า โรงแรมต้องการที่จะเจริญเติบโตทางธุรกิจ แต่ที่จริงก็ปิดปรับปรุงบางส่วนแล้วยังจ้างพนักงานอยู่ก็ได้ แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่ความพอใจของผู้บริหาร ป้าไม่โกรธไม่ได้แค้น ”

“อย่าให้ผมเล่าเลยครับว่า รู้สึกอย่างไรในวันที่ได้ยินว่าจะถูกเลิกจ้างในวันแรก พูดไม่ออก ผมทำงานที่นี่มา13 ปี ผูกพันมานาน เงินเดือนที่นี่ก็ไม่ได้สูงมากแต่เราก็ยังอยู่”

นี่คือเสียงแรกของพนักงานโรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค ภายหลังจากที่ได้รับทราบว่าบริษัททีซีซี โฮเทล แอสเสท แมนเนจเม้นท์ จำกัด มีนโยบายปิดปรับปรุงโรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค เกือบ 2 ปี และเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ ไปอยู่ภายใต้เครือแมริออท และอาจมีการเลิกจ้างพนักงานโรงแรมอิมพีเรียลฯ จำนวน 800 คน

เขาสมัครงานทิ้งไว้แล้ว 3-4 แห่งแล้ว ยิ่งเมื่อรู้ข่าวว่า ตัวเองจะต้องออกจากงานในวันที่ 30 ตุลาคม ถึงวันนี้ยังไม่มีที่ไหนสักแห่งเรียกเข้าไปสัมภาษณ์สักที

และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาต้องมานั่งกรอกใบสมัครงานทิ้งไว้ โดยหวังว่าจะได้งานทันที่ตัวเองถูกเลิกจ้าง แต่หากโชคไม่ดีต้องตกงาน เงินชดเชยที่จะได้ตอบแทน ก็คงเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่จะใช้ปะทังชีวิตและสู้หางานไปเรื่อยๆ

"คนที่อายุงาน 10 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่ก็จะได้เงินชดเชยกันหลักแสนขึ้นทุกคนก็คงจะเอาเงินตรงนี้มาใช้กันก่อน หากยังไม่ได้งาน" เขาคุยไป ถอนหายใจไป ขณะที่มือก็ง่วนอยู่กับการกรอกประวัติลงในใบสมัครงาน

ช่วงสายๆ ของวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางโรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค ได้มีการจัดงาน Job fair ขึ้นเพื่อให้พนักงานได้มองหาช่องทางอื่น หลังจากถูกเลิกจ้าง ซึ่งมีบริษัทธุรกิจโรงแรมให้ความร่วมมือเข้าร่วมงานครั้งนี้กว่า 20 แห่ง


ทันที่ที่ก้าวเท้าย่างเข้าโรงแรมแห่งนี้ สิ่งที่เห็นไม่ใช่หน้าตาที่เศร้าหมองของพนักงาน แต่คือใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มาพร้อมกับการให้บริการอย่างเป็นมิตร ซึ่งหากไม่ทราบข่าวมาก่อนหน้านี้ ใครเลยจะคิด พนักงานบริการเหล่านี้ ส่วนหนึ่งกำลังถูกลอยแพในเวลาไม่ช้า

ยิ่งเมื่อเดินขึ้นไปยังชั้น 2 ของโรงแรมฯ สิ่งที่เห็นคือเหล่าพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน พนักงานเสิร์ฟ เบล์บอย พ่อครัว ต่างนั่งรวมตัวกันหน้าลานชั้น 2 ก้มหน้าก้มตากรอกใบสมัครกันอย่างคึกคักด้วยความหวังว่าพวกเขาจะได้งานทำ เปลี่ยนข่าวร้ายให้เป็นข่าวดี จากงาน Job fair ครั้งนี้

พนักงานเสิร์ฟ วัย 25 ปี ที่ทำงานที่นี่มากว่า 3 ปี เล่าให้เราฟังพร้อมนั่งเขียนใบสมัครไปด้วยว่า เธอมีโอกาสทำงานที่นี่ถึงเดือนสิงหาคม

"ตอนนี้ก็ยังไม่ได้งานที่ไหน เพิ่งจะทำการสมัครงานภายในงานนี้ และหากต้องออกจากงานในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม และยังไม่ได้งาน ก็จะยังคงหางานต่อไปเรื่อยๆ พยายามใช้เงินชดเชยที่ได้ให้คุ้มที่สุด"

เมื่อถามถึงเงินชดเชย ที่บริษัทฯ จะให้ เธอบอกว่า “เงินชดเชยได้ไม่เท่ากันหรอกอยู่ที่อายุงาน ใครอยู่นานเงินเดือนสูงก็ได้กันเป็นแสน แต่อย่างของหนูไม่ถึงหรอกเพราะอายุงานน้อย เขาก็ให้ตามกฎหมายกำหนด”

ตำแหน่งสูงขึ้นมาหน่อย หัวหน้างานของพนักงานเสิร์ฟ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทุกคนก็หวังที่จะได้งานจาก Job fair ครั้งนี้ ส่วนเงินที่จะมีการขอเพิ่มเติมตอนนี้ก็ไม่มีความคืบหน้า เราไม่หวังว่าจะได้แล้ว เนื่องจากไม่มีใครเป็นแกนนำหลัก อย่างคนที่วุฒิการศึกษาสูงๆ เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนเพราะเขามีทางเลือก ขณะที่บางคนก็มีธุรกิจอาชีพทำ คนที่จะเดือนร้อนส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มแม่บ้าน เบล์บอยที่อายุมากและวุฒิการศึกษาน้อยๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ทำงานที่นี่มาหลายปีแล้ว


คนสุดท้ายที่ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา ไปพูดคุยด้วย แม่บ้านวัย 52 ปี ที่ทำงานมานานกว่า 20 ปี บอกว่า ตอนแรกก็ยอมรับไม่ได้ที่อยู่ๆ จะต้องออกจากงาน เพราะมีภาระทางบ้านที่ต้องดูแล ลูกสาวคนโตเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 ส่วนคนเล็กก็กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หากเธอยังทำงานลูกๆ ของเธอก็จะได้ไม่ลำบากเรื่องทุนการศึกษา

"ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะทำอย่างไรดี เพราะอายุก็มากแล้ว หางานทำลำบาก" เธอบอกถึงสิ่งที่อัดอั้นข้างใน และว่า "ป้าเข้าใจนะว่าโรงแรมต้องการที่จะเจริญเติบโตทางธุรกิจ แต่ที่จริงก็ปิดปรับปรุงบางส่วนแล้วยังจ้างพนักงานอยู่ก็ได้ แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่ความพอใจของผู้บริหาร ป้าไม่โกรธไม่ได้แค้น แต่เราก็พยายามเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ใครๆ ก็ต้องการความเจริญรุ่งเรือง”

ส่วนเงินชดเชยที่แม่บ้านวัย 52 ปีคนนี้ได้ จากการต้องออกจากงานครั้งนี้เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท แต่เธอคิดว่า ไม่คุ้มกับการถูกเลิกจ้าง เพราะหากเธอทำงานต่อไปจนอายุ60 ปี เธอจะมีรายได้มากกว่าเงินชดเชยที่ได้รับ

แม้จะมีพนักงานหลายคนลุกขึ้นมาเรียกร้องขอเงินชดเชยเพิ่มเติม แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะไม่มีแกนนำที่ชัดเจน เนื่องจากหลายคนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านหรือเรียกร้องสิทธิมักถูกผู้บริหารเรียกไปพบ

“พนักงานส่วนใหญ่กลัวจะมีผลกระทบต่อการได้รับเงินชดเชยทุกคนเลยตกอยู่ในสภาวะจำยอมคือทำอะไรไม่ได้แล้ว ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทำอะไรแล้ว บางคนเขาก็ไม่ได้เดือนร้อน เรียกว่าจำยอมแบบจำใจที่จะต้องตกงาน”

เธอ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า จริงๆแล้วพนักงานที่นี่ทำงานดีทุกคน มีประสิทธิภาพทุกคน แม้ว่าจะอายุมากแล้วก็ตาม อย่างตัวเธอเองอายุ 52 ปี แต่ก็ยังแข็งแรงและทำงานได้ไม่แพ้คนอายุ 30 แต่เวลาสมัครงานส่วนใหญ่พอเห็นแค่อายุยังไม่ได้มีการพูดคุย ก็มักจะถูกปฏิเสธก่อนอยู่แล้ว เพราะคิดว่าคนอายุมากจะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่จริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

ก่อนจากไป เธอตั้งความหวังถึงการสมัครงานว่า จะได้รับโอกาสสักที คงมีที่ไหนสักแห่งมองข้ามเรื่องอายุของเธอไป



นอกจากนี้โลกโซเชียลมีเดียอย่างเฟชบุ๊ก ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่ระบายความอัดอั้นตันใจของพนักงาน หลายคนตกอยู่ในสภาวะจำยอม และต้องทนรับชะตากรรม กำลังกลายเป็นผู้ตกงานในไม่ช้า

แม้ผู้บริหารระดับสูง หรือนายทุนจะไม่ยอมฟังข้อเรียกร้อง เราลองไปฟังเสียงคนเล็กคนน้อยสักนิด...

"ครั้งหนึ่ง..ที่นี้เปรียบเสมือนบ้านที่อบอุ่น..แต่ตอนนี้..เขาไม่ตอ้งการลูกๆ 700 กว่่าคน เขาตีค่าลูกๆ 700 กว่าชีวิตดว้ยเศษเงินของเขา..เสียดายเวลา...แทบทั้งชีวิตที่ทุ่มเทไปกับ.บ้านหลังนี้"

"มองจากบนตึกที่เราทำงานยังมีตึกที่ต่ำกว่าอีกมากมายต่อจากนี้ไปไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้มาสัมผัสอีกไหมนะ"

"ลองทำตัวเป็นคนตกงานดูสามวันมันก็สบายดีเหมือนกันนะนั่งๆนอนๆดูทีวีอยู่หน้าคอมฯถึงเวลากินก็กินได้เวลาไปรับลูกกลับจากโรงเรียนก็ไปแต่ถ้านานๆไปจะมีความรู้สึกอย่างไรไม่รู้เพราะนี่เป็นแค่การทดลอง 5 แต่ก็คงอีกไม่นานคุณๆก็จะได้สัมผัสกันบ้างสักระยะนะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย"

"ทำงานมา10กว่าปีโรงแรมปิดทั้งที่ได้แค่หมื่นห้า"

"อีก 3เดือนข้างโ่รงแรมนี้จะปิดแล้ว ไม่น่าทำกับพนักงานแบบนี้เลย"

"เมื่อวันที่ 17 ก.ค เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าใจค่ะ มีเพื่อนพนักงานท่านหนึ่ง ช็อคเมื่อได้ยินว่า วันนี้เขาต้องทำงานเป็นวันสุดท้ายแล้ว ทั้งๆที่ กำหนดจริงคือ 15 ส.ค. แต่ทางบริษัท ทีซีซี บังคับให้เขาหยุดโดยการใช้วันลาพักร้อนที่เหลือทั้งหมด เขาร้องไห้ เดินเหมือนคนไร้ชีวิต เพื่อนต้องเรียกสติกลับมา สักพักเขาก็ร้องไห้ จนหลับไปเอง คิดดูว่า ถ้าเขาคิดสั้นทำอะไรไป ลูกชายที่ยังเล็กจะทำเช่นไร นั่งมองแล้วมองอีกมันเป็นความผิดของใครกัน"

"กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงแรมแห่งหนึ่งที่กำลังจะปิดกิจการเพื่อปรับปรุงและเปลี่ยนแบรนด์ในการบริหาร โดยการลอยแพพนักงานอย่างมโหฬารเป็นประวัติศาสตร์ เห็นมีแต่พนักงาน ST level - Supervisor level และ Management บางท่าน ที่ช่วยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน มอบคำปลอบประโลม หาหนทางสารพัดในการเผชิญปัญหาตกงาน / อนาคตมืดมิด / ครอบครัวคล้ายจะล่มสลาย ให้กับพนักงานที่ต้องจำนนต่อเหตุการณ์ "

บางครั้งเราก็มองความทุกข์ยากของคนอื่นเป็นเรื่องไกลตัวและหลายคนคิดว่าเงินจะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องแต่นั่นก็อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องและเป็นธรรมเสมอไป
...

เรื่องเกี่ยวเนื่อง...

Hotel body urges martial law easing

Average occupancy rates plummet in June

Thailand's hotel industry is not expected to recover by the start of the high season in October if martial law remains in effect, says the Thai Hotels Association (THA).

Source: Bangkok Post

วันจันทร์, กรกฎาคม 28, 2557

คสช.: ทหารให้ความสำคัญเรื่องสิทธิ...


ที่มา บีบีซีไทย

"ประยุทธ์"ขอความเห็นใจระบุใช้อำนาจอย่างระวังแล้ว ชี้กำลังเตรียมตั้งกรรมการดูแลเรื่องสิทธิ แต่ในวันเดียวกันกลุ่มฮิวแมนไรซ์วอชออกแถลงการณ์ใหม่ หนนี้วิจารณ์รธน.ให้อำนาจคสช.มากไปไม่มีมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิ

ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งในเนื้อหาของรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ประจำวันที่ 25 กค. ในเนื้อหารายการที่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆหลากหลายคล้ายการรายงานสรุปความคืบหน้าของสถานการณ์ต่างๆ มีหลายครั้งที่หัวหน้าคณะคสช.เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าใจเจตนาของคสช. ความจำเป็นของการทำงานที่อาจจะกระทบกระทั่งพร้อมขอความร่วมมือ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ

แต่ในขณะที่หัวหน้าคณะคสช.กล่าวถึงเรื่องนี้ กลุ่มรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนในสหรัฐคือฮิวแมนไรซ์วอชก็ได้ออกแถลงการณ์ฉบับใหม่ วิจารณ์รัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่าให้อำนาจทหารมากเกินและไม่มีมาตรการรับมือหากมีละเมิดสิทธิหรือมาตรการลงโทษ

ในแถลงการณ์เรื่อง “ประเทศไทย:รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้อำนาจอย่างกว้างขวาง” ฮิวแมนไรซ์ ระบุว่ามีหลายประเด็นที่น่าห่วงในรธน.ฉบับนี้ เพราะโดยรวมแล้วเป็นการให้อำนาจทหารมาก และเป็นรธน.ที่ออกโดยไม่ผ่านการกระบวนการหารือกับสาธารณะเลย นายแบรด อดัมส์ แห่งกลุ่มฮิวเมนไรซ์บอกว่า รธน.ฉบับนี้มีเนื้อหาอ่อนมากในเรื่องการคุ้มครองสิทธิ อนุญาตให้คสช.ดำเนินการต่างๆได้โดยไม่มีมาตรการตรวจสอบดังนั้นหากละเมิดสิทธิไปแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ “แม้มาตรา 4 จะให้การยอมรับอย่างกว้างๆต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพตามประเพณีประชาธิปไตยและพันธะกรณีระหว่างประเทศ แต่คสช.มีอำนาจตามมาตรา 44 และ 47ในการจำกัด ระงับหรือยับยั้งการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน”

ฮิวแมนไรซ์วอชหยิบยกมาตราที่ 44 มาพูดถึงค่อนข้างมากในแถลงการณ์โดยบอกว่าเป็นมาตราที่ให้อำนาจคสช.สั่งระงับยับยั้งการกระทำใดๆ “ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ”

มาตรการตรวจสอบเอาผิดในกรณีมีการละเมิดกลับไปอยู่ที่พันธะกรณีกับต่างประเทศ โดยฮิวแมนไรซ์วอชบอกว่า แม้ว่าในรธน.จะระบุไว้ในมาตรา 48 ให้นิรโทษกรรมคสช. แต่กฎหมายระหว่างประเทศรับรองสิทธิในการที่ผู้ที่ถูกละเมิดและจะได้รับการเยียวยา ทั้งรัฐบาลยังจะต้องสอบสวนข้อกล่าวหาในกรณีที่มีการละเมิดอย่างร้ายแรงรวมทั้งต้องดำเนินคดีด้วย

ก่อนหน้านี้กระทรวงต่างประเทศได้ออกมาแถลงโต้ฮิวแมนไรซ์วอชเรื่องการออกแถลงวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนของไทย โดยระบุว่าเป็นการใช้ข้อมูลเก่า

ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ ก็กล่าวในรายการวันนี้ว่า จนท.ได้เชิญผู้แทนขององค์การนิรโทษกรรมสากลไปพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชนตลอดไปจนถึงเรื่องการดูแลปัญหาแรงงานต่างด้าว พร้อมกับบอกว่า หลังพูดคุยผู้แทนของนิรโทษกรรมสากลเข้าใจ มีท่าทีเห็นด้วย และมีทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงานของคสช.

พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาไม่น้อยในการหยิบยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นพูดหลายตอนในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” สิ่งหนึ่งที่ย้ำตลอดรายการคือการที่บอกว่าคสช.ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างมาก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ

“วันนี้คสช.อยากจะเรียนให้ต่างประเทศเข้าใจว่า เรามิได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงแต่ประการใด เราไม่มีนโยบายให้เกิดกรณีการทำร้าย ทารุณอย่างรุนแรงต่อศักดิ์ศรีมนุษย์ การฆ่า การทรมาน”

อย่างไรก็ตาม หน.คณะคสช.เตือนว่า ในการทำงานต้องมีผลกระทบด้วย “แต่ในสภาวะไม่ปกติเช่นนี้ เราคงมีความจำเป็นในบางเรื่องที่อาจจะส่งผลกระทบอยู่บ้างต่อสิทธิ์ของประชาชน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างเรื่องของสื่อ ที่กำหนดให้สื่อมีความระมัดระวังในการเสนอข่าว ซึ่งในเรื่องของสื่อนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังขนายความด้วยว่า คสช.มิได้มีเจตนาเข้าไปควบคุมสื่อ แต่สื่อต้องทำงานอย่างระมัดระวังตัวเอง

“หากท่านไม่ได้มีเจตนาให้ร้าย วิพากษ์วิจารณ์เกินกว่าเหตุ เจตานาไม่บริสุทธิ์ ก็คงไม่มีใครไปทำอะไรท่านได้”

“ขอให้ผู้รับผิดชอบแต่ละสมาคมได้ดูแลกัน อย่าให้มีการล่วงละเมิดโดยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่เป็นจริง หรือให้ข่าวโดยไม่มีหลักฐาน”

ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่คสช.ถูกตำหนิมากด้วยคือเรื่องการจัดการกับผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คสช.ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลก แต่ที่แปลกก็คือตลอดเวลาที่ผ่านมาซึ่งมีปัญหาโดยตลอดทุกมิติทำให้ข้าราชการทำงานได้ยากและมีปัญหาความปลอดภัยของประชาชน จนคสช.พยายามเข้ามาแก้ไข “ควรจะไปหาว่าใครทำให้เกิดสถานการณ์เหล่านั้นมากกว่า หากท่านประณามเรา เราเข้ามาแก้ไข ไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่ ก็ขอความเป็นธรรมด้วย”

พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันหลายครั้งว่าคสช.มีความยับยั้งชั่งใจ ไม่มีเจตนาคงไว้ซึ่งอำนาจ พร้อมกับเรียกร้องขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกับคสช.

“ทุกพวกทุกฝ่ายน่าจะร่วมมือกับคสช.ในการทำงาน อย่ามองเฉพาะประชาธิปไตยอย่างเดียว ถ้ามองเฉพาะเรื่องนั้นจะไปเรื่องอื่นไม่ได้”

หัวหน้าคณะคสช.บอกว่าสิ่งที่คสช.ทำในวันนี้เป็นความพยายามจะลดความรุนแรง ด้วยการให้พบปะและหารือกัน ในเนื้อหาที่น่าจะต้องการสื่อสารกับบรรดาผู้สนับสนุนคสช.แต่ยังไม่พอใจกับการทำงานเพราะเห็นว่าขาดความเด็ดขาดในการจัดการคนบางกลุ่มบางพวก พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า สำหรับผู้ที่กระทำผิดก็ต้องผ่านการดำเนินคดี คสช.เองไม่มุ่งหวังทำลายล้างใคร

“หากเราไม่ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมปกติดำเนินการ คงมีข้อขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก วันนี้ถ้าเราต้องการจะทำลายจริง เราคงลงโทษไปแล้วฐานะเป็นรัฐฐาธิปัตย์ซึ่งมีอำนาจมากมาย แต่เราไม่ได้ใช้ บางพวกว่าไม่ใช้ ผมถามกลับว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้ากระบวนการยุติธรรมปกติไม่ได้สอบสวน อย่าใช้ความรู้สึกอย่างเดียวเพราะวันข้างหน้าต้องอยู่ร่วมกันอีก”

คำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ในการออกอากาศ นอกจากขอความเป็นธรรมและความเข้าใจแล้วยังขอให้ประชาชนระงับการเคลื่อนไหวต่อต้าน “คราวนี้ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่จะต้องร่วมมือกันให้ได้มากที่สุด และถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของประเทศไทย กรุณาอย่าเรียกร้องอะไรกันมากนัก” และในช่วงท้ายยังมีการขอบคุณบรรดาแกนนำม๊อบ “ที่ยุติการเคลื่อนไหวไปทำกิจกรรมส่วนตัว พักผ่อนออกกำลังกาย ดูแลครอบครัวประกอบอาชีพและเตรียมตนเองในเรืองการปฏิรูป” พร้อมแสดงความหวังด้วยว่าจะได้รับความร่วมมือด้วยดีต่อไปในอนาคต

Comments:

พูดสวนทางกับการกระทำมากครับท่าน

อำนาจเหมือนไฟ ยิ่งใช้มาก ยิ่งร้อนมาก/คนใช้อำนาจอย่างไม่มีเหตุผล แต่กลับอ้างว่าใช้อย่างมีเหตุผล เห็นแก่ตัวเองและพวก อำนาจจะร้อนและเผาไหม้ตัวเองและพวก ในที่สุด

พูดสวนทางกับการกระทำมาก//// ผมจะไม่ยึดอำนาจ..ประยุดเคยกล่าวไว้ !!!

ถ้าคุณทำตามกฏหมาย ปฏิบัติตามกฏหมายไม่แหกกฏหมาย แต่แรก บ้านเมืองมันคงดำเนินไปตามบริบทของมัน ไม่รู้จะรัฐหารไปทำไม ทำตามกฏหมาย มีม๊อบก็สลาย ใครทำผิดกฏหายก็ว่าไปตามนั้น ไม่ใช้เอ๊ะอะก็รัฐประหารแล้วเมื่อไรประเทศจะเดินหน้าจริงๆ

ล้มรัฐบาลที่มาจากประชาชน ฉีกรัฐธรรมนูญ กักขัง ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็เพื่อให้ประชาธิปไตยประเทศไทยเข้มแข็ง//ช็อค แพ๊บ....

อำนาจเมื่อเสพแล้วจะห้ามตัวเองได้ยากแม้นแต่คำพูดของตัวเองก็ลืมได้

ประเทศนี้ไม่ใช่ของลุงตู่คนเดียวนะครัช ถามประชาชนส่วนใหญ่รึยัง?

การกระทำกับคำพูดสวยหรู มันช่างสวนทางกัน ละอายเป็นมั้ย นี่หรือผู้นำ นี่หรือคนมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี

ผมจะไมืนิรโทษกรรมตัวเองรวมถึงคณะ แล้วม.48 มันแปลว่าอะไร

ใครเอ่ย การกระทำตรงข้ามกับคำพูด

ถ้าให้เลือกตั้งก่อน แล้วมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ท่านคงไม่ต้องออกมาแก้ข่าวอยู่แบบนี้

ละครหลงโรงพระเอกหลงจอ5555

ผมจะไม่ยึดอำนาจ.../// ใครไม่รู้เคยกล่าวไว้ !!!

มันไม่ใช่พัฒนาการของประชาธิปไตยแต่เป็นการเห็นแก่ตัวและอำนาจของคนกลุ่มนี้ ให้ได้มาซึ่งจุดประสงด์รักษาไว้ในเผด็จการ ไม่อยากเปลี่ยนขั้วอำนาจที่แท้จริง ต้องการคลายความเข็มแข็งแห่งประชาธิไตยให้อ่อนลง กระจายผลประโยชน์และอำนาจให้พวกตน ไม่ใช่ชายชาติทหารที่ตายในสนามรบ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายในระบอบประชาธิปไตย ทั้งหมดทำมาเพื่อเผด็จการเปลี่ยนรูป

นางอมรา ตอนนี้ เปลี่ยนเป็นอมสาก แล้วค่ะ

ใหญ่ในกะลา

นี่ใช้อำนาจอย่างระวังแล้วเหรอ? แล้วไม่ทราบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยที่นำโดยนางอมราทำอะไรบ้างเหรอครับ ไม่เห็นจะมีบทบาทหรือหน้าที่อะไรเลย

คำเชื่อของ คสช.ไม่น่าเชื่อถือจากคำประกาศของผู้นำก่อนปฏิวัติรัฐประหาร สรุป เสือ จระเข้ งูเหลือม เลี้ยงยังไงก็กัดกินเจ้าของ ประชาชนและประเทศไทยเช่นกัน

ทุบโต๊ะ แล้วความขัดแย้งจะหมดไป เจ็บมื่อเปล่า ครับท่าน

ชอบพูดใครหลบหนีให้มามอบตัวซะ เรา คสช. ให้ความยุติธรรม ( สัส )

รธน.นี้ให้ต่างชาติดูคงมีแต่ขำกลิ้ง มีที่ไหนอำนาจล้นฟ้าไร้การตรวจสอบขนาดนี้ แต่เราโดนปืนจ่อ จะต่อต้านก็ลำบาก

รัฐประหารไม่ใช่ทางออก ใครก็ไม่รู้กล่าวเอาไว้

ประยุทธ์อย่าผายลมทางปาก

แค่รัฐธรรมนูญ คุณก็กำจัดไม่ให้คู่ขัดแย้งเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว เงื่อนไขของ สนช. สมาชิกสภาปฏิรูป คือไม่เคย ถูกตัดสิทธิทางการเมือง หมายถึง กรรมการบริหารพรรค ทรท พปช. ทั้งหมด ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของปัญหา ไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้ -*-

นี่ขนาดใช้อย่างระวังนะนี่ ถ้าไม่ระวังจะแค่ไหน

ระบอบประชาธิปไตยคือตรวจสอบได้ในสภา อย่างนี้ทำ no confidence motion ไม่น่าจะได้ครับ

แก้ตัวนะเนี่ย

จัดงานวันเกิดยังไม่ได้เลยบ้าอำนาจไปแล้ว

ขอบอกเลยว่า คสช มีเจตนารวบอำนาจ ริดรอนสิทธิประชาชน

เหงาจัง เบ้ย จัดงานวันเกิดก็ไม่ได้..อิอิ

กบฏ กุมอำนาจในประเทศ

นี่ละเขาว่ามึอถึอสากปากถึอสีน 5555

หราาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ มีควัน
ห้ามสุริยะแสงจันทร์ ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน คืนเล่า

คนผิดจริงไม่ใช่ท่าน แต่เป็นคนที่สั่งให้ท่านทำ...ตาสว่างครับ

ตอนนี้ คสช. เป็นเจ้าชีวิตของคนทุกคนในประเทศนี้นะครัช ในฐานะรัฐาธิปัตย์ ท่านผู้นำอันเป็นที่รักจะยิงท่านทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้แต่ท่านก็ไม่ทำ ท่านมีเมตตามากนะ เกิดมายังไม่เคยพบเคยเปรี่ยมด้วยเมตตาเช่นนี้ พูดแล้วน้ำตาจิไหล

พฤติกรรมพวกกบฏ เป็นอย่างที่คุณ"ค้างคาว กอธแธม"เปรียบเทียบไม่มีเพี้ยน

อำนาจเป็นสิ่งหอมหวานของคน ที่อยากมีอำนาจ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกมากเกินไป เรียกว่าบ้าอำนาจ ระวังอำนาจจะเผ่าตัวเอง ผลของการบ้าอำนาจนำไปสู่ความเสื่อม การกระทำอยู่นี้รวมอำนาจไว้ที่ตัวเองเพียงคนเดียว ประเทศประกอบไปด้วยประชาชน ทุกคนมีสิทธิ์เสรีภาพ ในชีวิต ในความคิด จะมากด บังคับเขาไม่ได้ ระวังความอึดอัดมันจะระเบิดนะ

เชื่อลูกเกิดก็เป็นลิง

มันรู้จริงๆหรึอเรียงสิทธิคน

พวกปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ

ชงเอง กินเอง อร่อยกว่าเยอะ ลองดูดิ้

ผมจะไม่รํฐประหาร...ผมจะไม่นิรโทษกรรมตัวเอง...แมวที่ไหนหว๋าาาา...ผายลมออกมา

ไอ้หยา...ประเทศนี้ต้องให้ทหารมานำปฏิรูปการศึกษา...


เห็นข่าวนี้แล้วหัวร่อด้วยความสมเพช ประเทศนี้ต้องให้ทหารมานำปฏิรูปการศึกษา

เรามีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการศึกษา ที่มีสติปัญญามากกว่าพลเอกของกองทัพไทยเป็นพันเป็นหมื่นคนมั้ง แต่ต้องให้ทหารมานำ ทหารรู้เรื่องไรวะ ทหารมันเรียนหนังสือเพื่อเชื่อฟังคำสั่งเท่านั้นเอง ไม่ได้เรียนเพื่อมีความคิดสร้างสรรค์

นี่คือตัวอย่างของการปิดซ่อมประเทศ

ประเทศมีปัญหา เปรียบเหมือนบริษัทที่ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์เสีย แต่เอา "ยาม" มาซ่อม เพียงเพราะยามมีอาวุธ สั่งให้ผู้บริหารผู้ถือหุ้นทั้งหมดอยู่เฉยๆ เดี๋ยวยามจะซ่อมโปรแกรมให้เอง

ใบตองแห้งประชาไท
...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

กลาโหม รับฟังความเห็นปฏิรูปการศึกษา แก้ล้าหลัง ด้อยคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ



วันที่ 27กรกฎาคม ที่ห้องพินิตประชานาถ กระทรวงกลาโหม พล.ร.อ. ชุมนุม อาจวงศ์ หัวหน้าคณะเตรียมการปฏิรูป ได้เป็นผู้แทนพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหมอในการเปิดงานประชุมเชิงปฏิบัติการสมัชชาการศึกษา ครั้งที่ 3 โดยได้รับการร่วมมือจากเครือข่ายยุวทัศน์กรุงเทพฯ ในฐานะเครือข่ายเยาวชนปฏิบัติงานด้านการปฏิรูปการศึกษา และคณะเตรียมการปฏิรูป โดยมีเยาวชนมาเข้าร่วมงานจำนวนหนึ่ง

พล.ร.อ. ชุมนุม กล่าวในพิธีเปิดว่า การที่ให้เยาวชนนักศึกษามาแสดงความคิดเห็นในการปฏิรูปการศึกษานั้น ทางพล.อ.สุรศักดิ์ เล็งเห็นว่าการปฏิรูปด้านการศึกษา ควรเริ่มจากเยาวชนทั้งหลายเป็นศูนย์กลางสำคัญ แต่ที่มากไปกว่านั้นทางกระทรวงกลาโหมเป็นฝ่ายจัดงานถือเป็นสถานที่เก่าแก่ ที่อยากจะให้เยาวชนได้เข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์ ที่จะสะท้อนทางการเมืองการปกครอง นับจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมาก็มีปัญหามาตลอด ทั้งนี้การศึกษาในประวัติศาสตร์คือ บ้าน วัด โรงเรียน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีความก้าวหน้ามีมากขึ้น จนทำให้รับรู้สิ่งต่างๆมีเพิ่มขึ้น และนับเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าผลการศึกษาทางรัฐบาลให้งบประมาณมากที่สุด ทว่าประสิทธิผลที่ออกมาไม่ดีนัก เพราะการศึกษาไทยอยู่ในลำดับที่ 8 ในประเทศอาเซียน

ฉะนั้นในวันนี้การจัดเสวนาหัวข้อกิจกรรม “การศึกษาไทยก้าวไกลสู่อาเซียน ซึ่งจะถือเป็นการคิดไปสู่อนาคตของการศึกษาไทย ทั้งนี้จากการที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูป ที่เตรียมให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไปดำเนินการต่อไปนั้น และการเตรียมข้อมูลพบว่าความหวังของผู้ที่เสนอข้อมูลมากมายหลายความคิดเห็น ซึ่งประเด็นที่พูดถึงและอยากให้เยาวชนมีคุณภาพอย่างไรนั้นก็ ต้องมีซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่รู้ มีความเป็นจิตอาสา และกล้าแสดงความรับผิด เป็นสิ่งสำคัญในการปลูกฝังเยาวชนต่อไป
...

Comments:

ทหารเก่งทุกอย่าง คสช พ่อ ทุกสถาบัน

มันเก่ง อัจฉริยะ ได้ทุกเรื่อง คุ้นๆ

ที่เคืองที่สุด คือ
ยามที่มาซ่อม ดันตาเหล่ ซะด้วย

จะแก้เรื่องการศึกษาไทยล้าหลัง? แต่กลับจะให้ไปเรียนวิชาเหมือนโรงเรียนเมื่อสมัยรุ่นปู่เนี่ยนะ

เด็ดขาดปะเทดนี้ 555

สมองแม่งเหล่กว่าตามันอีก. ฮา

กรอบคิดของทหารล้าหลังยิ่งกว่า ปฏิรูปกองทัพก่อนดีไหมครับทั่นประยุทธ์

ยามไม่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ใครพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง เลยสั่งฟอร์แมทฮาร์ดิสก์แล้วลงโปรแกรมใหม่ จะได้ไม่ต้องมีคนตั้งคำถามอีกต่อไป

หัวเราะก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก

อาจเหมือนเยอรมันยุคฮิตแล้วกระมัง555