วันอาทิตย์, ตุลาคม 26, 2557

เพียงการเคลื่อนไหว ของความเปลี่ยนไป

ภาพประกอบข่าว นสพ. ASTV ผู้จัดการ
Phuttipong Ponganekgul  23 ตุลาคม เวลา 17:50 น. 
นักกฏหมายมหาชนคนหนึ่งเขาเปรยเอาไว้ให้คิดกัน
ทหารป่วนชาวบ้านรายวันนะครับ "วันก่อนก็คุกคามนักเรียน ม.๕ "

กรณีสนธิลิ้ม คือ แกล้งมาถ่ายรูปที่บ้านให้ "เจ้าตัว" รู้ตัว
(ดู http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000122310 )


ซึ่งก็ได้รายละเอียดจากคำให้สัมภาษณ์ของนายจิตนาถ ลิ้มทองกุล ว่า

"ก็บอกคำเดียว ถ้าผมหรือคุณสนธิเป็นอะไรไป ผมถือว่าผู้ใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องรับผิดชอบในสวัสดิภาพของประชาชนอย่างพวกผม"

หรือกรณีพาทหารบุกบ้าน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม (อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ที่เคลื่อนไหวปฏิรูปพลังงาน ดู http://prachatai.org/journal/2014/10/56169 )



"จึงอยากส่งเสียงดังๆ ไปถึงท่านหัวหน้าทหารที่ครองอำนาจอยู่ขณะนี้ว่าอย่ามั่ว และละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนให้มากนักเรายังมีสิทธิขั้นพื้นฐานด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในการดำรงชีวิตอย่างอิสระ ตราบที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และสร้างความเดือดร้อนให้บุคคลอื่น"

ตามมาด้วยข้อความบนหน้าเฟชบุ๊คของนาย วีระ สมความคิด 24 ต.ค.


แฉถูกยัดคุกเขมรเพื่อปิดปากกรณีบ้านหนองจานเป็นจุดหนึ่งที่มีลักลอบขนของหนีภาษี

"ผมจะบอกให้นะคุณประวิตร จุดที่ลักลอบของสินค้าหนีภาษีจุดใหญ่ๆ ที่อยู่ในการควบคุมดูแลของทหารพราน (กองกำลังบูรพา) มีดังนี้..."

(https://www.facebook.com/pages/Veera-Somkwamkid/181257625305431) 

จนมาถึงเสียง 'ลั่น' ผ่านไทยรัฐของนายสนธิว่า "มองว่าการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลเป็นเรื่องหลอกลวง เพราะที่ผ่านมา การเมืองไทย อำนาจบริหารและอำนาจทุนเป็นเรื่องเดียวกัน"

(http://www.thairath.co.th/content/365822)
 
เลยต้องไปดูพวกสลิ่มพลังงานเขาคุยกันอย่างพาดพิงถึงบุ๊ดด้า อิสระ เหตุเพราะท่านไปเขียนเม้าท์ไว้บนหน้าเฟชบุ๊คว่า 

"เหตุที่ฉันต้องยุ่ง

หากพวกคุณไม่มาวุ่นวายแอบอ้างฉัน ฉันก็ไม่อยากไปยุ่งด้วยหรอก เพราะบอกกับใครๆ เอาไว้แล้วว่าทางใคร ทางมัน ต่างคนต่างเดิน จะมีก็แต่พวกคุณนั่นแหละที่มักจะย่องมาอาศัยเดินในเส้นทางที่ฉันสร้างขึ้น

ถ้าพวกคุณคิดว่า มีข้อมูลเจ๋งๆ เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ พิสูจน์ได้ตามระบบวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ ไม่เอาความรู้สึก ไม่ใช่มโน ใช้สมองคิดด้วยระบบที่ผ่านการพิสูจน์ทราบอย่างรอบด้าน แล้วจึงนำมาเป็นข้อมูลต่อสู้ หากมีจริง สามารถสร้างวิธีคิดใหม่ที่ต่อยอดพลังงานได้ ประชาชนทั้งประเทศจับต้องได้จริง ก็เชิญมาตั้งกระทู้ถามสดในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๗ ที่ศาลาวัดอ้อน้อย(ธรรมอิสระ) ในเวลา ๙ โมงเช้า ถึง ๓ โมงเย็น หากแน่จริงแล้วคิดว่าข้อมูลของตนจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งจำนนต่อหลักฐานก็เชิญมา

หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)"


https://www.facebook.com/buddha.isara/photos/a.10152020008438446.1073741871.257455723445/10152780257728446/?type=1&theater 




กราบนมัสการหลวงปู่

กระผมอ่านแล้วไม่สบายใจ

ภาษาหลวงปู่มีอารมณ์ตัดพ้อท้าทาย อีกทั้งศัพท์แสงที่หลวงปู่ใช้ ก็ส่อไปในทางสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล ในการยกสมบัติชาติให้มหาอำนาจพลังงาน และกลุ่มการเมืองสามานย์บริวารสหรัฐอเมริกาที่พากันชูคอรอเวลาในสภาทั้งสอง

"ข้อมูลเชิงประจักษ์" ที่หลวงปู่ว่า ย่อมไม่มีวันผุดมาจากเอกสารของกระทรวงพลังงานและ ปตท. เพราะไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากสัมปทาน และการขูดรีดผู้ใช้พลังงานตลอดมา

ตัวอย่าง : มีรถขนน้ำมันดิบวิ่งเข้าออกจากหลุมผลิตวันละหลายเที่ยว : ชาวบ้านประจักษ์ ชาวบ้านเห็นด้วยตา ไม่ต้องรอให้ข้าราชการรับรายงานจากผู้รับสัมปทานแต่อย่างใด

หลวงปู่กลับไม่ยอมประจักษ์ จะขอเอกสาร มิหนำซ้ำแก้ตัวแทนข้าราชการและผู้รับสัมปทาน แบบน้ำขุ่นๆ : ลูกศิษย์ฉันที่เป็นตำรวจเขาเล่าให้ฟังว่า เคยตรวจดูรถที่ขนแล้ว ไม่มีน้ำมัน ผู้รับเหมาเจ้าของรถก็มายืนยัน ว่าทำสัญญาขนน้ำมันเดือนละร้อยเที่ยว รถต้องวิ่งไปวิ่งมา ไม่ว่าจะมีน้ำมันหรือไม่มีก็ตาม .. หลักฐานมันชัดเจนอย่างนี้ จะให้ฉันเชื่อใคร !?!?

หลวงปู่ครับ เด็กประถมศึกษาคงจะพากันหัวร่อ และอยากขอดูสัญญาว่าจ้างขนส่งน้ำมันที่ว่า : ทำใมมันพากันด้อยปัญญาขนาดนั้น !?!?

หมายเหตุ : ลูกศิษย์หลวงปู่เล่าให้กระผมฟัง เมื่อสองคืนก่อน หากไม่เป็นความจริงกระผมกราบขออภัยหลวงปู่ ณ ที่นี้

"ข้อมูล เชิงประจักษ์ - Evidence-based Data" ย่อมมาจากการได้เห็นด้วยตา จากงานวิจัย และจากประสบการณ์ มิใช่การรับฟังรายงานจาก "โจร" หริอ "ผู้ร้าย" ผู้มีส่วนได้ประโยชน์

หลวปู่ต่างหากที่นอกจากจะไม่เข้าใจวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ยังติดการวาดจินตนาการ "เทใจ" ให้ฝ่ายราชการ และมองตัวแทนชาวบ้านแบบ "ดูแคลน" !!

Scientific Method : The scientific method is a body of techniques for investigating phenomena, acquiring new knowledge, or correcting and integrating previous knowledge. http://en.wikipedia.org/wiki/Scientific_method

เมื่อหลวงปู่ไม่เข้าใจการสร้างขั้นบันไดไปสู่ "ความรู้" แล้ว หลวงปู่จะเชิญชวนใครให้มาถามใครเพื่อประโยชน์อันใด เพราะหลวงปู่ไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าคำพูดไหนจริง คำพูดไหนเท็จ : จะได้เมล็ดพันธุ์อะไรไปนำเสนอรัฐบาล !?!?

กรรมการตัดสินกีฬาใดๆ ต้องเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในกฏและกติกาของกีฬานั้นๆ อย่างถ่องแท้ แม่นยำ ชำนาญ

สองเวทีเสวนาพลังงานที่ผ่านมา หลวงปู่มีเจตนาดี ควบคุมเวทีได้กระชับ แต่สำหรับบัณฑิต : ผู้รู้ นักปราชญ์ : เสียดายโอกาสอันงาม - ประธานเข้าใจคำถามของตัวแทนชาวบ้าน แต่ไม่เข้าใจคำตอบของฝ่ายราชการที่สมคบนายทุนพลังงานเอาความเท็จมากรอกหูชาวบ้านบนเวที

หลวงปู่ให้สัมภาษณ์ว่าเขาตอบได้ดีทุกข้อ !?!?
เพราะหลวงปู่ไม่เข้าใจเนื้อหา เพียงแต่ได้ยินมธุรสวาจา ก็ "มโน" ว่าเป็นความจริง !!!
*****

การตั้งกระทู้สดในวันพรุ่งนี้ ๒๕ ตุลา กระผมไม่เชื่อว่าฝ่ายราชการจะเกิดการ "ยอมจำนน" เพราะติดนิสัยโกหกประชาชนจนเป็นสันดาน คงจะแถไปแบบด้านๆ ข้างๆ คูๆ ไม่กลัวคนดู ไม่กลัวกรรมการ เหมือนสองเวทีที่ผ่านมา

อันที่จริง กระผมอยากจะกราบนมัสการหลวงปู่ว่า ไม่ควรเสียเวลาจัดงาน เพราะรัฐบาลชุดนี้มีคำตอบในใจ - ยกทรัพยากรพลังงานไทยให้ต่างชาติ เพราะเราขาดความรู้และเทคโนโลยี !?!?

เสียดาย กระผมไม่อาจมาร่วมงานวันพรุ่งนี้ได้ เนื่องจากอาการตาอักเสบยังไม่หายดี แต่ทันทีที่พอจะสบาย และหากหลวงยังอยากได้ "ข้อมูลเชิงประจักษ์ พิสูจน์ได้ตามระบบวิทยาศาสตร์" กระผมยินดีจะเดินทางจากโคราชมาพบที่วัด เพื่อขจัดข้อสงสัย ค้างคาใจ ก่อนที่หลวงปู่จะสรุปข้อมูลให้รัฐบาลและสภาฯ พิจารณาต่อไป

อนึ่ง กระผมไม่ให้ราคาทั้งสองสภาและรัฐบาล เพราะมีพฤติการณ์น่าสงสัย
ไม่พิทักษ์ประโยชน์ของชาติไทย ฝักใฝ่ทุนสามานย์

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง

นายมอน ราษฎรหนุ่ม
๒๔ ตุลา ๕๗
๒๒.๕๘ น.

พุฒิพงศ์จึงสรุปเชิงคะเนว่า
 


มีมิตรสหายอาวุโสท่านหนึ่งคาดการณ์ว่า คสช. อยู่ไม่รอดเกินเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ เรื่องนี้หลายเดือนก่อนผมฟังยังไม่ค่อยเห็นเค้าลางว่าจะเป็นไปได้ แต่ดูตอนนี้ชักเริ่มมีเค้า

หอกง้าวจากทั่วทุกสารทิศพุ่งมายัง คสช. เสมือนหนึ่งขณะนี้ คสช.อุ้มระเบิดเวลาไว้อยู่ในมือ รอวันระเบิด แต่กระนั้นก็อย่าเพิ่งดีใจไป หาก คสช.เห็นท่าไม่ดี ก็คงสั่งวิษณุทำรัฐธรรมนูญถาวรประกาศใช้ทันที แล้วเผ่นออกนอกประเทศไป ทิ้งกับระเบิดไว้เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ.


วันเสาร์, ตุลาคม 25, 2557

ชีวิตนักกิจกรรมการเมือง กับการรับมือเมื่อถูกโจมตีเพื่อดิสเครดิตต่างๆ

จรรยา ย้ิมประเสริฐ
25 ตุลาคม 2557




คงเป็นเช่นเดียวกับหลายคน พอได้ข่าวหรือเห็นข่าวการโจมตีตัวเองอย่างหยาบช้าและไร้ข้อเท็จจริง ก็จะรู้สึกโกรธและสะเทือนใจขึ้นมา โดยเฉพาะถ้ามาจากกลุ่มคนที่อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาชนเช่นเดียวกัน
กระแสโจมตีผมและนักกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยนักโทษการเมืองมีมาอยู่เนื่องๆ เจอกันเกือบทุกคนที่อาจหาญมาทำกิจกรรมในเรื่องเหล่านี้

หลังการประท้วงที่มิลาน แน่นอนผมถูกโจมตีอย่างหนัก อย่างหยาบคายด้วยข้อกล่าวหาที่ใช้โจมตีกันมาตลอดทุกคนว่า "อยากดัง" "รับจ้างทำงานการเมือง" และมักพ่วงมาด้วยเรื่อง "เพศ" เพราะคนโจมตีคิดว่าการโจมตีใครก็ตามในเรื่อง "เด่นดัง" เรื่อง “เงิน” และเรื่อง "วิถีเพศ" มักจะทำลายความน่าเชื่อถือของคนได้สำเร็จเสมอ

ผมจึงคิดว่าจำเป็นจะต้องเขียนตอบในประเด็นเหล่านนี้อย่างจริงจังเสียที เพราะเรื่องการพยายามโจมตีนักกิจกรรมคนตัวเล็กตัวน้อยที่ใจใหญ่และไม่มีเงินทั้งหลายนั้น เป็นปัญหาที่สร้างความยากลำบากให้กับคนทำกิจกรรมจำนวนมากมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมืองไทยในช่วงหลังรัฐประหาร 2549 ที่แนวหน้าในการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้านรัฐประหาร ที่ทำงานกันอย่างหนักและอย่างต่อเนื่อง คือนักกิจกรรมคนเล็กคนน้อยจำนวนมากมาย ที่มีความมุ่งมั่น และทำการรณรงค์เพื่อเมืองไทยอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ด้วยความเสียสละ แม้ว่าตอนนี้หลายคนต้องติดคุก หลายคนต้องลี้ภัยอยู่ต่างแดน กระนั้น พวกเขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำการต่อสู้เพื่อเมืองไทยมีเสรีภาพและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ...

ยิ่งเมื่อต้องลี้ภัยใจของพวกเขายิ่งมุ่งมั่น แต่ในสภาพผู้ลี้ภัยที่ไม่อาจทำงานหาเงินได้เหมือนเดิม พวกเขายิ่งติดขัดเรื่องงบประมาณในการทำงาน แต่การจะขอระดมทุนเพื่อการทำงานกันก็เป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อต้องตกเป็นเป้าถูกโจมตีเรื่อง "เงิน" กันโดยตลอด ก็ทำให้หลายคนเหนื่อยล้า ไม่อยากขอการสนับสนุนเพื่อทำงานการเมืองไทย นั่นก็หมายถึงการหยุดทำกิจกรรม หรือไม่อาจทำกิจกรรมใด ที่อาจจะส่งผลสะเทือนสูงได้มากนัก เพราะหลายกิจกรรม ที่แม้ไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน ...

เมื่อหยุดทำกิจกรรม ก็ไม่มีกระแสการต่อต้านเผด็จการ ออกมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ...

ใครกันที่จะได้ประโยชน์ ถ้าคนตัวเล็กตัวน้อยแถวหน้าเหล่านี้หยุดเคลื่อนไหว หรือหยุดต่อสู้?

เรื่องการรับการสนับสนุนเพื่อการรณรงค์การเมือง จึงเป็นจำเป็น และกลุ่มองค์กรหรือปัจเจกที่รับการสนับสนุน ก็ต้องรัดกุมและโปร่งใสเรื่องการใช้เงิน เพราะมันเป็นจุดอ่อน ที่ทำให้ตกเป็นเป้าแห่งการโจมตีกันได้อย่างง่ายๆ มาโดยตลอด

สำหรับตัวผม เมื่อตัดสินใจไม่กลับเมืองไทยเพราะบทความ "ทำไมถึงไม่รักในหลวง" และอยู่ยุโรปใหม่ๆ เมื่อกลางปี 2553 ผมคิดและทำแต่เรื่องการทำงานรณรงค์เพื่อเมืองไทย และในฐานะของคนที่ทำงานด้านสังคมเพื่อช่วยเหลือคนที่ถูกเอาเปรียบและเพื่อสิทธิและเสรีภาพมาโดยตลอดชีวิตการทำงาน ผมจึงคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะระดมทุนเพื่อให้ใช้ชีวิตและทำงานเรื่องเมืองไทยได้อย่างต่อเนื่อง - แม้ว่าเมื่อต้องลี้ภัยอยู่ในยุโรป - เพื่อนฝูงหลายคนแนะนำว่า น่าจะลองหาการสนับสนุนและทำงานกับคนไทยที่ยุโรป เพื่อรวมตัวกันต่อสู้เพื่อประเทศไทย

ผมไม่ใช่คนแรกที่คิดเช่นนี้ ผู้ลี้ภัยการเมืองหลายคน คิดแบบเดียวกันนี้ และก็เจ็บปวดกันไปหลายคน เพราะคนไทยที่ต่างแดน นำเรื่องการขอรับเงินสนับสนุนไปกล่าวหาโจมตีกันบ่อยครั้ง และปั่นตัวเลขกันจนเงินร้อย เป็นเงินพัน เงินหมื่น เงินแสน หรือเงินล้าน ... เพราะการไม่เข้าใจในอุดมการณ์และยุทธวิธีในการทำงาน และใช้จุดอ่อนเรื่องการขอรับการสนับสนุนเพื่อมาทำงาน เป็นข้อโจมตี
ผมเองก็คิดผิด ที่เอาวิธีการคิดเรื่องการระดมทุนเพื่อการอยู่ในยุโรปและสามารถทำงานรณรงค์ทางการเมืองไทยไปได้ด้วย มาเป็นจุดเร่ิมต้นทำงานกับคนไทยที่ต่างแดน ที่ยังไม่รู้จักกัน และไม่มีความเข้าใจวิธีคิดและอุดมการณ์ทำงานของนักกิจกรรมที่ต้องระดมทุนเพื่อการทำงานการเมืองดีพอ และพวกเขายังไม่อาจเปลี่ยนวิถีความคิดเรื่อง "ทำบุญไถ่บาปกับพระ" มาสู่ "การสนับสนุนคนหรือกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง" ได้

ปัญหาเรื่อง "เงิน" ที่เมื่อใส่ร้ายป้ายสีใคร ยังไงมันก็ส่งผลกระทบแน่ๆ เพราะสังคมไทยมีบทเรียนให้เห็นรอบตัวเรื่องการไม่โปร่งใสในการระดมเงินเพื่องานกิจกรรม ...

ปัญหาเรื่องนี้ เป็นปัญหาที่ผมตระหนักถึงได้ และเข้าใจว่าการทำงานสาธารณะจำเป็นต้องโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อมีการระดมทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมจึงป้องกันตัว ด้วยการทำรายงานการใช้จ่ายเงินไว้อย่างรอบคอบ เพราะถ้ามีปัญหาแบบนี้ เพื่อจะได้มีหลักฐานยืนยัน อาทิ การได้รับสนับสนุนจากกลุ่มยุโรปในการพยายามก่อตั้งและดำเนินกิจกรรมร่วมกันในนาม "สหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน" ผมทำรายกิจกรรมและรายงานการใช้จ่ายชัดเจน และได้ส่งรายงานนี้ให้แกนนำทุกคนได้รับทราบด้วย เงินที่ผมรับมา 1,504 ยูโร ที่ผมได้ทำรายงานการใช้จ่ายอย่างละเอียดส่งให้กรรมการสหภาพทุกคนได้รับทราบเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2554 แต่กระแสการพูดโจมตีผมด้วยเรื่องเงินสนับสนุนครั้งนั้น ที่ยิ่งนานวันยิ่งถูกปั่นตัวเลขสูงจนน่าตกใจ เพื่อนำมาใช้โจมตีกันด้วยเรื่องนี้ (ดูรายงานการเงินประกอบท้ายบทความ)

นับตั้งแต่ปี 2554 ผมเปิดรับเงินที่เป็นเงินในรูปแบบการทำงานกลุ่มหลักๆ มา 3 ครั้ง และทุกครั้งผมทำรายงานการเงินชี้แจงหลังเสร็จสิ้นโครงการ (แน่นอนว่ามีเพื่อนและสหายส่งความสนับสนุนและช่วยเหลือผมในนามส่วนตัว เพื่อสนับสนุนให้ผมทำงานต่อเนื่อง ซึ่งผมขอบคุณทุกคนเป็นอย่างสูง)
  1. การรณรงค์รวมตัวคนไทยที่ยุโรปในนาม "สหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน" และจัดกิจกรรม Global Day of Action for Democracy in Thailand ได้รับเงินสนับสนุน 1,504 ยูโร, 2554 ( 60,160 บาท) 
  2. การระดมทุนร่วมกับไทยอีนิวส์เพื่อคน 112 ที่ลี้ภัยต่างแดน, 2556 ( 77,730.42 บาท) 
  3. การขอการสนับสนุนการประท้วงประยุทธ์ จันทร์โอชา, 16 ตุลาคม 2557  (559 ยูโร หรือ 22,360 บาท) (ดูเอกสารประกอบท้ายบทความ)

เรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112

การพากันกล่าวหาไม่เลิกลาว่า ผมไม่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เรื่องนี้ก็แทบจะไม่ต้องอธิบาย ผมได้พูดเขียนถึงไปหลายครั้งแล้ว การโจมตีผมด้วยเรื่องนี้อยู่จนถึงขณะนี้ ก็ด้วยเหตุผลประการเดียวคือ "ผมลี้ภัยอยู่เมืองนอก และไม่ยอมกลับไปติดคุกในเมืองไทย" เพื่อมีเรื่องให้พวกเขาได้พูดรณรงค์เรื่องผมติดคุกเท่านั้นเอง

การเป็นนักกิจกรรมการเมืองในโลกอินเตอร์เนต เราจำเป็นต้องหนักแน่น

การจัดรายการทางอินเตอร์เนต ที่ใช้ภาษาหยาบคายโจมตีคนอื่น ด้วยข้ออ้างว่า จริงใจ (แต่ไม่เข้าใจวิถีการทำกิจกรรมทางการเมือง) เป็นเรื่องที่นักพูดทุกคนควรจะต้องระมัดระวังเรื่องที่มาของข้อมูลที่ไม่ได้ตรวจสอบด้วยเช่นกัน ยิ่งถ้ามุ่งเสาะแสวงหาข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามคู่กรณีเป็นหลัก เพียงเพื่อมาใช้ประโยชน์ในการพูดเพื่อความสะใจประการเดียว โดยไม่ยอมดูภาพรวมหรือบริบทแห่งการต่อสู้ของคนผู้นั้น ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ผู้ฟังจะต้องใช้วิจารณญาณในการฟังกันเอาเองด้วย

ผมเคยพูดคุยกับนักจัดรายการวิทยุการเมืองออนไลน์ หลายคน และเห็นเจตนาดีของพวกเขาที่ต้องการใช้เสรีภาพนอกอาณาเขตประเทศไทย แต่ปัญหาที่ผมเห็นคือ การจัดรายการที่ต้องมันส์ สะใจ เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ฟัง ที่ท้ายที่สุด มันคุมประเด็นไม่ได้ และก็ไหลลื่นไปกับการเล่นกับวิถีที่เขาคิดว่า "เป็นวิถีที่จะได้รับความนิยมจาก "ชาวบ้าน" นั่นคือต้อง "สร้างศัตรู" ขึ้นมาเพื่อโจมตี และเมื่อเริ่มแล้ว มันก็ต้องเลยตามเลย ต้องหาเรื่องมาโจมตีกันแบบกัดไม่ปล่อย เมื่อจิกกัดฝ่ายอำมาตย์กันหมดเรื่องคุยแล้ว ก็มาดูกันเอง จิกกัดกันเอง และโจมตีคนที่ทำกิจกรรมทางการเมืองโดดเด่น โดยการอ้างว่า เป็นชาวบ้าน ความรู้น้อย แต่จริงใจ จึงหยาบคายได้ ... และที่สำคัญคือ อัตตามนุษย์ก็ทำให้ "นำเสนอข้อขัดแย้งให้ผู้ฟังได้พิจารณา กันไม่เป็นอีกเช่นกัน" ...

  • เป็นชาวบ้านต้องหยาบคายหรือ?
  • เป็นชาวบ้านต้องพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบคำพูดหรือ?
  • เป็นชาวบ้านต้องพูดอะไรก็ได้โดยไม่ตรวจสอบข้อมูลหรือ?
  • เป็นชาวบ้านต้องโจมตีใครก็ได้โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเสียหายให้กับคนที่ไม่ชอบ กระนั้นหรือ?

มันจำเป็นต้องคิดวิธีการระดมทุน เพื่อทำการต่อสู้เพื่อปลดแอกเผด็จการได้ต่อเนื่อง

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามหาเงินสนับสนุนเพื่อที่ผมจะได้ต่อสู้กับเผด็จการของเมืองไทย ผมมีเงื่อนไขการขอรับการสนับสนุนจนเป็นที่รับรู้กันอย่างดีว่า "ต้องไม่มีเงื่อนไขให้อวยใครทั้งนั้น" และก็ใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างค่อนข้างขัดสนจริง เพราะค่าใช้จ่ายที่ยุโรป/ฟินแลนด์ นั้นแพงมาก ยิ่งผมดื้อดึงที่จะยังคงทำงานเขียนและงานรณรงค์เรื่องเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ผมประสบปัญหาทางการเงินอยู่เนืองๆ ผมจึงคิดเรื่องจัดพิมพ์หนังสือที่เขียนทั้ง "แรงงานอุ้มชาติ" และ "เปลื้องผ้าและไม่ไทยเลย" เพื่อระดมทุนใช้อยู่อาศัยและได้ทำกิจกรรมเรื่องเมืองไทยต่อเนื่อง แต่มันก็ค่อนข้างจะประสบความล้มเหลว เพราะชื่อเสียงเรื่องถูกข้อหา 112 ของผม ไม่ช่วยเรื่องการขายหนังสือได้ดีนัก

เมื่อขายหนังสือล้มเหลว เมื่อต้นปี 2013 ผมจึงเปิดรับการสนับสนุนให้คนโอนเข้าบัญชี paypal ทางสาธารณะที่หน้าเวบของตัวเอง แต่ไม่มีใครสนับสนุนเข้ามาทางสาธารณะ นอกจากเพียงเพื่อนฝูงที่ส่งเงินมาช่วยเป็นบางช่วงเท่านั้น และก็เป็นเงินแค่หลักพัน ไม่ใช่เป็นแสนเป็นล้าน ตามที่พยายามจะโจมตีให้ร้ายกัน

สี่ปีที่ผ่านมา ผมจึงอยู่ได้ด้วยความสนับสนุนของเพื่อนๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งเงินที่สนับสนุนและเงินที่ให้กู้ยืม เพราะพวกเขาเข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามทำ ถ้าสิ่งที่ผมทำมีคุณูปการใดบ้างต่อประเทศไทย เพื่อนผมเหล่านี้ที่สนับสนุนผม เป็นกลุ่มคนหนึ่งที่สมควรได้รับคำขอบคุณ

สรุป

แม้ว่าการโจมตีนักกิจกรรมการเมืองที่ถูกหมายหัวว่า "ไม่รักเจ้า" ส่วนใหญ่ จะเอาวิถีคิดแบบไทยๆ เรื่อง "บุญ-บาป" หรือวิถี "ละครน้ำเน่า" ทั้งเรื่อง "วิถีเพศหญิง-เพศชาย" มาพูดกล่าวหา โดยการคิดว่าถ้าเล่นงานกันในแง่ของศีลธรรมดัดจริตแบบไทย จะสามารถจานหรือทำลายชื่อเสียงได้ หรือเพราะคิดว่าจะก่อให้เกิดความสะใจในหมู่ผู้ฟังได้ รวมทั้งจะสร้างความเสียหายและการเสื่อมเสียชื่อเสียงของคนที่ถูกโจมตีได้ โดยอ้างว่าการพูดนั้นไม่มุ่งหวังประโยชน์ใด แต่ทำไปเพราะรักฯ ก็ตาม ... หรือทำไปเพราะยึดมั่นในหลักการแห่งสิทธิมนุษยชนหรือหลักการแห่งเสรีภาพก็ตาม ..เป็นเรื่องที่ผู้ฟังที่มีวิจารณญาณต้องคิดวิเคราะห์กันไปด้วย

แน่นอนว่า ทุกการทำงานกิจกรรมหรืองานรณรงค์เรื่องใด มันก็ต้องใช้ทั้งทักษะและการค้นคว้า นักต่อสู้แถวหน้าทุกคน คงไม่อาจนำเสนอปัญหาของประเทศไทย ปัญหาของการเมืองไทย และปัญหาของการรัฐประหารไทยได้โดยไม่ทุ่มเทเวลาไปการศึกษาค้นคว้าและการเขียนวิเคราะห์

ถ้าจะมัวติดกับเรื่องที่ผมหรือใครก็ตาม ต้องขอรับเงินสนับสนุนทำงาน เพราะผมหรือใครก็ตาม ไม่มีสมบัติพ่อแม่หรือมีทรัพย์สินที่มั่งคั่ง โดยไม่สนใจที่จะมองเนื้อหาสาระงานที่ผมหรือคนๆ นั้นทำ หรือโดยไม่สนใจสาระแห่งสิ่งที่สื่อสะท้อนออกไป หรือไม่มองที่ประสิทธิผลของงานรณรงค์ ที่เผยแพร่สู่สาธารณชน ... นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมไม่อาจห้ามความคิดของทุกคนได้

ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยรู้จักผม รวมทั้งรู้จักหลายๆ คนที่ถูกโจมตีหรือโจมตีกัน ทั้งจากพวกเดียวกัน และจากคนคลั่งเจ้า ถ้ายังมีเรื่องกังขาต่อกันด้วยเจตนาอันบริสุทธ์ ผมขอเสนอว่า หันหน้ามาซักถามกันตรงๆ จะดีกว่านะครับ อย่าเล่นกระแสสาธารณะ เพื่อหวังผลแห่งการหาแนวร่วมมาทำลายกันเลย - เพราะลึกๆ เราก็รู้กันดีว่า ใครกันคือคนที่ร่ำรวยบนการเหยียบบ่านักต่อสู้ระดับล่างเพื่อขึ้นสวามิภักดิ์ต่อผู้มีอำนาจเบื้องบน -
ยิ่งในสถาการณ์การเมืองปัจจุบัน คนที่เราสมควรจับผิดหรือตอบโต้ คือคนที่กำลังบ่อนแทะทำลายประเทศไทย และโกงกินกันอย่างเป็นลำเป็นสัน กันหลายสิบ หลายร้อย หรือหลายหมื่นล้านในปัจจุบันต่างหากล่ะ

เรามาแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง พยายามทำกิจกรรมกันด้วยความรัดกุม โปร่งใสเท่าที่ทำได้ ในการต่อสู้เพื่อปลดแอกศักดินาครั้งนี้ ที่นักต่อสู้ทุกคนแถวหน้า ต้องทำงานกันหนักหน่อย ไหนจะต้องคิดถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่แหลมคม สร้างสรรค์ ใช้เงินไม่มาก และสันติวิธี แล้วยังต้องทำตัวโปร่งใสเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสังคม ที่ต้องการเห็นฟื้นคืนความมั่นใจและความเชื่อถือบุคคลสาธารณะกันขึ้นมาได้อีกครั้งไปพร้อมๆ กันด้วยเช่นกัน

มันเป็นภาระที่หนักหน่วงที่พวกเราต้องแบกรับ ถ้าต้องการต่อสู้เพื่อประเทศชาติ เพราะอนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อวิถีประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อการเอาหน้าจากใครที่มีอำนาจหรืออยู่เบื้องบน

ขอเป็นกำลังใจให้นักต่อสู้เพื่อปลดแอกเผด็จการทุกคน!

* * * * * * * * *

เอกสารประกอบ

รายงานค่าใช้จ่ายในการระดมเงินเพื่อกิจกรรมการเมืองไทย 3 ครั้ง 

1. การรณรงค์ร่วมปฏิบัติการทั่วโลกเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย 19 กันยายน 2554 ( Global Day of Action for Democracy in Thailand, 19 September 2011) ได้รับการสนับสนุน 1,504 ยูโร
2. รายงานการเงิน กรณีระดมทุนเพื่อผู้ไม่ยอมจำนนต่อมาตรา 112


* * * * * * * * *
Photo by Eugenio Morongiu 

3. ค่าใช้จ่ายในการประท้วงประยุทธ์ จันทร์โอชา 16 ตุลาคม 2557ที่มิลาน รวมทั้งสิ้น 559 ยูโร

ถูกกว่าค่าโรงแรมหนึ่งคืนของประยุทธ์อีกนะครับ (คืนละประมาณ 700 ยูโร)

แต่ทำให้ประยุทธ์นอนไม่หลับและต้องหลบตาผู้นำนานาชาติตลอดการประชุม

------------------

รายงานการเงินค่าใช้จ่ายในการประท้วงประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มิลาน

เงินสนับสนุน (Euro)

พี่สาวที่อังกฤษ 202
น้องๆ จากเมืองไทย 188
พี่ชายจากนรเวย์ 150 (ยังไม่ได้ไปรับเงิน)
พี่เล็กจากมิลาน 50
รวม 590 Euro

ค่าใช้จ่าย
ค่าพิมพ์สติกเกอร์และโปสเตอร์ 125
ค่าอุปกรณ์ทำป้ายประท้วง 50
ค่าถ่ายภาพและวีดีโอ 100
ค่าการสื่อสาร 50
ค่าเดินทาง 102
ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 132

รวม 559 Euro
----------------- 

พวกเราใช้เงินประท้วงประยุทธ์กันแค่ 559 ยูโร เท่านั้นเองครับ

ไม่มีนายใหญ่ ไม่มีนายทุ่ม และไม่มีนายทุน!

พล.อ ประยุทธ์ ติงสื่อทำไทยพลาด UNHRC


https://www.youtube.com/watch?v=8xYwlI9i_ko


พลเอกประยุทธ์ เตือนสื่อระมัดระวังการเสนอข่าว ที่กระทบต่อประเทศ โดยยกตัวอย่าง กรณีไทยพลาดที่นั่งใน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ตอนหนึ่ง ได้แสดงความเป็นห่วง กรณีทูตจาก 8 ประเทศสหภาพยุโรป หรือ อียู ที่มองว่าการเสนอข่าวของสื่อไทย ล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เสียหาย โดยพลเอกประยุทธ์ ขอให้สื่อมวลชนไทยระมัดระวัง เนื่องจากมีผลต่อเนื่องในหลายๆ เรื่อง เช่น กรณีประเทศไทยสมัครสมาชิกคณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHRC ที่ไทยไม่ผ่านการออกเสียงรับรอง

พลเอกประยุทธ์ ยังกล่าวย้ำ ขอความร่วมมือสื่อ ช่วยสร้างความเข้าใจในสิ่งที่ดี สิ่งที่เคยเป็นปัญหาและได้รับการแก้ไข โดยชี้แจงว่า ไม่ใช่การก้าวล่วงสื่อ แต่ขอให้สื่อ กลับไปพิจารณาว่า ควรจะต้องแก้ไขตัวเองหรือไม่ เพื่อร่วมกันเดินหน้าประเทศ ส่วนตัวยินดีน้อมรับทุกเรื่อง เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไข

นอกจากนี้ ได้รายงานผลการเข้าร่วมประชุมชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยได้เสนอความพร้อมและศักยภาพของประเทศในการเป็น “ศูนย์กลางอาเซียน” โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย เช่น โครงการรถไฟทางคู่ และการขยายช่องทางติดต่อชายแดน 5 ช่องทาง เชื่อมต่อประเทศในกลุ่มอาเซียนกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย

รายการคืนความสุขให้คนในชาติคืนนี้ มีการขึ้นคำบรรยายเป็นภาษามลายู ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว เข้าใจสิ่งที่รัฐบาล และ คสช.ต้องการสื่อสาร ส่วนจังหวัดอื่นๆ ยังคงขึ้นคำบรรยาย เป็นภาษาอังกฤษ

ที่มา Voice TV
...

Comments:

เออไม่รู้จักอาย

แมร่งโทษหมดทุกฝ่าย

ตอนประเย็ดตายแล้ว ว่าจะแอบไปลอกหนังหน้ามันมาทำเป็นพื้นรองเท้าหน่อย ดูท่าทางน่าจะทนใช้ได้หลายสิบปี

เนอะ เราพลาด UNHCR เพราะสื่อเสนอข่าว...ไม่ได้เกี่ยวกับที่ก่อนหน้านี่เราเพิ่งโดนสหรัฐด่าเรื่องแรงงานประมง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตำรวจทำยังไงกับคุณกริชสุดา ไม่ได้เกี่ยวกับการที่มีคนโดนอุ้มไป "ปรับทัศนคติ" เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องว่ามีเด็กกินแซนวิชโดนอุ้มไปกี่คน ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเราอยู่ภายใต้คณะรัฐประหารและไม่ได้เป็นประชาธิปไตย

...ที่พลาดเพราะสื่อจริงๆ เนอะ -.-

มันก็พลาดที่ทำ รปห

จะเป็นนายกห่วยๆแบบนี้ ใครๆก็เป็นได้ ...

เรื่อง Hypocrite ไว้ใจประเย็ดๆๆๆ

ห้ามใส่รองเท้าเข้าบ้าน

จ้ะ

ไม่มีใครเกินคนพวกนี้ ไม่เคยโทษตัวเองเกิดอะไรขึ้นคนอื่นผิดไว้ก่อน

" คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!


ศรษฐกิจเริ่มวิกฤต.....ข้าวของแพง.การเงินฝืดเคือง........................" คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

ประชานิยม ทำชาติล่มมลาย...แจกเงินแจกทองสุรุ่ยสุร่าย.................." คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

น้ำมัน แก๊ส ส่อขึ้นราคาไม่ยั้ง..อย่างงี้ตายแน่ๆ................................." คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!


ตามข่าว เปิดสัมปทาน ขุดเจาะน้ำมันแก๊สกันอุตลุต..สงสัยมีโกง.........." คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

นักท่องเที่ยวถูกฆาตกรรม ข่าวดังไปทั่ว งานนี้แพะชัวร์......................" คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

ฝนตกนิดเดียว..น้ำท่วมไปทั่ว บริหารจัดการมั่วถั่ว............................" คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

น่านะ..พวกพี่คนดี อย่ามัวเหนียมอาย............" รักที่จะเป็นคนดี..ขอให้ดีเสมอต้นเสมอปลายดิครับ ".. อย่ามลายหายวับไปกับตา !!!
ที่มา

"รัฐบาลเขาทำดีนะ ยึดพื้นที่ป่าคืนได้แล้วตั้ง 35,356 ไร่" เสียงผู้เป็นพ่อพูดขึ้นกลางโต๊ะอาหาร



"รัฐบาลเขาทำดีนะ ยึดพื้นที่ป่าคืนได้แล้วตั้ง 35,356 ไร่"
เสียงผู้เป็นพ่อพูดขึ้นกลางโต๊ะอาหาร

"ต่อไปเวลาเราไปเที่ยวช่วงวันหยุด จะได้ไม่ต้องเจอภูเขาโล้นๆ แล้วใช่มั้ยพ่อ"
เสียงผู้เป็นแม่กล่าวเสริม


"เย้ๆ คืนความสุข ความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนป่า"
เสียงลูกคนเล็ก ร้องโห่ไชโย

"แล้วพวกคนที่เขาเคยอยู่ในที่ดิน เหล่านั้นจะไปอยู่ไหนล้ะ"
ลูกสาวคนโต พึมพำเบาๆ
ทว่าเหมือนจะไม่มีใครได้ยิน
...........................................................
นี่คือฉากสมมติที่อาจเกิดขึ้นในโต๊ะอาหารมื้อค่ำ ของครอบครัวหนึ่ง
ใจกลางกรุงเทพมหานคร
แน่นอนไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด

แต่ป่าสมบูรณ์สำหรับเรา อาจมีค่าเป็นเพียงทิวทัศน์เขียวขจี
ให้เราชื่นชมในช่วงวันหยุดยาว เมื่อพาครอบครัวไปพักผ่อน
บางรีสอร์ทอาจมีสระว่ายน้ำร้อน หรืออุ่น เย็น ให้เรานอนแช่มองขอบฟ้าสีครามตัดฉากกับสีเขียวของแมกไม้บนเทือกเขา

ลำธารอาจมีความหมาย ให้เราแช่เท้าลงไป ในขณะที่แก้วกาแฟคาปูชิโน่อยู่ในมือข้างขวา และบุหรี่มาร์โบโร่ อยู่ในมือข้างซ้าย
ณ ร้านกาแฟริมทางอันเป็นถนนซึ่งตัดผ่านพาดกลางป่า

และเมื่อเราชื่นชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติจนหนำใจแล้ว
เราก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ ในเมืองใหญ่
..............................................

ในมุมกลับ ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าอย่างพึ่งพาอาศัย
มาตั้งแต่ก่อนประกาศเขตอุทยานฯ ราว 150,000 ราย (ข้อมูลจากกรมอุทยาน) กำลังจะถูกให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด ตามแผนแม่บทฯป่าไม้ของรัฐบาล

นี่ยังไม่นับรวมชาวบ้านที่อยู่อาศัยในเขตป่านอกอุทยาน แต่อยู่ในเขตป่าไม้สงวนอีก นับล้านครอบครัว (ข้อมูลจากรมป่าไม้)

..............................................
อีก 10 ปี-ข้างหน้า เราอาจแช่ตัวเองอยู่ในสระว่ายน้ำ ที่รีสอร์ทสักแห่งกลางป่า
ทอดสายตาไปยังทิวทัศน์เขียวขจีเบื้องหน้า
อันเป็นกำไรของชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ

ในขณะที่ชาวบ้านซึ่งถูกไล่ที่ ออกจากป่าในวันนี้
คงไม่ถูกกล่าวถึงอีกต่อไปในการรับรู้ของเรา....

......................................

ที่มาภาพ อูบุด-แฮงกิ้ง-การ์เด้นส์-โรงแรมหรูกลางป่าฝนในบาหลี อินโดนีเซีย (แอดมินไม่กล้าใช้ภาพในเมืองไทย แม้ว่าจะมีอยู่ก็ตาม)
ที่มาเรื่อง เฟสบุ๊คพลิกแผ่นดิน


กู อาย พม่า!


กู อาย พม่า
พม่าเฮ กกต.กำหนดวันเลือกตั้ง"เบื้องต้น"แล้ว แก้รธน.เปิดกว้างให้พรรคคู่แข่งกองทัพ เป็น"รบ."ได้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413964268

มาแล้ว! เจิมศักดิ์ นั่งสปช. ลั่นต้องร่างรธน.กันคนอย่างทักษิณ ชี้ทำประชามติก่อนใช้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1412739990

Maysaanitto
ooo



โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
มติชนออนไลน์ วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คําถามที่เริ่มมีคนถามกันแล้ว โดยเฉพาะนักข่าวหัวเห็ดทั้งหลายที่เริ่มจะตั้งหลักได้ และรู้แล้วว่าความสำคัญของการทำข่าวคือการ "ขายข่าว" มากกว่าการ "ถ่ายทอด" ความเห็นของบรรดาผู้นำในระบอบรัฐประหารในรอบนี้ นั่นก็คือ

"ท่านคะ จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่?"

ในแง่คำตอบ ที่สามารถขายเป็นข่าวในวันนี้จึงเป็นเรื่องของการ "ไล่ล่า-ค้นหา" คำตอบว่า "เมื่อไหร่" น่ะเรื่องหนึ่ง

แต่ที่ขายเป็นข่าวได้และยิ่งดูยิ่งมันส์ก็คือ ผู้ตอบจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?

แต่ช้าก่อน ถ้าเรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็คงไม่สนุก ลองถามคำถามที่พิสดารต่อไปว่า ถ้าผู้ตอบมีปฏิกิริยาที่ก้าวร้าว อาละวาด เสียงดัง ตวาดแว้ดๆ หรือดูจะไม่พออกพอใจอย่างมาก เราจะเข้าใจสิ่งนี้ได้อย่างไร?

และถ้าเราจะตีความว่า หากคำถามแค่ว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่ สร้างความหงุดหงิดให้คณะรัฐประหารยิ่งนัก ก็อาจเป็นเพราะคำถามนี้เป็นเสมือนคำถามที่สร้างความแตกแยกให้กับสังคม ซึ่งลึกๆ แล้วคำถามแค่ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้น เป็นคำถามบ้านๆ และแสนจะธรรมดา

ทำไมถามแล้วทั่นผู้นำถึงหงุดหงิด?

และทำไมทีมงานท่านผู้นำทั้งหลายจึงอ้อมๆ แอ้มๆ ว่ายังไม่สามารถกำหนดได้ว่าการเลือกตั้งจะมีเมื่อไหร่

คำตอบที่น่าสนใจน่าจะอยู่ที่ว่า คำถามว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้นเป็นคำถามที่ไม่ใช่คำถามทั่วไป แต่เป็นคำถามที่สามารถถามอีกอย่างได้ว่า

"ท่านคะ การรัฐประหารครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่?"

นี่แหละครับ คือคำถามที่ (อาจ) ถูกแปลความได้ว่าเป็นคำถาม "จริงๆ" คืออาจจะไม่รู้ตัวทั้งคนถามหรือคนตอบ แต่เป็นอาการที่เรียกว่า ไปกระตุ้น "สำนึก" บางอย่างที่อาจจะเคยถูกกดทับไว้ และสำนึกนี้ไม่ใช่สำนึกในระดับบุคคลคนใดคนหนึ่ง

แต่เป็นสำนึกของสังคมทั้งสังคมที่ตื่นจาก

อาการหลับใหลและงัวเงียมึนเมากับความสุขอย่างทะลักล้นมาในช่วงหลายเดือนนี้

ทำไมคำถามที่ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่จึงตอบไม่ได้และอาจถูกแปลความเป็นคำถามว่าการรัฐประหารจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่จึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นที่จะตอบแล้วอาจทำให้หงุดหงิดได้?

คำตอบก็อาจจะเป็นเรื่องว่า เงื่อนไขการทำรัฐประหารครั้งนี้มีด้วยกันสองมิติ

หนึ่งมิติแบบเก่า ได้แก่ การทำรัฐประหารนั้นเป็นการกระทำในแบบที่ใช้ภาษาโบราณ น่าจะหมายความว่าเป็นการปราบดาภิเษก ในความหมายที่ว่า การทำรัฐประหารเป็นการกระทำในการยึดอำนาจเพื่อสิ้นสุดยุคเข็ญ ซึ่งเป็นเสมือนลักษณะการหนีไปจากสภาวะธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายต่างๆ ดังนั้น การทำรัฐประหาร

ก็คือการสร้างความสงบและสันติสุข

พูดภาษาตอนนี้ก็คือ ทั่นผู้นำเคยบอกอดีต

นายกฯมาแล้วว่าสถานการณ์ไม่ดี แต่ยังปล่อยให้เกิดสถานการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะความรุนแรงและความสูญเสีย การทำรัฐประหารจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้น ทั้งที่ไม่อยากทำ ทำแล้วเครียด ทำแล้วเมียอาจจะเคือง

ดังนั้นคำถามว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไหร่ ก็หมายถึงว่าการรัฐประหารสิ้นสุดลง และหมายถึงไม่ใช่แค่คณะรัฐประหาร "คืนความสุข" ให้กับประชาชน แต่หมายถึงการ"คืนอำนาจ" ให้กับประชาชน นั้นย่อมตอบง่ายๆ ว่า จะคืนอำนาจโดยการเลือกตั้งก็เมื่อบ้านเมืองสงบสุข บ้านเมืองไม่มีการทะเลาะกันจนมีความสูญเสีย หรือไม่มีการต่อต้านการทำรัฐประหารแล้ว

อ้าว! สังเกตการเคลื่อนตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ (slip) อีกครั้งหนึ่ง ในรอบนี้ เป็นเรื่องของการทำให้การทำรัฐประหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้องชอบธรรมด้วยตัวเอง การทำรัฐประหารจึงไม่ใช่ผลของความวุ่นวายของสังคมที่จะมีขึ้นเพื่อปราบยุคเข็ญ แต่การรัฐประหารเป็นสิ่งจะมาขัดขวางไม่ได้ เพราะการทำรัฐประหารเป็นเส้นทางที่ถูกกำหนดและการเป็นเหตุผลของตัวเอง ไม่ใช่เป็นผลของปัจจัยอื่นๆ ต่อไป

ดังนั้น การทำรัฐประหารจึงมีชีวิตของมันเอง นั่นคือ การทำรัฐประหารมีเป้าหมายในตัวเอง อย่าได้สกัดขัดขวางการทำรัฐประหารอีกเลย และกลายเป็นว่าเป้าหมายสำคัญของการรัฐประหารคือการทำให้การทำรัฐประหารสำเร็จ ส่วนจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ความสามารถของการทำรัฐประหารเองหรือความสามารถของผู้บริหารที่ได้รับการแต่งตั้งจากการทำรัฐประหารแต่ความสำเร็จคือการเชื่อฟังและให้ความร่วมมือกับการทำรัฐประหาร

ดังนั้นหากการทำรัฐประหารไม่สำเร็จก็เพราะมีคนต่อต้าน...อ้าว?

ส่วนหากจะมองว่าการทำรัฐประหารสำเร็จ ก็เป็นการให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า การทำรัฐประหารสำเร็จเพราะการใช้ความรุนแรงที่เคยมีอยู่ลดลง หรือไม่มีเลย ดังนั้น ถ้ามีการใช้ความรุนแรงหรือการต่อต้านรัฐบาล ก็ไม่สามารถจะวางไว้ตรงเหตุหรือผลกันแน่ ความสำคัญจึงไม่ได้เกี่ยวกับเหตุผล หรือการถกเถียงว่าเหมาะสมจะทำรัฐประหารหรือไม่

แต่วัดกันง่ายๆ ว่า หากการใช้กำลังทหารและงบประมาณมหาศาลในการไม่ทำให้มีการต่อต้าน "รัฐบาล" หรือ "ระบอบการปกครองใหม่" (ไม่ใช่การปกป้องรัฐบาลเดิมที่ทหารควรเป็นส่วนหนึ่ง) นั้นเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือความสำเร็จในการทำรัฐประหารเอง ซึ่งหมายถึงการยอมให้มีการทำรัฐประหาร และปล่อยให้มีการปกครองโดยคณะรัฐประหารต่อไป

สอง คือในมิติใหม่ การทำรัฐประหารครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผูกโยงกับสภาวะอันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะคณะรัฐประหารไม่ได้บอกว่าจะสิ้นสุดลงได้อย่างไร ด้วยรู้ว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้จะหาความสำเร็จไม่ได้ เพราะความสำเร็จในการทำรัฐประหารในอดีตคือ "การเข้าเร็วออกเร็ว" คือการสร้างสภาวะชั่วคราว

เพราะเรียนรู้แล้วว่าก่อนหน้านั้นหากจะอยู่ยาวๆ จะยิ่งเสื่อมถอย ไร้ความสามารถ และการทำรัฐประหารจะนำไปสู่ความแตกแยกของสังคมในท้ายที่สุด เพราะความเสียหายและสูญเสียนั้นเกิดจากการที่คณะผู้ปกครองที่มาจากการทำรัฐประหารนั้นพยายามสืบสานอำนาจต่อไปและเมื่อแรงต้านมากเขาอาจจะถูกขับไล่หรือถูกกระซิบไล่และอาจเกิดการเสียเอกภาพในหมู่กองทัพ

ดังนั้นคำมั่นสัญญาจึงมีลักษณะที่ชัดเจน ไม่ต้องอ้างว่าจะทำตามสัญญา และขอเวลาอีกไม่นาน เพราะเรื่องสำคัญก็คือความโปร่งใสของการทำรัฐประหารเองที่จะบอกได้ว่าต้องการทำอะไร และจะคืนอำนาจสู่ประชาชนในแง่ของการเลือกตั้งอย่างไร

แต่ในรอบนี้ การทำรัฐประหารอยู่ในสภาวะที่ไม่มีความสิ้นสุดในเรื่องเวลาและไม่สามารถถูกกดดันได้ หรือกดดันตัวเองได้

ที่สำคัญ ในเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ การบริหารราชการแผ่นดินกลับอยู่ในสภาวะปกติและมีการแก้ไขสิ่งต่างๆ มากมาย โดยไม่ต้องกลับไปยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ (เพราะรัฐธรรมนูญยังไม่ร่างและไม่รีบ) และการเลือกตั้งที่จะนำมาซึ่งการบัญญัติกฎหมายใหม่ๆ และนโยบายไม่มีสัญญาณในเรื่องนี้

นี่จึงเป็นการรัฐประหารที่ไม่ใช่สภาวะชั่วคราว ในแบบที่เคยเรียกว่า caretaker government หรือรัฐบาลชั่วคราว แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลชั่วกัลปาวสาน และเปิดให้เห็นว่ามีกลุ่มก้อนบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึงและต่อสายกับรัฐบาลได้ และทำให้การดำเนินนโยบายสามารถดำเนินต่อไปได้ และทำให้ถูกตั้งคำถามในเรื่องของประชานิยมของนโยบายอยู่เนืองๆ

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าคำถามว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้งนั้นตอบยากและทำให้หงุดหงิด นั้นเป็นเรื่องเงื่อนไขแรก เพราะถูกมองว่าคำถามจริงคือ จะลงจากอำนาจเมื่อไหร่ เงื่อนไขที่สองก็คือ จะลงจากอำนาจได้ก็ต่อเมื่อคนที่อยู่ในอำนาจนั้นจะต้องมีความมั่นใจว่าสามารถคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอะไรง่ายๆ ว่าฉันจะร่างทุกอย่างเอง แต่อาจจะหมายถึงความเชื่อมั่นว่าการเมืองจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง หรือยินยอมที่จะลงจากอำนาจ เพราะรู้ว่าตนจะไม่ได้รับผลกระทบหลังจากที่ลงจากอำนาจ

ตรงนี้คำถามที่เป็นคำถามแท้ๆ น่าจะหมายถึง คำถามที่ลึกกว่าเมื่อไหร่จะคืนอำนาจ แต่อยู่ที่คำถามว่า เมื่อไหร่ท่านจะคุมสถานการณ์ได้และตัดสินใจลงจากตำแหน่งและคืนอำนาจให้กับประชาชน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หากคำถามแบบนี้เป็นคำถามหลักความมันส์จะมาตรงที่ว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่คนตอบต้องบอกเองไม่ใช่คำถามที่มีสิทธิถามนั่นคือ "จังหวะ" ว่าใครจะถาม หรือควรถามเมื่อไหร่นั้นสำคัญ เพราะเมื่อถามนั้นย่อมแสดงว่าความไม่สำเร็จนั้นรออยู่ข้างหน้า เพราะสื่อไม่สามารถถามในเวลาที่ควรถาม (ซึ่งแปลว่าถามเมื่อคนถูกถามพร้อมจะตอบ) ซึ่งเรามองว่าเรื่องนี้เป็น บทบาทที่เหมาะสมของสื่อที่ไม่ควรถามเพื่อสร้างความแตกแยก)

ดังนั้น เมื่อความลักลั่นว่าใครเป็นผู้ถูกถามนั้นเกิดขึ้น เพราะเป็นคำถามที่ทุบลงที่หัวใจของการทำรัฐประหารและชี้ให้เห็นว่าไม่พร้อมที่จะตอบ ไม่ใช่เวลาที่จะตอบ ไม่ใช่เพราะรู้ว่าจะกำหนดจังหวะย่างก้าวอย่างไร

แต่เพราะไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร และทางไหนมากกว่า

นั่นแหละครับคือเรื่องที่ซับซ้อนมากว่า ทำไมคำถามง่ายๆ เช่นว่าเมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้ง จึงเป็นคำถามที่ซับซ้อนและเกิดการรื่นไหลของความหมายได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ไม่เชื่อลองถามพวกเขาดูสิครับ


หัวอกคนเป็นพ่อ ครอบครัว 2 ผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากอัยการสมุย หลังเข้าเยี่ยมลูก ซึ่งยืนยันไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ


เป็นเรื่อง! เมื่อผู้ต้องหาชาวพม่าทั้ง 2 รายในคดีฆาตกรรมอำพรางนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ณ เกาะเต่า ออกมาถอนทุกคำรับสารภาพ ซ้ำยังแฉว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อม เรื่องจึงถึงคณะกรรมการสิทธิฯ ให้ออกมาซักฟอกทีมสอบสวนสีกากี

นายกฯ เห็นท่าไม่ดี เปิดทางให้ตำรวจอังกฤษมาช่วยเคลียร์คดี
ooo

เงื่อนงำ เกาะเต่า ถึงขั้น บานปลาย ใหญ่แล้ว ประเทศไทย รับเละ

กรณี เกาะเต่า เริ่มไม่ง่ายเสียแล้ว เพราะมิได้เป็นเรื่องที่จะเดินไปโดยราบรื่นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังอัยการ แล้วก็ส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดี

1 เริ่มมีรัฐบาลสหราชอาณาจักรเข้ามามี เอี่ยว
ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก คือ มีเสียงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ระบุว่ามีการซ้อม ผู้ต้องหา
แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิเสธอย่างแข็งขัน
แต่คล้อยหลังแถลงจากกสม.เพียง 1 วันก็มีตัวแทนจากสภาทนายความเข้าไปพบผู้ต้องหาในเรือนจำเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยืนยัน
ยืนยันว่าที่ต้อง สารภาพ เพราะถูก ซ้อม
การแถลงของกสม.อาจไม่มีลักษณะ ร้องเรียน แต่การแถลงของสภาทนายความมีการทำหนังสือถึงอัยการอย่างถูกต้อง
ตรงนี้แหละจะกลายเป็นเรื่อง และกลายเป็น เรื่องยาว

รายละเอียดจากสภาทนายความก็คือ ทางสภาทนายความได้จัดส่งทนายความจำนวน 3 คน พร้อมกับล่าม 1 คนเข้าพบผู้ต้องหาสัญชาติพม่า 2 รายที่เรือนจำเกาะสมุย
ปรากฏตาม คำร้องขอ ไปยัง อัยการ ดังนี้

1 ผู้ต้องหาขอปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาว่าไม่ได้เป็นคนผิดและลงมือฆ่า

2 ผู้ต้องหาถูกล่ามแปลถีบที่หน้าอกและถูกตำรวจทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ

3 ขอความเป็นธรรมต่ออัยการเพื่อพิจารณาในการไต่สวนก่อนส่งฟ้องศาล
น่าสนใจก็ตรงที่เรื่องอันไม่ว่าจะมาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ไม่ว่าจะมาจากสภาทนายความ ปรากฏขึ้นในห้วงที่ทางการสหราชอาณาจักรกำลังจะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสกอตแลนด์ยาร์ดเข้ามาสังเกตการณ์
นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่แหลมคมและสำคัญ

กรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะมองจากด้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะมองจากด้านของสำนักงานอัยการสูงสุด
ล้วนอยู่ในภาวะที่ หนักใจ
หนักใจเพราะมิได้เป็นเรื่องที่จะต้องเดินหน้าตามกระบวนการจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังเจ้าพนักงานอัยการ และส่งฟ้องศาลสถิตยุติธรรม
หากแต่ 1 มีองค์กร ตรวจสอบ เข้ามาเกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน หากแต่ 1 มีความสนใจจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะมาจากสหราชอาณาจักรซึ่งคนของตนถูกฆ่า ไม่ว่าจะมาจากสหภาพเมียนมาร์ซึ่งคนของตนตกเป็นผู้ต้องหา
เรียกได้ว่า เกาะเต่า ถูกแสงแห่ง สปอตไลต์ ฉายจับ

ยิ่งกรณี เกาะเต่า เดินหน้าและยืดเวลาแห่งความขัดแย้งออกไปยาวนานเพียงใดยิ่งจะเป็นผลเสีย
1 เป็นผลเสียในเชิงการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม ต้นน้ำ ของไทย 1 เป็นผลเสียต่อธุรกิจการท่องเที่ยวอันมากด้วยความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ
รายการนี้ ประเทศไทย รับเละสถานเดียว
ส. ผาน้ำย้อย
....

ความเห็นจากเวป...

รู้จักแพะไหมคะ


ถ้าไม่ใช่จริงๆก็กรรมเวร

สงสารพ่อแพะ

ทึ่จริงจับคนร้ายแม่นสะเทือนขวัญ

ประจานความบัดซบของวงการตำรวจไทย

สมยศเงียบเชียวค่ะตอนนี้

พิสูจน์ให้ได้ความจริง

นรกมีจริง บาปกรรมนี้จะติดตัวไปยันลูกหลานของเอ็ง

ขอให้จับคนผิดแม่นๆอย่าเอาคนไม่ผิดมาก่อบาป

ล่ามเป็นโรฮิงยา ขายโรตีไม่ถูกกับพม่ายะไข่ ดูข่าวพ่อผู้ต้องหา ออกมาด้วยสีหน้าดีใจ บอกว่าลูกไม่ได้ทำ สบายใจแล้ว

แต่ พุ่มพันมั่ว ลำบากแน่ๆ

สาธุค่ะ สงสารพ่อของน้องเขามาก ขอให้สมหวัง ขอให้ได้ลูกกลับมา คนทำผิดจริงๆต้องได้รับกรรม

หัวอกคนเป็นพ่ออ่ะนะสงสารลูกต้องมาเป็นคนรับกรรมแทน

ไอ้ยศจะหนาวงานนี้แหละ ตำรวจอังกฤษมาช่วยสืบด้วยแล้ว
ooo


เบื้องหลังคำรับสารภาพ
Royal Thai Police's Torture and InterrogationTechniques



#การสอบสวนที่นำความอัปยศมาสู่วงการตำรวจไทยควรที่จะต้องเลิกพฤติกรรมนี้เสียที
1.ใช้หนังสือเล่มหนาๆเช่น สมุดโทรศัพท์ ฯลฯ วางบนหน้าอกของผู้ถูกสอบสวน แล้วใช้ไม้กระบองของตำรวจ หรือ ท่อนไม้ตีแรงๆไปที่หนังสือจะทำให้ผู้ถูกสอบสวนเจ็บมาก และวิธีนี้จะไม่มีรอยกระแทกและรอยช้ำที่ผิวหนังของผู้ถูกสอบสวน Thai police often use a phone boook or similar object and place it on suspect's chest. Thai police hit suspect very hard on the chest with a stick. This method will not leave any bruises and mark on suspect's body.

2.ใช้ถุงดำคลุมหน้าของผู้ถูกสอบสวน แล้วบีบรัดถุงดำให้ผู้ถูกสอบสวนขาดอากาศหายใจ จะทำไปเรื่อยๆจนกว่าผู้ถูกสอบสวนจะรับสารภาพ
คดีฆ่าสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่ากำลังออกมาในรูปนี้ จากคำบอกเล่าของผู้ต้องหาชาวพม่า. The police interrogate and suffocate suspect with a plastic bag until he confesses.
แล้วนายตำรวจคนใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับภาพลักษณ์ของประเทศไทยจนประเมินค่าไม่ได้
Who will be responsible for this barbaric act? Credit (Chaiwat D)
Cr เพจ CSI LA
...

บทสรุปเกี่ยวกับคดีที่น่าสนใจใน ASTVผู้จัดการรายวัน

สื่อไทย


สื่อบาห์เรนรายงานข่าวการพบกันระหว่างนายกฯ ของเขาและไทยว่า เป็นการเปิดประตูการค้าสู่เอเชียตะวันออก เนื้อหาข่าวมีแต่เรื่องการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ข้อตกลงการค้า ความมั่นคงด้านอาหาร ฯลฯ

แต่ดูสื่อไทยรายงานข่าวชิ้นเดียวกันสิครับ “นายกฯ บาห์เรน พบ “บิ๊กตู่” ชี้ไทยเปลี่ยนแปลงดีขึ้น” (ASTVผู้จัดการ) “'ประยุทธ์' หารือนายกฯบาห์เรน ปลื้มเป็นมิตรแท้” (กรุงเทพธุรกิจ) 'นายกฯบาห์เรน'หารือ'ประยุทธ์' พร้อมเป็นตัวกลางแจงปท.อาหรับ (แนวหน้า) “Bahrain PM supports Thai government's national reform roadmap” (MCOT)

วันก่อนก็ทีหนึ่งแล้ว Kyodo News ของญี่ปุ่นรายงานว่าในการพบกันระหว่างนายกฯ ของเขากับไทย นายกฯ ญี่ปุ่นกระตุ้นให้ไทยรีบฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย จัดให้มีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว แต่สื่อไทยอย่าง MCOT กลับไม่พูดถึงเรื่องประชาธิปไตย อ้างว่านายอาเบะชื่นชมกับโรดแม็ปของทหารไทย ซึ่งไม่มีในข่าวของญี่ปุ่นเลย

ถ้าสื่อไทยไม่ซื่อสัตย์ คนก็จะหมดศรัทธากับสื่อไปเอง เลียกันจนตูดเปียกไปหมดแล้ว...

http://www.gulf-daily-news.com/NewsDetails.aspx?storyid=388147

http://www.mcot.net/site/content?id=5445f8efbe0470a8678b45cb#.VEpak_mUcyd

Pipob Udomittipong
ooo

เรื่องเกี่ยวเนื่อง...

อียูมองสื่อไทย “ไร้จรรยาบรรณ”



วันที่ 23 ตุลาคม 2557 นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โพสต์ข้อความในเฟชบุคส่วนตัวถึง กรณีทูตสหภาพยุโรป เข้าพบตัวแทน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อยื่นจดหมายและหารือ เรื่อง ความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวผู้เคราะห์ร้ายจากกรณีเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

“ถึงแม้การมาของทูตสหภาพยุโรป (อียู) 8 ประเทศอันเป็นตัวแทนของ 21 ประเทศ จะเรียบร้อยอย่างยิ่ง จะแสดงถึงไมตรีจิตที่มีต่อสื่อมวลชนไทยอย่างยิ่ง หากแต่เป้าหมายของการมาเยือนนั้น กลับเป็นเรื่องที่สื่อไทยจำเป็นต้องน้อมรับและทบทวนบทบาทการทำงานอย่างยิ่งเช่นกัน

หนังสือที่พวกเขามีต่อองค์กรสื่อในประเทศไทย อันประกอบด้วยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รวมทั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ บอกถึงความกังวลใจต่อการทำหน้าที่ของสื่อไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวและครอบครัว อันเป็นการละเมิดศักดิ์ศรี และลดทอนความเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นการซ้ำเติมชะตากรรมของผู้สูญเสีย ทูตอียูย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นเสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบด้วย

หลายครั้งที่สื่อไทย มุ่งเพียงตอบสนองสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ มุ่งแต่จะขายข่าวและภาพ แต่ขาดความใส่ใจในความทุกข์ร้อน ความโศกเศร้าเสียใจของญาติพี่น้อง ผู้ที่ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำทารุณกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ จนกระทั่งถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

พวกเราเข้าใจและเรียกร้องแต่เสรีภาพในการเสนอข่าวสาร ข้อมูล เรารู้สึกเดือดร้อนเมื่อเสรีภาพถูกคุกคาม เราแข็งขืนและต่อต้านอย่างสุดกำลังเมื่ออำนาจรัฐพยายามเข้ามาครอบงำการทำงาน แต่เราอาจจะไม่ได้เฉลียวใจว่า ในหลายครั้งที่เราเคลื่อนไหว เราออกแถลงการณ์ต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม กลับดูคล้ายโยนก้อนกรวดเล็กๆ ลงในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ สังคมเฉยเมยอย่างยิ่ง เย็นชาอย่างยิ่ง ซ้ำร้าย ปฎิกริยาจากผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคม กลับสำทับถึงความไม่รับผิดชอบของสื่อ การทำงานที่ไร้จรรยาบรรณของสื่อ ภาพความรู้สึกเช่นนั้น มาจากข่าวประเภทอาชญากรรมหรือบันเทิงอย่างเป็นด้านหลัก

ทั้งที่การเรียกร้องเสรีภาพ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นนั้น เป็นเรื่องของประชาชน เพราะเสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง

ทูตอียู พูดถึงคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยว ที่สื่อไทยนำเสนอทั้งภาพ ข่าวที่ละเมิดผู้ตาย มีการแสดงพาสปอร์ต สถานะของผู้ตายอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง

ข่าวอาชญากรรมเป็นข่าวที่สะท้อนความผิดปกติของสังคม ซึ่งนับเป็นคุณค่าข่าวในรูปแบบหนึ่ง แต่เนื้อหา ข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับข่าวประเภทนี้ มักจะส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทำให้คนอื่นเสียหายเดือดร้อน เช่น การเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ผู้หญิง และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม โดยเฉพาะกรณีเสนอข่าวการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการกระทำทารุณกรรมในครอบครัว นอกจากนั้น ลักษณะพิเศษของข่าวอาชญากรรม ยังเป็นข่าวที่ปุถุชนสนใจ (Human Interest) เป็นข่าวที่ตอบสนองสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ด้วย

ดังนั้น วิธีการเล่าเรื่องผ่านสื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะในรายการเล่าข่าว จึงมักมีรายละเอียดคล้ายกับการอ่านนวนิยาย ที่ประกอบด้วยเรื่องราวจากชีวิตจริง วิธีการเล่าเรื่องที่ต้องการให้มีสีสัน และให้คนดูได้รับข้อมูล ข่าวสาร อย่างครบถ้วนทั้งภาพและข่าวนี้เอง ที่เป็นเหตุสำคัญทำให้เกิดการละเมิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และเป็นการกระทำผิดกฎหมายอยู่เสมอ

ปรากฎการณ์การมาเยือนองค์กรสื่อไทย ของทูตอียูครั้งนี้ คือการส่งสัญญาณที่เราต้องตักน้ำ ชะโงกดูเงาของตัวเองอย่างจริงจังสักที”


อยากเข้าใจรากเหง้า ชนชั้นนำประเทศ! ฟังสุจิตต์ วงษ์เทศ "อุษาคเนย์กับมหาภารตะและรามายณ" ตอนที่ 2




คลิปเต็ม
บรรยายสาธารณะ "อุษาคเนย์ กับมหาภารตะและรามายณะ"

https://www.youtube.com/watch?v=grqPQa22nsM&feature=youtu.be

Streamed live on Oct 17, 2014
บรรยายสาธารณะ หัวข้อ "อุษาคเนย์ กับมหาภารตะและรามายณะ"
วิทยากรร : อ.วีระ ธีรภัทร | คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ | อ.สมฤทธิ์ ลือชัย | อ.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล และ คุณอดิศักดิ์ ศรีสม (ดำเนินรายการ)
ศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2557 เวลา 14.00-17.00 น. ณ ห้อง 107 (ริมน้ำ) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
จัดโดย วิชา SE210 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยโบราณ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาส­ตร์


วันศุกร์, ตุลาคม 24, 2557

5เดือน คสช. เครียด กับ เครียด...แซมเปิ้ล... เครียดแรก ภาวะเครียดตึง ณ กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรี ทหาร... เครียดสอง หนี้เน่าแบงก์พาณิชย์ทะลัก เศรษฐกิจวูบคนไทยหมดแรงผ่อนบ้าน-รถ


ภาวะเครียดตึง ณ กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรี ทหาร

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บรรยากาศการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม

สรุปสั้นๆ ว่า "เครียด"

ประหนึ่งว่า ความเครียดสืบเนื่องจากรัฐมนตรี คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็น "ทหาร" ขณะที่บรรดาทูตพาณิชย์เป็น "พลเรือน"

อาจใช่ แต่มิได้เป็นสาเหตุ "หลัก"

รายงานข่าวอันปรากฏตรงกันใน "สื่อ" หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไฮไลต์อยู่ตรงการสรุปอันมาจากรัฐมนตรี

1 รัฐมนตรีสอบถามทูตโดยเจาะลึกเป็นรายสินค้า

ว่าตลาดนี้จะทำอะไร จะผลักดันให้ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นได้อย่างไร "โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์และแผนงานที่ทูตแต่ละภูมิภาคกำลังนำเสนอ"

1 ผลอันตามมาเป็นอย่างไร

รายงานระบุว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด บางครั้งถึงกับเงียบ ไม่มีใครกล้าพูด ทูตหลายรายระบุว่า "ไม่เคยเห็นการประชุมที่เป็นแบบนี้"

เป็นภาวะ "เครียด" จาก "รัฐมนตรี" อย่างนั้นหรือ

หากเริ่มต้นจากกระทรวงพาณิชย์ หากเริ่มต้นจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์)

คำตอบอาจใช่

แต่หากเริ่มต้นจากสภาพเศรษฐกิจ อย่างที่ น.พ.ประเวศ วะสี ชมชอบในการใช้อยู่เสมอ นั่นก็คือ มองอย่างเป็น "องค์รวม"

ก็มิได้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์อย่างเดียว

เป็นความจริงที่เมื่อแนวโน้มการส่งออกส่อเค้าว่าถดถอยและหดตัวกระทั่งอาจอยู่ในภาวะ "ติดลบ" ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์

จำเป็นต้อง "เครียด"

ไม่ว่ารัฐมนตรี ไม่ว่าทูตพาณิชย์อันอยู่ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ย่อมเกิดความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน

แต่จะโทษเฉพาะกระทรวงพาณิชย์เท่านั้นหรือ

ในเมื่อภาวะถดถอยและหดตัวในทางการค้ามีมูลเชื้อมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อประสานเข้ากับปัญหาภายในของประเทศไทยซึ่งก่อรูปมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 ตามด้วย "ชัตดาวน์" เดือนพฤษภาคม "รัฐประหาร" เดือนพฤษภาคม 2557

ก็หนักหนาและสาหัส

มีความจำเป็นต้อง "ล้างหู" น้อมรับฟังบทสรุปจากนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ว่า

"เศรษฐกิจตอนนี้อยู่ในภาวะชะงักงันหรือซบเซา"

ท่านใช้คำภาษาอังกฤษว่า Stagnation พร้อมกับอธิบาย "คนจนหางานทำไม่ได้ ไม่มีเงินใช้จ่าย คนมีเงินมากหรือมีเครดิตกู้เงินได้ แต่ไม่รู้จะนำเงินหรือกู้เงินไปลงทุนอะไร"

สรุปง่ายๆ จากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

คือ "ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแม้จะดีขึ้น แต่ยังไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจเติบโตใกล้ร้อยละ 0"

เป็นไปอย่างที่เจ้าสัวสหพัฒน์บอกว่า "ไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย"

อารมณ์อย่างนี้ปะทุขึ้นในขอบเขตทั่วโลก และก็แพร่ระบาดเข้ามายังสังคมประเทศไทยราวกับเป็นโรคระบาด ก่อตัวยาวนานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 กระทั่งตกอยู่ใต้กฎอัยการศึกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557

ท่องเที่ยวก็หงอยเหงา ส่งออกก็หดตัว สินค้าเกษตรหล่นรูด

ผลก็คือ ทั้งคนในเมืองใหญ่ ทั้งคนในต่างจังหวัด ได้รับผลสะเทือนจากสถานการณ์ทางการเมืองกันอย่างถ้วนหน้า

ตัวอย่างคือ กรณี "เผาตัว" ของ "ชาวนา"

ความเครียดจึงกลายเป็นลักษณะพิเศษ และปรากฏขึ้นในที่ประชุมของกระทรวงพาณิชย์

เมื่อ "รัฐมนตรี" เครียด "ทูตพาณิชย์" ก็เครียด คำถามอยู่ที่ว่า ความเครียดจะเป็นกลยุทธ์สำคัญทำให้ตัวเลขการส่งออกดีขึ้นหรือไม่

หากทำได้จริง ฟิลิปส์ ค็อตเลอร์ คงต้องขอน้อม "คารวะ"
ooo


หนี้เน่าแบงก์พาณิชย์ทะลัก เศรษฐกิจวูบคนไทยหมดแรงผ่อนบ้าน-รถ

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เผย 9 เดือนแรก เอ็นพีแอลสินเชื่อรถยนต์–บ้านพุ่งพรวด ดันเอ็นพีแอลรวมจากสิ้นปีก่อน 2.5% ขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% ขณะที่แบงก์กรุงไทยมึน 9 เดือนแรก เอ็นพีแอลเพิ่ม 11,000 ล้านบาท หรือ 19.5% ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าเอสเอ็มอี

นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในงวด 9 เดือนแรกปีนี้ ยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท หรือ 3.3% ของสินเชื่อรวม ซึ่งได้เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 56 ที่ตัวเลขเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.5% สาเหตุมาจากการชะงักของเศรษฐกิจ และปัญหาการเมือง ที่กระทบความสามารถการชำระหนี้ของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันก็ยังมีสินเชื่อรายใหญ่ 1-2 รายที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถชำระหนี้ได้

“เอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อรายเดิม ส่วนลูกค้ารายใหม่ที่ปล่อยกู้ในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมา ยังไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม สัญญาณของการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อบ้านเริ่มชะลอตัวมาแล้ว 2-3 เดือน อัตราการเรียกเก็บหนี้ใหม่ไม่มีปัญหา ดังนั้น เชื่อว่าสิ้นปีหากสามารถแก้ไขเอ็นพีแอลสินเชื่อรายใหญ่ 1-2 รายได้ หนี้เอ็นพีแอลจะลดลงเหลือ 3% ของสินเชื่อรวม

นายณรงค์ชัยกล่าวอีกว่า ในช่วง 9 เดือนแรก ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นสุทธิ 6.9% มียอดสินเชื่อรวมที่ 183,900 ล้านบาท ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ การปล่อยสินเชื่อให้เติบโตตามเป้าหมายที่ 15% จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน ส่วนระยะเวลาที่เหลือของปีนี้ ยอดสินเชื่อปีนี้ยังเติบโตอยู่แต่ชะลอตัว โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี เริ่มแผ่ว สินเชื่อบ้าน รถยนต์ และสินเชื่อรายใหญ่เติบโตได้อยู่

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิจำนวน 900 ล้านบาท ลดลง 60.6 ล้านบาท หรือ 6.3% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16.8% และค่าเผื่อหนี้สูญเพิ่มขึ้น 67.4% ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในอดีตตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556

นางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารการเงิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนแรก ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อ 1,800,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากสิ้นปี 2556 จำนวน 89,877 ล้านบาท คิดเป็น 5.25% โดยเพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายย่อยและลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่เอ็นพีแอล อยู่ที่ 67,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,009 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19.50% ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าเอสเอ็มอี ขนาดเล็ก และลูกค้ารายย่อยบางส่วน ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

“ธนาคารได้รักษาอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพในระดับที่เหมาะสม คือ 107.92% และไตรมาสที่ 2 ปี 57 เป็นต้นมา ได้ปรับการกันสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรายเดือนเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 500 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท ให้เหมาะสมกับจำนวนสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้กันสำรองเพิ่มเติมในไตรมาส 2 อีก 3,000 ล้านบาท ทำให้ งวด 9 เดือน ธนาคารตั้งสำรองรวม 9,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.62% จากงวดเดียวกันของปีก่อน”

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิ 9,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.23% ส่วนผลประกอบการงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิรวม 25,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน.
ooo

I've fallen, and I can't get up! http://www.youtube.com/watch?v=daysCqmqd2Y