วันอังคาร, เมษายน 28, 2558

ฟังความเห็นชาวเน็ตต่อ ข่าวจากสถานทูตไทยว่ารมต.ช่วยกระทรวงต่างประเทศไทยเข้าพบสมาชิกสภาคองเกรส มีรูปสส.แทมมี ดัคเวิร์ทแห่งพรรคเดโมแครตร่วมด้วย


ที่ 2 จากขวา สว.จอห์น แมคเคนจาก"มลรัฐอริโซนา"

สส.แทมมี ดัคเวิร์ทแห่งพรรคเดโมแครต


ภาพจาก FB สถานทูตไทย

ข่าวจากสถานทูตไทยว่ารมต.ช่วยกระทรวงต่างประเทศไทยเข้าพบสมาชิกสภาคองเกรส มีรูปสส.แทมมี ดัคเวิร์ทแห่งพรรคเดโมแครตร่วมด้วยแสดงว่าเธอมีส่วนร่วมกะการเข้าพบ ดูรูปแล้วมีคำว่า"มลรัฐโคโรลาโด" มีจอห์น แมคเคนจาก"มลรัฐอริโซนา" ฉันเดาว่าผู้แทนจากมลรัฐอื่นไม่ยอมเข้าพบด้วย ขอพบได้แค่ 2 มลรัฐเดียวจาก 50 มลรัฐ (ฉันไม่แน่ใจในหน้าตาบางคน ต้องไปโพสต์ถามเพื่อนอเมริกันว่ามีมากกว่า 2 มลรัฐนี้ไหม? ฉํนไม่รู้จักสส.สว.ทั้งประเทศ) ฉันอยากรู้จังว่าเพื่อนชาวอเมริกัน(ทั้งคนไทยและไม่ไทย)ที่อิลลินอยส์ในเขตเธอจะอยากเลือกเธอให้เป็นสส.รอบหน้าไหมหลังจากเห็นเธอสนับสนุนรบ.ทหารไทย??? มลรัฐโคโลราโดมีฐานเสียงสำคัญคือบริษัทอาวุธและพนักงานบริษัทอาวุธ เป็นมลรัฐทีนักการเมืองชอบให้มีการขายอาวุธเยอะๆ ก็น่าติดตามว่าออเดอร์อาวุธจากรบ.ทหารไทยจะไปลงที่มลรัฐโคโลราโดแค่ไหน??? ถ้าบรรดาคนในรูปนี้เป็นสส.หรือสว.ในเขตฉัน ฉันก็จะเขียนไปวิจารณ๋ เขียนลงนสพ.ท้องถิ่นให้ฐานเสียงรู้กัน ฉันจะแปลเป็นภาษาอังกฤษไปแชร์ที่เฟซภาษาอังกฤษให้เพื่อนๆชาวอเมริกันเห็นกัน เผื่อจะแชร์กันไปจนถึงคนเขตนั้นค่ะ

กานดา นาคน้อย


...

ความเห็น...

Kong Wongchokprasitti ตาจอห์น แม็คเคน ก็มากับเค้าด้วยนะ


กานดา นาคน้อย อ้อ เพิ่งเห็น ไม่ได้คลิกไปถึงตรงนั้น ขอบคุณค่ะ งั้นเดี๋ยวเพิ่มให้ มีมากกว่าสองมลรัฐไหมคะ บอกตรงว่าไม่คุ้นหน้าซักคนนอกจากแมคเคนค่ะ


กานดา นาคน้อย ปล. ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวไปโพสต์ที่เฟซภาษาอังกฤษ ถามเพื่อนๆคนอเมริกันดูได้ว่าใครเป็นใครบ้าง ฉันคุ้นแต่คนดังๆ คนไม่ดังรู้จักแแต่ในมลรัฐตัวเองกะมลรัฐที่เคยอยู่


Kong Wongchokprasitti สส สว คนดังๆเค้าคงเลี่ยงจะเจอ (ยกเว้นเกลอเก่ากับพวกมีผลประโยชร่วมกับทหารและคณะอีลีท)


Joe Gordon สว.จากโคโลราโดชื่อ Cory Gardner พรรค Republican


กานดา นาคน้อย ก็น่าสนใจนะคะที่แทมมี่ออกหน้าออกตาวิ่งเข้าหาคนจากพรรครีพับลิกัน ทั้งๆที่เธออยู่พรรรคเดโมเครต คงเพราะความเป็นทหารผ่านศึกของเธอ พรรครีพับลิกันมีสายสัมพันธ์แนบชิดกะพ่อค้าอาวุธ


Chawanwat Lewchalermwong จิงคับ สส คนนี้ไม่ควรได้รับการเลือกตั้งในครั้งหน้า เพราะสนับสนุนรัฐบาลทหาร โปรประชาธิปัตย์ด้วยคับ ถ้ามีรณรงค์ไม่สนับสนุน สส คนนี้ ขอร่วมด้วยเลยคับ


Cassava Cure การเปลี่ยนชนิดของขา นี่ไม่ได้ทำให้เธอมีจิตใจเปลี่ยนแปลงไปเลยนะ ยังคงนิยมความรุนแรง เผด็จการใช้อำนาจคงเดิม


Narong Longsomboon Traitor. ทรยศต่อประชาธิปไตย. แค่เพราะพูดไทยด้วยกันมีแม่คนไทยหวังเหรียญตราจากไทยทำให้เธอ ทรยศต่อประชาชนอเมริกัน เพื่อไปสวามิภักดิ์เผด็จทหารอย่างนั้นหรือ ? แค่ข้อสงสัยในฐานะคนเสียภาษีให่อเมริกามาตลอด25ปีๆละอย่างน้อย10000-20000ดอลล่าร์ต่อปี และทำงานบริการชาวอเมริกันไม่น้อยกว่า 10000คน


Kong Wongchokprasitti ส่งสารไปหาเธอได้นะครับhttps://www.facebook.com/CongresswomanTammyDuckworth?fref=ts


Victoria Furguson ต้องพิาจณาถึงฐานเสียงของเธอด้วย มวลชนชี้ทางผู้แทน


กานดา นาคน้อย ถ้าเธอเป็นสส.ในเขตฉัน ฉันก็จะเขียนไปวิจารณ๋ เขียนลงนสพ.ท้องถิ่นให้ฐานเสียงรู้กันด้วย ถ้าบรรดาสส.สว.ในรูปอยู๋ในเขตฉัน ฉันก็จะทำเช่นเดียวกัน แต่เผอิญทั้งหมดไม่ใช่จากเขตฉันค่ะ ใครอยู่ในเขตคนในรูปนี้ก็เขียนจดหมายไปบ่นได้เลยค่ะ


Rayib Paomano แทมมี่ ดั๊คเวิร์ธ ถึงจะเป็น 'คนไทย' ก็ไม่ได้ลึกซึ้งกับการเมืองไทยเท่าใดนัก เมื่อคราวเดินทางไปประเทศไทยไม่นานมานี้ก็อยู่ในแวดล้อมของพวกที่ไม่เห็นด้วยกับการมีสิทธิเลือกตั้งเสมอกันของคนในประเทศไทย แม้เธอจะอยู่ในพรรคเดโมแครท ก็ไม่ได้จัดเจนในทางการเมืองระหว่างประเทศ จึงอาจถูกจูงโดย establishment ในประเทศไทยโดยง่าย ข้อสำคัญเธอเป็น ส.ส. หน้าใหม่ ย่อมพยายามไขว่คว้าอะไรที่วิ่งเข้ามาชนเพื่อสร้างสมผลงานให้เพิ่มพูน จึง 'อาจ' หลงประเด็น คิดว่าการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลทหาร 'ไม่เป็นไร' หรือไม่อย่างนั้นเธอ 'ซื่อ' มากเสียจนเชื่อว่าสิ่งที่ทีมทูตไทยบอกและเขียนนั้นย่อมเป็นความจริงเหมือนที่อื่นๆ


Ling Cheng พรรคเดโมเคต เเบนรัฐบาลทหาร เเต่ลูกพรรคฝักใฝรัฐบาลทหาร ได้ยินว่า พวกทหารผ่านศึกหรือนายพล หลัง ปลดเษียณหรือ เลิกปฏิบัติการณ์ภาคสนาม มักจะผันตัวไปเป็น พ่อค้าอาวุธ


Nuch Rodpothong ขอบคุณค่ะอาจารย์


Victoria Furguson หากว่าฐานเสียงที่เป็นคนไทยในรัฐของเธอเป็นกลุ่มอนุรักษ์ที่ถูกครอบงำด้วยชุดความเชื่อตามแบบเรียนของกระทรวงศึกษา และไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ศูนย์กลางชองสังคมไทยในที่นั้น(วัด)ที่มีต้นสังกัดมาจากประเทศไทย ย่อมต้องทำตามนโยบายจากส่วนกลาง มารยาททางการทูตอย่างเป็นทางการอาจไม่ตอบข้อสงสัยที่เกิดขึ้นก็เป็นได้


Gio Prompol การเขียนข่าวจาก สถานทูตไทย ฯ
กระทรวงการต่างประเทศ

เขียนแบบ ตีขลุม
เอาดีใส่ตัว
เอาถูกใจ เข้าว่า

หาใช่
ถูกต้อง ตามหลักธรรมชาติ ไม่

เป็นที่พึ่ง
เป็นที่น่าเชื่อถือ
ต่อฝ่ายประชาธิปไตย
" ไม่เคยได้เลย"
แม้ว่า ข้าราชการ ที่ถูกเรียกเสียดิบดี ว่า ทูต
/ นักการทูต
ส่วนใหญ่ จะเรียนจบ
จากต่างประเทศ ที่ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็ตาม

หาได้มีสำนึกนำ ในโอกาสที่ดีกว่า เพื่อหาทางแทนคุณแผ่นดิน ไทย ที่แปลว่า
บรรพบุรุษ คนไทยธรรมดาสามัญชน
ผู้กระทำหน้าที่ ของตน
ต่อบ้านเมือง ต่อการเคารพ ความเท่าเทียมกัน ของคน มาแต่อดีตกาล

เป็นลิเก อีกโรง
ภายใต้คนเขียนบท
กำกับ คนเดียวกัน
ในลิเกโรงใหญ่

พวก ยิ่งได้ ยิ่งโลภ

เป็นได้แค่ คน ที่แปลว่า ทำให้ยุ่ง

หาได้เป็น มนุษย์ อันหมายถึงผู้มีใจสูง
ไม่







ชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ร่อน จม. ถามท่าที และจุดยืน Congresswomen Tammy Duckworth แห่งรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย ต่อรัฐบาลทหารไทย


Picture from 

ไทยอีนิวส์ได้รับ สำเนาจม.จากชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ถึง Congresswomen Tammy Duckworth แห่งรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทยอเมริกัน และพูดไทยได้ดี หลังจากที่ได้เห็นภาพใน เฟสบุ๊คของ สถานทูตไทยในอเมริกา

ใน จม.ได้ถามถึงจุดยืนของ Congresswomen Duckworth ต่อรัฐบาลทหารไทย ที่ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนที่มาตามครรลองระบอบการปกครองประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง

ณ ขณะนี้ซึ่งเกือบหนึ่งปีของการรัฐประหาร ยังไม่มีวี่แววของการนำประเทศไทยสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือน หรือมีการเลือกตั้ง

ทางชมรมฯ ยังได้ให้ข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหาร การควบคุมปิดกั้นเสรีภาพสื่อ และอื่น ๆ รวมทั้ง การกระทำที่เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบที่ผู้รักความเป็นธรรม และประชาธิปไตยทุกคนพึงต่อต้าน  รวมทั้งกำลังร่างรัฐธรรมนูญแบบ 'ถอยหลังเข้าคลอง' ชนิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย

ตลอดทั้งถ่ายทอดจุดยืนของรัฐบาลอเมริกันผ่านคำพูดของ  Assistant Secretary of State Daniel Russel ที่อยากเห็นความเชื่อมั่นต่อรัฐไทย และขบวนการยุติธรรมไทย ผ่านขบวนการประชาธิปไตยที่มั่นคง และยั่งยืน รวมทั้งขอให้ Congresswoman Tammy เรียกร้องรัฐบาลทหารไทยเปิดเสรีภาพทางการพูด การเขียน การชุมนุม ยกเลิก ม.44 ชึ่งไม่ต่างจากกฏอัยการศึก (Martial Law).


อนึ่งทางชมรมได้แจ้งว่าจะเดินทางขอเข้าพบ Congresswoman Duckworth เร็ว ๆนี้

...


April 27, 2015

Dear Ms. Duckworth:

We are writing this to you as concerned citizen, with Thai ethnicity, in the state of Illinois.

Seeing this picture we cannot help wondering whether you are in full fledge supporting the military regime in Thailand. We do not know your actual role in association with the Thai junta delegation, but the statement accompanied the pictures is certain propping you for their background.

It says, “Deputy Foreign Minister Don briefed Members of the Congress about political developments in Thailand and emphasized the Thai Government’s firm commitment to bring about a stronger and more sustainable democracy for all people of Thailand.”

This is just a rhetoric that has been putting out by the Thai military junta since after they had taken down an elected government in May 2014 and installed themselves an authoritarian government led by General Prayuth Chan-Ocha a few months after. An anniversary of their coup d’ etat is coming up in less than a month, but there is no sign the Thai junta would return the country to a civilian rule with democratically process of election. They are now trying to promulgate a new constitution which is deviated from democracy, to say the lease, and “takes a big constitutional step backwards”, as recently opined by The Economist’s article of which it concluded, “they are peddling another type of tyranny.”

http://www.economist.com/news/asia/21649542-thailand-takes-big-constitutional-step-backwards-baby-sitters-charter

We are democracy loving Thai ethnics who have been living in the U.S., specifically the state of Illinois, for a long time. Some are born citizen, some are nationalized ones, and some are just legal residents. Some of us are democrats, some are republicans, and we all want people in Thailand to be governed by democratically means, as close to what we have here in the states as possible, but not in a way of carefully elaborated wording and hidden agenda for a few elites rule, without electoral representation as a current draft constitution anticipated. We thought you had the same aspiration. Hopefully you do now too.

Ms. Duckworth, you’ve probably seen a remark on Thailand last January by Assistant Secretary of State Daniel Russel, “we hope to see a process that reinforces the confidence of the Thai people in their government and judicial institutions, and builds confidence internationally that Thailand is moving toward stable and participatory democracy.

Ending martial law throughout the country and removing restrictions on freedom of speech and assembly are important steps as part of a genuinely inclusive reform process..”

http://bangkok.usembassy.gov/012615_as_russel_remarks.html

The martial law was lifted this month only to replace with more repressive authorities provided by Article 44 of the military declaration.

We believe an association with the Thai junta by an American politician, let alone a Democratic Party’s, is unwise when many others could see that the Thai representatives whom you were embraced are only public relations ploys for the junta. Their words are unaccountable when there is no concrete action to support. The whole statement by the Thai Embassy on a meeting with you can only be worth as routine diplomatic jargons.

We plan to call your Illinois office and arrange a meeting with you at your earliest convenience.  We thank you for your understanding on our cherish for Thai Democracy in our homeland.

Yours truely,

Union for Thai Democracy, Illinois USA
(ชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์)



ยุโรป-อเมริกา-ญี่ปุ่น แห่เมินไทย! BOI เผยต้นปี’58 ยื่นลงทุน "ดิ่ง" เฉียด 100% เงินลงทุนหาย 4.5หมื่นล้าน



ที่มา เวป ที่นี่และที่นั่นวันนี้
April 27, 2015

สถานการณ์เศรษฐกิจไทย ใน “ไตรมาส 2” จาก “รายงานดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2558 (เมษายน – มิถุนายน 2558)” ของ “กลุ่มวัฎจักรเศรษฐกิจการค้า กองสารสนเทศและดัชนีเศรษฐกิจการค้า สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์” ที่ได้สรุปว่า “ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในไตรมาสที่ 2/2558 ยังคงชะลอตัว โดยยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่หดตัว และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ”

ชี้ให้เห็น “ความย่ำแย่” ของ “เศรษฐกิจไทย” ยุค “รัฐบาล คสช.” ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้เป็นอย่างดี

แต่ไม่ใช่แค่ “ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ” ในประเทศไทยเท่านั้น ที่ “ตัวเลขชี้วัดตกต่ำ” อย่างแสนสาหัส ล่าสุดพบว่า “นักลงทุนต่างประเทศ” ที่เคยสนใจ “ลงทุนในประเทศไทย” ก็ลดน้อยลงอย่างมากเช่นกัน

โดยเป็นการ “ลดต่ำลง” ทั้งจำนวน “โครงการ” และ “มูลค่าเงินลงทุน” เกือบ 100% เต็ม !

ล่าสุด “สถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รายเดือนสะสมปี 2558 (มกราคม-กุมภาพันธ์)”ที่จัดทำโดย “กองความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ” สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) หรือ BOI ได้รายงานสถานการณ์การยื่นขอส่งเสริมของโครงการลงทุนในประเทศไทย ในช่วงเดือน มกราคม- กุมภาพันธ์ 2558 พบว่า สถิติการยื่นขอส่งเสริมของโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในปี 2558 (มค.- กพ.) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนลดลงร้อยละ 58.6 และ 94.0 ตามลำดับ

โดยในเดือน “มกราคม-กุมภาพันธ์ 2557” มีจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอส่งเสริมของโครงการลงทุน ทั้งสิ้น “121 โครงการ” ขณะที่ในเดือน “มกราคม-กุมภาพันธ์ 2558”กลับมีเพียง “ 50 โครงการ” เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่า จำนวนโครงการที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุน “ลดต่ำลง” คิดเป็น -58.6%

ในส่วน “มูลค่าเงินลงทุน” ของ โครงการที่ยื่นขอส่งเสริมของโครงการลงทุน ในเดือน “มกราคม-กุมภาพันธ์ 2557” เป็นจำนวนถึง 47,496 ล้านบาท แต่โครงการที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนมนเดือน “มกราคม-กุมภาพันธ์ 2558” กลับเหลือเพียง 2,860 ล้านบาท ซึ่งนับว่า “ลดต่ำลง” คิดเป็น -94.0%

ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่า “มูลค่าเงินลงทุน” ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวน “มูลค่าเงินลงทุน” ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2558 แตกต่างกันมากกว่า 44,636 ล้านบาท

นอกจากนี้ “สถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รายเดือนสะสมปี 2558 (มกราคม-กุมภาพันธ์)” ที่จัดทำโดย “กองความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ สำนักงานบีโอไอ” ยังระบุว่า

ญี่ปุ่น : มีโครงการยื่นขอส่งเสริม 15 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 657 ล้านบาท จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนลดลงจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 75.4 และ 96.2 ตามลำดับ

สหรัฐฯ : มีโครงการยื่นขอส่งเสริม 3 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 25 ล้าน บาท จำนวนโครงการเท่ากันกับปีก่อนหน้า ส่วนมูลค่าเงินลงทุนลดลง ร้อยละ 99.7

ยุโรป : มีโครงการยื่นขอส่งเสริม 8 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 293 ล้านบาท จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนลดลงลดลงจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 53.0 และ ร้อยละ 90.5 ตามลำดับ

อาเซียน : มีโครงการยื่นขอส่งเสริม 7 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 257 ล้านบาท จำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนลดลงจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 56.3 และ 90.7 ตามลำดับ



































ooo

งามหน้า “รัฐบาลทหาร”! เหตุ “รุนแรงใต้” ทำเศรษฐกิจอ่วมทั้งภาค “ไตรมาส 2”ทรุดอีก สินค้าเกษตรตกต่ำ-กำลังซื้อหดหาย


ที่มา เวป ที่นี่และที่นั่นวันนี้
April 27, 2015

สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับภาคเอกชนถึงสถานการณ์ “ส่งออก” ของประเทศไทยในปี 2558 ภายหลังเกิดวิกฤตอย่างหนักในการส่งออกสินค้าไทยไปในต่างประเทศ เนื่องจากผลงานด้านต่างๆ ของ “คสช.” และ “รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ออกมา ส่งผลให้ “ประเทศคู่ค้า” และ “ตลาดการค้า” ขนาดใหญ่ของไทย ทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต่างออกมาตรการกีดกันทางการค้า “สินค้าไทย”

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ส่อว่าจะเป็นผลผลิตจาก “การละเมิดสิทธิมนุษยชน” และ “แรงงานทาส” ที่ถูกกล่าวขานมากสำหรับประเทศไทย

ล่าสุด ที่ประชุมร่วม “กระทรวงพาณิชย์” กับ “ภาคเอกชนไทย” ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวและคาดว่าในไตรมาสแรกการส่งออกของไทยจะติดลบ ส่วนตัวเลขการส่งออกทั้งปีก็จะมีการปรับประมาณการใหม่โดยลดลงจาก 4% และอยู่ในระดับเพียง 1% เท่านั้น

ซึ่งเป็นผลให้ “ความเชื่อมั่น” ในเศรษฐกิจไทย ของภาคเอกชนต่างๆ สั่นสะเทือนอย่างหนัก และกลายเป็นกระแสข่าวที่ค่อนข้างจะดังครึกโครมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้สัปดาห์ก่อนที่ “กระทรวงพาณิชย์” จะ “ปรับลดตัวเลขส่งออก” ดังกล่าว “รัฐบาล คสช.” ซึ่งนำโดย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เพิ่งจะนำคณะรัฐมนตรี “แถลงผลงานรัฐบาล” ด้วยการตะโกนปาวๆ ว่า “เศรษฐกิจไทยดี” แน่นอน

ล่าสุดปรากฎว่า “กลุ่มวัฎจักรเศรษฐกิจการค้า กองสารสนเทศและดัชนีเศรษฐกิจการค้า สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์” ได้สรุป “รายงานดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2558 (เมษายน – มิถุนายน 2558)” เอาไว้ว่า “ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในไตรมาสที่ 2/2558 ยังคงชะลอตัว โดยยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่หดตัว และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ”

โดยระบุว่า “จากผลการสํารวจภาวะธุรกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2558 ในช่วงเดือนมีนาคม 2558 จากผู้ประกอบการจํานวน 1,860 ราย พบว่า ดัชนีภาวะธุรกิจ มีค่า 42.0 ต่ำกว่าไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งมีค่า 44.1 ค่าดัชนียังตํ่ากว่าที่ระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการยังไม่มีความเชื่อมั่น เนื่องจากมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การส่งออกชะลอตัว อํานาจซื้อของประชาชนลดลง จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรตกตํ่า และปัญหาภัยแล้งส่งผลต่อภาคเกษตรกรรม”

นอกจากนี้ “ผลสำรวยภาวะธุรกิจรายภาค” ยังพบว่า “จากภาวะธุรกิจรายภาคต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า ผู้ประกอบการในทุกภาค มีค่าต่ำกว่า ระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่มีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากการส่งออกหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และภาวะภัยแล้ง ซึ่งส่งผลต่อภาคเกษตรกรรม ทําให้กําลังซื้อของผู้บริโภคลดลงสําหรับการคาดการณ์อีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอลง ยกเว้นภาคกลาง ที่ค่าดัชนีปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ภาคใต้ ค่าดัชนีต่ำกว่าระดับ 50 แสดงถึงความไม่เชื่อมั่นต่อ เศรษฐกิจ ผลจากความรุนแรงในพื้นที่”

โดย ผู้ประกอบการ มี “ความคิดเห็น” ว่า

1. ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ ทั้ง ข้าว ยางพารา และ ไข่ไก่

2. ผู้บริโภคขาดกำลังซื้อ ภาวะเศรษฐกิจซบเซา

3. ภาวะภัยแล้ง ส่งผลต่อปริมาณ และคุณภาพของสินค้าเกษตร

4. ค่าเงินบาทแข็งค่า และไม่มีเสถียรภาพ

5. การแข่งขันสูง ทําให้ยอดขายลดลง

6. ธุรกิจขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

พร้อมกับมี “ข้อเสนอแนะ” ว่า

1. รัฐบาลควรแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเร่งดําเนินการตามนโยบายให้เป็นรูปธรรม

2. แก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เพื่อให้ภาคเกษตรกระเตื้องขึ้น

3. ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีความผันผวน

4. แก้ปัญหาค่าครองชีพ ควบคุมราคาสินค้าอุปโภค – บริโภค

5. ควรให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ และปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ง่ายขึ้น เพื่อส่งเสริมการลงทุน

6. กระตุ้นการท่องเที่ยว ส่งเสริมสินค้า OTOP ให้มีสถานที่จําหน่ายมากขนึ้

7. ให้ความสําคัญและสนับสนุนภาคส่งออก โดยลดขั้นตอน และพิธีการส่งออกให้สั้นลง (One Stop Service) พร้อมทั้ง หาตลาดส่งออกให้มากขึ้น




ตกลง... ข่าวที่ว่าทอดแหเจอ "พญานาค" ตัวเป็น ๆ แต่พอเอาขึ้นบกกลายเป็นเกล็ดแข็งคล้ายทอง คนแห่ดูขอเลขเพียบ...เป็นแค่รูปปั้นเนื้อทองสำริด 1900 บาทเท่านั้นเหรอ...




สรุปว่า พญานาคเคยประดับตกแต่งที่บ่อเลี้ยงปลาของคุณครูคนหนึ่งซื้อมา1900บาท เมื่อมีหมอดูทักว่าไม่เหมาะ ต้องให้ไปอยู่ในสระใหญ่เลยเอาไปทิ้งในสระ แล้วก็มีชาวบ้านเหวี่ยงแหได้ขึ้นมา
จบข่าวพญานาคดังนี้ครับ

ขอบคุณข่าว จากคุณธวัชชัย กฤตยาวรกุล
...

อยากให้คนร้อยเอ็ดช่วยกันแชร์ คนร้อยเอ็ดมีหลากหลาย ความคิดก็ไม่ได้เป็นเหมือนกันทั้งหมด
ตำรวจร้อยเอ็ดและพิพิธภัณฑ์ร้อยเอ็ด ได้ตรวจสอบพญานาคอย่างเป็นทางการแล้ว สรุปว่าเป็นของทำขึ้นใหม่





กรุณาใช้วิจารณญาณ สติ และเหตุผล พิจารณาเรื่องราวด้วยครับ
ขอความกรุณาเรื่องนี้เป็นความเชื่อแต่ละบุคคล การวิจารณ์อย่าเหมารวมทั้งจังหวัดจะคิดแบบเดียวกัน ชาวร้อยเอ็ดมีหลากหลายประชากรคละเคล้ากันไปเหมือนเช่นจังหวัดอื่นประเทศอื่นครับ

ที่มา FB
ร้อยเอ็ด มุมมองผ่านเลนส์



เรื่องเกี่ยวข้อง...

ทั้งแชร์ทั้งเม้นท์กระหึ่มโซเชียล อ้างทอดแหเจอ "พญานาค" ตัวเป็น ๆ แต่พอเอาขึ้นบกก็กลายเป็นเกล็ดแข็งคล้ายทอง เผยคนแห่ดูเพียบและขอเลขเด็ดตามระเบียบ ด้านเพจดังต้านสิ่งงมงาย "ฟักโกสต์" ชี้ แค่รูปปั้นเนื้อทองสำริด

แชร์ว่อนร้อยเอ็ด ทอดแหเจอ ลูกพญานาค-เพจดังชี้ แค่รูปปั้นสำริด

ooo



Published on Jun 8, 2014
ดูคลิปจะจะ ปลาพญานาคตัวเป็นๆ ติดเบ็ดในเวียดนามของแท้แน่นอน คลิปแสดงให้เห็นชายที่ทราบชื่อภายหลังคือ นายเหวียนวันแอง (Nguyen Van Anh) วัย 61 ปีหนุ่มอุ้มปลาประหลาดขณะยังมีชีวิตอยู่ และกำลังดิ้น พร้อมกับโชว์อุปกรณ์ตกปลาที่เป็นเพียงเบ็ด­คันเล็กๆ โดยที่เบ็ดยังติดอยู่ที่ปากของปลาเคราะห์ร­้าย ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา สำหรับหลายๆ คน เหตุการณ์ในคลิปเป็นเรื่องราวที่น่าตะลึงง­ันทีเดียว เพราะว่าอาจจะมีโอกาสเพียงหนึ่งในล้านที่ป­ลาหายากจากมหาสมุทรสุดลึกไปกินเบ็ดของนักต­กปลาธรรมดาๆ คนหนึ่งในแถบใกล้ชายฝั่งทะเลเวียดนาม โดยที่เขาเองไม่ต้องนั่งเรือยอชต์สุดหรูออ­กล่าในทะเลหลวงพร้อมกับคันเบ็ดที่ใช้รอกมอ­เตอร์หมุนสายเบ็ดแทนแรงคนที่มีราคาเรือนแส­น ตามรายงานในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์โด­่ยโสงฟ๊าบหลวด (Dai Song Phap Luat) ชาวเน็ตเวียดนามเชื่อกันว่า นี่เป็นกรณีแรกของโลกที่มนุษย์คนหนึ่งสามา­รถตกได้ปลาหายากชนิดนี้ได้ ซึ่งถิ่นอาศัยของมันเป็นทะเลใหญ่ที่น้ำลึก­ตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป อย่างน้อยที่สุดก็ยังไม่เคยมีข่าวคราว หรือมีบันทึกการจับปลาจากทะเลลึกชนิดนี้ได­้แบบตัวเป็นๆ โดยนักตกปลาคนหนึ่ง โลกตะวันตกเรียกว่า Oarfish หรือ "ปลาไม้พาย" และครั้งหนึ่งมันเคยเป็น "งูยักษ์แห่งมหาสมุทร" ในตำนานของนักเดินเรือครั้งโบราณกาล
..

ไม่ทราบว่ามีการแห่เข้าขอหวยเหมือนพี่ไทยหรือเปล่า....


วันจันทร์, เมษายน 27, 2558

การก้าวจากอคติไปสู่อวิชชาของ คนดี คนเด่น ของไทย




มาใหม่อีกราย คนดี คนเด่น ของไทย แสดงอาการจงเกลียด ชิงชังผู้อื่นต่อสาธารณะจะแจ้งปานนั้น

คนนี้มีรางวัล ศรีบูรพา ไว้ค้ำยันเสียด้วย (แต่แกได้มายังไง I do not know.)

ชื่อเดิมเขา สมชัย กตัญญุตานนท์ ชื่อดังนั่น ชัย ราชวัตร

จัดจ้านในการเขียนเฟชบุ๊คด่านายกฯ หญิง ยิ่งกว่าสมจิตต์ ช่อง ๗

คราวนี้ออกลายใหม่ นอกจากปากจัด แล้วยังใจดำ อำมหิตด้วย

“รู้งี้ยอมขายบ้านขายรถซื้อทัวร์ให้พวกซาตานรกแผ่นดินบ้านเกิดทั้งแก๊ง ไปเที่ยวเนปาลและปีนเขาเอเวอร์เรสต์ตรงกับวันแผ่นดินไหว คงทำให้ชีวิตเรารู้สึกตื่นเต้นมีลุ้น เหมือนนั่งลุ้นหน้าจอทีวีวันหวยออก แค่ฝันเล่นๆก็เป็นสุขแล้ว”

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1430063328)




อีกคน (ก่อนหน้า) ที่ Thanapol Eawsakul บอกว่าเคยได้รางวัลศรีบูรพาด้วยเหมือนกัน เขียนเฟชบุ๊คถึงนายกฯ หญิงไว้ร้ายแรงทีเดียว ด้วยคำ 'อัปรีย์'

แต่ก็มีคนที่เคารพนับถือ 'ทนไม่ไหว' ออกมาเตือนสติ ติ 'สเตตัส' ของท่านปัญญาชนสยามผู้นี้กันอึง

อย่างอ่อนนั่นจาก Pipob Udomittipong :

"เนื้อหาส่วนใหญ่ในนั้น เรียกว่าเอาชื่อเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง วิชา มหาคุณ ฯลฯ หรือใครมาใส่แทน คนอ่านแทบแยกไม่ออก เป็นข้อมูลดาด ๆ ไม่คู่ควรจะเป็นงานเขียนของคนที่เป็น prolific writer และ renowned social critic หรือคนระดับที่เป็นครูบาอาจารย์"

อย่างเข้มเป็นของพระมหา ไพรวัลย์ วรรณบุตร

"สรุปแล้วท่านอาจารย์เองผู้ซึ่งอาตมาให้ความนับถืออยู่มาก ในฐานะของนักอนุรักษ์นิยมรุ่นเก่า ที่มีแนวคิดอันพอจะเป็นประชาธิปไตยในสังคมสมัยใหม่อยู่บ้าง กลับเป็นผู้ที่คอยผลิตซ้ำภาพมายาคติและวาทะกรรม เรื่อง ประชาธิปไตยแต่รูปแบบ หรือเผด็จการโดยธรรม อยู่เรื่อย"

(http://thaienews.blogspot.com/2015/04/blog-post_986.html)




ส่วนอย่างแข็ง มีอยู่เกลื่อนบนสื่อสังคมต่างๆ จนแน่ชัดว่าภาพลักษณ์ของท่าน 'ติดลบ' ไล่หลังไม่ไกลนักกับคณะยึดอำนาจที่ท่าน 'ถึงจะไม่ชอบ ก็ยังชม'

กระนั้นด้วยความที่ท่านแก่กล้า เช่นที่บรรดาคอมเม้นต์อย่างแข็งเรียกกันว่า 'อัตตา' จึงมีศอกกลับมหาไพรวัลย์ตามมาอีก

คราวนี้ไม่ได้เบาลงไปกว่าเดิม หากแต่มี factual error เติมเข้าไปด้วย

"วิธีการของเขาก็คล้ายกับราชวงศ์บุชที่สหรัฐอเมริกา บุชใช้วิธีการของประชาธิปไตยโดยรูปแบบ และเป็นเผด็จการอย่างสุดๆ"

(https://www.facebook.com/sulak.sivaraksa/photos/a.126504987797.110708.114459752797/10153003542237798/?type=1&fref=nf)


ขออนุญาติ 'สอนหนังสือสังฆราช' หรือจะว่า 'หมาเยี่ยวรดศาลพระภูมิ' ก็ได้

เพราะในสังคม 'คอตก' ที่ข้างล่างต้องนบนอบข้างบน ต้องมีคนที่ไม่กลัวความสูงเงยหน้าถามบ้าง มิฉะนั้นข้างบนจะเอาแต่ 'รู้ชอบ' ไม่มีทางรู้ผิดกันเลย

ดังได้มีใครคนหนึ่งที่เป็นแฟนเพจของ Junya Yimprasert อุตส่าห์ปากกล้าขาสั่นติงไว้

"ดูท่านจะก้าวจากอคติไปสู่อวิชชาแล้วนะนี่ อ้างราชวงศ์บุ๊ชด้วยอารมณ์ โดยใช้มโนสติล้วนๆ ผมเองจัดว่าเป็นเดโมแครทร้อนแรงยังไม่เห็นว่าตระกูลบุ๊ชเล่นการเมืองเป็นราชวงศ์ตรงไหน จริงอยู่ว่าบุ๊ชคนลูกอาจเดินนโยบายผิดพลาดไปเยอะ แต่นั่นเพราะถูกชักใยโดยกลุ่มของดิ๊ค เชนี่ย์ที่อยู่เบื้องหลังก็ได้ ถ้าจะมองตื้นๆ แบบราชวงศ์ก็เทียบได้กับตระกูลเค็นเนดี้เท่านั้นเอง นี่แสดงว่า สศล. ไม่ได้มองเห็นคุณค่าความนิยมของประชาชนเลย มิน่าถึงได้ให้การนับถือคนที่มาจากการยึดอำนาจมากกว่าคนที่ชนะเลือกตั้ง"


1 ปีคสช. ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน



ที่มา โพสต์ทูเดย์
26 เมษายน 2558
โดย...สุภชาติ เล็บนาค

ย่างเข้าสู่ 1 ปี หลังการยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า

เหตุผลสำคัญของการประกาศรัฐประหารวันนั้น คือการยุติความขัดแย้ง หลังการชุมนุมของ กปปส.ยืดเยื้อยาวนาน และมีสัญญาณของความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ ขณะเดียวกัน สัญญาณของการเผชิญหน้ากับคนเสื้อแดง ซึ่งมีแนวคิดตรงกันข้ามกับ กปปส.ชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้ทุกเมื่อ

1 ปีให้หลังการรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งหัวหน้า คสช.มีอำนาจเด็ดขาดผ่านมาตรา 44 อยู่เหนือทั้งอำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ และเพิ่งแถลงผลงาน 6 เดือนรัฐบาล โดยเน้นเรื่องสำคัญคือการรักษาความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ก็อยู่ระหว่างเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อส่งผ่านอำนาจให้กับรัฐบาลชุดต่อไปตามโรดแมป ซึ่งกำหนดไว้ตั้งแต่แรกว่าจะอยู่ที่ต้นปี 2559

ส่วนฝ่ายตรงข้ามอย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง นักการเมืองในซีกทักษิณ หรือแม้แต่กลุ่ม นปช. ล้วนอยู่ในสถานะสงบนิ่ง กลับกลายเป็นกลุ่มอิสระกลุ่มอื่นๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวจนถูกดำเนินคดี ขณะที่อีกหลายคนเลือกที่จะเดินทางออกไปต่างประเทศ ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้เป็นอิสระกว่า

ในฐานะนักวิชาการที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารชัดเจน เราสัมภาษณ์ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโส เพื่อให้ประเมิน 1 ปีของสังคมไทยหลังการปกครองของคณะทหาร และประเมินทิศทางการเมืองหลังจากนี้ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ

“ผมคิดว่ามันเปลี่ยนไปในทางเลวลง ที่เห็นชัดก็คือเศรษฐกิจที่มันได้รับผลกระทบร้ายแรง ส่วนด้านอื่นผมก็ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นต้นว่า ตอนแรกคุณบอกจะไม่ทำรถไฟความเร็วสูง แต่สุดท้ายคุณก็ทำ หรือถ้าพูดถึงการปฏิรูป อย่างปฏิรูปการศึกษาหรือปฏิรูปเรื่องอื่น ผมก็เห็นมีแต่ตั้งคณะกรรมการ จะปฏิรูปอะไรก็ยังไม่ชัดเจน นี่คือความไม่ได้เรื่องที่ผมเห็นชัดเจน” นิธิ ตอบคำถามเรื่อง 1 ปีหลังยุค คสช.

นิธิ บอกว่า ความไม่เป็นชิ้นเป็นอันของนโยบายเหล่านี้ ทำให้ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ และอนาคตของประเทศยังมองไม่เห็นว่าจะเดินต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะในวันที่ อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือแม้กระทั่งพม่า ซึ่งไทยเคยมีปัจจัยการผลิตเหนือกว่า มีแรงงานที่มีคุณภาพกว่า กำลังค่อยๆ แซงขึ้นนำ และไทยไม่มีอะไรที่จะสามารถแข่งขันได้

ก่อนจะบอกอีกว่า โจทย์เดียวที่รัฐประหาร 22 พ.ค. ตอบได้ก็คือ การ “หยุด” ไม่ให้การเมืองมวลชนเดินหน้าไปต่อ และย้อนเวลากลับไปใช้อำนาจนอกระบบ เพื่อให้ระบบ “การเมืองมวลชน” ที่เติบโตขึ้นมาในช่วง 10 ปีให้หลังมานี้ ช้าลงไป เพื่อให้ชนชั้นนำกลับมาเป็นผู้นำเหนือกลุ่มการเมืองมวลชนแทน

การเมืองมวลชน ในนิยามของนิธิก็คือ การให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย มากกว่าจะให้ชนชั้นนำมาเดินหน้าการเมืองเพียงกลุ่มเดียวอย่างในอดีต

“ที่เห็นชัดก็คือชนชั้นนำเราถูกปลูกฝังในระบบเก่าแยะ ทั้งที่เขาสามารถรักษาผลประโยชน์ในระบบการเมืองมวลชนแบบสร้างสรรค์ไว้ได้ ใน อังกฤษ อเมริกา ชนชั้นนำที่ได้ประโยชน์จากการเมืองมวลชนก็มีอยู่มาก ถามว่าชนชั้นนำไทยทำแบบนั้นได้ไหม ผมเชื่อว่าทำได้ เพราะคุณมีต้นทุนสูงมาก พราะคุณเป็นผู้กุมวัฒนธรรมชั้นสูง คุณถือครองทรัพย์สินสูงมาก คุณใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นในการที่จะทำให้คุณได้เปรียบในการแข่งขันกับการเมืองมวลชนได้ แต่หลังการรัฐประหารที่ผ่านมาสะท้อนว่าเขาไม่ทำ แล้วกลับมาหาทางหยุดยั้งการเติบโตของการเมืองมวลชนแทน”

“แต่ในที่สุดคุณก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ นอกจากใช้อำนาจนอกระบบมาหยุดยั้งมันผ่านการรัฐประหาร ถามว่าอะไรเกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ก็คือการเมืองมวลชนมันช้าลงไป ถ้าคุณอยู่ปีก็ช้าไปปี ถ้าอยู่สองปีก็ช้าไปสองปี แต่บอกได้เลยว่าสิ่งที่คุณทำตอนนี้ ไม่สามารถอยู่ได้ในประเทศไทย เพราะประเทศมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ หรืออย่างอื่นที่คุณทำมา มันไม่ใช่สิ่งที่จีรังยั่งยืนทั้งสิ้น มันได้แค่เบรกการเมืองมวลชนได้แค่ช่วงหนึ่ง แล้วเบรกไปทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน” นิธิ ระบุ

ส่วนข้ออ้างในการรักษาความสงบของ คสช.นั้น นิธิตั้งคำถามว่า ตั้งแต่เริ่มชุมนุมในเดือน ต.ค. 2556 ลากยาวมานานหลายเดือน ทำไมทหารไม่ออกมารักษาความสงบในช่วงที่ยังมีประชาธิปไตยอยู่ แต่กลับเลือกที่จะยึดอำนาจแล้วบริหาร ซึ่งสุดท้ายก็สร้างปัญหาอื่นตามมา

“ผมไม่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศเชื่อว่ารัฐประหารทำให้ประเทศสงบ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา คุณก็เห็นว่ามันไม่สงบแล้ว มันเกิดอะไรต่อมิอะไรตามมาหลังจากนั้น และถ้าหากย้อนหลังกลับไปตั้งแต่รัฐประหารของ รสช.ปี 2534 คุณก็จะพบว่ามันก็ไม่สงบ รัฐประหารเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้นานแล้ว ถ้าคุณรู้จักคิดย้อนหลังกลับไป คุณจะรู้ว่ามันไม่ใช่เครื่องมือที่เคยใช้ได้ผลอย่างที่สมัยหนึ่งเคยใช้มา”

“คือคุณจะทะเลาะกับยิ่งลักษณ์ก็ทะเลาะไป จะเรียก ‘อีปู’ ก็ตามสบายเรื่องของคุณ แต่ตราบใดที่มันมีกติกาอยู่ คุณก็ต้องคิดสิว่าจะทำอย่างไรให้อีปูได้คะแนนเสียงไม่เท่ากับคุณ คุณก็หาทางทำให้อีปูไม่ได้คะแนนเสียงเท่ากับคุณสิ นี่คือวิธีการต่อสู้ แต่นี่คุณไม่ทำ คุณก็เรียกหาทหารมาวางแผนกันยึดอำนาจแทน” นิธิ กล่าว

ขณะที่เสียงต้านหลังรัฐประหารที่หลายคนเห็นว่า “แผ่ว” เกินกว่าที่ควรจะเป็นนั้น นิธิเห็นตรงกันข้าม และระบุว่า กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.นั้นมีจำนวนมาก และมากจนถึงขนาดที่ว่าทำให้คณะทหารยังคงใช้ “กฎหมายพิเศษ” รักษาความมั่นคงของรัฐบาลตัวเองอยู่

“ถ้ามันแผ่ว แล้วทำไมเสียงจากภายนอกทั้งจากสหรัฐอเมริกา ทั้งจากสหภาพยุโรป ต้องออกมาต่อต้านรัฐประหาร มันไม่ใช่หรอก ถ้าเปรียบเทียบกับทุกครั้งที่ผ่านมา คุณจะพบว่าไม่มีการต่อต้านรัฐประหารครั้งไหนที่มีการต่อต้านมากเท่านี้ และมีเสียงต้านออกมาตั้งแต่วันแรกด้วย”

ด้วยเหตุนี้ ทหารจึงยังต้องคงอำนาจไว้ เพราะรู้ว่าวันใดก็ตามที่ไม่เหลืออำนาจนี้อยู่ คนจะออกมาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอีก ซึ่งนิธิบอกว่า หากวันนี้ทหารเชื่อมั่นว่าคนสนับสนุนทั้งในเมืองและสนับสนุนทั้งประเทศจริง ก็ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 และยกเลิกกฎหมายพิเศษอื่นๆ ในการคุมอำนาจ

นิธิยืนยันว่า วันนี้ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ไม่ได้กลัวกฎหมายพิเศษอีกต่อไป สะท้อนชัดจากปฏิกิริยาเมื่อวันที่นักศึกษายืนล้อมกันเป็นวงกลมที่หน้าศาลทหาร เพื่อกดดันไม่ให้ทหารจับตัวกลุ่ม “พลเมืองโต้กลับ” จนในที่สุดทหารก็ต้องเลือกปล่อยตัว

“ผมไม่แน่ใจว่าสยบได้จริงไหม การที่นักศึกษาไปยืนล้อมที่ศาลทหารแล้วชูสามนิ้วบอกว่าจับเลย เขาพร้อมให้จับ อันนั้นมันแสดงว่าเขาไม่กลัว แล้วมันจะจำกัดเฉพาะนักศึกษากลุ่มนั้นหรือ ซึ่งไม่น้อยนะ หรือมันจะกระจายต่อไปอีก คุณอย่าลืมนะว่า ถ้ามีคนที่พร้อมจะเข้าคุกเป็นพันๆ คนในประเทศไทย คุณก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว เพราะฉะนั้นคุณฝืนมันไม่ได้หรอก”




ด้วยฝีมือขนาดนี้ "เขา" อยู่นานไม่ได้

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศโรดแมปว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่เกินต้นปี 2559 แต่ก็มีเสียงยุส่งให้รัฐบาลอยู่ต่อไปนานเกิน 2 ปีอยู่จำนวนมาก แม้กระทั่งจากพรรคการเมืองสำคัญอย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุผลที่ว่า เวลาขณะนี้สั้นเกินไปที่จะจัดโครงสร้างการเมือง แก้ปัญหาความขัดแย้งและดำเนินการเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา ก็ยังมีหลายจุดที่เป็นช่องโหว่ซึ่งอาจเกิดปัญหาหากนำมาใช้จริง

นิธิเดาไม่ถูกว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่นานขนาดไหน แต่เขาเชื่อว่า ด้วยฝีมือขนาดนี้จะไม่สามารถอยู่นานได้ เพราะเห็นชัดว่ายิ่งอยู่ยิ่งสร้างศัตรูมากขึ้นทุกวัน และผลงานในการประคับประคองเศรษฐกิจก็ชัดเจนว่าต่ำกว่ามาตรฐาน แต่จะเดินต่อไปอย่างไรนั้น สูตรสำเร็จในอดีต ก็มีอยู่ 3 ทางก็คือ คืนอำนาจให้ประชาชน ปล่อยให้ประชาชนล้ม หรือลงจากอำนาจแล้วหาทางสืบทอดอำนาจต่อ

“ก็แน่นอน รัฐประหารทุกครั้ง มีความพยายามสืบทอดอำนาจ ถ้าใช้สำนวน อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริก็คือ คุณขึ้นหลังเสือ แล้วคุณไม่รู้จะลงยังไง เว้นแต่มีบันไดทอดลงมา แล้วเสือไม่กัดคุณเท่านั้น แต่ผมยังไม่พบว่ามันประสบความสำเร็จสักครั้ง ยกเว้นครั้งจอมพลสฤษดิ์ส่งต่ออำนาจให้ จอมพลถนอมจอมพลประภาส แต่สุดท้ายหลังจอมพลถนอมทำรัฐประหารตัวเองก็อยู่ได้แค่สองปี สุดท้ายก็เกิด
เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ขึ้น ถามว่า วันนี้จะสืบทอดอำนาจ มันไม่ง่ายนะ”

“วันนี้ ที่เราเห็นเฉพาะศัตรูของ คสช.ที่อยู่นอกกองทัพ แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าการสืบทอดอำนาจมันไม่ง่าย เพราะคนนอกอย่างเราไม่รู้ว่า ในกองทัพมีศัตรูเกิดขึ้นหรือเปล่า เอาง่ายๆ ก็คือ การแต่งตั้งโยกย้าย ผบ.เหล่าทัพ หรือ ผบ.ทบ.คนใหม่ คุณจะตั้งใคร แล้วมันจะเกิดความขัดแย้งหรือเปล่า เพราะไม่ว่าจะตั้งใครก็ตาม ทุกคนที่จะได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ได้สั่งสมกำลังสายตัวเองไว้ทั้งนั้นซึ่งคงไม่มีใครสะสมไว้เล่นๆ หรอก”นิธิ ระบุ

ขณะที่ความรังเกียจนักการเมือง ซึ่งยังคงฝังอยู่นั้น นิธิบอกว่า เกิดจากการปลูกฝังเรื่อง “นักการเมืองโกง” และการเรียกการเมืองว่าเป็น “นักเลือกตั้ง” ซึ่งแม้จะจริงในระดับหนึ่ง แต่ระบบที่เคยมีก็ยังทำให้นักเลือกตั้งถูกตรวจสอบได้

“ถ้าคุณเข้ามาในระบอบที่เลือกตั้งสม่ำเสมอ ผมว่าไอ้การเป็นนักเลือกตั้งมันก็ค่อยๆ น้อยลงเองผมว่าเหลวไหล ที่บอกว่าไปหาคนดีมาให้คนเลือก ที่ถูกคือคุณต้องสร้างอำนาจของสังคม ที่คุณสามารถกำกับควบคุม สส.ได้ ไม่ใช่ให้ สส.มันดีในตัวมันเอง มันก็มนุษย์ขี้เหม็นเหมือนเรา พอมีโอกาสที่จะเอาเปรียบคนอื่นก็เอาเปรียบ แต่คุณต้องคิดว่าทำอย่างไรให้สังคมมีระบบที่จะเข้าไปกำกับควบคุมได้ ไม่ให้มันทำชั่วอย่างนั้น ไม่ใช่เอาแต่คนอีกพวกหนึ่งไปคุม”เขาแสดงความเห็น

ส่วนสาเหตุที่ พรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง “เงียบ” จนเกินเหตุนั้น นิธิมองว่า เพราะ 1.พรรคเพื่อไทยถูกล็อกจนขยับไม่ได้ และ 2.นโยบายตอนแรกๆ ของพรรคเพื่อไทยคือยอมเว้นวรรคทางการเมืองเพื่อหวังว่าเมื่อรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ตัวจะชนะอีก ก็เลยเลือกที่จะเว้นวรรคทางการเมือง และคิดว่าหลังจากทหารปล่อยวางอำนาจ พรรคเพื่อไทยก็จะกลับมาชนะอีกครั้ง

“เมื่อปี 2550 ผมรณรงค์ให้ไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วก็พ่ายแพ้ ซึ่งเหตุผลที่พ่ายแพ้ ไม่ใช่เพราะทหารไปล็อกคนอยู่ที่อีสานหรอก ที่พ่ายแพ้ก็เพราะว่าพรรคพลังประชาชนขณะนั้น รวมถึงคุณทักษิณ แกต้องการให้มีการเลือกตั้งแล้วตัวจะได้กลับมา ซึ่งก็จริงของแก แต่ว่า แล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไร คำตอบคือประชาชนไม่ได้อะไรเลย”

“คือถามว่าคุณทักษิณเป็นนักปฏิรูป นักปฏิวัติ ใช่ไหม ไม่ใช่ คุณทักษิณเป็นนักการเมืองคนหนึ่งเพียงแต่คุณทักษิณอาจจะฉลาดกว่าคุณชวน (ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี) หรือคุณอภิสิทธิ์ เท่านั้นแต่ยุทธวิธีที่ใช้ในการดำรงอำนาจทางการเมืองยังเป็นยุทธวิธีเก่าเป็นส่วนใหญ่เท่านั้นเอง”

หมดเวลาทหารคุมนักการเมือง

หนึ่งในทฤษฎีที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยก็คือการเรียกขานว่าเป็น “วงจรอุบาทว์” กล่าวคือ มีนักการเมืองซื้อเสียงเลือกตั้งเข้ามาคอร์รัปชั่นเกิดวิกฤตการณ์จนทหารต้องยึดอำนาจ และพอทหารเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ ลงจากอำนาจแล้วก็เลือกตั้งใหม่ หลังจากนั้นก็เกิดปัญหาอีกครั้ง ซ้ำซากไม่รู้จบ

“ถ้าคุณเชื่อว่าเป็นวงจรจริงก็ขอให้สังเกตว่าหลังเหตุการณ์14 ตุลาฯ วงจรมันห่างขึ้นเรื่อยๆที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ ในขณะที่ทหารเข้ามาแล้วบอกว่ามาปราบนักการเมือง ปัจจุบันมันไม่จริงแล้ว เพราะปรากฏว่านักการเมืองนั้น ทหารปราบมันไม่ได้ เวลานี้ทั้งประชาธิปัตย์ ทั้งเพื่อไทยกำลังเริ่มดิ้นรน กระด้างกระเดื่องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อปี 2549คุณหวังว่าจะปราบไทยรักไทยมันก็มีพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย โผล่ขึ้นมาเป็นแถว มันสะท้อนชัดว่าอำนาจในการปราบทำไม่ได้แล้ว ฉะนั้นวงจรเหล่านั้นมันไม่ได้เดินซ้ำที่เก่า มันเริ่มเปลี่ยนแล้ว” นิธิ อธิบาย

ถามว่าจะจัดการกับสถานะของทหารที่มีอำนาจเหนือการเมืองมาตลอดเวลาได้อย่างไร นิธิบอกว่า ไม่มีกองทัพที่ไหนที่ปีหนึ่งต้องเกณฑ์คนกว่า 1-2 แสนคนมา ทั้งที่ไม่ได้ไปรบกับใคร นอกจากรบกับประชาชน โดยอ้างว่าช่วยป้องกันประเทศไทยให้พ้นจากความระยำตำบอน รวมถึงไม่มีกองทัพประเทศไหนที่มีอำนาจเหนือพลเรือนเท่ากับการจัดการโครงสร้างกองทัพในบ้านเรา

“ผมว่าปล่อยไม่ได้ คุณต้องสลายมัน ต้องสลายอำนาจนอกระบบออกไปทั้งหมด ลองคิดดูว่า 1.ถ้าเผื่อกองทัพเหลือแต่เพียงส่วนบัญชาการการรบ สำหรับวางแผนยุทธศาสตร์เท่านั้น ถามว่าเหลือแค่นี้คุณจะเข้ามายุ่งการเมืองได้อย่างไร และ 2.ฝึกคนด้วยการเกณฑ์ทหารเข้ามา 6เดือน แล้วค่อยปล่อยเขาออกไปก็พอ หลังจากนั้น ก็ค่อยเรียกผลัดใหม่เข้ามา เราไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องมีทหารประจำการมากมายขนาดนั้น”

“ผมคิดว่าทหารอยู่ด้วยผลประโยชน์เท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่นสิ่งที่น่าเสียใจก็คือ รัฐบาลอย่างยิ่งลักษณ์ หรือรัฐบาลทักษิณที่ชนะมาท่วมท้น ก็ไม่กล้าแตะกับทหารทั้งที่เขาควรแตะตั้งแต่วันแรก บอกไปเลยว่า จะเปลี่ยน พ.ร.บ.กลาโหมที่ออกสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์กลับไปเป็นอย่างเก่า ให้อำนาจรัฐบาลในการแต่งตั้งโยกย้าย แล้วก็ให้รู้ไปเลยว่า ถ้าเขากล้ารัฐประหารวันนั้น เพราะไปแตะ พ.ร.บ.กลาโหมก็เอาเลย แต่ยิ่งลักษณ์ก็ไม่กล้าเพราะคุณไม่มีกึ๋น คุณกลับไปใช้วิธีแบบเลียเท้าเขาแล้ว แล้วก็เชื่อว่าทหารจะยอมให้คุณอยู่ คุณไปเชื่อผิดตั้งแต่ต้น วันนี้คุณก็แก้อะไรไม่ทันแล้ว"นิธิสรุป




ฤๅษีที่เหาะได้กำลังปฏิรูปประเทศ

มอตโตที่สำคัญที่สุดตลอดการชุมนุมของ กปปส.ระหว่างเดือน ต.ค. 2556 ไปจนถึงเดือน พ.ค. 2557 ก็คือ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จนสามารถผลักดันคนเรือนแสนให้ลงมาบนท้องถนน เพื่อยืนยันจุดยืนการปฏิรูป

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจ คสช.ได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ทำงานควบคู่ไปกับรัฐบาล และในรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ ก็มีข้อกำหนดผูกพันให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องทำตามโดยไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากมีคณะกรรมการปรองดอง และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ คอยทำหน้าที่ต่อ

ขณะที่ผลพวงสำคัญอย่างหนึ่งจากการปฏิรูปการเมืองและกรอบคิดที่ว่านักการเมืองเลวก็คือ การตั้ง “สมัชชาพลเมือง” สำหรับตรวจสอบนักการเมืองทุกคนก่อนเข้ารับตำแหน่ง

นิธิ แสดงความคิดเห็นว่า องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน แต่เป็นตัวแทนของชนชั้นนำ ที่คิดตื้นๆ แต่เพียงว่าจะเอาคนที่ดีกว่ามาปกครองคนที่เลวกว่า

“มันกลายเป็นว่า สมัชชาพลเมือง แต่ไม่ใช่ตัวแทนของพลเมือง ขณะที่วุฒิสภา ก็ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชน ถ้าเราเชื่อในเรื่องการตรวจสอบ ก็ต้องถามว่าใครตรวจสอบสมัชชาคุณธรรม ใครตรวจสอบคณะกรรมการปรองดอง หัวใจของระบบการปกครองที่คุณเรียกว่า ‘ธรรมาภิบาล’ ก็คือ การสร้างระบบตรวจสอบกันและกัน ไม่ใช่มีนายที่ฉลาด เมตตากรุณา แล้วก็ปกครองอย่างดีที่สุดมาทำหน้าที่กลุ่มเดียว ไม่มีการปกครองแบบไหนในโลกนี้ทำกัน”

“การปฏิรูปทั้งหลายในทัศนะผม มันต้องทำด้วยความยินยอมพร้อมใจของคนส่วนใหญ่ในประเทศ คุณเป็นฤๅษีเทวดาที่ไหนไม่รู้แล้วเหาะลงมาจะเปลี่ยนแปลงประเทศนั้น ผมว่าเป็นไปไม่ได้ ผมไม่เชื่อในทฤษฎีชาดกแบบเรื่อง ‘พระมหาชนก’ ว่าอยู่ดีๆ มีเทวดาเหาะลงมาแล้วทำปัญหาทุกอย่างให้มันหมดไป ไม่มีหรอก มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง” นิธิ ระบุ

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ นิธิ ยืนยันว่า ตั้งแต่หมดยุคจอมพลสฤษดิ์ การปฏิรูปในรัฐบาลรัฐประหาร ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น การปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พูดตั้งแต่เมื่อรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2531 แต่จนถึงบัดนี้ การศึกษาไทยก็ยังย่ำอยู่กับที่

“คือถ้าคุณจะปฏิรูปการศึกษา คุณต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจเห็นด้วยจากคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ครูอย่างเดียวนะ แต่ต้องผู้ปกครอง และคนอีกจำนวนมหาศาล ยกตัวอย่างถ้าคุณจะย้ายครูที่ไม่ได้เรื่องออก 1 คน เขาก็จะไปรวมพวกมาสู้กับคุณ ทั้งที่สอนไม่ได้เรื่องเอง แล้วการปฏิรูปนั้นก็จะมีปัญหา เพราะคุณเอาแต่ย้ายครูที่ไม่ได้เรื่อง แต่ไม่ได้สนใจที่จะเปลี่ยนการเรียนการสอนในห้องเรียนภาพรวม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่เริ่มจากการทำให้คนยินยอมพร้อมใจ” นิธิ แสดงความเห็น

ส่วนการปฏิรูปการเมือง ที่แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมากนั้น นิธิ ก็บอกว่า คนเหล่านี้คือ “ฤๅษีที่เหาะลงมา” แล้วชี้เลยว่าอะไรดี และอะไรไม่ดีเท่านั้น ไม่ได้สนใจว่าประชาชนคิดอย่างไร และสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว

“ฤๅษีที่เหาะมาเหล่านี้ ทำเหมือนการเมืองเป็นศาสตร์ลี้ลับ ที่เฉพาะผู้รู้จากขอบจักรวาลเท่านั้นจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงได้ ขอโทษ คุณเป็นพระโพธิสัตว์หรือเปล่า ผมคิดว่าเขาไม่ใช่ เมื่อไม่มีพระโพธิสัตว์ เหตุฉะนั้น เราจึงต้องการการยินยอมพร้อมใจ การยินยอมพร้อมใจจึงหมายถึงการที่เขาค้านได้ เปลี่ยนได้ ท้วงติงได้ แก้ไขได้ เขาถึงจะยินยอมพร้อมใจกับคุณ ปราศจากสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไปไม่ได้ ไม่มีการปฏิรูปที่ไหนจะเดินไปได้ ไอ้นั่นคุณต้องกลับไปอ่านคัมภีร์โบราณแล้ว”

ด้วยเหตุนี้ นิธิ จึงเชื่อว่าทั้งโรดแมปและรัฐธรรมนูญจาก คสช.จะมีอายุสั้นมาก และไม่สามารถใช้ได้จริง เพราะกระบวนการการรับฟัง การท้วงติงโดยประชาชน แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญ

“มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็แล้วแต่ ยกเว้นแต่พวกเขาเอง ใครก็ตามที่เข้ามาเดินไม่ได้ วางนโยบายไม่ได้ คุณวางนโยบาย ถ้าเขาไม่ชอบหน้าคุณ ก็ให้อีกสภาหนึ่งมาบอกว่านี่เป็นประชานิยม คุณก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณบริหารไม่ได้ จบ” นิธิ ระบุ

“ส่วนคุณจะปกครองได้ไหม คุณต้องเข้าใจว่าอะไรเกิดความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง รัฐประหารที่ประสบความสำเร็จสมัยนี้ ถามว่าจะเกิดได้ไหม คำตอบคือไม่รู้ ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็อาจจะเป็นไปได้ เช่น คุณดำเนินนโยบายเหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คุณก็จะสามารถสยบคนจำนวนหนึ่งที่เขาต้องการการอุดหนุนจากรัฐไปได้ตามเดิม คำถามก็คือ แล้วจะปฏิวัติไปทำไมวะ”

“ผมอยากบอกว่า มันไปไม่ได้ที่เขาจะปกครอง เพราะมันขัดกับความเป็นจริงของประเทศ สังคมไทยมันเปลี่ยนไปแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเพื่อให้พวก...(นิ่งคิด) ตรงไปตรงมาเลยคือ รัฐธรรมนูญฉบับอื่นก่อนหน้านี้ มันก็เหมือนอย่างนี้แหละ แต่มันซ่อนเงื่อน มันแฝงเอาไว้ไม่ให้คุณรู้สึก แต่ฉบับนี้พูดกันอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า ประเทศนี้เป็นของชนชั้นนำ คุณไม่เกี่ยว ชนชั้นนำจะเป็นคนปกครองคุณเอง” นิธิ สรุป

ขายทรัพยากร ทางรอดเดียวของทุนไทย

ปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น1 ปี หลังการก้าวขึ้นสู่อำนาจของคสช. ก็คือ ดูเหมือนว่าการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จะเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น โดยมีกองทัพเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของธุรกิจ

พล.อ.ประยุทธ์ นั้นชัดเจนว่าสนับสนุนการก่อสร้างท่าเรือนน้ำลึกปากบารา ที่ อ.ละงู จ.สตูล ทั้งที่มีเสียงคัดค้านจากคนในพื้นที่อย่างหนาแน่น ขณะเดียวกันภาพที่สะท้อนชัดอีกภาพหนึ่งก็คือ การที่กำลังทหารนำกำลังคุ้มกันนายทุนเข้าพื้นที่หมู่บ้านนามูล-ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่นเพื่อขุดเจาะสำรวจตามสัมปทานปิโตรเลียม เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จนชาวบ้านต้องก้มลงกราบทหารกับพื้

“ทุนไทยอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันในระดับภูมิภาคลำบาก เพราะว่าทุกอย่างเกือบเรียกได้ว่ามันสายไปแล้ว อย่างการผลิตคนที่มีความสามารถในตัวเองเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นก็ทำไม่ได้เลยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาขณะที่ค่าแรงเราก็สูงกว่าคนอื่น ส่วนการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน มันก็ไม่ทันเขา แม้จะมีโครงการรถไฟความเร็วสูง มันก็คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะให้แก้ปัญหารากลึกวันนี้มันไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นถามว่า ทุนไทยจะอยู่รอดยังไง คำตอบก็คือ เอาทรัพยากรไปขาย มีฟอสเฟต มีก๊าซ มีอะไร ก็เอาไปขายให้หมด”

ในความเห็นนิธิ ทั้งทหารและนายทุน อยู่ในสถานะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะเปิดสัมปทาน หรือขุดเจาะสำรวจ และมองข้ามปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ เพราะด้วยปัจจัยขณะนี้ กลุ่มทุนไทยไม่เหลือทางเลือกอื่นมากนัก

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้นะ เวลาที่คนขอนแก่นก้มไปกราบเท้าทหารจนภาพออกสื่อออนไลน์ไปหมด ผมคิดว่าเขาสู้แล้ว การก้มไปกราบเท้าทหาร ทหารพอใจหรือไม่ที่มีคนมากราบเท้าตัวเอง เขาไม่พอใจหรอก แต่แน่นอน เขาหยุดขุดทันทีไม่ได้ เขาหยุดทำเหมืองก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่แค่ทำให้นายทุนรู้สึกว่ามีแรงต้านทานก็พอแล้ว วันหนึ่งคุณอยากจะกู้เงินกับธนาคารต่างประเทศ ถ้ามีคนมาต้าน ธนาคารต่างประเทศเขาจะบอกทันทีว่าเสี่ยงเกินไปที่จะปล่อยกู้ แต่ถ้าคุณอาจจะขอกู้กับไทยพาณิชย์ได้ผมไม่รู้”

“คือถ้ามันมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ในรัฐบาลปกติ เขาก็ต้องกลัวเพราะประชาชนที่ไปกราบเขา ก็คะแนนเสียงของเขาทั้งนั้น คือบอกอำนาจประชาชน มันมาจากไหน หลายอย่างด้วยกัน แต่ที่ขาดไม่ได้คือคะแนนเสียง ยังไงก็ทิ้งไม่ได้ แต่บอกว่าคะแนนเสียงอย่างเดียว ไม่ใช่ มันมีอำนาจอื่นๆ อีก แต่คะแนนเสียงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และคะแนนเสียงนี่แหละที่จะสะท้อนอำนาจประชาชนว่าเขาต้องการอะไร นี่คือสิ่งที่คะแนนเสียงสามารถให้คำตอบเราได้ และเผด็จการให้เราไม่ได้”

บิ๊กตู่ ฉุน! คนด่ารบ.แก้ปากท้องไม่ได้ พวกนี้ไม่เจริญ-ขอคนไทยพึ่งตนเอง อย่าขอแต่เงิน



ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

นายกฯ พร้อมคณะบินมาเล ประขุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 26 ฉุนถูกปรามาสแก้อะไรไม่ได้ บ่นน้อยใจกินนอนไม่ได้ก็โทษประยุทธ์ ซัด รัฐบาลเดิมบริหารประเทศสร้างนิสัยคนไทยเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 26 เมษายน ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ เพื่อเดินทางไปเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 26 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์และลังกาวี ระหว่างวันที่ 26-28 เมษายน

โดยนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางว่า อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทยการหารือประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจมาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้ทุกประเทศมีปัญหาด้านเศรษฐกิจเหมือนกัน และการไปร่วมประชุมครั้งนี้จะมีการหารือว่าทำอย่างไรจะต่อเนื่องเชื่อมโยงทางด้านเศรษฐกิจในลักษณะการช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ใช่การแข่งขันกันแต่จะเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรทางยุทธศาสตร์โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่มีปัญหาต่อเกษรตกรทั้งนี้ตนได้พูดเรื่องเหล่านี้ทุกเวทีทั้งยุโรปและตะวันตก ถ้าทุกคนในโลกนี้มองไม่เห็นความสำคัญเรื่องของอาหารก็จะเป็นปัญหาต่อไปเพราะกลุ่มประเทศอาเซียนมีเกษตรกรด้านการเกษตรจำนวนมากหากราคาด้านการเกษตรตกอย่างนี้และไม่ให้ความสำคัญต่อไปคนก็จะออกจากวงจรการเกษตรจะทำให้ไม่มีเกษตรกรไม่มีชาวนามาทำอาหารเหล่านี้ แล้วเราจะเป็นแหล่งอาหารโลกได้อย่างไรจึงขอให้ช่วยกันผยุงราคาให้สูงขึ้นมาหน่อย ขณะเดียวกันเราไม่ได้ขอคนอื่นอย่างเดียว อยากบอกให้คนไทยต้องพึ่งตัวเองให้ได้ด้วย โดยรัฐบาลจะทำทุกอย่างในการช่วยเหลือ แต่เกษตรกรและประชาชนต้องรู้จักเรียนรู้เราจะพึ่งกันอย่างไรและจะให้รัฐทำอะไรให้ ไม่ใช่ทุกพวกทุกฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือทุกเรื่อง และท้ายที่สุดมาขอเงินในการช่วยเหลือซึ่งมันไม่ได้ เพราะวันนี้ต้องรู้ว่าเศรษฐกิจตก รายได้ค่อนข้างมีปัญหาและมีมานานแล้ว ดังนั้นเราต้องช่วยกันทำให้หยุดอย่างน้อยไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ เพราะถ้าปล่อยความเสียหายจะมากกว่านี้ แต่วันนี้เราสามารถทำให้ปัญหาเหล่านี้หยุดชะงักและเดินหน้าต่อไปได้โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนและจัดทำงบประมาณซึ่งทุกอย่างไม่ได้แก้ได้ภายในวันนี้ทันที

"วันนี้ผมได้สั่งการไปยังการเงินการธนาคารให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐพูดคุยกันผมเป็นห่วงคนมีรายได้น้อยซึ่งมีหลายระดับซึ่งต้องการเงินตั้งแต่แสนบาทโดยไม่มีการค้ำประกันอะไรทำนองนี้ซึ่งทางรัฐอาจจะพอช่วยได้ แต่ธนาคารพาณิชย์ก็ต้องเข้ามาร่วมด้วยแต่เข้าใจทางธนาคารพาณิชย์มีหลักเกณฑ์ หลักการหลายอย่างในเรื่องให้เงินลงทุนทำมห้เขาเสี่ยงที่จะเป็นเอ็นพีแอลหรือหนี้เสียมากๆไม่ได้ แต่ผมจะหาทางคุยกับเขาว่าจะทำอย่างไรทั้งเรื่องดอกเบี้ย การผ่อนชำระ วงเงินให้กู้ สิ่งค้ำประกันในการให้กู้เงิน ซึ่งวันนี้หลายคนต้องการเงินตั้งแต่วงเงิน 1 แสนบาท โดยเฉพาะแม่ค้าข้าวแกง แม่ค้าขนม เพื่อที่จะนำเงินไปลงทุนประกอบอาชีพ เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ขายไปเรื่อยๆคิดว่าวันหน้าจะดีขึ้น แต่ในส่วนของพ่อค้าแม่ค้าระดับกลางที่พอจะมีทุนหมุนเวียนมากหน่อยต้องการเงินกู้ในวงเงินประมาณ 5 แสนบาท 1 ล้าน 5 ล้านและ 10 ล้านบาท ตรงนี้ก็ต้องหาแหล่งเงินให้เขา แต่ทำอย่างไรจะทั่วถึง ผมได้สั่งการกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปดูก่อนที่ตนจะเดินทางกลับมาจากต่างประเทศว่าจะทำอย่างไรและจะมีมาตรการอะไรเสริมเข้ามาซึ่งทุกคนต้องช่วยกันต้องบอกความจริงกันแต่ถ้าทุกคนจะเอาทั้งหมดโดยไม่มีอะไรเป็นหลักเกณฑ์และถ้าเป็นหนี้ศูนย์ ทางแบงค์ก็จะลำบาก ตรงนี้ต้องเห็นใจกัน มีทรัพย์สินอะไรก็เอามา ผมดูถึงขนาดหากจะเอารถ เอาบ้านมาจำนองหรือค้ำประกันจะสามารถให้เงินกู้ได้เท่าไหร่" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องการเงินการคลังบางครั้งมันสั่งมากไม่ได้ จะเอามาตรา44 สั่งนู้นสั่งนี่คงไม่ถูก เพราะระบบการเงินมันยึดโยงกันทั้งประเทศและทั้งโลกแต่ทำอย่างไรเราจะช่วยกัน จึงต้องขอร้องทางเจ้าของธนาคารอาจจะมีการผ่อนผันได้หรือไม่สำหรับคนที่มีหนี้สินเยอะ แต่ถ้าผู้ที่จะกู้เงินมีทรัพย์สินมาค้ำประกันก็ให้เงินกู้เขามากหน่อยไม่ใช่กดต้ำลงเหมือนปกติไม่ได้ ข้อสำคัญต้องให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันมากหรือน้อยก็ต้องให้ทุกพื้นที่ ทุกกลุ่ม ไม่ใช่ให้แต่กลุ่มตัวเองตรงนี้สำคัญ วันนี้บ้านเมืองมันไปไม่ได้แล้วความขัดแย้งก็มี โรคภัยไข้เจ็บก็เยอะ สาธารณะสุขพื้นฐานก็แย่ การศึกษาก็มีปัญหา การเมืองก็มีปัญหา แต่เรื่องการเมืองตนไม่อยากลงไปยุ่งมากนัก แต่ตนถือว่าปากท้องสำคัญที่สุด หากใครคิดว่าเรื่องการเมืองสำคัญกว่าก็เอาไปขอร้องกับพวกการเมือง

"วันนี้ผมพยายามทำให้อยู่ได้แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยเร็ว หลายเรื่องหลายคนตำหนิผมทุกวัน แถมยังปรามาสอีกจะเสร็จหรือจะทำได้หรือเปล่า ผมคิดว่าคนไทยแบบนี้ไม่ถูก ต้องเปลี่ยนทัศนะคติวิธีคิดกันใหม่ ถ้าคิดแบบนี้ตนบอกได้เลยไม่มีทางเจริญเพราะไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจ และไม่คิดจะเข้าใจ ผมไม่ได้พูดถึงคนดี คนดีเยอะกว่าคนไม่ดีแน่นอน แต่คนไม่ดีพยายามที่จะปลุกปั่นยุยงให้คนเหล่านี้เข้าใจผิดๆต่อไป สื่อบางคอลัมถ์ก็เขียนในเชิงไม่สร้างสรรค์ ไม่รู้ว่าวันนี้สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ตรงไหน และผมเข้ามาทำอะไร ผมเข้ามาทำให้เกิดปัญหาขึ้นหรืออย่างไร แม้กระทั่งเรื่องIUU เรื่องค้ามนุษย์มันเกิดขนเมื่อไหร่ 6 เดือนผมเข้ามาแก้ทุกอย่างและยังแก้ไม่ได้เลย ขอถามว่าเรื่องพวกนี้เกิดมากี่ปีแล้ว แล้วมาอ้างว่าผมเข้ามาควบคุมอำนาจ ทำให้เกิดIUU กับการค้ามนุษย์มันใช่หรือไม่ เรื่องพวกนี้ไม่ว่าผมจะทำหรือไม่ทำ มันมีการทุจริตอยู่แล้วหรือเปล่า โดยเฉพาะการไม่ขึ้นทะเบียนเรือ ซึ่งมันก็มีอยู่แล้วแทนที่จะช่วยกันหารือร่วมกันและให้กำลังใจ ขอให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไป ผู้ประกอบการเข้ามาให้ความร่วมมือ ผู้ใช้แรงงานปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ข้างล่างมั่วเละไปหมด รัฐบาลก็ต้องไปกวดขันเจ้าหน้าที่ทุกคน ทุกเหล่า ทุกหน่วยงานให้ทำงานได้ และวันนี้ก็เห็นขมีขมันทำงานกันทุกคน ความบกพร่องอยู่ที่ใคร มันควรจะเป็นความบกพร่องใคร และใครที่ทำให้เกิดความเสียหายจนถึงทุกวันนี้ ไปหาให้เจอ อะไรก็มาโยนคสช. อะไรก็ประยุทธ์ๆ ทุกอย่าง นอนไม่หลับกินไม่ได้ก็ประยุทธ์ ต้องใช้มาตรา 44 อีกรึเปล่าก็ไม่รู้ เรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤติไม่ใช่มันดี มันไม่ดีมาตลอดเพียงแต่มันไม่ออกมา แต่พอผมเข้ามามันก็ออกมา แล้วก็มาซ้ำเติมผม มันไม่ใข่ ใครจะมามีกำลังใจทำแต่ผมก็ยังอดทนอยู่ไม่ว่ากัน"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มาตรการหรือแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอเรื่องการปรับโครงสร้างการสนับสนุนเอสเอ็มอีซึ่งตนก็สั่งการลงไปแต่คนทำล้านคนข้างล่างจะทำสักกี่คนจะสำเร็จหรือไม่แต่ถ้าทำอย่างที่ตนบอกไปสำเร็จแน่ แต่ถ้าทำ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ไม่ทำจะสำเร็จหรือไม่ โครงสร้างเหล่านี้มันจะเกิดหรือไม่ เพราะงานด้านเศรษฐกิจเป็นโครงสร้างที่เหมือนร่างกายคน ถ้าจะมีแรงต้องมาจากปอด ตับ ไส้ พุง ไม่ใช่ข้าราชการคนเดียว หรือรัฐบาลอย่างเดียว ประชาชนต้องร่วมด้วย พ่อค้าคนกลางทั้งหมดต้องช่วยกัน แต่ถ้าวันนี้ทุกคนยังแสวงแต่ผลกำไรเหมือนเดิมทุกอย่าง พอลดกว่าเดิมก็โวยวาย แต่ถ้าได้ประโยชน์ก็เฉยตรงนี้ต้องปรับใหม่ ต้องดูว่าระเบียบวินัยอยู่ตรงไหน ยังมีการจ่ายใต้โต๊ะอยู่หรือเปล่าจ่ายที่ไหน เพราะตนไม่ได้สั่งให้มีเรื่องใต้โต๊ะทุกอย่างประมูลโปร่งใส แต่ถ้าตนสั่งแล้วไม่ทำให้รายงานมาที่ตนจะลงโทษ ขจัดคนเลวไปเรื่อยๆ ตนมีเวลาทำให้ได้แค่นี้ หลังจากนี้เอาเถอะจะไปเรียกร้องกับใครก็ไปเถอะ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจนอกประเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ และรายได้รัฐมาจากการส่งออก วันนี้การส่งออกก็ตก เพราะเขาไม่ซื้อเราการซื้อน้อยลง เขามีความขัดแย้งเศรษฐกิจตกเขาก็ซื้อน้อย ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจของไทย ทำแบบขายอย่างเดียวขายวัตถุดิบเอกชนทำกันเอง รัฐบาลอำนวยความสะดวกตามกฎหมาย ไม่ได้มาบี้มาตามจี้กระทรวงพาณิชย์แบบตน และว่ากระทรวงพาณิชย์ทุกวัน เขาทำมากกว่ารัฐบาลอื่นๆทำมาด้วยซ้ำ ทั้งเดินสายต่างประเทศ เปิดตลาดรองในประเทศต่างๆ แต่ทุกอย่างมันต้องมีการแข่งขันบริษัมเอสเอ็มอี มี 90 เปอร์เซ็นต์จดทะเบียนกับรัฐยังไม่ครบ ขึ้นทะเบียน 6 แสนราย อีก 2.6 แสนรายหายไปไหนเพราะกลัวภาษี ทางเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยปละละเลย ต้องรื้อทั้งระบบ แต่ถามว่าจะรื้อทันไหม วันนี้เร่งทุกวัน บ่นทุกวัน ว่าทุกอาทิตย์ก็ได้มาระดับหนึ่ง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สินค้าด้านการเกษตรวันนี้ที่ขายไม่ดีราคาตก เป็นเพราะอะไร ข้าวค้างอยู่ในคลังเพราะอะไร ข้าวฤดูการใหม่ที่จะออกมาจะทำกันอย่างไร ต้องหาเงินไปให้เขาอีกหรือเปล่า ชาวนาจะเดือดร้อนอีกหรือไม่และยังมีเรื่องราคายางอีก เรื่องราคายางในต่างประเทศยังมีปัญหาแล้วเราจะมาเอาราคา 70-80 บาทได้อย่างไร เก็บภาษีก็ไม่ได้ขายของสู้ต่างประเทศก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้สักอย่างแต่จะเอาหมดทุกอย่าง สาธารณะสุขก็ไม่พอ การศึกษาก็ไม่ดี ฟรีทั้งหมด มันเหมือนกับเห็นช้างขี้ ขี้ตามช้างประเทศไทยอะที่ผ่านมา แต่ตนก็แก้ไม่ได้เพราะมันทำไปแล้ว วันนี้คนรวยเสียสละด้วยหรือไม่ เอาส่วนที่ตนมีไปให้คนที่มีรายได้ปานกลาง รายได้น้อยใช้ประโยชน์ วันนี้ตนพร้อมบริจาค ซึ่งตนไม่เคยไปรบกวน ไม่อยากให้ใช้มากนัดกแต่เป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าไม่มีสิทธิ์เรื่องการรักษาพยาบาลก็ไม่มีใครเป็นข้าราชการหรอก มันเสี่ยง เว้นแต่คนทุจริตอยากเป็น ไม่มีใครรวยหรอก

ooo

แบงก์อ่วมหนี้เน่าโตไม่หยุด2หมื่นล. สะดุดศก.ฝืดไตรมาสแรกกัดฟันตั้งสำรองเพิ่ม20%


26 เม.ย 2558

แบงก์กระอักหนี้เน่าค้ำคอ บางแห่งโตไม่หยุด ไตรมาสแรกเอ็นพีแอลพุ่งเฉียด 2 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 6.67% ค่าย "กรุงไทย" เอ็นพีแอลทะลุ 1 หมื่นล้าน แบกภาระตั้งสำรองหนี้สูง 22% "แบงก์ชาติ" ลั่นหนี้เสียตามเศรษฐกิจฝืด กสิกรฯจ่อลดเป้าสินเชื่อ "เคเค" คาดหนี้เน่าสิ้นปี 7%

"ประชาชาติธุรกิจ" รวบรวมข้อมูลของยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และการสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) 11 แห่ง ในไตรมาส 1/2558 พบว่า เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 6.67% หรือ 19,220 ล้านบาท มาอยู่ที่ 307,383 ล้านบาท จากระดับ 288,163 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2557 ขณะที่การตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (สำรองหนี้ฯ) เพิ่มขึ้น 22.5% มาอยู่ที่ 26,783 ล้านบาท จากระดับ 21,863 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2557

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เอ็นพีแอลในช่วงไตรมาสแรกของแบงก์ ทั้งระบบ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องปกติในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว และแต่ละแห่งไม่ได้มีเอ็นพีแอลที่สูงมาก

"แต่ละแบงก์มีระบบการบริหารจัดการที่ดีอยู่แล้ว และดำเนินการอย่างระมัดระวัง เห็นได้จากที่ผ่านมามีการนำกำไรกลับมาตั้งสำรองไว้ค่อนข้างเยอะ ดูจากเงินกองทุนเงินสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญก็อยู่ในระดับสูง น่าจะเพียงพอสำหรับการดูแลปัญหาได้ จึงไม่น่าเป็นห่วงว่าเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อความแข็งแกร่งของแบงก์พาณิชย์" นายประสารกล่าว

ขณะที่นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารเตรียมปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อรวมของปีนี้ จากปัจจุบันตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตที่ประมาณ 7-8% รวมถึงทบทวนแผนบริหารจัดการด้านอื่น ๆ เช่น ค่าใช้จ่าย เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

ส่วนเอ็นพีแอลของธนาคารถือว่าไม่ได้เพิ่มมากนัก โดยส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เช่น กลุ่มธุรกิจการเกษตร กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และรายย่อย เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ตั้งสำรองไว้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เพื่อรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต

นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน (เคเค) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรก ตัวเลขสินเชื่อของธนาคารลดลง 1.9% จากสิ้นปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสินเชื่อเช่าซื้อทั้งรถใหม่และรถเก่า รวมทั้งสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง จึงคาดการณ์ว่าปีนี้สินเชื่อจะเติบโตได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 6% ดังนั้น ธนาคารจึงปรับกลยุทธ์ด้วยการเน้นเติบโตจากรายได้ค่าธรรมเนียม

"เราจะเน้นเติบโตจากการบริหารจัดการลูกค้า Wealth มากกว่า ไม่เน้นการเติบโตด้านสินเชื่อ ขณะที่เอ็นพีแอลจะเร่งเคลียร์ให้เร็ว ดูแลหนี้ใหม่ที่มีหลักประกันคุ้มค่า ซึ่งตอนนี้เอ็นพีแอลเราอยู่ที่ 6.5% ถ้าปีนี้ยังเพิ่มอีกก็คงไม่เกิน 7%" นายอภินันท์กล่าว

ด้านนางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า คุณภาพสินเชื่อปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเห็นได้จากปริมาณหนี้โดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นแล้ว แต่เนื่องจากสินเชื่อปล่อยใหม่ไม่ได้เติบโต จึงทำให้ยังเห็นสัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น ขณะที่ในปีนี้ธนาคารจะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อและหันไปเติบโตด้านรายได้ค่าธรรมเนียมมากกว่า

"สถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมยังไม่ได้มีอะไรที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนขนาดนั้น ซึ่งรายย่อยก็ยังเจอปัญหาหนี้ครัวเรือน ส่วนรายใหญ่ก็รอการลงทุนภาครัฐ ดังนั้นการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมจึงไม่น่าจะโดดเด่น ขณะที่สินเชื่อของเราในปีนี้ก็คงไม่เติบโตและอาจยังติดลบเล็กน้อย แต่โชคดีที่เราสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ดีขึ้น ราคารถมือสองก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว ก็น่าจะหาช่องทางในการเติบโตได้มากขึ้น" นางอรนุชกล่าว

จตุพร พรหมพันธุ์ มองไกล 26-4-2015 : ชี้แจงการประชุมของ ศปป.-ร่างรัฐธรรมนูญ-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และอื่น ๆ



https://www.youtube.com/watch?v=oNM6bkXFdKg&list=PLkxSbtgeRhZZHFSIqtnu0LcFbArYM1knw&index=1

Published on Apr 25, 2015
จตุพร พรหมพันธุ์ รายการมองไกล Peace TV


Pray for Nepal...




อ่านบทความของอดีตนักข่าว NYTimes ที่อยู่ในเนปาล พร้อมครอบครัวแล้วรู้สึกดีมาก ระหว่างแผ่นดินไหวใกล้เที่ยงวันเมื่อวาน เธอกำลังขับรถกำลังพาลูกไปกินข้าวเที่ยง ตอนแรกคิดว่ายางรถแฟ่บ เพราะรถส่ายไปมา ควบคุมไม่ได้ จนต้องจอดกลางถนน กว่าจะฝ่าซากปรักหักพังกลับมาบ้านได้ เธอบอกว่าตอนเย็นเดินออกไปดูความเสียหาย เธอเห็นชาวบ้านช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี ใครมีผ้าเต้นท์ก็เอามาช่วยกัน มีอาหารอะไรก็เอามาแบ่งกันกิน เธอเดินไปที่ไหนมีแต่ชาวบ้านเรียกให้เข้ามากินข้าวกินน้ำด้วย เรียกว่าประเทศที่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ประชาชนต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเอง

คุณ Donatella Lorch บอกว่าเคยอยู่ที่เนปาลหลายปี เคยมาเรียนสมัยเป็นนศ.ด้วย เห็นการเปลี่ยนแปลงในหุบเขาของกาฏมัณฑุ จากเมืองเล็กกลายเป็นที่อยู่ของคน 2.5 ล้าน แม้จะรถติดและสกปรกอย่างไร แต่เธอบอกว่าทีนี่เป็น “เมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ จะมีที่ไหนในโลกที่เราเห็นวิหารฮินดูตั้งอยู่สลับกับวัดพุทธทุกหัวมุมถนน จะมีที่ไหนในโลกที่ที่วัดวาอาราม เจดีย์ได้รับประกาศเป็นมรดกโลกของยูเนสโก้”

อยากชวนให้อ่านบทความของคุณ Donatella Lorch เป็น “แสงแห่งหวังท่ามกลางหายนะของ ‪#‎แผ่นดินไหว‬ ในเนปาล”จริง ๆ http://nyti.ms/1DynPQN


Pipob Udomittipong


ooo



One of the many ancient Nepalese temples flattened in the country's deadliest earthquake in 80 years. http://bbc.in/1DKA0ZL
Posted by BBC News on Saturday, April 25, 2015
https://www.facebook.com/bbcnews/videos/10152758034327217/?pnref=story


"ม.17 : เครื่องประหารหัวสุนัขของจอมพลสฤษดิ์"



โดย เกษียร เตชะพีระ
มติชนออนไลน์
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

การเมืองวัฒนธรรม เกษียร เตชะพีระ "ม.17 : เครื่องประหารหัวสุนัขของจอมพลสฤษดิ์" มติชนสุดสัปดาห์

57 ปีก่อน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2501 เกิดเพลิงไหม้ที่ย่านตลาดพลูในกรุงเทพฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ใช้อำนาจหัวหน้าคณะปฏิวัติขณะนั้นสั่งประหารชีวิต นายจำนงค์ แซ่ฉิ่น และ ซิวหยิ่น แซ่ฉิ่น สองพี่น้องในข้อหาวางเพลิง

ทหารเรือรับคำสั่งให้นำตัวไปประหารที่วัดอินทารามด้วยปืนกลแบล็กมัน 6 กระบอก ทั้งคู่ตะโกนตลอดเวลาว่า "ผมไม่ผิด ผมไม่ได้วางเพลิง" จนถูกยิงขาดใจตาย...

จากการประมวลเบื้องต้น ปรากฏว่าตลอดช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ครองอำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์ (Absolute Power) เหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของปวงชนชาวไทยในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ พ.ศ.2501 แล้วต่อด้วยในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ท่านได้สั่งประหารชีวิตผู้ต้องหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดรวบรัดโดยไม่ต้องฟ้องร้องขึ้นศาลไต่สวนพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติรวม 11 ราย (รวมทั้งกรณีสองพี่น้องแซ่ฉิ่นข้างต้น) ในข้อหาวางเพลิง, ค้ายาเสพติด และความผิดทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

ได้แก่ :-

-6พฤศจิกายน 2501 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจคณะปฏิวัติสั่งประหาร นายซ้ง แซ่ลิ้ม ข้อหาจ้างวานวางเพลิงที่ตำบลบางยี่เรือ กรุงเทพฯ

- 29 พฤศจิกายน 2501 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจคณะปฏิวัติสั่งประหาร นายฮ่อนซิ่น แซ่ฉิ่น ข้อหาวางเพลิงที่ตำบลวัดพระยาไกร กรุงเทพฯ

- 29 ธันวาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจคณะปฏิวัติสั่งประหาร นายอึ้ง ศิลปงาม ข้อหาวางเพลิงที่ตลาดท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี

ต่อมาเมื่อประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 แล้ว จอมพลสฤษดิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็หันไปใช้อำนาจตาม ม.17 แห่งธรรมนูญฯ ฉบับดังกล่าวเพื่อประหารผู้ต้องหาแทน ได้แก่ :

- 26 มิถุนายน 2502 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร นายศิลา วงศ์สิน ข้อหากบฏผีบุญ ที่บ้านใหม่ไทยเจริญ ต.สารภี อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา

- 6 กรกฎาคม 2502 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร นายศุภชัย ศรีสติ ผู้นำสภาคนงานแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อต้านการรัฐประหารและปฏิวัติของสฤษดิ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500

- 31 พฤษภาคม 2504 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร ครูทองพันธ์ สุทธิมาศ และ ครูครอง จันดาวงศ์ อดีตเสรีไทยสายอีสานภายใต้การนำของ นายเตียง ศิริขันธ์, อดีตกบฏสันติภาพ และอดีต ส.ส.สกลนคร ข้อหาคอมมิวนิสต์ ที่สนามบิน อ.สว่างแดนดิน จ. สกลนคร

- เดือนสิงหาคม 2504 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร นายเลี่ยงฮ้อ แซ่เล้า ข้อหาผลิตเฮโรอีน

- 24 เมษายน 2505 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจ ม.17 สั่งประหาร นายรวม วงศ์พันธ์ สมาชิกกรมการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ข้อหาคอมมิวนิสต์

ประเด็นปัญหาของการใช้อำนาจรัฐเด็ดขาดสัมบูรณ์เอาชีวิตผู้ต้องหาว่ากระทำผิดกฎหมายโดยไม่ผ่านการไต่สวนต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้อยู่ที่ไหน?

เพื่อเข้าใจปมประเด็นนี้ เราควรต้องถามตัวเองว่า - ขอยกกรณีการสั่งประหารสองพี่น้องแซ่ฉิ่นข้อหาวางเพลิงที่ตลาดพลูข้างต้นเป็นตัวอย่าง

เรารู้แน่รู้ทั่วชัวร์ป้าปหรือไม่ว่าสองพี่น้องแซ่ฉิ่นไม่ได้วางเพลิงจริงๆ?

คำตอบก็คือไม่, เราไม่รู้แน่

ในทางกลับกัน ถามอีกว่า เรารู้แน่รู้ทั่วชัวร์ป้าปหรือไม่ว่าสองพี่น้องแซ่ฉิ่นวางเพลิงจริงๆ?

คำตอบก็คือไม่, เราไม่รู้แน่อีกเหมือนกัน

แต่ทั้งที่เราไม่รู้แน่ทางใดทางหนึ่ง สองพี่น้องแซ่ฉิ่นก็ได้ตายไปแล้ว พวกเขาถูกประหารตายไปโดยที่เรายังไม่รู้แน่ไง

เราปล่อยให้รัฐของเราฆ่าคนตายโดยไม่รู้แน่ว่าเขาผิดได้อย่างไร?

เมื่อวานนี้ที่โดนอาจเป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าตัวเราเอง ญาติพี่น้อง คนรัก หรือเพื่อนมิตรของเราจะไม่โดนรัฐฆ่าตายไปโดยยังไม่รู้แน่ว่าผิดเข้าบ้าง?

การใช้อำนาจปฏิวัติ และ ม.17 เสมือนเครื่องประหารหัวสุนัขเพื่อเล่นงานผู้ต้องหาแบบรวบรัด ศาลเตี้ยข้างต้นเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ให้เราตระหนักคำนึงถึงธาตุแท้ของอำนาจรัฐเมื่อปลดเปลื้องถนิมพิมพาภรณ์อันเลิศอลังการทิ้งไปหมดแล้วว่า...

ในความหมายดิบๆ ที่สุด, อำนาจรัฐคืออะไร?

ตอบ : อำนาจรัฐคืออำนาจที่มีสิทธิ์ฆ่าเราได้ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอน เช่น เราดันไปทำผิดกฎหมายข้อหาร้ายแรง อาทิ ปล้นฆ่าข่มขืน ก่อการร้ายฆ่าหมู่ผู้บริสุทธิ์ ฯลฯ

ในความหมายนี้ รัฐก็คือองค์กรนักฆ่าส่วนกลางของสังคม (public assassins) ผู้ทำหน้าที่อันสังคมส่วนรวมมอบหมายให้ ที่สำคัญได้แก่ :

- ปกป้องสิทธิในร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลพลเมืองผู้เป็นสมาชิกสังคม และ

- ปกป้องสังคมจากศัตรูผู้รุกรานภายนอก

โดยเป็นไปตามเงื่อนไขข้อกำหนดของกฎหมายอันเป็นกติกาที่สังคมกำหนดไว้กำกับนักฆ่าส่วนกลางที่สำคัญได้แก่ เงื่อนไขว่าด้วยลักษณะความผิด, กระบวนการวิธีพิจารณาสอบสวนพิสูจน์ความผิด และเกณฑ์การลงโทษตามความผิด

เมื่อรัฐมีอำนาจฉกาจฉกรรจ์อุกฤษฏ์เหนือชีวิตเราเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องควบคุมอำนาจรัฐให้ดี กล่าวคือ :

ควบคุมดูแลให้รัฐฆ่าถูกคน ฆ่าถูกเงื่อนไข ฆ่าถูกขั้นตอน ฆ่าเมื่อสมควรและจำเป็นต้องฆ่า

และในทางกลับกัน รัฐจักต้องฆ่าไม่ผิดคน ฆ่าไม่ผิดเงื่อนไข ฆ่าไม่ผิดขั้นตอน ห้ามฆ่าเมื่อไม่สมควรและไม่จำเป็นต้องฆ่า ภายใต้กติกาของกฎหมาย

กว่านักฆ่าของส่วนกลางจะฆ่าใครได้สักคนจึงต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อน ยืดเยื้อและอาจยาวนาน... ทั้งๆ ที่ถ้าใช้ศาลเตี้ยรุมประชาทัณฑ์กันเดี๋ยวนั้นเลยจะรวดเร็วทันใจมีประสิทธิภาพกว่า

แต่นั่นแหละคือ อารยธรรม (civilization) ของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

สังคมอารยะซึ่งเคารพหลักการที่ว่ากล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ชีวิตคุณเป็นของคุณ (self-ownership : You own yourself.) ไม่ใช่ชีวิตคุณเป็นของรัฐ ที่ผู้ปกครองจะต้มยำทำแกงเมื่อไหร่อย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจอย่างในระบอบสัมบูรณาญาสิทธิ์ (Absolutism) ทั้งปวง

ในหลายปีที่ผ่านมา รัฐไทยได้ใช้เครื่องประหารหัวสุนัขภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษต่างๆ อย่างค่อนข้างบ่อยครั้ง ฟุ่มเฟือย เพื่อรับมือแก้ไขภัยคุกคามความมั่นคง

ผลก็คือสังคมไทยบาดเจ็บบอบช้ำจากพิษภัยแห่งอำนาจพิเศษเหนือการกำกับควบคุมของสังคมเองในกรณีต่างๆ เช่น ฆ่าตัดตอนผู้ต้องสงสัยค้ายาบ้า, อุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร, มัสยิดกรือเซะ, โรงพักตากใบ, เมษา-พฤษภาอำมหิตที่ราชประสงค์, อุ้มหายบิลลี่หรือพอละจี รักจงเจริญ และล่าสุดคือกรณีวิสามัญฯ 4 ศพที่ทุ่งยางแดง เป็นต้น

ถ้าจะว่าสังคมไทยเสพติดโหยหาการใช้อำนาจเด็ดขาดสัมบูรณ์มาแก้สารพัดปัญหาอย่างมักง่าย ก็ต้องสรุปคู่กันไปด้วยว่าสังคมไทยไม่มีปัญญาความสามารถจะกำกับควบคุมไม่ให้การใช้อำนาจเด็ดขาดสัมบูรณ์นั้นออกไปนอกขอบเขต เกินกว่าเหตุ หรือแม้แต่ทุจริตฉ้อฉล บิดเบือนฉวยใช้อำนาจไปในทางมิชอบ จนประเทศชาติส่วนรวมและเพื่อนร่วมชาติร่วมสังคมของเราเองต้องประสบความเสียหาย บาดเจ็บล้มตาย

และสุดท้ายแล้ว คนไทยก็ถูกร้องขอบอกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแหละ ว่าให้ไว้ใจวางใจและหวังพึ่ง "ความดี" ของผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจ, ว่า "คนดีๆ" อย่างท่านจะไม่ใช้อำนาจสัมบูรณ์นั้นไปทำอะไรมิชอบ ชั่วช้า เสียหาย รังแกเข่นฆ่าใครต่อใครแน่นอน เชื่อเถอะ

แล้วไง? กี่ครั้งแล้ว? กี่ร้อยพันหมื่นแสนล้านบาทแล้ว? กี่ศพแล้ว? ยังไม่เห็นไม่เข็ดอีกหรือ?

สังคมที่ไม่ยอมสรุปเรียนรู้ และลุกขึ้นมาดูแลรับผิดชอบตัวเอง แก้ไขปัญหาเอง แทนที่จะหวังพึ่งอำนาจเด็ดขาดสัมบูรณ์ที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ก็เหมือนการจับตัวเองขังไว้ในสภาพไม่บรรลุวุฒิภาวะทางการเมืองตลอดไป ล่ามตัวเองผูกติดกับเครื่องประหารหัวสุนัข ไม่ว่ามันจะมาในยี่ห้อ ม.17, ม.21, ม.27, หรือ ม.44 ก็ตามที