วันอาทิตย์, สิงหาคม 02, 2558

ดูตามหน้าผ้า โดยไม่ต้องคุ้ยตะเข็บก็พอเข้าใจไม่ยากว่า ‘เทพเทือก’ คืนสังเวียนครานี้ แค่มาช่วยลุงตู่อยู่ต่อ




ดูตามหน้าผ้า โดยไม่ต้องคุ้ยตะเข็บก็พอเข้าใจไม่ยากว่า ‘เทพเทือก’ คืนสังเวียนครานี้ แค่มาช่วยลุงตู่อยู่ต่อ

เพราะจังหวะประจวบเหมาะพอดีที่รัฐบาลทหารเข็นเรือแป๊ะไม่ไป เศรษฐกิจติดกึก ค่าเงินบาททะลุเกิน ๓๕ ต่อดอลลาร์

การต่างประเทศติดกัก ชาติตะวันตกไม่ยอมอ้อล้อ แถมร่ำๆ จะบอยคอตเสียอีก ทั้งเทียร์ ๓ อเมริกัน และคำขาดอียู



พอฝ่าย ตลก. ช่วยเคลียร์คดีให้จนหมดจด หลุดฉลุยลุยล่อง จึงได้ฤกษ์ ‘ปภากโร’ สลัดผ้าเหลืองออกมาป่วนเมืองต่อทันใด

แถมเปิดแถลงข่าวยิ่งใหญ่มุ่งมาดขับเคลื่อน ‘ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง’ ทั้งที่ คสช. เองก็เริ่มเฉยๆ กับเรื่องนี้

เพราะถึงอย่างไรได้อยู่ต่อแน่ๆ อีกสองปี แค่สานเมกกะโปรเจ็คจีนให้ลุล่วงเรียบร้อย โดยเฉพาะการวางเครือข่ายรถไฟไฟฟ้าทำท่าไม่ดี ไอ้ที่ส่งมอบแล้ว ๑ ใน ๒๐ คัน generator หม้อปั่นไฟดันระเบิด หมดปัญญาซ่อม

ดูท่าปัญหารอบด้านจะทำให้ไปไม่รอดซ้ำรอย คมช. ‘ขิงแก่’ เห็นทีต้องเร่งส่งไม้ให้พวกการเมืองที่คุยกันไว้รู้เรื่องจะดีเสียกว่า ขืนมากกว่านี้อาจจะเข้าเนื้อลึก



ตอนนี้ คสช. เลยชลอการขับเคลื่อนเรื่องยกเครื่อง ครม. ไปถึงเดือนกันยายน หลังจากที่ทั้งสมหมาย ภาษี และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต่างออกมาปฏิเสธตำแหน่งในโผทีมเศรษฐกิจใหม่ไปแล้ว

หันไปดูที่การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งของ กปปส. ยุคแดร็กคูล่าคืนชีพ ที่สองบิ๊ก คสช. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (มท.๑) และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร (ผบ.ทบ.) แม้จะพยายามแก้ต่างให้ว่าการแถลงข่าวของ กปปส. ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ทั้งคู่ต่างอ้างว่ายึดมั่นโร้ดแม็พ และตีตนออกห่างการปฏิรูปยืดเยื้ออย่างชัดแจ้ง

(http://www.thairath.co.th/content/515425)

ดูเหมือนว่า คสช. เวลานี้ไม่ติดยึดกับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งที่รับลูกจาก กปปส. ครั้งเมื่อมวลมหาประชาชนจัดฉากป่วนเมืองให้เข้ามายึดอำนาจ คณะของลุงตู่น่าจะรู้ซึ้งแก่ใจแล้วว่าขืนอยู่ต่อตามแนวนั้น มหาอำนาจตะวันตกไม่เล่นด้วยแน่นอน




โดยเฉพาะเมื่อการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นวาทกรรมจำบัง ลวงให้หลง แท้จริงเป็น “กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย (Transition to Non-Democracy) โดย: -
-ปรับโครงสร้างระบอบการเมืองการปกครองเสียใหม่ให้เรียบร้อย
-ในลักษณะหักแขนหักขาตัดตีนสินมือสถาบันเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง (elected majoritarian institutions) ให้หมดฤทธิ์พิษสง
-และตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำที่เป็นจริงของสถาบันที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมากและการเลือกตั้ง (unelected, non-majoritarian institutions หรือที่เรียกกันว่า ‘อำมาตย์’)” ดังที่ Kasian Tejapira ได้อธิบายไว้

หรือว่ากันด้วยสำนวน millennial อย่างที่ Atukkit Sawangsuk เปรียบเปรย “ไอ้เทือกมันมาช่วย คสช.หรือมาทำให้ลำบาก



ข้อแรก ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง อ้าว แปลว่าที่ คสช.แม่น้ำ ๕ สาย ทำกันมาปีกว่าไม่ถูกใจม็อบนกหวีด

ข้อสอง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ถ้าแปลว่าอยากให้ยื้อเลือกตั้งออกไปอีก (เท่าที่ กมธ.คำนวณตอนนี้ก็เดือนกันยา ๕๙ แล้วนะ) ถามพี่ตู่ วัดนวลฯ หรือยัง ว่าพี่ตู่อยากอยู่หรือเปล่า ยิ่งอยู่พี่ตู่ยิ่งแย่นะเว้ย เที่ยวมาดันก้นกันอยู่ได้

ข้อสาม ใครว่าไม่ใช่การเมือง มาถึงก็จุดชนวน ไพบูลย์ วันชัย เสรี เชียร์กันสลอน หน้าเก่าขาประจำคึก ขณะที่เพื่อไทยเสื้อแดงก็ด่าขร

ข้ออ้างรัฐประหารคือสร้างความสงบ ตอนนี้ความสงบกำลังจะหายไป”

(http://news.voicetv.co.th/thailand/239562.html )

ให้ชัดขึ้นมาอีกหน่อย ต้องดูของ Somsak Jeamteerasakul

“การกลับมาของสุเทพจะเสริมความเข้มแข็งให้กับทิศทางแบบฮาร์ดไลน์นี้ในพรรคประชาธิปัตย์ และทำให้ปีกหรือกระแส (ทีอ่อนอยู่แล้ว - ดูข้างล่าง) ภายในพรรคที่ต้องการประนีประนอมในบางระดับกับฝั่งเพือไทยหรือนักการเมืองเลือกตั้งด้วยกัน เพื่อต่อรองกับทหาร จะยิ่งลำบากหรืออ่อนกำลังลง”

(https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/865422046844409?pnref=story)

แต่จากที่ overheard บนทวีตภพ มันมีปัจจัยกษิต ภิรมย์ เข้ามาเสริม

อดีตทูตประจำ ดีซี ที่ชอบ ‘อาหารดี ดนตรีเพราะ’ ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิคนนี้ ได้รับการสถาปนาโดยรัฏฐาธิปัตย์เทพเทือก ให้เป็นคนคอยชี้แจงต่างประเทศ ถ้า กปปส. เห็นว่าประเทศไหนเข้าใจอะไรผิดไปจากที่ต้องการให้เข้าใจ

กษิตไม่เพียงแต่รับงานด้านต่างประเทศของรัฐบาลเงา กปปส. เท่านั้น เขา ‘ดัน’ รอบรู้เรื่องเศรษฐกิจถึงขั้นโพล่งออกมากดดันให้ คสช. จัดการปรับ ครม.เสียโดยไวด้วย

(http://linkis.com/nationmultimedia.com/TJ8g4)

การที่กษิตซึ่งเงียบหายไปพักใหญ่พร้อมๆ กับขณะที่เทพเทือกหนีไปห่มเหลือง หลังจากจัดฉากให้เกิดรัฐประหารแล้ว พยายามวางบิลค่าจัดอีเว้นต์เป็นพันเป็นหมื่นล้าน เลยทำให้คณะทหารไม่พอใจ

แต่เทพเทือกก็เป็นนักการเมืองที่ลื่นไหลเก่งกาจ สามารถ transforms ตนไปได้หลากหลายมิติชนิดหน้ามือเป็นหลัง...



กษิตถูกส่งตัวเข้ามาประกบกับเทพเทือกครั้งนี้นัยว่าเขาก็เป็นสายป๋าคนหนึ่ง และเทพเทือกก็มาอยู่ในสายป๋าเนื่องจาก connection การร่วมงานที่ Pacific Club

เสียงซุบซิบบอกว่าเหตุที่กษิตออกมาติติงลุงตู่กรณีที่โดนเทียร์ ๓ จากสหรัฐ ก็เพราะสายป๋าเริ่มเกิดอาการรำคาญ ที่พี่ป้อม ประวิตร ชักนำ คสช. ไปใกล้ชิดกับจีนมากมาย แล้วทำท่าจะฉิบ... (เรื่องรถไฟฟ้าดีเซลระเบิด เป็นตัวอย่าง)

งานนี้คงไม่มีอะไรมากไปกว่าสายป๋าเป็นห่วงว่ามะกันจะขาดเยื่อใยไม่อี๋อ๋อกับอำมาตย์ไทยเหมือนแต่ก่อนเก่านั่นเอง


ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง…ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง…ทำได้จริงหรือ?


ภาพจาก Inn News

ที่มาเรื่อง Thai Publica
8 มิถุนายน 2015
บรรยง พงษ์พานิช

สองประโยคข้างบนนั้น เราได้ยินกันจนเบื่อ ตั้งแต่ปลายปี 2556 ต่อเนื่องมาถึงเดือน พ.ค. 2557 ท่านกำนันนำตะโกนก้องเรียกร้องปฏิรูปตามท้องถนนเสียจนได้รับการประทาน “ปฏิวัติ” มาให้แทน เขาว่าปฏิวัติเพื่อมาปฏิรูป สร้างแม้น้ำห้าสาย วางโรดแมปชัดเจนว่าจะใช้เวลาปีเศษ ไม่เกินสองปี วาง “แนว” ปฏิรูป แล้วเราก็จะได้กลับสู่ “ประชาธิปไตย” (ในรูปแบบอ่อนแก่ตามที่แม่นำ้จะวางไว้ให้) แต่อย่างน้อยก็จะมีการเลือกตั้งผู้ที่จะมาบริหารประเทศเสียที

ล่วงเลยมาได้ปีเศษ ถนนทำท่าจะไม่ราบรื่นตามที่เคยวาดฝัน แม่นำ้ไหลไม่ราบเรียบ ก็เลยมีผู้รวมกลุ่มกันเสนอว่า น่าจะต่ออายุการสร้างถนนไปอีกสักสองปี โดยใช้เหตุผลอ้างว่าควรรอให้การปฏิรูปเสร็จลุล่วงเสียก่อน เสียงเรียกร้องตะโกนก้อง ให้ “ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง” จึงกลับมาดังกระหึ่มเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ผมไม่อยากคาดเดากล่าวหาว่า ผู้ที่ลุกขึ้นมาริเริ่มเรื่องนี้มีประโยชน์ทับซ้อนใดๆ หรือไม่ ท่านได้รับประโยชน์จากระบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จนถวิลหาไม่อยากให้สิ้นสุดไปเร็วๆ หรือว่าท่านหวังดีต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง จึงยอมที่จะเหนื่อยที่จะสละเวลามานั่งเป็น สนช. สปช. กันต่ออีกตั้งสองปี …เอาเป็นว่า ผมเชื่อว่าเป็นอย่างหลัง คือ เจตนาดีจริงๆ

แต่ผมอยากจะถามว่า ที่เรียกว่า “ปฏิรูปให้เสร็จ” นั้น หมายความว่าอย่างไร ปฏิรูปแปลว่าอะไร จะปฏิรูปอะไรบ้าง ด้านไหนบ้าง แล้วทำไปถึงไหน วัดผลแค่ไหน ท่านถึงจะเรียกว่า “เสร็จ” เพราะถ้าไม่นิยามให้ชัด มันก็เป็นแค่วาทกรรมที่มีเจตนาแอบแฝง หามีความหมายใดๆ ไม่

ขออธิบายคำว่า “ปฏิรูป” อีกสักครั้งนะครับ (อธิบายหลายครั้งแล้ว) อันคำว่า “การปฏิรูป” ซึ่งแปลมาจากคำว่า Reform นั้น มันเป็นคำกลาง ที่อยู่ระหว่าง “พัฒนา” (Development) กับ “ปฏิวัติ” (Revolution) อันว่าพัฒนานั้นก็หมายถึง สร้างสิ่งที่ควรมีให้มี ปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ง่ายกว่า เพราะสามารถมีสภาพ Win-Win ได้ เพราะว่าจะมีผลิตภาพเพิ่มที่จะไปแบ่งปันกัน …แต่การ “ปฏิรูป” นั้น มันหมายถึงว่า สิ่งที่มี สิ่งที่เป็นอยู่นั้น มันไม่เหมาะสม ครั้งหนึ่งอาจจะเคยดี เคยใช้การได้ แต่มาวันนี้มันต้องปรับใหม่ มันต้องเปลี่ยน ต้องวางกรอบกันใหม่ ซึ่ง การปรับใหม่ ก็เลยมักจะทำให้เกิด “การแบ่งใหม่” ไปด้วย เลยทำให้มีคนได้ มีคนเสีย ไม่เกิดสภาพ Win-Win เลยเป็นเรื่องยากกว่า ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ต้องสร้างกระบวนการให้มีการต่อรอง ต้องใช้เวลา

ในขณะที่การ “ปฏิวัติ” นั้น หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน อย่างฉับพลันทันใด เข้าสู่สิ่งที่ต้องการ หรือสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง (ผมหมายถึง การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบ-Revolution นะครับ ไม่ใช่ปฏิวัติรัฐประหาร-Coup) ประวัติศาสตร์บอกว่า “การปฏิวัติ” นั้นมักมีต้นทุนที่สูงมาก (การพัฒนาประเทศอาจชะงักงันไปได้เป็นช่วงอายุคนเลยทีเดียว) เพราะต้องทำลายรากฐานเดิมๆ ลงไป เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติบอลเชวิกของรัสเซีย การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตุง การปฏิวัติเวียดนาม เขมร หรือพวกอาหรับสปริงส์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ดังนั้น “การปฏิรูป” จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการเปลี่ยนแปลง

อย่างที่บอกแหละครับว่า การ “ปฏิรูป” นั้น มันเป็นกระบวนการ มันควรจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้องได้เสียมีส่วนร่วม มันต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องไปตลอด ยิ่งในโลกปัจจุบันซึ่งมีพลวัตสูง แทบจะบอกได้เลยว่า “การปฏิรูป” นั้นต้องทำต่อเนื่องไปตลอด แล้วมันจะเสร็จได้อย่างไรล่ะครับ แล้วเมื่อไหร่จะได้เลือกตั้งกัน จอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ใช้เวลา 12 ปี ร่าง รธน. ให้เราได้เลือกตั้งกัน คราวนี้ท่าทางจะนานกว่านั้น

เอาเข้าจริงแล้ว “การปฏิรูป” ที่ดี ในความหมายที่เราควรทำในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น มันเป็นแค่การวางกรอบ วางกติกา วางแนวทาง กับริเริ่มเพื่อให้มันเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ต้องการ ไม่ให้มีการบิดเบือน บิดเบี้ยวในสิ่งที่ไม่ต้องการได้อีก และเนื่องจากเราไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ถูกต้องไปทั้งหมด กรอบ กติกา แนวทางที่ว่านั้น ก็ต้องมีความยืดหยุ่นให้ผู้คนในอนาคตสามารถปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมันคืออนาคตเขา ไม่ใช่อนาคตเรา ยังจำ รัฐธรรมนูญ 50 ได้ไหมครับ เขาบังคับให้ถ้ายุบสภาต้องเลือกตั้งใหม่ใน 30 วัน เลยไม่ให้รัฐบาลรักษาการณ์มีอำนาจ ทำอะไรไม่ได้เลย เจตนานั้นดี แต่พอเอาเข้าจริงจัดเลือกตั้งไม่ได้ ประเทศเลยเป็นอัมพาต พิการไปเกือบครึ่งปี เสียหายมาก

แล้วเราจะปฏิรูปด้านไหนบ้างล่ะครับ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านประสิทธิภาพรัฐ ด้านต่อต้านคอร์รัปชัน ฯลฯ หลายสิบด้าน จาระไนไม่หมด แล้วจะทำให้เสร็จได้อย่างไร

ในความเห็นของผม การปฏิรูปที่สำคัญที่สุด ก็คือด้านการเมือง แต่ผลที่ออกมาได้ ก็จะเป็นเพียงกฎกติกา การเข้าสู่อำนาจรัฐ กรอบในการใช้อำนาจรัฐ และกลไกตรวจสอบคานอำนาจต่างๆ ผมเห็นด้วยว่าเราต้องวางกรอบ ไม่ยอมให้ผู้มีอำนาจนำเอาทรัพยากรอนาคตของลูกหลานมาใช้อย่างฟุ่มเฟือยไร้เหตุผล มาทำประชานิยมซื้อเสียงระยะสั้น ผมเห็นด้วยว่าเราต้องวางกฎ วางระบบ ให้การโกงกิน การคอร์รัปชันเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกนั้น จะทำไม่ได้ง่ายๆ อีกต่อไป ผมเห็นด้วยว่า เราต้องจำกัดขนาด บทบาท และอำนาจรัฐลง แต่การจะใส่กรอบ ใส่กฎ ใส่กลไกคาน มากจนเกินไป ย่อมเกิดต้นทุนอนาคต ขาดความยืดหยุ่นในการบริหาร ยิ่งร่างรัฐธรรมนูญ บางส่วน ยังแทบจะไปคาดการณ์วางนโยบายบริหารให้อนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

อย่างเรื่องสองเรื่อง ที่ผมไปช่วยทำอยู่ คือ เรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ กับการออกมาตรการป้องกันคอร์รัปชันนั้น ขอเรียนยืนยันความเห็นว่า ไม่ได้ต้องการเวลาเพิ่มเลย มาตรการที่เตรียมไว้ ถ้าไม่ได้ทำ ไม่ได้เริ่มในปีนี้ ก็คงไม่ได้ทำตลอดกาลอยู่ดี แถมมาตรการที่ว่าก็เป็นเพียง การวางกรอบ วางระเบียบ วางองค์กร ที่จะใช้ปฏิรูปไปเรื่อยๆ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยปกติ ซึ่งหมายถึงเลือกตั้งเมื่อไร ระบบก็ควรจะยังคงอยู่ต่อไป และเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีเหตุผลอันสมควร

ประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ได้สอนเราว่า การปฏิรูปที่ดีนั้น เกิดขึ้นได้ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบบที่สามารถสร้างกลไกที่จะกดดัน ส่งเสริม สนับสนุน และควบคุมการปฏิรูปให้ประโยชน์ตกกับคนส่วนใหญ่ได้ดีที่สุด


ภาพจาก พันทิป

ที่น่ากังวลสำหรับผม มีคนไม่น้อยที่พยายามชี้นำว่า ระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งนั้นไม่เหมาะกับประเทศไทย เนื่องจากว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เพียงพอ

ไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วจะให้เป็นอะไรล่ะครับ…

โลกมีการปกครอง 4 แบบ ราชาธิปไตย เผด็จการเบ็ดเสร็จ (ที่เราเป็นอยู่วันนี้) คณาธิปไตย และประชาธิปไตย แต่ละอย่างก็มีดีกรีอ่อนแก่ไม่เท่ากันอีก

อย่างประชาธิปไตย ซึ่งตามนิยามของลินคอล์น ก็คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ก็มีหลักการสำคัญที่สุด คือ เสรีภาพและเสมอภาค ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ในระยะยาว จะนำความเจริญ มั่งคั่ง มั่นคง และสงบสุข มาให้เหนือกว่าระบบอื่นๆ

ถ้าท่านนำดัชนี 3 ตัว มาเรียงกัน คือ ดัชนีความมั่งคั่งที่วัดโดย per capita GDP ดัชนีความโปร่งใสที่วัดโดย Corruption Perception Index และดัชนีความเป็นประชาธิปไตยที่วัดโดย Democracy Index ของทุกประเทศในโลกมาพลอตกราฟด้วยกัน ก็จะเห็นความสัมพันธ์ (Correlation) กันอย่างสูงของทั้งสามดัชนี ซึ่งหมายความว่า ประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ก็ย่อมมีการคดโกงน้อย และมีความมั่งคั่งสูงตามไปด้วย อย่างเช่น นอร์เวย์ ซึ่งเป็นอันดับ 1 ด้านการเป็นประชาธิปไตย ก็ร่ำรวยอันดับ 6 ของโลก และมีคอร์รัปชันน้อยเป็นอันดับ 6 เช่นเดียวกัน มีข้อยกเว้นไม่กี่ประเทศเท่านั้น เช่น ในจำนวนประเทศที่รำ่รวยและโกงน้อยที่สุด มีแค่สองประเทศเท่านั้น ที่มีระดับความเป็นประชาธิปไตยต่ำ คือ สิงคโปร์กับฮ่องกง (ซึ่งเราไม่มีทางเอาแบบอย่างได้ ผมว่าถ้า ลี กวน ยู มาเกิดเมืองไทย ท่านก็ยากที่จะได้รับความสำเร็จอย่างนี้) กับมีบางประเทศที่ร่ำรวยทั้งๆ ที่ไม่เป็นประชาธืปไตยกับยังมีโกงกิน แต่ก็เป็นเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เช่น ประเทศน้ำมันแถบตะวันออกกลาง แต่สมบัติส่วนใหญ่ก็เป็นของชีค ไม่ได้เป็นของประชาชน

ระบบที่อาจยังมีผู้เรียกร้อง ก็คือระบบคณาธิปไตย หรือเรียกอีกอย่างว่า Aristocracy ซึ่งแปลตรงๆ ได้ว่า Rule of the Best หมายความว่า ให้คนดีเท่านั้นได้โอกาสปกครอง ปัญหามันอยู่ที่ว่า “กลุ่มคนดี” นั้น จะคัดสรรจัดหามาได้อย่างไร จะให้ใครมีสิทธิ์ ใครไม่มีสิทธิ์ จะเอาสายเลือดชาติตระกูลอย่างกรีกโบราณก็ไม่น่าจะใช้ได้แล้ว จะเอาระดับการศึกษาก็เป็นเรื่องวัดไม่ได้แล้ว (ผมเห็นนักการเมืองที่พวกท่านเกลียดก็จบดอกเตอร์กันเป็นแถว เช่น ดร.ฉ. ดร.ท.) จะเอาระดับจ่ายภาษีก็เป็นเรื่องเลือกคนรวยและก็ผิดหลักการภาษีนั่นเอง เอาตำแหน่งราชการก็ห่วยแน่ๆ หรือจะเอาระดับคุณธรรมยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเห็นคนโกงแล้วไปสร้างวัด ไปไหนพระสงฆ์องค์เจ้าท่านก็นับหน้าถือตาให้นั่งแถวหน้าเวลาทำบุญทุกที

นี่แหละที่พัฒนาไปพัฒนามาก็เลยมาลงเอยที่ “ประชาธิปไตย” คือ ให้ทุกคนเลือกโดยมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน จะผิดจะพลาดไปบ้างบางเวลา ก็ยังมีเสรีภาพที่จะส่งเสียง ที่จะชักชวนกันแก้ไขในคราวหน้า ถ้ากลัวประชาชนยังไม่มีความรู้ ก็มาแก้กันที่การให้ความรู้ ถ้าเราบอกว่า เขาไม่รู้เลยต้องให้เราปกครอง รับรองว่าจะมีคนพยายามทำให้เขาไม่รู้ตลอดไป

เขียนยืดยาว คงต้องขอสรุปเสียที ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ที่ทำได้และควรทำคือ วางกรอบ วางแนว วางระบบ ที่จะให้การปฏิรูปเริ่มต้นและจะพัฒนาต่อได้ น่าจะรีบๆ แก้วิกฤติการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วกลับมาสู่โรดแมปกรอบเวลาเดิมให้ได้ “ทำให้น้อย แล้วถอยให้เร็ว” นี่เป็นทางที่จะได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อท่านผู้นำเอง และต่อประเทศชาติ

อย่าไขว้เขวไปกับเสียงเรียกร้องให้อยู่ต่อนะครับ พิจารณาให้ดีนะครับ ว่าเขาเรียกร้องเพื่อท่าน เพื่อชาติ หรือ เพื่อสนองประโยชน์ของเหล่าผู้เรียกร้องเอง

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกเฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich วันที่ 7 มิถุนายน 2558


วันเสาร์, สิงหาคม 01, 2558

รู้ทัน"ประยุทธ์"ปล่อย"สุเทพ"ออกศึกพิทักษ์ คสช.




รู้ทัน"ประยุทธ์"ปล่อย"สุเทพ"ออกศึกพิทักษ์ คสช.

jom voice

Published on Jul 31, 2015
นายวาด รวี กวี-นักเขียน นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิ­ปไตย ให้สัมภาษณ์ Thaivoice media กรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สึกออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อปฎิรูป­ประเทศก่อนเลือกตั้ง ว่า ชัดเจนมานานแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รวมทั้ง พรรคประชาธิปัตย์เป็นกลุ่มเดียวกัน และสุเทพสึกออกมาก็เพื่อสร้างฐานมวลชน กลุ่ม กปปส.เดิมใหั รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เพราะ รัฐบาลคสช.ขณะนี้กำลังย่ำแย่ แต่เชื่อว่าไม่สามารถสร้างฐานมวลชนได้เข้ม­แข็งเหมือนตอน กปปส. เพราะบริบทการเมืองหลังจากที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศเปลี่ยนแปลงไปมากแล­้ว และเชื่อว่า คสช.คงไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤติความขัดแย้ง นำไปสู่ความรุนแรงรอบใหม่ เพราะเท่ากับจะทำให้ รัฐบาล คสช.เองก็ต้องพังไปด้วย

https://www.youtube.com/watch?v=s-Z2pkBZs1Y&feature=youtu.be


ปั่นเพื่อ...




https://www.youtube.com/watch?v=Vy5B506XXQk


หากยังเป็นชายชาติทหาร ก็อย่าบิดเบือน ความจริง...ใช้กระสุนยางเพียงอย่างเดียว... แล้วศพที่โดนกระสุนตายไปร่วม ๑๐๐ ศพ บาดเจ็บอีกกว่า สองพัน จะอธิบายยังไง ?



ที่มา FB
James Walsky



หากยังเป็นชายชาติทหาร ก็อย่าบิดเบือน ความจริง......
พวกมึงสรุปได้ยังไง....แบบนี้?

" ...ใช้กระสุนยางเพียงอย่างเดียว ไม่มีการใช้กระสุนจริงแต่อย่างใด …."

- แล้วศพที่โดนกระสุนพวกมึงตายไปร่วม ๑๐๐ ศพ บาดเจ็บอีกกว่า สองพัน จะอธิบายยังไง ?

- กระสุนจริงที่พวกมึงใช้ไปกว่า 191,949 นัด จะอธิบายยังไง ?

- กระสุนของหน่วยสไนร์ปเปอร์กว่า sniper จริงๆของหน่วยรบพิเศษ รวมใช้ 500 นัด แต่ปืนซุ่มยิงดัดแปลง M1 ใช้ไป 4,842 นัด. จะอธิบายยังไง ?

พวกมึงมันเปรียบ เสมือน ซากสัตว์ที่เน่าเฟะ จะใช้อะไรมาฟอกให้ขาว มันก็ไม่มีทาง อย่าคิดว่าจะตบตาสังคมและชาวโลกไปได้

………………………………………………………………………………

จากข่าว สำนักข่าวอิสรา และข่าว ประชาไท

‘DSI-ตร.’ สรุปสำนวนคดีสลายชุมนุม 53 ส่งอัยการ ส.ค.นี้
Thu, 2015-07-30 22:31

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา สุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า วันนี้คณะพนักงานสอบสวนได้หารือกันในส่วนของสำนวนการสอบสวนคดี 99 ศพ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 เพื่อดูความสมบูรณ์ของสำนวน และเตรียมเสนอความเห็นให้อัยการสั่งฟ้องภายในเดือน ส.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม สำนวนทั้งหมดจะต้องถูกส่งกลับมายังตนอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อลงนามในสำนวนดังกล่าวก่อนส่งให้อัยการฟ้องต่อไป

รายงานข่าวจากพนักงานสอบสวนในคดี 99 ศพแจ้งว่า จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 68/2558 ลงวันที่ 2 มี.ค.2558 เรื่องแต่งตั้งคณะสอบสวนตำรวจ โดยให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ร่วมสอบสวนกับ สุวณา เพื่อวางกรอบแนวทางการสอบสวนคดีดังกล่าวให้แล้วเสร็จนั้น วันนี้คณะทำงานทั้ง 3 ชุด ตามที่ได้แบ่งกลุ่มการทำงานตามพื้นที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้ ในฐานะรองหัวหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งประกอบด้วย พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว รองอธิบดีดีเอสไอ และ ผบก.น.2, พ.ต.ท.ไพศิษฐ์ วงศ์เมือง รองอธิบดีดีเอสไอ และผบก.น.1 และพ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ รองอธิบดีดีเอสไอ และ ผบก.น.5 ได้นำสำนวนการสืบสวนสอบสวนทั้งหมดไปประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ที่บช.น. เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของสำนวนคดีว่ามีความเรียบร้อยแล้วหรือไม่ พร้อมทั้งดูรายงานการสอบสวนและลงความเห็นทางคดี เพื่อเตรียมส่งให้อัยการภายในต้นเดือนส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม หากสำนวนดังกล่าวยังไม่มีความเรียบร้อยทางพนักงานสอบสวนต้องกลับมาหาพยานหลักฐานและสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับสำนวนคดีนั้นส่วนใหญ่มีความเรียบร้อยและพยานหลักฐานครบถ้วนกว่าร้อยละ 90 จึงมั่นใจว่าจะสามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการได้ภายในต้นเดือน ส.ค. นี้ ทั้งนี้ จากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ทั้งที่บริเวณแยกคอกวัว บริเวณ ถ.ราชปรารภ บริเวณ ถ.พระราม 4 และบริเวณอื่นๆ ที่มีการเสียชีวิตของประชาชนและทหาร โดยเจ้าหน้าที่ทหารส่วนใหญ่ที่พนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาให้ปากคำนั้นยืนยันว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ในวันและเวลาดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) และยืนยันด้วยว่าใช้กระสุนยางเพียงอย่างเดียว ไม่มีการใช้กระสุนจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้ การสืบสวนสอบสวนดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนปกติของการสอบสวน ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งสรุปสำนวนคดีนี้ให้เสร็จโดยเร็ว และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

……………………….

เผย ทบ.เพิ่งสรุปยอดใช้กระสุน ปี 53 รวมเกือบ 2 แสนนัด-สไนเปอร์ 500 นัด

เขียนวันที่ วันศุกร์ ที่ 21 กันยายน 2555 เวลา 15:20 น

นักข่าวสายทหาร เผย ทบ.เพิ่งสรุปยอดใช้กระสุน ระหว่าว นปช.ชุมนุม ปี 53 รวม 2 แสนนัด-สไนเปอร์ 500 นัด

ช่วงเช้าของวันที่ 21 ก.ย. น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้โพสต์ภาพพร้อมเขียนข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam ว่า “กระสุนศอฉ.53....

รายงานที่ คอป.อาจยังไม่เคยเห็น...ทบ.สรุปรายงานยอดกระสุนที่ใช้สลายม็อบแดง 191,949 นัดแม้จะพยายามหามาคืนให้มากที่สุดแล้วก็ตาม เผย “พล.อ.ประยุทธ์” (จันทร์โอชา ผบ.ทบ.) เร่งสรุป ให้ตัวเลขน่าพอใจและยอมรับได้ แต่อ้างใช้กระสุนซุ่มยิง sniper หลายแบบ แต่ที่เป็น sniper จริงๆของหน่วยรบพิเศษ รวมใช้ 500 นัด แต่ปืนซุ่มยิงดัดแปลง M1 ใช้ไป 4,842 นัด….

ทบ.เพิ่งสรุปยอดกระสุนที่ใช้ไปในตอน ศอฉ.สลายเสื้อแดง 2553 ได้ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ทั้งๆ ที่ผ่านมา 2 ปี ทบ.แจ้งให้หน่วยที่เบิกจ่ายไปส่งคืน ครั้งแรก ตัวเลขกระสุนสูงปรี๊ด จนไม่กล้าสรุป ทบ.ให้เวลาหน่วยไปหากระสุนมาคืนคลังให้ได้มากที่สุด จนมีการส่งคืนครั้งที่ 2 แล้วสรุปออกมาว่า มีการเบิกจ่ายกระสุนไป 9 ชนิด รวม 778,750 นัด และมีการส่งยอดคืน จำนวน 586,801 นัด สรุปใช้ไปจำนวน 191,949 นัด แม้ตัวเลขรวมจะมากกว่ารายงานของ คอป. แต่ยอดกระสุนสไนเปอร์จริงๆ รวม 500 นัด ..โดยรายงานนี้จะนำเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. หลังกลับจากเยือนอินโดนีเซียศุกร์นี้ (21 ก.ย.)”

เยอรมันสั่งห้าม Facebook บังคับผู้ใช้ ต้องใช้ชื่อจริง




สำนักงานคุ้มครองข้อมูลแห่งฮัมบวร์ก ระบุเฟซบุ๊กไม่มีสิทธิเปลี่ยนชื่อที่แสดงในบัญชีผู้ใช้ จากชื่อที่ผู้ใช้เลือกไปเป็นชื่อจริง นอกจากนี้ยังห้ามการขอดูเอกสารยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการด้วย

สำนักงานคุ้มครองข้อมูลจากเยอรมนีทำงานร่วมกับสำนักงานคุ้มครองข้อมูลของเบลเยียม สเปน เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ในการสอบสวนเรื่องดังกล่าว หลังจากมีหญิงรายหนึ่งร้องเรียนว่าเฟซบุ๊กบล็อคบัญชีของเธอ เนื่องจากเธอใช้นามแฝง (pseudonym) ขอดูบัตรประจำตัวของเธอ และยังทำการเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ของเธอไปเป็นชื่อจริงโดยเธอไม่ยินยอม

โดยสาเหตุที่เธอไม่ต้องการใช้ชื่อจริงของเธอ เพราะเธอไม่ต้องการให้คนติดต่อเรื่องธุรกิจกับเธอทางเฟซบุ๊ก

การบังคับให้ผู้ใช้ต้องใช้ชื่อจริงนั้นละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ใช้ สำนักงานคุ้มครองข้อมูลแห่งฮัมบวร์กซึ่งกำกับกิจการของเฟซบุ๊กในเยอรมนีกล่าว

ทางเฟซบุ๊กได้แถลงว่า ผิดหวังกับคำสั่งดังกล่าว และการที่เฟซบุ๊กบังคับให้ผู้ใช้ต้องใช้ชื่อที่ผู้ใช้ถูกเรียกจริงๆ (เฟซบุ๊กใช้คำว่า “authentic name”) นั้นก็เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้ โดยทำให้พวกเขาแน่ใจว่ากำลังติดต่ออยู่กับใครจริงๆ

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังยืนยันว่า สำนักงานใหญ่ของตนนั้นตั้งอยู่ที่ไอร์แลนด์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายของไอร์แลนด์เท่านั้น

สำนักงานคุ้มครองข้อมูลของไอร์แลนด์วินิจฉัยนโยบายชื่อจริงของเฟซบุ๊กเมื่อเดือนธันวาคม 2011 และเห็นว่าเหตุผลในการใช้นโยบายดังกล่าว เช่นเพื่อความปลอดภัยของเด็กและเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งทางออนไลน์นั้น เป็นเหตุผลที่ชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม Johannes Caspar กรรมการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารของฮัมบวร์กก็ปฏิเสธข้อแย้งของเฟซบุ๊กดังกล่าว โดยระบุว่าใครก็ตามที่ประกอบกิจการบนเขตอำนาจศาลของเยอรมนีก็ต้องเล่นตามกฎของเยอรมนี

ที่มา: รอยเตอร์ส http://uk.reuters.com/article/2015/07/28/us-facebook-germany-pseudonyms-idUKKCN0Q21U620150728

#Facebook #privacy #realname #Germany

Thai Netizen Network



Rule of Law Around the World ไทยร่วง 9 อันดับจากปีก่อน อยู่ร่วมกับอัฟกานิสถาน เคนยา แทนซาเนีย




ผลการจัดอันดับประเทศที่มีความยุติธรรม มากที่สุดในโลก

ผมได้ข้อมูลนี้มาจาก http://worldjusticeproject.org/rule-law-around-world หรือ WJP เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรนะครับ เขาจะจัดอันการใ้หลักนิติธรรมในการบริหารประเทศ มีเกณฑ์วัด สำคัญๆ อาทิ

การตรวจสอบรัฐบาล
ความเป็นภัยของประชาชน
การคอรัปชั่น
อำนาจของรัฐบาล
ความเท่าเทียมในการดำเนินคดี
สิทธิขั้นพื้นฐาน

ปรากฏว่า

ประเทศไทยอยู่อันดับ 56 ของตาราง จาก 102 ประเทศครับ ร่วงมา 9 อันดับจากปีก่อน กลายเป็นอยู่ครึ่งล่างของตาราง ร่วมกับอัฟกานิสถาน เคนยา แทนซาเนีย

วันนี้ไทยเป็นประเทศ 2 มาตรฐานระดับสากล แล้วครับ

ดีใจจัง

Kulwit

วันศุกร์, กรกฎาคม 31, 2558

ที่เรียกว่า "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" + ว่าด้วยกรณี "สุเทพ รีเทิร์น"




ที่เรียกว่า "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"
%%%%%%%%%

พูดให้ถึงที่สุด ในทางความคิดแล้ว คำขวัญ "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" ที่ชูโดยกปปส.และคสช.มารับลูกต่อนี้ รวมศูนย์ที่ปัญหาใจกลางเดียว

คือประเทศนี้เป็นของใคร? ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของประเทศ?

และถ้าประเทศเป็นของประชาชนแล้ว มันเป็นของประชาชนทุกคนเท่าเทียมกันหรือไม่?

อย่างอื่นล้วนเป็นปัญหารอง

ส่วนในทางปฏิบัติ "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย (Transition to Non-Democracy) โดย: -

-ปรับโครงสร้างระบอบการเมืองการปกครองเสียใหม่ให้เรียบร้อย

-ในลักษณะหักแขนหักขาตัดตีนสินมือสถาบันเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง (elected majoritarian institutions) ให้หมดฤทธิ์พิษสง

-และตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำที่เป็นจริงของสถาบันที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมากและการเลือกตั้ง (unelected, non-majoritarian institutions หรือที่เรียกกันว่า "อำมาตย์") เสียก่อน

-ค่อยให้จัดการเลือกตั้งอย่างแกน ๆ ขึ้นได้

-แล้วเรียกสิ่งที่ได้มาหลังจากนั้นว่า "ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ"

จะเรียกว่าทำประชาธิปไตยให้เชื่องต่อความเป็นไทย, หรือขูดไส้ประชาธิปไตยจนกลวงโบ๋ แทบไม่มีอำนาจจริง ๆ เหลือ ค่อยให้จัดเลือกตั้งก็ได้

Kasian Tejapira


ooo


ว่าด้วยกรณี "สุเทพ รีเทิร์น"

Somsak Jeamteerasakul



๑. ก่อนที่จะพูดถึงการกลับมาของสุเทพ โดยตรง ผมจำเป็นต้องกล่าวโดยทั่วไปถึงปรากฏการณ์และสถานะของ "กปปส" สักเล็กน้อย

ผมคิดว่า ในด้านที่สำคัญมากด้านหนึ่ง กล่าวได้ว่า "กปปส" ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ หรือถ้าพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้น คือ ขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภา-บนถนน ของพรรค

ในแง่นี้ กปปส ก็เหมือนกับ นปช นั่นคือ ในขณะที่ นปช คือขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภา-บนถนน ของพรรคเพื่อไทย กปปส ก็คือองค์กรหรือการเคลื่อนไหวแบบเดียวกันของประชาธิปัตย์

พูดอีกอย่างคือ ในที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ ก็หันมาจัดตั้งและใช้การเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภา-บนถนน เป็นเครื่องมือการเมืองสำคัญ แบบเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งและใช้ "นปช-เสื้อแดง" มาก่อนหน้านั้นแล้ว (ผมยังมองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้จะ "แชร์" "ฐานมวลชน" กับประชาธิปัตย์ไม่น้อย แต่จริงๆแล้ว ยังไม่อาจนับว่าเป็น "แขนขาการเคลื่อนไหวมวลชน" ของพรรค แบบ กปปส - หรือ นปช ในกรณีพรรคเพื่อไทย)

๒. การเปรียบเทียบเช่นนี้ ทำให้เห็นประเด็นที่สำคัญมากประเด็นหนึ่งด้วย กล่าวคือ ถ้าพูดในแง่ "ความสำคัญ" หรือ อำนาจต่อรอง ภายในพรรคแล้ว

กปปส - คือ สุเทพกับพวกที่มาเป็น "แกนนำ" กปปส - มีความสำคัญต่อ ปชป มากกว่า นปช มีต่อ พรรคเพื่อไทย

อำนาจต่อรองของ "กปปส" (สุเทพกับแกนนำ) ในพรรค ปชป มีมากกว่า อำนาจต่อรองของแกนนำ นปช ในพรรคเพือไทย

อันที่จริง "นปช" นั้น ในแง่อำนาจต่อรองหรือความสำคัญภายในพรรคเพื่อไทย มีน้อยมาก และน้อยลงเรื่อยๆในหลายปีที่ผ่านมา

ถ้าดูโดยเปรียบเทียบง่ายๆ ไม่มีแกนนำ นปช คนไหน มี "ฐานเสียง" ของตัวเองจริงๆ (นี่เป็นปัจจัยสำคัญของการทำให้มีอำนาจต่อรองในพรรค) ไม่ว่า ณัฐวุฒิ จตุพร เหวง หรือ "แกนนำ เสื้อแดง" คนอื่นๆ ทุกคนอย่างมากก็เป็นเพียง "สส. บัญชีรายชื่อ" คือไม่ได้มี "ฐานเสียง" เหมือน สส. เขต

ในขณะที่ สุเทพ ทุกวันนี้ก็ยังรักษาความเป็น "เจ้าพ่อ" สุราษฎร์ไว้ (แสดงออกในวันแรกสุดของการสึก ด้วยการส่งจดหมายค้านการย้าย สภ) แกนนำ กปปส คนอื่นๆ หลายคนก็ยังมีลักษณะเป็น สส เขต มี "ฐานเสียง" โดยตรงมากกว่า แกนนำ นปช

ประเด็นนี้ นำไปสู่ประเด็นที่สำคัญมากคือ ในแง่การเมืองภายในพรรคนั้น ในที่สุด ทักษิณสามารถคุม นปช ได้ ในขณะที่ มาร์ค ไม่สามารถคุมสุเทพได้จริงๆ

แน่นอน เรื่องนี้โยงกับลักษณะความแตกต่างสำคัญระหว่าง ปชป กับ เพื่อไทย ที่ผมเคยพูดถึงมานานว่า ปชป แต่ไหนแต่ไร มาร์คก็ไมใช่ "ผู้นำสูงสุด" แบบเต็มที่หรือ เอาเข้าจริง ไม่ได้มีลักษณะเหมือนเป็น "เจ้าของพรรค" แบบในกรณีทักษิณต่อพรรคเพื่อไทย

๓. สุเทพ และ กปปส เป็นแขนขาหรือการเคลื่อนไหวจัดตั้งมวลชนนอกสภา-บนถนนของ ปชป แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นตัวแทน "ปีก" หรือ "กระแสความคิด" ที่เรียกว่ามีลักษณะ "ฮาร์ดไลน์" ("สายเหยี่ยว") ของ ปชป โดยรวมด้วย (ประเด็นว่า ทำไมสุเทพ ซึ่งในอดีตเป็นเวลานาน เป็นพวก "เม็คดีล" หรือ เจรจาต่อรอง - สมัยนึงเขาถึงกับเป็นคนที่พยายามติดต่อเจรจากับค่ายทักษิณ - กลับกลายมาเป็นตัวแทน "ฮาร์ดไลน์" เป็นประเด็นทีน่าสนใจในแง่ประวัติศาสตร์การเมือง ซึ่งคงต้องรอการศึกษาโดยละเอียดในอนาคต)

การกลับมาของสุเทพ จึงมีความสำคัญต่อ "ดุลย์อำนาจ" ภายใน ปชป คือทำให้เป็นการเพิ่มกำลังและอิทธิพลอำนาจของ "ปีก" หรือกระแสฮาร์ดไลน์ภายในพรรค

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรมในปริบทขณะนี้ กระแสฮาร์ดไลน์ใน ปชป ที่มีสุเทพเป็นหัวหอกใหญ่นี้ จะผลักดันและนำพรรคไปสู่ทิศทางหรือแสดงออกมาใน ๒ ด้านสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ ด้านหนึ่ง ต่อทหาร-คสช จะมีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์น้อยลง สนับสนุนมากขึ้น (คงจำได้ว่า ในระยะไม่กี่เดือนหลัง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คสช จาก ปชป มากขึ้นๆ) และอีกด้านหนึงซึ่งต่อเนื่องกันคือ จะมีความเป็นไปได้หรือโอกาสที่จะร่วมมือกับ เพื่อไทย ได้น้อยลงๆ

สาระสำคัญของการแถลงข่าวของสุเทพ ยืนยันสิ่งที่ผมเพิ่งเขียนนี้ ไอเดียทีสุเทพเสนอออกมาว่า ต้อง "ปฏิรูปก่อน ไม่ว่าจะนานเท่าใด" ก็คือ บอกว่า คสช จะอยู่ในอำนาจไปอีกเท่าไร ใช้เวลา "ปฏิรูป" อีกนานเท่าไร ไม่สำคัญ

การกลับมาของสุเทพจะเสริมความเข้มแข็งให้กับทิศทางแบบฮาร์ดไลน์นี้ในพรรคประชาธิปัตย์ และทำให้ปีกหรือกระแส (ทีอ่อนอยู่แล้ว - ดูข้างล่าง) ภายในพรรคที่ต้องการประนีประนอมในบางระดับกับฝั่งเพือไทยหรือนักการเมืองเลือกตั้งด้วยกัน เพื่อต่อรองกับทหาร จะยิ่งลำบากหรืออ่อนกำลังลง

๔. ผมเคยเสนอมาก่อนว่า อนาคตของการยกเลิกอำนาจทางการเมืองของทหารอย่างถาวร ขึ้นอยู่กับการ "ปฏิรูปคู่แฝด" คือ การที่ ปชป ต้อง "ขยับ" ออกจากการพึ่งพิงอำนาจทหาร และ เพื่อไทย ขยับออกจากการเป็น "บริษัทชินวัตรการเมืองจำกัด"

การกลับมาของสุเทพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงในทิศทางนี้ภายใน ปชป ลำบากขึ้น

ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาร์คได้สูญเสีย "อำนาจนำ" ในประชาธิปัตย์ (ที่เดิมก็ไม่เคยมีอยู่ในระดับสูงมากอยู่แล้ว) หรือความสำคัญของตัวเองไปเรื่อยๆ เกือบๆจะกลายเป็นเพียง "หุ่นกระบอก" คอยพูด "ตามกระแส" หรือ "อะเจนด้า" (วาระ) ทีคนอื่นๆในพรรคจะพาไป

น่าเสียดายว่า ในหลายปีที่ผ่านมา กระแส "ปฏิรูป-ประนีประนอม" กับนักการเมืองด้วยกัน ภายใน ปชป อ่อนกำลังจนแทบไม่เหลือ ยกเว้นแต่ประเภท "คนแก่ๆ" ภายในพรรคไม่กี่คน (พิชัย พิเชษฐ์) ที่นานๆทีก็ออกมาส่งเสียงบ่นสักที

ไม่กี่ปีก่อน อลงกรณ์ ทำท่าเหมือนกับจะมาในทางนี้ แต่ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่าเขาแย่กว่าคนอื่นที่ยังอยู่ในพรรคเสียอีก กรณีแทนคุณ ที่เป็นคนเดียวที่ออกมาแสดงการคัดค้าน รปห ทันที - ซึ่งเป็นอะไรที่น่าชมเชย - ก็ยัง "อ่อนอาวุโส" หรือคงกระดูกไม่แข็งเกินไป กว่าที่จะมีผลสะเทือนในพรรคได้

ช่วยเศรษฐกิจดีก่อน แล้วค่อยเอาเรือดำนำ้ดีกว่ามั้ย...ผ่านวงเวียน22 เจอป้ายประกาศเซ้งรอบเลย ออกมาเป่านกหวีดอีกสิคะ!!!




ที่มา เพจเปิดประเด็น

“... สิ่งที่จะเรียกร้องกับทุกท่านก็คือ อย่าเชื่อกองทัพเพียงเพราะว่ากองทัพบอกให้ท่านเชื่อ ขอให้เชื่อกองทัพเพราะท่านพิจารณาแล้วกองทัพทำในสิ่งที่เหมาะสม หรือถ้าจะไม่เชื่อกองทัพ ก็ขอให้ไม่เชื่อเพราะว่าท่านพิจารณาแล้วเห็นว่ากองทัพทำไม่เหมาะสม ไม่ใช่ไม่เชื่อเพราะเราแค่ไม่ชอบกองทัพ ...”
Analayo "Skyman" Korsakul นักสังเกตุการณ์ทางทหารอิสระ
และคณะทำงานเว็บ ThaiArmedForce.com

@เปิดประเด็น///
..... เอกสาร 9 หน้า ซึ่งกองทัพเรือพยายามนำเสนอ ประกอบไปด้วยเหตุผลสำคัญคือ
1.ความจำเป็นในการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ
2.เรือดำน้ำกับความมั่นคงในสถานการณ์ และภัยคุกคามปัจจุบัน
3.เรือดำน้ำกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
4.เรือดำน้ำกับความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์
5.การพิจารณาคัดเลือกเรือดำน้ำของกองทัพเรือ

..... ความพยายามเสนอเรือดำน้ำด้วยเหตุผลในเอกสาร 9 หน้าของกองทัพเรือ ที่พยายามทำความเข้าใจกับประชาชน ไล่เรียงมาทุกข้อแล้ว นับมาตั้งแต่ข้อแรกที่พยายามให้เหตุผลโยงไปถึง พระราชบิดาฯ ในเรื่องเกี่ยวกับเรือ "ส" อย่างน่าประหลาด เพราะหากจะให้เหตุผลมาเช่นนั้น แล้วพระราชดำรัสของในหลวงเกี่ยวกับเรือดำน้ำเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.50 ที่ว่าไทยเป็นอ่าวตื้น ไม่เหมาะสมที่จะมีเรือดำน้ำ

..... แต่จากเหตุผลที่กองทัพเรือให้ไว้ว่า งบประมาณส่วนนี้แม้ไม่ซื้อเรือดำน้ำ ก็นำไปใช้จ่ายอย่างอื่นอยู่ดี ท่ามกลางเศรษฐกิจดิ่งลง มูลค่าการค้า ตกฮวบอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน นับตั้งแต่รัฐประหาร ยิ่งเหมือนย้ำว่า ไม่ว่าอย่างไร "เงินส่วนนี้" ก็ต้องเป็นของกองทัพเรือ ที่ประชาชนควรจ่ายให้ !!!

..... เรือดำน้ำจีน ที่มีระบบหนีภัยทางท่อตอร์ปิโดว์ ซึ่งประเทศอื่น ๆ ใช้ห้อง Escape Chamber ที่ล้ำหน้ากว่า แถมยิ่งอ้างระบบ AIP (Air Independent Propulsion) ที่สามารถดำน้ำนานได้ถึง 21 วัน ซึ่งมันก็มีกันแทบทุกประเทศที่ผลิตเรือดำน้ำ ก็ไม่ได้เสริมว่าเรือดำน้ำจีนน่าซื้ออย่างไร แถมในสัญญาก็ไม่ได้ระบุชัดว่าจีนจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้จนถึงขั้นสร้างเรือดำน้ำได้เอง อีกทั้ง แผลเก่าที่ยังคาใจ กับกรณี GT200 และเรือเหาะ ที่ยังไม่มีใครถูกสอบสวนหรือรับผิดชอบเลยสักราย ก็ยังค้างคาใจ

..... แล้วหากกองทัพเรืองบเหลือ? ท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดเคือง!!! แทนที่จะอมเงินไว้ เมื่อไม่ได้นี่จะเอาโน่นให้หมดงบ สู้เสียสละ ช่วยเศรษฐกิจดีก่อน แล้วค่อยเอาเรือดำน้ำดีกว่ามั้ย เพราะยอมรับว่าเหตุผลที่กองทัพเรือพยายามนำมาแสดง นับเป็น "มิติใหม่" ของความพยายามไขข้อสงสัย ชี้แจงกับประชาชนให้หายข้องใจ

..... แต่ทางที่ดี ควรจัดซื้อกันในยุคที่ "ตรวจสอบกันได้" ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่ทหารครองเมือง จะโปร่งใส และสง่างาม อีกทั้งยังได้ชี้แจงได้เต็มที่ โดยไม่ประสบกับการเห็นต่างทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง เหตุผลที่พยายามหามาของกองทัพเรือ ก็นับว่ามีส่วนดี แต่การชะลอไว้นับว่าดีที่สุด

..... หรือจะเร่งด่วน ท่ามกลางเศรษฐกิจทรุดฮวบ กองทัพได้ทำสัญญางบผูกพันในยุคเผด็จการครองเมือง ที่ตรวจสอบไม่ได้เลย หากพลังพลาดไป เกิดแผลใหญ่เสียหายขึ้นมาอีก จะให้ใครรับผิดชอบ ในเมื่อ คสช. ได้นิรโทษการกระทำตนเองหมดสิ้นแล้ว !!!

#เปิดประเด็น
https://www.facebook.com/issuesopen
Twitter : @IssuesOpen
Google+ :
https://plus.google.com/+IssuesOpenthailand/posts

ooo





เกิดมาครึ่งชีวิตไม่เคยเจอคลองถม พาหุรัด ประกาศเซ้ง

ตอนมาผ่านวงเวียน22 เจอป้ายประกาศเซ้งรอบเลย

ออกมาเป่านกหวีดอีกสิคะ!!!

Charan Ampornklinkeaw
...

"เชลล์" เตรียมเลิกจ้างพนักงาน 6,500 คน | เดลินิวส์

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/foreign/338401



หางโผล่ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง คือ เป้าหลอก




การยุบสภา คือการคืนอำนาจให้กับประชาชน
ผู้ที่ขัดขวางการเลือกตั้งจนกระทั่งเป็นโมฆะ คือโจรที่ดักปล้นอำนาจกลางทาง
การนำอำนาจที่ปล้นมาจากประชาชน ไปให้หัวหน้าโจรเลือกนายกฯเอง
นายกฯที่มาจากระบอบ "เทือกตั้ง" ผู้นั้น ย่อมเป็นผู้ที่ "รับของโจร"ครับ..!!

กำนันสุเทพฯ ที่แท้ก็คือหัวหน้ากบฏโจร ที่รวมหัวกับองค์กรอิสระบางองค์กร ตั้งตนเป็นแก็งค์ปล้นอำนาจประชาชน บังหน้าด้วยการขายฝัน "ปฏิรูปประเทศไทย" ซึ่งวันนี้ "หางโผล่" ตามนิยามที่เพจ "อาณาจักรไบกอน" ได้โพสต์ไว้ จากการกระทำและคำพูด ของนายสุเทพฯเอง

สรุปประเด็นคร่าวๆ ของการประกาศตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีดังนี้ครับ
- ยึดทรัพย์ตระกูลชินวัตรทั้งหมด
- แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี แล้วนายสุเทพฯจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธย
- กำนันสุเทพฯจะเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเอง
- แต่งตั้งสภานิติบัญญัติขึ้นเอง เพื่อปฏิรูปประเทศ, แก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ
- เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วจึงจะยอมให้มีการเลือกตั้ง

เพจ"อาณาจักรไบกอน" ได้ใช้คำว่า "หางโผล่" นิยามตัวตนของนายสุเทพฯได้ชัดเจนดีครับ นับวันลายยิ่งออกให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าการกระทำของนายสุเทพฯ เป็นการกระทำเพื่อชาติบ้านเมือง หรือว่าเป็นการกระทำเพื่อพรรคการเมืองกันแน่

พรรคประชาธิปัตย์ แพ้ซ้ำซากมาเป็นระยะเวลาสิบๆปี พอมีเหตุให้อ้างเพื่อใช้ในการชุมนุมระดมคน นายสุเทพฯก็ลาออกจากพรรคฯเพื่อมานำม็อบ สัญญาว่าจะชุมนุม 2-3 วันเสร็จไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน แต่ก็ตระบัดสัตย์ยืดเยื้อมาเป็นเวลา 4-5 เดือนแล้ว ธุรกิจเจ๊งรวมกันเป็นแสนล้านไม่เคยสนใจรับผิดชอบ พอม็อบจุดติดก็ชวนกันลาออกหมดทั้งพรรคฯ จนรัฐบาลต้องยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน มาวันนี้กลับถูกดักปล้นกลางทาง และไม่ยอมให้อำนาจกลับไปสู่มือของประชาชนอีกต่อไป

นายสุเทพฯถือเป็นเทือกเถาเหลากอของพรรคประชาธิปัตย์ครับ เราต้องยอมรับว่าการออกมาป่วนเมืองครั้งนี้ อาจจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบและมีคะแนนตีตื้นขึ้นได้บ้าง แต่การแตกหน่อออกมาเป็น กปปส.เพื่อเสนออะไรที่เกื้อหนุนต่อระบอบอำมาตย์ และเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย อย่างรุนแรงเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถจะรักษาจุดยืนในระบอบประชาธิปไตยได้อีกต่อไป

ในระยะยาวเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเสียคะแนนเสียงเยอะครับ ถ้าการสู้กันทางความคิดครั้งนี้ หากระบอบประชาธิปไตย พ่ายแพ้ต่อระบอบอำมาตยาธิปไตยอีกครั้ง ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่เจริญรั้งท้ายบนเวทีโลก ไปร่วมประชุมที่ไหนนายกฯไทยก็ต้องไปยืนห่อเหี่ยว ไม่สง่าผ่าเผยเหมือนกับประเทศประชาธิปไตย ที่นายกฯมาจากการเลือกตั้ง คนไทยเตรียมอับอายชาวโลกกันอีกครั้งได้เลย

คนที่ได้ดีที่สุดน่าจะเป็นกำนันสุเทพฯครับ เพราะเป็นคนเสนอชื่อนายกฯด้วยตนเอง ย่อมเปรียบเสมือนนายที่มีบุญคุณกับคนที่ตัวเองตั้ง พอตั้งไปแล้วอาจมีการงุบงิบ สั่งการให้นายก"เทือกตั้ง"ผู้นั้น จัดที่สปก. 4-01 อีกสักล้านไร่ อาจปั่นราคาน้ำมันปาล์มขึ้นไปเฉียด 100 บาทกันอีกครั้ง หรืออาจจัดหาเขาที่มันแพงๆ มาครอบครองอีกสัก 4-5 เขาก็ได้ ใครจะรู้..!!

ถ้าเป็นแบบนี้ ท่านว่าที่นายกฯเถื่อน คงจะได้ฉายาใหม่ ไม่ลองโดนดูบ้างไม่รู้หรอกครับ
ท่านว่าที่ "นายกฯขี้ข้าสุเทพ"

เครดิต : อาณาจักรไบกอน
www.facebook.com/bygonreturn

ที่มา FB

Oak Panthongtae Shinawatra