วันพุธ, พฤษภาคม 30, 2012

รอยเตอร์:อดีตม็อบยึดสนามบิน3500ต้านปรองดอง


สำนักข่าวรอยเตอร์บรรยายภาพข่าวว่า ม็อบ"เสื้อเหลือง"ของไทยจัดการชุมนุมหน้าที่ทำการรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม "เสื้อเหลือง"ซึ่งเคยยึดสนามบินในระหว่างการประท้วงเมื่อปี 2551 ได้จัดชุมนุมขึ้นในนครหลวงของไทยเมื่อวันพุธ เพื่อต่อต้านการออกกฎหมายปรองดองแห่งชาติ โดยอ้างว่าจะเป็นการหาทางออกให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้กลับบ้านหลังการเนรเทศหลายปี

โดยผู้ชุมนุมจำนวน 3,500 คนรวมตัวกันในเขตพระราชฐาน พระบรมรูปทรงม้า ก่อนเคลื่อนตัวมาที่หน้าทำการรัฐสภาในช่วงบ่าย ซึ่งกฎหมายปรองดองจะถูกพิจารณาในสัปดาห์นี้

 Thailand's "yellow shirts" protest in front of the parliament building in Bangkok May 30, 2012. "Yellow shirts", who forced Bangkok's airports to close during protests in 2008, rallied in the Thai capital on Wednesday against a planned national reconciliation bill seen by some as a way of letting ex-premier Thaksin Shinawatra return home from exile.

Over 3,500 people gathered at the Royal Plaza in Bangkok before marching in late afternoon to parliament, where the bill could be debated this week. REUTERS/Damir Sagolj (THAILAND - Tags: ROYALS RELIGION POLITICS CIVIL UNREST)

ทักษิณวีดีโอลิงก์งานบ้านเลขที่111 30พค55


ทักษิณวีดีโอลิงก์งานบ้านเลขที่111 30พค55 โดยตอนหนึ่งเขาได้กล่าวว่าไม่เคยคิดทอดทิ้งคนเสื้อแดง แต่โดนเสี้ยมให้แตกแยกกัน 

ศาลตัดสิน “ผอ.ประชาไท” ผิดคดีตัวกลาง สั่งจำคุกแต่ให้รอลงอาญา

30 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ในความยินดีหนึ่งที่คุณจีรนุช เปรมชัยพร ไม่ต้องไปนอนคุก แต่ในอีกด้านหนึ่งพวกเราในฐานะสื่ออิสระออนไลน์ก็ยังมีความผิด และไม่มีความเป็นอิสระตามสิทธิเสรีภาพสื่อเช่นประเทศเสรีทั้งหลายทั่วโลก ถ้าเราวิพากษ์วิจารณ์ หรือการปล่อยให้มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ในสื่อของเรา


* * * * * * * * *

ที่มา ประชาไท

ศาลพิพากษาลงโทษ ผอ.ประชาไท ตาม ม.15 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำคุก 1 ปี ปรับ 30,000 บาท ให้ความร่วมมือลดโทษเหลือ 8 เดือน ปรับ 20,000 บาท รอลงอาญา 1 ปี
 
วันนี้ (30 พ.ค.55) เมื่อเวลา 10.50 น.ที่ศาลอาญารัชดา ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลพิพากษาคดี จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (prachatai.com) ในความผิดตามมาตรา 14 และ 15 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จำคุก 1 ปี ปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 เดือน ปรับ 20,000 บาท และจำเลยไม่เคยกระทำความผิดให้รอลงอาญา 1 ปี ก่อนหน้านี้ ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ในวันดังกล่าว ผู้พิพากษาขึ้นบัลลังก์แจ้งขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 30 พ.ค.55 โดยให้เหตุผลว่า เอกสารคดีนี้มีจำนวนเยอะมาก

สำหรับบรรยากาศในการเข้าฟังคำ พิพากษาวันนี้ มีผู้เข้าร่วมฟังกว่า 100 คน โดยมีตัวแทนจากสถานทูตประจำประเทศไทยจากประเทศต่างๆ กว่า 11 ประเทศ อาทิ อเมริกา อังกฤษ แคนาดา สวีเดน ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนี ตัวแทนจากสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย
//////////////////////////////////

ศาลได้อ่านคำพิพากษา น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการประชาไท จากข้อกล่าวหาว่าจำเลยได้มีการปล่อยให้มีการนำเข้าข้อมูลที่มีความผิดเกี่ยว กับความมั่นคงของประเทศอยู่ในเว็บบอร์ดโดยที่ข้อความส่วนใหญ่ปรากฏอยู่นาน 1-3,10วัน และมีข้อความหนึ่งปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดนานถึง20วันนั้น

ศาลถือว่าเป็นเวลาที่ควรจะรู้และควรที่จะทำการลบข้อความที่เป็นปัญหาแล้ว จึงถือเป็นการการงดเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามเวลาอันสมควร จึงถือเป็นการยินยอมโดยปริยายให้มีการนำเข้าข้อมูลที่มีความผิดเข้าสู่ระบบ คอมพิวเตอร์จริง

ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าเหตุเกิดจากมีการแสดงความคิดเห็นตามเว็บบอร์ดมาก ขึ้นหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 และทางเว็บได้เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบมากขึ้นตามลำดับนั้น ถือว่าเป็นการกระทำตามหน้าที่แต่ยังไม่ถือว่าเพียงพอ

ในส่วนที่จำเลยยกเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น ศาลยอมรับว่ามีความสำคัญและถูกระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ การมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ได้สะท้อนถึงหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตย ขององค์กรและของประเทศนั้นๆ

แต่เมื่อจำเลยเปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นก็ต้องดูแลตรวจสอบ ข้อความที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศและสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นซึ่ง เป็นสิ่งที่ต้องเคารพเช่นกัน

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้บริการทางเว็บบอร์ด ข้อความที่ผู้ใช้บริการโพสต์ได้ปรากฏขึ้นทันที โดยไม่สามารถตรวจสอบได้ล่วงหน้า ซึ่งตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา15 ว่าด้วยความรับผิดชอบของผู้ใช้บริการไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในเรื่องเวลา ว่าจะต้องให้จัดการกับข้อความที่ผิดกฎหมายภายในระยะเวลาเท่าไหร่ และไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการแจ้งเตือน

แต่หากจะถือว่าผู้ให้บริการยินยอมและต้องรับผิดชอบโดยทันที ก็ถือว่าไม่ได้ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ให้บริการ แต่หากผู้ให้บริการจะอ้างว่าไม่ทราบว่ามีการโพสต์ข้อความดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อให้พ้นจากความผิด ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ศาลพิจารณาว่า ข้อความตามฟ้องที่ปรากฏในเว็บบอร์ดในระยะเวลา 1-3,10วัน ยังอยู่ในกรอบเวลาที่ฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้รับรู้ถึงการนำเข้าของข้อมูลดัง กล่าว แต่สำหรับข้อความที่ถูกนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เป็นเวลา20วัน ไม่อาจรับฟังได้ว่าไม่ได้รับรู้ถึงการนำเข้าของข้อมูล จึงถือว่าเป็นการยินยอม จงใจ หรือ สนับสนุนให้เกิดการกระทำความผิด

ศาลจึงพิพากษาให้มีความผิดตามกฎหมาย มาตรา 15 ประกอบ มาตรา4(3) ให้จำคุกเป็นเวลา1ปี ปรับเป็นเงิน 30,000 บาท แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเพื่อให้จำเลยได้มี โอกาสเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ จึงมีเหตุให้บรรเทาโทษให้จำคุก 8 เดือน ปรับ 20,000บาท โทษจำให้รอลงอาญา 1ปี

ลงชื่อผู้พิพากษา กำพล รุ่งรัตน์ และนิตยา แย้มศรี

/////////////////////////

 หลังฟังคำพิพากษา จีรนุช ให้สัมภาษณ์ว่า ค่อนข้างพอใจกับคำพิพากษาที่เรียบเรียงได้อย่างมีเหตุมีผล อย่างไรก็ตามในกระทู้ที่มีความผิด คงเป็นจุดที่ยังไม่พอใจนักและคงต้องปรึกษาทนายว่าจะอุทธรณ์ต่อหรือไม่ เนื่องจากเป็นหนึ่งกระทู้ที่นำไปสู่ประเด็นว่าในฐานะผู้ให้บริการไม่ตรวจตรา ข้อมูลในเว็บอย่างดีพอ ทำให้มีความผิดฐานยินยอมให้มีข้อความดังกล่าว ซึ่งในทางสากลก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่า บทบาทของผู้ให้บริการที่ต้องทำหน้าที่ตำรวจตรวจตราเนื้อหา ถูกต้องชอบธรรมแค่ไหน

ส่วนคดีที่ขอนแก่นนั้น จีรนุชกล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าตำรวจจะสั่งฟ้องหรือไม่

สำหรับข้อเสนอในการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น จีรนุช มองว่า ไม่ควรมีการผนวกรวมการควบคุมเนื้อหาไว้ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีกฎหมายอาญาอยู่แล้ว ขณะที่ในส่วนของผู้ให้บริการนั้น ควรมีระเบียบและข้อบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งคำพิพากษาในวันนี้ก็พูดถึงการที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้กำหนดรายเอียดไว้ว่าระยะเวลาเท่าใดจึงเท่ากับจงใจ

ธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความจำเลย ให้สัมภาษณ์ว่า คำพิพากษาครั้งนี้ โดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เพราะศาลได้พิจารณาเรื่องระยะเวลาด้วย คือ กรณีของข้อความบางข้อความที่ปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ศาลก็ได้วินิจฉัยว่า จำเลยได้จัดการลบข้อความออกในระยะเวลาอันสมควรแล้ว
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังมีความเห็นต่างในกระทงที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษโดยวินิจฉัยว่าการที่ ข้อความในกระทู้ดังกล่าวปรากฏอยู่เป็นระยะเวลา 20 วัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้มีการตรวจตราตรวจสอบเท่าที่ควรจะเป็น ถือเป็นการงดเว้นสิ่งที่จะต้องกระทำ จึงวินิจฉัยว่าจำเลยยินยอมโดยปริยาย

“กรณีที่จำเลยตรวจสอบไม่พบหรือไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพออย่างที่ ศาลกล่าว เช่นนั้นแล้วการกระทำของจำเลยก็น่าจะเป็นเพียงความบกพร่องหรือผิดพลาด เท่านั้นเอง ในขณะที่กฎหมายกำหนดไว้ว่า การจะเป็นความผิดได้ ผู้ให้บริการต้องจงใจ สนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดหรือให้มีการโพสต์ข้อความที่ผิด กฎหมาย ผมเห็นว่ากรณีที่จะเป็นการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมต้องเป็นกรณีที่มีพยานหลัก ฐานรับฟังได้โดยแน่ชัด ว่าตัวจำเลยได้รับทราบถึงข้อความที่มีผู้โพสต์ลงในเว็บบอร์ดแล้ว เมื่อทราบแล้วกลับเพิกเฉยไม่จัดการลบออกในทันทีหรือในเวลาอันควร เช่นนี้จึงจะเป็นการจงใจสนับสนุนยินยอม นี่เป็นประเด็นที่คิดว่าถ้าจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ ศาลสูงก็น่าจะวินิจฉัยประเด็นนี้”

ธีรพันธุ์กล่าวว่า คำพิพากษาลักษณะนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้กับคดีอื่นๆ เพราะตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่เคยมีคดีที่เป็นแบบ อย่างเป็นบรรทัดฐานมาก่อน แม้ว่าคำพิพากษาในคดีนี้จะเป็นเพียงคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่หรือการบังคับใช้กฎหมายของ เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงไอซีที หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
มาตรา 14 ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(1) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(2) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(3) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(4) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอม ให้มีการกระทําความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดตาม มาตรา 14

* * * * * * * * *

ประชาไท

 เปิดคำพิพากษาฉบับย่อ ผอ.ประชาไท: มาตรฐาน ตัวกลาง-เสรีภาพ-ความมั่นคง 


ย่อคำพิพากษา

คดีหมายเลขดำที่ อ.๑๑๖๗/๒๕๕๓

ศาลอาญา

วันที่ ๓๐ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕


ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์

นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร จำเลย

เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ให้บริการเว็บไซต์โดยเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ (Web master) ชื่อว่า ประชาไท (www.prachatai.com) จำเลยจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการดำเนินการนำข้อความอันเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จำนวน ๑๐ กระทู้ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในความควบคุมของจำเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ , ๑๕ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาล พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่า ข้อความตามกระทู้ทั้งสิบมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และมีการนำเข้าสู่ในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ประชาไท แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยจะเป็นผู้นำข้อความตามกระทู้ทั้งสิบดัง กล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือ จงใจ สนับสนุน ให้มีการกระทำความผิดดังกล่าว ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย ส่วนจะเป็นการ ยินยอม ให้ มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยหรือไม่นั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕ มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเกี่ยวกับ ระยะเวลานับแต่เกิดการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ความควบคุมของผู้ให้บริการว่า ควรมีระยะเวลานานเพียงใด กับมิได้กำหนดระยะเวลาในการแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลเว็บไซต์ดำเนินการแก้ไขกรณีที่มีการนำเข้าข้อความที่ไม่เหมาะสมสู่ระบบอินเตอร์เน็ตของผู้ให้บริการ ซึ่งมีฐานะตัวกลางระหว่างผู้ใช้บริการในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ให้บริการเว็บไซต์ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลที่ไม่เหมาะสมที่ผู้ใช้บริการโพสต์หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้บริการรับผิดชอบดูแลอยู่ หรือระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวไว้เพียงใด กรณีจะถือว่าผู้ให้บริการยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ในความควบคุมของตน และต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ โดยทันทีหลังจากมีการนำเข้าข้อความที่ไม่เหมาะสมสู่ระบบอินเตอร์เน็ตของตัวกลางนั้นนับว่าไม่เป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการในฐานะตัวกลางระหว่างผู้ใช้บริการในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แต่ผู้ให้บริการเองจะอ้างว่าไม่ทราบว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตนโดยมิได้คำนึงถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ หรือ Web master ของผู้ให้บริการเองเพื่อให้หลุดพ้นจากความผิดดังกล่าว และทำให้บทบัญญัติตามกฎหมายไม่มีสภาพบังคับนั้น ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติไว้ดังกล่าว

ศาลเห็นว่าหากจำเลยมีความใส่ใจดูแลและตรวจสอบตามหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยแล้ว ควรจะใช้เวลาในการตรวจสอบและพบเห็นตลอดจนนำข้อมูลที่ไม่เหมาะสมตามที่บัญญัติในมาตรา ๑๔ ดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยภายในระยะเวลาอันสมควรที่อาจจะพึงคาดหมายได้ว่าจำเลยรู้อยู่ว่ามีการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าสู่ระบบโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะหากปล่อยเวลาให้เนินนานไปกว่านี้อาจมีการนำข้อความที่มีลักษณะเป็นการไม่เหมาะสมเผยแพร่ต่อไปไม่จบสิ้นจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศชาติได้ เมื่อปรากฏว่ากระทู้จำนวน ๙ กระทู้ ตามเอกสารหมาย จ.๒๓ ถึง จ.๓๑ อยู่ในกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดที่จำเลยเป็นผู้ดูแล เป็นเวลา ๑๑ วัน ๑ วัน ๓ วัน ๒ วัน ๒ วัน ๑วัน ๓ วัน ๒ วัน และ ๑ วัน ตามลำดับ ซึ่งอยู่ภายในกรอบเวลาอันสมควรในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้ควบคุมเว็บบอร์ด จึงมิอาจฟังได้ว่าจำเลยได้รู้ถึงการนำกระทู้ตามเอกสารหมาย จ.๒๓ ถึง จ.๓๑ ดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย อันจะถือว่าเป็นการยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย ส่วนกระทู้ตามเอกสารหมาย จ.๓๒ นั้น ปรากฏว่าอยู่ในกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยเป็นเวลาถึง๒๐วัน ซึ่งศาลเห็นว่า เกินกำหนดเวลาอันควรที่จำเลยจะตรวจสอบพบตลอดจนนำข้อมูลที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่จำเลยเป็นผู้ดูแล จึงเป็นการงดเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ให้บริการภายในเวลาอันสมควร กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยให้ความยินยอมโดยปริยาย ในการนำข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารหมายเลข จ.๓๒ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย เมื่อข้อมูลที่นำเข้าดังกล่าว มีลักษณะเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๔(๓) จำเลยในฐานะผู้ให้บริการในการนำเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต ย่อมมีความผิดฐานเป็นผู้ยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย

ที่จำเลยนำสืบว่าหลังจากรัฐประหารมีผู้เข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบน เว็บบอร์ดของเว็บประชาไทมากขึ้น จึงได้เพิ่มมาตรการในการควบคุมดูแล โดยให้มีการตรวจสอบข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่ของประชาไทกับให้มีอาสาสมัครที่เป็น สมาชิกที่ใช้บริการเว็บบอร์ดประชาไทเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่นำเข้าของเว็บ ประชาไท เมื่ออาสาสมัครท่านใดตรวจพบว่ามีข้อมูลที่สุ่มเสี่ยงหรือไม่เหมาะสมก็สามารถ นำออกได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยก่อนนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ของจำเลยในฐานะผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นใน การเข้าสู่อินเทอร์เน็ท แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ภาระหน้าที่ของจำเลยในการควบคุมดูแลมิให้มีการกระทำคงวามผิดตามมาตรา๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยมีอยู่เช่นใดก็ยังคงมีอยู่ เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

และส่วนที่ว่าเว็บไซต์ประชาไทเป็นโครงการหนึ่ง ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน จุดประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มุ่งเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมประชาธิปไตยนั้น ศาลก็ยอมรับ ว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองซึ่งให้การ รับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสะท้อนถึงธรรมาภิบาลและความเป็น ประชาธิปไตยของประเทศหรือองค์กรนั้นๆ การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนทั้งด้านบวกและด้านลบแล้ว ย่อมเป็นโอกาสในการนำไปปรับปรุงประเทศ องค์กร และตนเองให้ดียิ่งๆขึ้น แต่เมื่อจำเลยเปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นในระบบคอมพิวเตอร์ที่จำเลย เป็นผู้ให้บริการและอยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยย่อมมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อคิดเห็นหรือข้อมูลที่อาจกระทบกระเทือนถึง ความมั่นคงของประเทศรวมทั้งเสรีภาพของผู้อื่นที่ต้องเคารพเช่นกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยยินยอมให้มีการนำข้อคิดเห็นหรือข้อมูล ตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.๓๒ ลงในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลยดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยจึงมิอาจอ้างถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดได้

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๕ ประกอบมาตรา ๑๔ (๓) ตามฟ้องข้อ ๑.๑๐ ลงโทษจำคุก ๑ ปีและปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๘ เดือน และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้จำเลยมีโอกาสเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก./


อ่านรายละเอียดคดีได้ที่
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/112

เก็บตกเรื่องขำขัน: ม๊อบพันธมิตรฯ vs ผู้ศรัทธาในนางอองซานซูจีในไทย

By: MaysaaNitto Org-home
ภาพข่าวและเรื่องราวเพิ่มเติม นางอองซานซูจี เยือนไทย  


ซูจีปราศรัยที่มหาชัย ยันต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ / ประชาไท / 30 พ.ค.55




Jeepvoicetv--แรงงานพม่ารอรับนางซูจี #ASSK

Jeepvoicetv-มุมนี้จะเห็นจำนวนแรงงานพม่า ชัดเจนมากขึ้น

@Jeepvoicetv - "นางซูจี" มาถึงห้องสมุด เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ มหาชัยวิลล่า ซอย 9 แล้ว

@Yanee_Waikru-อองซานกล่าวสุนทรพจน์ ต่อแรงงานพม่าในไทยที่มหาชั

ควันหลง2ปีรำลึก19พ.ค.: แดงยุโรปชุมนุมที่ปารีส และคลิปเพิ่มเติมจากREDUSA

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤษภาคม 2555

คุณ RedshirtHamburge ได้ส่งรายงานและรูปถ่าย โดยเป็นการชุมนุมในโอกาสครบรอบ 2 ปี  เมษา-พฤษภา53 ที่กรุงปารีสของกลุ่มคนเสื้อแดงยุโรป


ในวันครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์การสลายชุมนุมราชประสงค์ ปี 2553 กลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่นปช.ยุโรป ร่วมใจกัน ทำกิจกรรมรำลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิตในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกและเผยแพร่ข่าวสารย้ำเตือนความทรงจำต่อความสูญเสียจากเหตุการณ์ที่รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร 19 กย. 2549 ได้ใช้กำลังทหารและอาวุธสงคราม เข้าปราบปรามประชาชน อีกทั้งมีการใช้สื่อสารมวลชนนำเสนอข่าวที่ปลุกกระแสให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ด้วยวิธีใส่ร้ายป้ายสีต่างๆเช่น เสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง เสื้อแดงล้มสถาบัน เป็นต้น

แต่ทว่า ความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง บิดเบือน และ ปกปิดไว้ได้นั้น กำลังก่อให้เกิด ปรากฏการณ์ในสังคมไทยที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความขัดแย้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นมิได้มาจากฝ่ายประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยอ้างอิงจาก ภาพข่าว เสียง คลิปวิดีโอ ในโลกอินเตอร์เนต ที่มีการบันทึกเก็บไว้ สามารถนำมาวิเคราะห์กลั่นกรองหาข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้
กิจกรรมวันที่ 19-05 2555 
กลุ่มนปช.ยุโรปแดงปารีสนำคณะนปช.ยุโรปทัศนศึกษาสถานที่ประวัติศาสต์การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของโลกในกรุงปารีส คุกบาสตีลย์ Place de la Bastille


กิจกรรมวันที่ 20-05-2555
พี่น้องแดงอียู นำโดยคุณมนูญ มิ่งชัย ประธานนปช.ยุโรป พาพี่น้อง มาร่วมระลึกวีรชน มีการยืนไว้อาลัยให้กับ วีรชนประชาธิไตย/เสธ.แดง พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล และ อากง SMS ร่วมร้องเพลง กราบหัวใจ แป๊ะบางสนาน/ปลาหมึกไข่ และ ร่วมร้องเพลงปลุกขวัญ ให้กำลังใจส่งไปถึงนักโทษการเมืองไทย ชื่อเพลง ชัยชนะประชาชน ร่วมกันเปล่งเสียงตะโกนให้โลกรู้    Free Thai Political Prisoners / We Want Justice อ่านบทกลอนของคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุขและบทกลอนของป้าอุ๊ ภรรยาอากง เพื่อเป็นการรำลึกถึง ผู้ที่ถูกความอยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมแบบไทยไทยที่ไม่ใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในการตัดสินความถูกต้อง

อนึ่ง "คุณทิฟฟี่สีแดง" ได้ส่งคลิปภาพและรายงาน เพิ่มเติมต่อเนื่องจากรายงาน "ภาพการชุมนุมคนไทยใน Los Angeles ย่าน Hollywood 19 พ.ค. 55"



เสื้อแดงแอล.เอ.ต้าน ๑๑๒

ในโอกาสครบรอบสองปีแห่งการเสียชีวิตของประชาชน ๙๑ คนจากการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ แต่กลับมีการสร้างผังล้มเจ้ากำมะลอขึ้นโดยฝ่ายทหาร ใช้เป็นข้ออ้างเข่นฆ่าประชาชน และจับขังคุกด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของกฏหมายอาญา ม.๑๑๒ จนบัดนี้ยังไม่มีความปรานีตามหลักสิทธิมนุษยชนจากศาล ล้วนถูกปฏิเสธการประกันตัว บางคนถึงขั้นเสียชีวิตระหว่างคุมขัง บางคนป่วยหนักไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ชาวไทยในมหานครลอส แองเจลีสจำนวนหนึ่งซึ่งมีจิตอาสาต่อการเสียสละชีวิต และความสุขของเพื่อนร่วมชาติ ได้ออกมารณรงค์เรียกร้องให้ยุติการใช้กฏหมายหมิ่นฯ กดขี่ประชาชน ด้วยการจัดรถแห่ชูป้ายไปตามท้องถนนในใจกลางท้องที่ฮอลลีวู้ดเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า ๒๐ ไมล์ ประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าความขมขื่นจากการกดขี่ประชาชนในประเทศไทยด้วยกฏหมายร้ายแรง (Draconian) นั้นมิใช่สิ่งที่ชนชั้นนำจะหมกเม็ดไว้เบื้องหลัง "ยิ้มสยาม" ได้อีกต่อไป


 "ติดแบนเนอร์รถแวน Sight Seeing Tours วิ่งวนรอบ ๆ สถานท่องเที่ยวระดับโลก แถบ Hollywood และ Thai Town ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน" 

สองบทความจากชำนาญ: นิธิกับแนวคิดทางการเมือง, การใช้กฏหมายอย่างคึกคะนอง

สมศักดิ์เจียมฯ สรุปย่อ 4 ร่าง พรบ.ปรองดอง


โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
30 พฤษภาคม 2555

กำลังกลายเป็นเรื่อง "ตลก" ที่ไม่ตลกเสียแล้ว ทีตอนนี้ มี ร่าง พรบ.ปรองดอง เสนอเข้าสภา 4 ร่าง โดยที่ทุกร่าง (แม้แต่ร่างของ สนธิ บัง) ล้วนมีกำเนิดมาจาก พรรคเพื่อไทย

(1) ร่าง สนธิ บัง ดาวน์โหลด ได้ที่นี่ (ลิงก์)

ผมได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว จะขอข้ามไปในที่นี้



(2) ร่าง ฉบับ ณัฐวุฒิ กับพวก (ที่ นปช. เรียกว่า เป็น "ฉบับ นปช.")  ดาวน์โหลด ได้ทีนี่ (ลิงก์)

เนื้อหาโดยสรุป ก็เหมือนกับที่ จตุพร ณัฐวุฒิ แถลงข่าวไป ถ้าเปรียบเทียบกับ สนธิ บัง คือ ตัด มาตรา 3(2) นิรโทษกรรม รบ.ก่อน ออก ในส่วนผู้ชุมนุม ก็เขียนเพิ่มว่า "ยกเว้นโทษก่อการร้าย และความผิดต่อชีวิต"

ผมเคยเขียนไปก่อนที่จะได้เห็นตัวร่าง เมื่อเห็นแล้ว ก็ยืนยันว่า เป็นไปอย่างที่เขียนคือ ไอเดียจริงๆ คล้ายกับที่ผมเสนอไปเป็นเดือนๆ คือ การนิรโทษกรรม เฉพาะระดับล่าง ยกเว้นแกนนำทุกฝ่าย (รบ., นปช, พันธมิตรฯ) ไว้

อย่างที่ผมแสดงความเห็นไปแล้วว่า แม้ไอเดียนี้ จะตรงกับที่ผมเรียกร้องมาตลอด แต่การเพิ่งมาลุกลี้ลุกลนเสนอตอนนี้ ผมไม่ถึงกับชื่นชมอะไรนัก เพราะแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมา ที่ไม่ทำ ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ จริงๆทำได้ (ทีพวกดีเฟนด์พรรคหลับหูหลับตาชอบยืนยันว่า "ทำไม่ได้ๆ") การเพิ่งมายื่นตอนนี้ เป็นการแสดงความไม่เอาไหนของคุณณัฐวุฒิ และพรรคเพื่อไทยโดยรวมเองว่า ไม่ยอมหาทางช่วยคนระดับล่างเป็นเวลานาน จนกระทั่ง มีเรื่องมีราว พรบ.ปรองดอง สนธิ บัง ซึ่งจริงๆ คุณณัฐวุฒิ และ นปช.คนอื่น ก็ยกมือให้ตอนเป็นรายงานต่อสภา จึงค่อยมาทำ "แก้เกี้ยว" ต่อมวลชน

ทีนี้ มันมีปัญหาเฉพาะหน้าสำคัญด้วยเกี่ยวกับร่างของณัฐวุฒินี้ คือ การยกเว้นโทษก่อการร้าย กับโทษทำร้ายชีวิตนั้น ถ้าตามรายชื่อนักโทษการเมืองเสื้อแดงตอนนี้ จะมีอยู่ถึง 8 คน ที่ไม่อยู่ในข่ายนิรโทษกรรมนี้ (จากทั้งหมด 54 คน ไม่นับ 112 อีก 12 คน)

ผมสงสัยว่าคุณณัฐวุฒิกับเพื่อนจะเอาอย่างนั้นจริงๆหรือ? เรื่องไม่รวม 112 นี่เดาได้อยู่แล้ว แต่ไม่รวม คนเสื้อแดงในคุก ที่มีในรายชื่อของนปช.เองถึง 8 คนนี่จะเหมาะสมแล้วหรือ?

(หมายเหตุล่าสุดไทยอีนิวส์ - อ.สมศักดิ์ อัพเดตเพิ่มเติม 01.00 )    ผมต้องขอ update ข้อมูลเรื่องคนเสื้อแดง "ในคุก" ที่จะไม่ได้รับนิรโทษ จาก ร่าง พรบ.ฉบับตู่เต้น

สรุปล่าสุด ตามข้อมูล คุณ Nithiwat Wannasiri ที่ตามเรื่องคนคุกอย่างใกล้ชิด ได้อย่างยอดเยี่ยม ตอนนี้ มีคนเสื้อแดง ที่โดนคดี ก่อการร้าย อยู่ 2 คน และคดี ฆ่าคนตาย อยู่ 6 คน รวมเป็น 8 คน ที่ จะไม่อยู่ในครอบคลุมการนิรโทษกร​รม ตาม พรบ. ตู่เต้น

แต่ว่าใน 8 คนนี้ มี 5 คนที่โดนคดีฆ่าคน โชคดีหน่อย คือได้ประกันตัวมาแล้ว ในขั้นฎีกา (แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่ออกจากคุกแบบถาวร อาจจะถูกจับกลับเข้าไปใหม่ หรือตัดสินให้ผิด ต้องกลับเข้าไปใหม่ได้)

ดังนั้น จึงเหลืออยู่ในคุกจริงๆ ที่จะไม่ได้รับนิรโทษแน่ๆ ตาม พรบ. ตู่เต้น ณ เวลานี้ 3 คน (ก่อการร้าย 2 คน ฆ่าคน 1 คน)

(3) ร่าง ฉบับ สามารถ แก้วมีชัย กับพวก
ดาวน์โหลด ได้ที่นี่

เนื้อหาโดยสรุป เหมือนฉบับ สนธิ บัง ทุกอย่าง

ยกเว้นแต่ว่า ในมาตรา 3 ที่ของ สนธิ บัง เขียนไว้เรื่อง "การแสดงออกทางการเมือง" น้้น ฉบับนี้ เอาข้อความที่มีอยู่ในเอกสารประกอบของ สนธิ บัง มาใส่เพิ่มขยายความให้ชัดเจนว่า การแสดงออกทางการเมืองที่ว่าหมายถึงอะไรบ้าง (ซึงดังที่เคยเขียนไปเหมือนกันว่า ในคำอธิบายน้้น ชัดเจนว่า "การแสดงออก.." ไม่รวม 112) คือ ข้อความประเภท "...การต่อต้านรัฐ การดำเนินการขัดขวางเจ้าหน้าที่..."

สรุปคือ เหมือนฉบับ สนธิ บัง ทุกอย่าง เพิ่มแค่ตรงนี้ (ซึ่งก็เอามาจากเอกสารประกอบ กม.ของฉบับ สนธิ บัง)

(4) ร่าง ฉบับ นิยม วรปัญญา กับพวก
 ดาวน์โหลด ได้ทีนี่

ฉบับนี้ ต้องเรียกว่าเป็น ฉบับที่ "เว่อร์" ที่สุด และมีความต่างในแง่ถ้อยคำรูปแบบ มากกว่าของคนอื่น ถ้าใครเคยอ่าน พรบ.นิรโทษกรรม ในอดีตบางฉบับ เช่น ฉบับ 2500 พรบ.ฉบับนี้ ใช้วิธีการร่างแบบนั้น (เข้าใจว่า คงเลียนแบบเรื่องถ้อยคำสำนวนมาด้วย)

ฉบับนี้ ระบุไปตรงๆเลยว่า เป็นการ "นิรโทษกรรม" (ฉบับอืน ไมใช้คำนี้ตรงๆกัน) แล้วก็ไล่เรียงว่า นิรโทษกรรม ใครบ้าง ก็มี

(ก) การ "ปฏิรูปการปกครอง..." (รัฐประหารนันแหละ) 19 กันยา
(ข) การชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง เพื่อต่อต้าน (ก)
(ค) การกระทำของบุคคลที่ถูกผลกระทบจากประกาศ ของ คปก (อันนี้ต้องการให้หมายถึงคดี คตส.ต่างๆ)
(ง) การกระทำของเจ้าหน้าที่ เพื่อสลายการชุมนุม ฯลฯ

สรุปแล้ว หลักการก็เหมือนกับฉบับ สนธิ บัง เช่นกัน แต่รวมกรณี รัฐประหาร 19 กันยา เข้าไว้ด้วย

++++++++++++++++++++++++++++++++++
หมายเหตุเพิ่มเติมจาก อ.สมศักดิ์

ผมขอพูดถึง ร่าง พรบ.ปรองดอง ฉบับ ณัฐวุฒิ ("นปช.") อีกนิดนะ

ดังที่ผมเขียนไปตั้งแต่เมื่อวาน​ การร่างแบบฉุกละหุกเพื่อ"แก้เกี้ยว"กระแสความไม่พอใจของมวลชนนี้ มันทำให้มีปัญหาสำคัญมากอันหนึ่ง​ คือ จะมีนักโทษการเมืองเสือแดง 8 คน (จาก 54 คน ไม่รวม 112 อีก 12 คน) ที่จะไม่อยู่ในข่ายได้รับการนิรโ​ทษ เพราะโดนคดีก่อการร้าย และพยายามฆ่า (ดูหมายเหตุเพิ่มเติมด้านบน-thaienews)

ทีนี้ ไอเดียของร่าง ฉบับ ณัฐวุฒิ นี้ ก็เป็นแบบเดียวกับที่ผมและอีกหลาย​คนเสนอมาหลายเดือน แต่ นปช.และเพื่อไทย ไม่คิดจะทำ (พวกดีเฟนด์ แบบหลับหูหลับตา ก็อ้างว่า "ทำไม่ได้ๆ")

นั่นคือ หาทางนิรโทษเฉพาะระดับล่าง แต่ไม่นิรโทษระดับแกนนำทุกฝ่าย (นปช., รบ.อภิสิทธิ์, พันธมิตรฯ)

ทีนี้ ผมเข้าใจว่า ด้วยความที่ร่างฉุกละหุก คุณณัฐวุฒิ กับพวก ก็เลยใช้วิธีกำหนดเรื่อง คดีก่อการร้าย กับ พยายามฆ่าไว้ เพื่อให้เหลือระดับแกนนำทุกฝ่ายไ​ว้ (เพราะพวกนี้ โดน 1-2 คดีนี้กัน แต่จริงๆ อย่างทีเพิ่งพูด ระดับล่างหลายคน ก็โดน ผมเข้าใจว่า ไมใช่เฉพาะเสื้อแดง พันธมิตรฯ ก็มีที่ไมใช่แกนนำ แต่โดน ก่อการร้าย)

ตอนที่ผมเริ่มเสนอไอเดียเรืองนี้ ผมก็เคยพยายามร่างเหมือนกันว่า ทำยังไง จะนิรโทษ เฉพาะระดับล่างทุกฝ่าย แต่ไม่รวมระดับทุกฝ่ายไว้ ก็ยอมรับว่า มันยากอยู่ในแง่การเขียนเป็นภาษ​ากฎหมาย

แต่ใจผมก็ยังเห็นว่า มันพอมีวิธีเขียนอยู่ ด้วยการระบุลงไปให้ชัดเจนเลย (ระบุชื่อ นปช. และ พันธมิตร และระบุว่า "ระดับแกนนำ" อะไรแบบนี้)

ในทาง กฎหมาย อาจจะไม่ orthodox ("ตามตำราเคร่งครัด") แต่ผมว่า ไม่น่าจะผิด และน่าจะทำได้

แต่แน่นอน ปัญหาคือ จะมีวิธีเขียนจำกัดความคำว่า "แกนนำ" อย่างไร

ผมเคยคุยกับ อ.วรเจตน์ เรื่องนี้เหมือนกัน ก็เห็นตรงกันว่า มันยากเหมือนกัน แต่เนื่องจาก ทางนิติราษฎร์เอง มีข้อเสนอของตัวเอง (แก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวดใหม่ ตั้งกรรมการใหม่) ก็เลยไม่ได้คุยกันอย่างละเอียดจริงจังว่า ถ้าจะเขียนจริงๆ จะทำยังไง

อันหนึ่ง ที่ผมเคยเขียนไปแล้วเหมือนกันวา​ มีวิธีที่ทำให้ "ง่าย" ขึ้นไปหน่อย ในแนวนี้ คือใช้ "โมเดล 14 ตุลาฯ" คือ นิรโทษกรรม พวกประชาชนทั้งหมด แต่ไม่นิรโทษกรรม เจ้าหน้าที่รัฐเลย ซึ่ง จะได้ผลในแง่ของการช่วยทั้ง 2 ฝ่าย คือ เสื้อแดง กับ พันธมิตรฯ แต่จะเป็นการช่วยที่รวมแกนนำทั้​ง 2 ฝ่ายไปด้วย ไม่ยกเว้น (ซึ่งเสื้อแดง หลายคน คงไม่ต้องการ) แต่ก็มีข้อดีที่ ยกเว้นเรื่อง การฆ่าประชาชน ของรัฐบาลที่แล้ว

สรุปแล้ว เรื่องไอเดียนี้ (นิรโทษ คนธรรมดา ยกเว้นแกนนำทุกฝ่าย) ที่ผมและหลายคนเสนอไปนาน แต่ นปช. ไม่ทำ เพิ่งมาทำนี้ แสดงว่า ทำได้ ปัญหาคือ ด้วยเวลาจำกัดขนาดนี้ การร่างแบบฉุกละหุกแบบนี้ มีปัญหาแน่ๆ เรื่อง 8 คนของ เสื้อแดง ในคุก ที่จะไม่ได้รับนิรโทษกรรม  (ดูหมายเหตุเพิ่มเติมด้านบน-thaienews)

หมายเหตุเพิ่มเติมอีกอันหนึ่งจาก อ.สมศักดิ์

อย่างที่เขียนไปเมื่อวานแล้วเช่นกันว่า ตอนนี้ ที่น่าห่วงแทนมากที่สุดคือคนธรร​มดาที่อยู่ในคุกนี่แหละ ว่า ใจคอพวกเขา คงไม่ดีมากๆ

ใครที่อยู่ในคุกมานานขนาดนี้ พอมีข่าว รูปธรรม เลยว่า มี พรบ. ที่จะทำให้ปล่อยเป็นอิสรภาพได้ รับรองว่า อดไม่ได้ จะต้องตื่นเต้นมากๆ

ตอนผมติด 6 ตุลาฯ แล้วเกรียงศักดิ์ออก พรบ.นิรโทษกรรม เราก็รู้กันไม่กี่วัน (จำไม่ได้ อาจจะแค่วันเดียว) แต่ตอนนั้นเกรียงศักดิ์เข็นพรบ.ดังกล่าวผ่านสภาทีเดียว 3 วาระ ในวันเดียว ค่ำวันนั้น เราก็ได้ปล่อยตัว แต่ใจคอระหว่างที่รอฟังข่าว ก็ตื่นเต้นกระวนกระวายอยู่ไม่น้​อย

(ดังที่ผมเขียนไปว่า ในอดีตนั้นพรบ.นิรโทษฯทุกอัน เขาเข็นกันออกมาแบบเร็วๆ ประเภท 3 วาระรวดอะไรแบบนั้น เพราะถ้าคิดจะปล่อยคนแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ทียืดเยื้อ ทรมานใจเปล่าๆ)

ปัญหาคือ ตอนนี้มีร่าง 4 ฉบับ ที่ล้วนมีกำเนิดจากเพื่อไทย ทั้งนั้น

เฉพาะการที่มีร่างถึง 4 ฉบับ ก็หมายความว่า การอภิปรายในสภา เฉพาะวาระแรกวาระเดียว อาจจะกินเวลาเป็นวันๆ ถ้าไม่ใช่หลายวัน ไม่นับรวมอีก 2 วาระอีก โอกาสจะผ่านเร็วๆน่าจะมีน้อยมาก

บอกตรงๆว่า คิดแล้วก็เซ็งแทนคนในคุก นอกจากที่ผานมา เพื่อไทย-นปช.จะไม่ยอมทำ อย่างทีเพิ่งมาทำนี้ คือหาทางนิรโทษกรรมให้พวกเขาก่อ​น กลับเอาชะตากรรมพวกเขาไปผูกอยู่​กับประเด็นช่วยทักษิณ (และโดยปริยาย คือ ปล่อยคดีอภิสิทธิ์ด้วย) ซึ่งไม่แฟร์มากๆ

ถึงเวลา เหมือนว่าอิสรภาพจะ"ใกล้แค่เอื้อม" ก็ยังต้องมาทรมานใจ ลุ้นกันใจหายใจคว่ำาอีกว่า จะออกหัวออกก้อย หรือ ออกทางไหน

เป็นคนธรรมดาๆ ในประเทศนี้ มันลำบากอย่างนี้แหละ แม้แต่ในขบวนที่อ้างว่า เป็น "ประชาธิปไตย"

วันอังคาร, พฤษภาคม 29, 2012

แฟนๆ 'The Lady - ออง ซาน ซูจี' เตรียมเฮ - เธอจะมาไทย 30 พค. - 1 มิ.ย.

29 พฤษภาคม 2555
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์



ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรก ที่วีรสตรีประชาธิปไตยพม่า หรือ 'The Lady - ออง ซาน ซูจี' เดินทางมาเยือน หลังจากถูกคุมขัง  กักบริเวณ ในประเทศพม่ากว่า 20 ปี อันเนื่องมาจากการนำการต่อสู้ด้วยสันติวิธีเพื่อปักหมุดหลักการประชาธิปไตยให้ประเทศพม่าของเธอที่ทั่วโลกยกย่อง 


 ที่มา ประชาไท "ออง ซาน ซูจี" เตรียมเยี่ยมแรงงานจากพม่าที่มหาชัย


นอกจากเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่มที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 30 พ.ค. - 1 มิ.ย. แล้ว ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของพม่ายังมีกำหนดพบปะพูดคุย และเยี่ยมชมสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติจากพม่าที่ย่านมหาชัยในวัน พรุ่งนี้ด้วย
แฟ้มภาพนางออง ซาน ซูจี ระหว่างร่วมเปิดงานคอนเสิร์ตระดมทุนช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า ซึ่งจัดโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี เมื่อ 30 ธ.ค. 54 ทั้งนี้นางออง ซาน ซูจี จะเดินทางเยือนกรุงเทพฯ ระหว่าง 30 พ.ค. - 1 มิ.ย. นี้เพื่อเข้าร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมกันนั้นยังมีกำหนดการพบปะแรงงานข้ามชาติจากพม่า ที่ย่านมหาชัยในวันพุธนี้ (30 พ.ค.) ด้วย (ที่มา: ประชาไท/แฟ้มภาพ)

ตามที่นายเนียน วิน โฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของพม่า เปิดเผยว่านางออง ซาน ซู จี ผู้นำพรรคจะเดินทางเยือนกรุงเทพ เพื่อจะเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ค. ถึง 1 มิ.ย. นี้นั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

ความคืบหน้าล่าสุด นางออง ซาน ซูจีและคณะได้วางแผนเดินทางไปยัง จ.สมุทรสาคร ในช่วงเช้าวันที่ 30 พ.ค. เพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การทำงานของแรงงานพม่าและครอบครัว เปิดโอกาสให้ตัวแทนแรงงานข้ามชาติได้เข้าพบอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเยี่ยมชมการทำงานของศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า จ.สมุทรสาคร โดยกำหนดการจะเริ่มตั้งแต่เวลา 8.30 น. นางออง ซาน ซูจี จะไปเยี่ยมศูนย์พิสูจน์สัญชาติ ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านเอื้ออาทรท่าจีน จ.สมุทรสาคร เวลา 9.15 น. เยี่ยมชมการทำงานและความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติ ในตลาดกุ้ง ถ.พระราม 2 ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และในเวลา 10.00 น. จะร่วมพูดคุยกับตัวแทนแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ที่ศูนย์เรียนรู้แรงงานข้ามชาติ ของเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ที่มหาชัยวิลล่า ซอย 9

ทั้งนี้นางออง ซาน ซู จี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านวัย 66 ปี ของพม่า ยังมีแผนที่จะเดินทางเยือนยุโรปในเดือนหน้า ซึ่งเธอจะเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่เธอได้รับประจำปี 2534 ที่กรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ และจะกล่าวปราศรัยต่อรัฐสภาสหราชอาณาจักร รวมทั้งเข้าร่วมประชุมทางด้านแรงงานที่จัดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ด้วย

ACT4DEM ร่อนจดหมายเปิดผนึกค้านพรบ. ปรองดองฉบับโจร

29 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ที่มา  Time Up Thailand  "จดหมายเปิดผนึก คัดค้าน พรบ. ปรองดองฉบับหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2549"


 
29 พฤษภาคม 2555

เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน

คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ประกาศยึดประเทศและโค่นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกต้ังมาจากประชาชนในเวลา 22.54 น.​ คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเวลาเกือบเที่ยงคืน  ในวันที่ 20 กันยายน คปค. ออกประกาศฉบับที่ 3/2549 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง ให้วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ให้คณะองคมนตรีดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้ศาลคงอำนาจหน้าที่ต่อไป ในวันที่ 22 กันยายน เวลา 12.00 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดเทปบันทึกภาพ พิธีรับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข และในวันที่  1 ตุลาคม คปค. ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2549 ทั้งนี้ในมาตรา 37  ระบุนิรโทษกรรคผู้ก่อการรัฐประหารทั้งหมด “ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”

นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติของการรัฐประหารในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งที่ 9 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผ่านไป 6 ปี นอกจากไม่มีผู้ร่วมในการทำการรัฐประหารโค่นกระบวนการประชาธิปไตยแม้แต่คน เดียว(อีกครั้งหนึ่งแล้ว) ได้รับโทษจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ หัวหน้าคณะรัฐประหารยังได้ก่อตั้งพรรคการเมืองและนั่งอยู่ในสภาในฐานะ "ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) สภาผู้แทนราษฎร" โดยขณะนี้ได้ชงร่าง "พระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ" ที่ระบุว่า “ อันเป็นไปตามประเพณีที่ประเทศไทยเคยปฏิบัติมาแล้วหลายครั้งและเป็นไปตาม มาตรฐานสากลด้วยการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดอันมีสาเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 15 กันยายน 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554”

ทั้งนี้ พรบ.​ปรองดอง หรือ พรบ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ ในหลายมาตรา เป็นการให้นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ทั้งผู้ที่สมคววรจะได้รับการนิรโทษกรรมทางการเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งได้แก่ 3.1) บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง และทั้งกลุ่มที่ต้องรับผิดชอบในการก่อความรุนแรง 3.2) การกระทำทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกัน ระงับหรือปราบปรามในเหตุการณ์  มาตรา 4) ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 อยู่ในระหว่างการสอบสวนให้ผู้มีอำนาจสอบสวนระงับการสอบสวนผู้นั้น ...ฯลฯ ครอบคลุมระยะเวลา มาตรา 3) ...ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 หากมีการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ในพรบ. ฉบับนี้ในมาตรา 5 ระบุว่า “ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายของ องค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค. ซึ่งได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 หรือการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติของ องค์กรหรือของคณะบุคคลดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด”​

ทางรัฐบาลจะประเมินความเสียหายของประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 และจะชดเชยได้อย่างไร ถ้าไม่นำตัวผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำรัฐประหารมารับผิดชอบ และเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารทำรัฐประหารโค่นประชาธิปไตยได้อีกในอนาคต

แน่นอนว่าการทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ สันติสุข พูนสุข และอย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายร่วมของประชาชนทุกคนในประเทศไทย แต่เราไม่เห็นว่า พรบ. ปรองดองที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และข้อกังขาฉบับนี้ของพลเอกสนธิ หัวหน้าคณะรัฐประหารโค่นการเมืองประชาธิปไตยเมื่อปี 2549  จะสามารถยุติความขัดแย้งในสังคมไทยได้ และไม่มีทางที่การผ่าน พรบ. ฉบับนี้ จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ รังแต่จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองมากยิ่งขึ้น ถ้าประเทศไทยไม่ได้ปักหมุดแห่งการยึดมั่น เคารพและปฏิบัติตามหลักการยุติธรรมที่ได้มาตรฐานสากลและมีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

ประเทศจะก้าวไปข้างหน้า นักการเมืองที่เป็นตัวแทนที่ประชาชนเลือก จะต้องกล้าหาญในการนำประเทศด้วยการยึดมั่นในหลักการ ด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์ ยุติธรรม โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศทั้งทางตรง(การเลือกตั้ง) และทางอ้อม อาทิการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และการร่วมแสดงพลังประชามติในประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนต่างๆ  ทั้งนี้การปรองดองและนิรโทษกรรมเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่ต้องให้ประชาชน ร่วมตัดสินใจ

จึงขอเสนอแนะมายังคณะรัฐบาลและรัฐสภา ดังต่อไปนี้

1.     ขอให้ถอนญัตติการพิจารณาร่างพรบปรองดองแห่งชาติ ฉบับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ออกจากวาระการพิจารณาโดยทันที
2.     ขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเรื่องการปรองดอง โดยที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการที่ประกอบจากทุกภาคส่วน (ย้ำว่าทุกภาคส่วน โดยเฉพาะต้องมีตัวแทนจากครอบครัวและตัวผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง) เพื่อร่างข้อเสนอ ทางเลือก เพื่อทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชนร่วมลงประชามติ
3.    ในระหว่างนี้ขอให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง รวมทั้งนักโทษคดีมาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ทุกคนโดยทันที และหยุดดำเนินคดีทั้งหมดจนกว่าจะได้ผลการลงประชามติ


จึงเรียนมาด้วยความเชื่อมั่นยิ่งว่า ขณะนี้รัฐบาลก็เดินหน้าได้ ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งผลักดันเรื่องการปรองดองอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ จนละเลยต่อหลักการแห่งความยุติธรรม(ทางความแพ่งและทางอาญา) ต่อผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบและประชาชนทุกคน ทั้งนี้คณะรัฐบาล คณะผู้แทนในรัฐสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสถาบันในประเทศไทย ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และเชื่อว่าจำนวนไม่น้อยพร้อมร่วมกันนำพาประเทศผ่านความคิดต่างทางการเมือง ด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ประชาชนทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ประเทศสันติสุข ยุติธรรม พูนสุข และยั่งยืนอย่างแท้จริง

ขอแสดงความนับถือ
ACT4DEM
แอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย

ศ. ชาญวิทย์ นำทีม ครก 112 ยื่นร่างแก้ไข 112 ที่สภา

 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา go6TV  "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" นำทีม "ครก 112" ยืนร่างแก้ไข ม. 112 ที่สภาฯแล้ว"
 

ปล่อยนักโทษการเมืองเถิด ;")สดที่หน้ารัฐสภา  #ศาลอากงมาจากตราด คุณป้าก็มา #112ขอความยุติธรรม ! #112ต่อต้าน #112นี่คือคนไทย ที่ไร้ความยุติธรรม ! ;")

วันนี้เวลา 9.00 น. อาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์  นักคิด นักเขียน นักวิชาการชื่อดัง นำโดยอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดร.สุดา รังกุพันธ์ และประชาชนกว่าห้าร้อยคน ได้รวมตัวกันเดินแถวจากลานพระบรมรูปทรงม้า มายังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นร่างแก้ไขกฏหมายอาญา มาตรา 112 แก่ประธานรัฐสภา โดยมีประชาชนร่วมลงนามทั้งหมดกว่า 4 หมื่นชื่อ

คุณทักษิณ, คุณจะทำอะไรเพื่อพวกเขา(เหล่าผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ต่อคุณ)บ้าง? ยายอยากรู้เท่านี้แหล่ะ

29 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
แปลความโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์









มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มีความฝันถึงวันที่คนผิวดำจะเท่าเทียมกับคนทุกคน แต่คุณยายคนนี้ฝันร้ายเมื่อคืน ยายฝันเห็นทักษิณและความมุ่งมั่นที่จะปรองดองกับอำมาตย์
Martin Luthur King had a Dream of equality for the black people, but this Kun Yai had a nightmare last night.I dreamt of Taksin and his intention of .Prong Dong..with Ammart.!!!
ปรองดองในภาษาอังกฤษหมายถึงการประนีประนอม ( Compromise) แล้วการประนีประนอมหมายถึงอะไร?  . .มันหมายถึง การที่ทำสัญญาบนความต้องการของทั้งสองฝ่าย  . . การปรับรับหลักการของฝ่ายตรงข้าม . . หรือจะกล่าวอีกนัยยะหนึ่งว่า การสัญญาว่า  . . ให้และรับจากทั้งสองฝ่ายเสมอกัน
 Prong Dong, in English  means Compromise..what is compromise? It means ..to make a MUTUAL promise, it means..an adjustment  of opposition principles...in other words  the promise of ..give and take from both sides.

เท่าที่เห็นมาจนถึง​ ณ ขณะนี้ ยายและประชาชนทั่วไปต่างก็ได้เห็นว่า ประชาชนมีแต่ให้ กับให้ และให้แม้กระทั่งชีวิตของพวกเรา . . แต่อีกฝ่ายหนึ่งเคยให้อะไรกับเราบ้าง นอกจากกระสุนและคุก และการฉ้อฉลของระบบยุติธรรม   
 So far as I and a lot of common people  have seen, we are the one that have been giving and giving and even giving with our lives..what have the other side given us besides bullets and prison and corrupted justice system.

คำว่าประชาธิปไตยแบบนี้   ที่เราจะอยู่กับเรื่องตลก และมายาภาพอย่างมีความสุขให้ได้ เช่นเดียวกับช้างเผือกที่เราเห็นในจอทีวี . . มันเป็นวิธีการที่อำมาตย์ใช้ มาตลอดเวลา เพราะว่าพวกเขายังคิดว่าประชาชนทั่วเป็นคนที่หลอกง่าย . . ไม่ตระหนักเลยว่า ปัจจุบันนี้ ประชาชนไม่ได้ถูกหลอกอย่างง่ายๆ อีกต่อไป . . ประชาชาต่างเปิดตา และคอยเงี่ยหูฟังข่าวสารต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ คุณทักษิณ, คุณไม่สามารถนำพวกเราไปอย่างคนตาบอดให้ตามคุณไปที่ไหนก็ได้ดังที่คุณต้องการอีกต่อไป

The so called democracy that  we are supposed to be happy with is a joke, an illusion , just like the white elephant we saw on TV..it is the way the Ammart uses all the time because they still think that common people are easy to fool. .not knowing that now a day,  people are not easily fooled..their eyes and ears are open wide with new technology. Kun Taksin , you cannot lead us blindly to where you want to go any more.

พวกเรารู้ว่า  เราต้องการอะไร และเป้าหมายของเราคืออะไร ถ้าคุณปรองดอง (โอ่ ยายเกลียดคำนี้เสียจริงๆ) กับค่ายอำมาตย์และยอมรับ พรบ. ปรองดองที่ผลักดันโดยพลเอกสนธิ เพื่อที่เขาจะพ้นความผิดต่างๆ ประชาชนจะต่อต้านแน่นอน . .คุณจะเสียการสนับสนุนจากพวกเรา

We know what we want and what is our goal.If you Prong Dong [oh, how I hate this word!] with the royalist and accept the Amnesty law, pushed by Gen. Sonthi so he could be cleared of his crime, there will be revolt by the people...you will lose the support from us.

ก่อนที่คุณจะปรองดองกับอำมาตย์  มันจำเป็นจะต้องมีความยุติธรรมเกิดขึ้นก่อน  อาชญากรรมต่างๆ จำเป็นจะต้องถูกดำเนินคดีตามลักษณะของอาชญากรรมนั้นๆ 

There has to be justice, the criminals have to be dealt with according to their crimes, before you can Prong  Dong with Ammart.

พี่น้องเราหลายร้อยคนยังอยู่ในคุก หรือถูกกล่าวหาว่าหมิ่นองค์พระประมุข หรือว่าเป็นมอนเตอร์ (คนชั่วร้าย)  เป็นศัตรูของประเทศ คุณทักษิณ และอีกมากมาย 

There are still hundreds of our people in jail accused of Lese Majesty or being  mobsters, enemy to the country.etc.

คุณทักษิณ, คุณจะทำอะไรเพื่อพวกเขา (เหล่าผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ต่อคุณ) บ้าง  ? ยายอยากรู้เท่านี้แหล่ะ

Kun Taksin..what are you going to do for them.. your faithful followers?  That's all I want to know.

สวัสดีค่ะ
คุณยาย 
Sawasdee ka
 Kun Yai.

************************
จดหมายคุณยายฉบับที่ผ่านมา
คุณยายคาลิฟอร์เนีย: ถ้ารัฐบาลไม่พยายามที่จะผ่อนปรนบรรยากาศแห่งความกลัว ผลที่จะตามมาอาจจะเลวร้ายยิ่ง

วันจันทร์, พฤษภาคม 28, 2012

บันทึกการเสวนา "ปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ : ครก.11"

28 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


27 พ.ค. 2555 นักวิชาการผู้ร่วมรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และพวงทอง ภวัครพันธุ์ ร่วมเสวนาหัวข้อปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาธรรมศาสตร์ ในโอกาสปิดการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากดำเนินต่อเนื่องมาทั้งสิ้น 112 วัน โดยมีจำนวนประชาชนเข้าร่วมลงชื่อทั้งสิ้น 39,185 คน


ที่มา ประชาไท ทีวี


* * * * * * * 

 เสวนาปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ ถึงเวลาสามัญชนลุกยืนตัวตรง



 



27 พ.ค. 2555 นักวิชาการผู้ร่วมรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และพวงทอง ภวัครพันธุ์ ร่วมเสวนาหัวข้อปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาธรรมศาสตร์ ในโอกาสปิดการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากดำเนินต่อเนื่องมาทั้งสิ้น 112 วัน โดยมีจำนวนประชาชนเข้าร่วมลงชื่อทั้งสิ้น 39,185 คน

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มาตรา 112- พ.ศ. 2475 จุดร่วมมุมมองแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลงบนเหรียญสองด้าน หัว-ก้อย
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มธ. กล่าวว่า ได้ปรับทุกข์กับอาจารย์นิธิว่าคนวัยเราไม่น่าจะต้องมาอยู่กับนักวิชาการรุ่น ใหม่แล้ว แต่เมื่อได้ทบทวนสถานการณ์และบทบาทของตนเองในฐานะนักวิชาการและปัญญาชนแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าร่วม จากนั้นได้กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ไทยกับมาตรฐานสากลและกฎหมายหมิ่นมาตรา 112

จากการศึกษาและการสอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองสยามประเทศไทยมาเป็นเวลา นานหลายสิบปี ขณะนี้สังคมและประชาชนคนไทยเผชิญปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่ง คล้ายปี 2475 ในเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ถ้ามองจากเหรียญด้านหัวของคณะเจ้าก็กล่าวได้ว่าคณะราษฎรใจร้อนชิงสุกก่อน ห่าม แต่ถ้ามองจากเหรีญด้านก้อยก็จะเห็นว่าคณะเจ้านั่นเองที่ล่าช้า อืดอาดไม่ทันโลก

จากการปฏิรูปการปกครองของรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ทดลองดุสิตธานี รัชกาลที่ 7 ให้ที่ปรึกษาต่างชาติร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่มีการมอบรัฐธรรมนูญเสียที จึงจำเป็นต้องมีการปฏิวัติ 24 มิ.ย. 2475 
เราจะสามารถปฏิรูปและแก้ไขกฎหมายหมิ่น ม. 112 ได้ทันท่วงทีกับสถานการณ์ภายในและสังคมระหว่างประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเหรียญด้านหัว-ก้อย กลุ่มอำนาจเดิมกับอำนาจใหม่

โดยชาญวิทย์กล่าวว่า ได้พบการชี้ถึงปัญหา ม.112 ในหนังสือล่าสุดที่ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นบรรณาธิการ คือ King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work

ในหนังสือเล่มดังกล่าวมีอยู่บทหนึ่งที่พูดเรื่องกฎหมายหมิ่น กล่าวว่า จากพ.ศ. 2536-2547 เป็นเวลา 11 ปี จำนวนคดีหมิ่นใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง และไม่มีคดีหมิ่นเลยในปี 2545 ซึ่งน่าจะเป็นยุคต้นของรัฐบาลทักษิณ อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้จำนวนคดีหมิ่นที่เข้ามาสู่ระบบศาลไทยเพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต ปี 2552 สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ (เป็นปีเดียวกับที่มีปัญหามรดกโลกและเขาพระวิหาร)

นอกจากนั้นยังมีการขยายความว่ากฎหมายหมิ่นของไทยนั้นมีโทษรุนแรงที่สุดใน รอบหนึ่งร้อยปี โทษขั้นต่ำของไทยเท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน และสูงกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับในยุโรป ทำให้ราชอาณาจักรไทยในสมัยปัจจุบันมีคดีหมิ่นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ โลกเช่นเดียวกัน ข้อความนี้มาจากหนังสือ King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work

ข้อมูลเชิงประจักษ์จากหนังสือเล่มนี้น่าจะเพียงพอที่ทำให้ท่านทั้งหลายจะ ต้องนำมาพิจารณาเพื่อปฏิรูป ปรับปรุงแก้ไข โดยไม่ต้องพูดถึงอดีตที่ค้างคา รวมถึงคดีอากงที่เสียชีวิตไปแล้วในคุก

ทั้งนี้ข้อเสนอของครก. 112 คณะนิติราษฎร์ และกลุ่มสันติประชาธรรม คนหนุ่มสาว กวี และประชาชนหากสามารถผลักดันให้ผ่านสภา มี ส.ส. ส.ว. ที่มีทัศนะกว้างไกล มีความกล้าหาญทางจริยธรรมทางการเมือง รับลูกที่จะดำเนินการต่อในกรอบของกฎหมาย และกรอบรัฐธรรมนูญ ก็จะช่วยให้สังคมไทยมีสันติสุข และทำให้สถาบันกษัตริย์มั่นคงสถาพร และที่สำคัญคือได้มาตรฐานสากล ดังเช่นนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักรและยุโปรตะวันตก ไม่ทำให้สถาบันอ่อนแอและล่มสลายอย่างในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้

จากการศึกษาทางวิชาการพบว่าสหราชอาณาจักรและยุโรปตะวันออก อาจจะรวมหรือไม่รวมญี่ปุ่นที่แพ้สงคราม ต่างก็มีสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคงเพราะได้ปฏิรูปให้เป็นสถาบันที่ให้พระคุณ กอปรด้วยเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา มากกว่าการใช้พระเดช ที่ข่มขู่ด้วยคุกตาราง ทำให้เกิดความกลัว

เราได้เห็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับ ปรีดี พนมยงค์ เหยื่อคดีสวรรคต ร. 8 เหยื่อพฤษภาอำมหิต หรือเหตุการณ์ที่เกิดกับผู้คนชนบท ชายแดนห่างไกลที่ห่างไกลจากคนที่อยู่ในเมืองหลวง

บรรดาอารยะประเทศในยุโรปตะวันตก ส่วนใหญ่ก็มีกฎหมายหมิ่น แต่การบังคับใช้ไม่สาหัสสากรรจ์และพร่ำเพรื่อ และไม่ปล่อยให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ถ้าเราจะรักษาสถาบันประชาธิปไตยให้ควบคู่กับการรักษาสถาบันกษัตริย์ต้อง ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นมาตรา 112 ดูประเทศที่สถาบันกษัตริย์อยู่ควบคู่กับสถาบันประชาธิปไตย และหนีไม่พ้นต้องดูแบบประเทศอังกฤษที่เราเลียนแบบมาแม้แต่คำขวัญ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือแม้แต่เพลงสรรเสริญพระบารมี ในสมัยรัชกาลที่ 4 เครื่องราชย์ฯ การถอนสายบัว นานานัปการ มาจากอังกฤษที่เป็นมาตรฐานสากลของสถาบันกษัตริย์และประชาธิปไตยซึ่งทำให้ รักษาสถาบันกษัตริยไว้ได้ ไม่ใช่ทำให้สถาบันกษัตริย์ขัดแย้งกับสถาบันประชาธิปไตย

สังคมไทยถึงจุดที่กำลังถูกท้าทายอย่างมาก เราต้องไม่ฝืนกระแสโลก ยิ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีการสื่อสารรวดเร็ว การบอกว่าประเทศเราไม่ควรนำไปเปรียบกับสังคมโลก แน่นอนแม้เราจะมีลักษณะพิเศษแต่เราก็อยูในสังคมโลก ถามว่าประเทศส่วนใหญ่ 15 หรือ 30 ประเทศเป็นสถาบันกษัตริย์ ที่เหลืออีก 85 เปอร์เซ็นต์เป็นระบบประธานาธิบดี

ถ้าเราทำให้สถาบันกษัตริย์กับสถาบันประชาธิปไตยขัดแย้งกัน จะทำให้สังคมเรามีปัญหาแน่ๆ แต่ถ้าทำให้อยู่ร่วมกันได้ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้น หลายครั้งไม่ว่าจะเป็น 14 ต.ค.2516, 6 ต.ค.2519 พฤษภาคม 2535 ทั้งนี้ ไม่ใช่พฤษภาทมิฬ “ทมิฬ” ที่เป็นผู้สร้างอารยธรรม ทมิฬไม่เกี่ยวอะไรกับราชดำเนินและราชประสงค์เลย ดังนั้นขอให้ยกเลิกคำว่าทมิฬ

ท้ายสุดก็ค่อนข้างเป็นห่วงว่าการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นนี้น่าจะยากเย็นเพราะ มีอำนาจเดิมที่เต็มไปด้วยนโมหะและอวิชชาสูงมาก ส่วนพลังใหม่ อำนาจใหม่ก็มีทั้งที่เฉื่อยชา เมินเฉย ได้ดีแล้วทำเป็นวัวลืมตีน บางคนเกี๊ยะเซี๊ยะ บางคนมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสังคมชั้นสูงที่ผมจำเป็นต้องพบปะเป็นครั้งคราว คุยทีไรก็บอกเห็นด้วยกับเรื่องการแก้ไขนี้ แต่น้อยคนที่จะกล้าพูดในที่สาธารณะ แสดงความคิดเห็นขีดเขียนเพื่อสังคม ผมจึงเห็นว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็มีโอกาสที่สังคมนี้จะแตกหักไปสู่การนองเลือด เหมือน พ.ค. 53 เกิดกาลียุคดังที่ปรากฏในเพลงยาวพยากรณ์ และบนหน้าบรรณปราสาทเขาพนมรุ้ง เขาพระวิหาร
สังคมไทยเรายังพอมีโอกาสปลดล็อกเงื่อนไขกาลียุคหรือนองเลือดได้ แต่ก็ต้องการผู้มีความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ใน ปีกพลังอำนาจเดิม

การปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของสากลโลกใช้คนไม่มากเพียงสิบเพียงร้อย ที่จะก้าวมาเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลง และต้องได้รับความสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ที่เป็นตัวจริงของจริง ณ บัดนี้ สังคมสยามประเทศเรามีตัวจริงของจริงจำนวนไม่น้อย มีประชาชนที่หลากหลายจำนวนมากมายมหาศาลทั้งในกรุง ในชนบท อย่างไม่เคยเกิดมาก่อน ที่พร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายหมิ่น มาตรา 112 ที่จะให้สถาบันกษัตริย์อยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้อย่างสงบสันติ เสมอภาค ภราดรภาพ ตามเจตนารมณ์ของการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิ.ย. 2475 และการปฏิวัติประชาชน 14 ต.ค. 2516

“คบเพลิงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อศักดิ์ศรีควาเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันได้ส่งต่อมายังประชาชนรุ่นเรา ท่าน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่า 14 ต.ค. 2516 กลางเก่ากลางใหม่-พ.ค. 2535 หรือรุ่นล่าสุด เม.ย.-พ.ค. 2553” ชาญวิทย์กล่าวในที่สุด

นิธิ เอียวศรีวงศ์: หกสิบกว่าปีที่ยาวนานมากที่สถาบันกษัตริย์ควบคุม เลือกการปรับตัวได้ แต่คราวนี้ไม่ใช่ มีคนหน้าไพร่ๆ อย่างพวกเราเข้ามาขอมีส่วนบ้าง
หากอยากพูดเรื่องการปรับปรุงสถาบันกษัตริย์ ก็คงต้องใช้สติอย่างเต็มที่ในการอภิปรายอย่างระมัดระวัง เรื่องนี้น่าเศร้าไม่ใช่เรื่องน่าขำ เราอยู่ในอาณาจักรไรซ์ที่3 หรือโซเวียตกันแน่ ผมคาดว่าในฐานะคนที่มีลูกมีหลานที่จะต้องมีชีวีตอยู่ในประเทศนี้ต่อไปมันน่า เศร้ามากๆ เพราะโซเวียตได้ล่มสลายไปแล้ว

เราได้ยินเสมอมาว่าสถาบันกษัตริย์ไทยดำรงอยู่มาตั้งแต่ก่อนสุโขทัยถึง บัดนี้โดยไม่เปลี่ยนแปลง ผมอยากถามว่าคุณบ้าหรือเปล่าเพราะไม่มีสถาบันใดในโลกนี้ที่ดำรงอยู่ได้โดย ไม่ปรับเปลี่ยน แม้แต่ตัวเราเองก็ต้องปรับเปลี่ยน โดยคนอื่นเปลี่ยนแปลงเราบ้างหรือเปลี่ยนโดยเรานึกได้แล้วปรับตัวเองบ้าง ดังนั้นสถาบันอะไรก็แล้วแต่ในโลกนี้ต้องถูกเปลี่ยนเสมอ ไม่เช่นนั้นก็อยูไม่ได้

ย้อนกลับมาที่สถาบันกษัตริย์ไทยใน 100-200 กว่าปีที่ผ่านมา มีวิกฤตหลายครั้งที่สถาบันต้องชิงปรับตัวเอง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของสถาบันในการสถาปนาอำนาจสูงสุดและเด็ดขาดเหนือ ขุนนางทั้งส่วนกลางและภูมิภาค และเหนือพระ ให้ต้องอยู่ใต้อำนาจอาณัติบัญชาของการเมือง

ความล้มเหลวครั้งสำคัญก็คือ การเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย รัชกาลที่ 7 ก็คิดว่าจะตั้งนายกฯ แต่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ก็บอกว่าจะตั้งไปทำไม ถ้าตั้งนายกฯ เขาก็ด่านายกฯ แทนท่าน เพราะท่านเป็นคนตั้งนายกฯ ไปบอกให้ฝรั่งเขียนรัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่กล้าประกาศ ไม่ทันการณ์ตลอดเวลา ผลจึงเกิด 2475 หลังจากนั้นฝ่ายสถาบันกษัตริย์ที่ไม่ได้หมายถึงกษัตริย์องค์เดียว แต่หมายถึงเจ้านายทั้งหลายก็พยายามทุกวิถีทาง เช่น อยู่ๆ นายกฯ ประกาศปิดสภา ทั้งๆ ที่อยู่ในสมัยประชุม ง่ายๆ คือรัฐประหารโดยมีพระปรมาภิไธย รัชกาลที่ 7 รับรองการรัฐประหารนั้นเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นเกิดกบฏบวรเดช ซึ่งหลักฐานชัดเจนมากขึ้นว่าอย่างน้อย รัชกาลที่ 7 ทรงรู้เห็นมาก่อน และไม่ได้เตือนรัฐบาลว่าจะเกิดการรัฐประหาร ช่วงเวลาดังกล่าวที่ความพยายามที่จะชิงอำนาจกลับคืนมา ถือว่าเป็นความพยายามปรับตัวแต่ไม่สำเร็จ
หลังจากปี 2476-2490 เป็นครั้งแรกที่สถาบันกษัตริย์ถูกปรับตัวโดยคนอื่น คนอื่นบังคับให้ต้องปรับ มีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของประเทศไทย พ.ศ. 2489 ที่ร่างขึ้นโดยสถาบันกษัตริย์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อนหน้านั้นเข้ามาเกี่ยวข้องเกือบจะหลายๆ มาตราด้วยซ้ำไป ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ฝ่ายสถาบันกษัตริย์ที่ประกอบด้วยเจ้านายหลาย พระองค์ ขุนนางและนายทุนที่ได้รับเงินกู้จากพระคลังข้างที่  หมดกำลังอย่างสิ้นเชิง

การเคลื่อนไหวเพื่อแก้มาตรา 112 เป็นเวลาอันเหมาะสมที่ อ.ชาญวิทย์กล่าวว่าสถาบันกษัตริย์ต้องปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ที่ อ.ชาญวิทย์พูดว่า “เห็นด้วยๆ” นี่ เขาเห็นด้วยจากใจจริง แต่ปัญหาคือใครจะเป็นคนปรับ เพราะนี่เป็นครั้งแรกของความเคลื่อนไหวในสังคมไทยหลัง พ.ศ. 2476-2490 ที่คนหน้าตาไพร่ๆ อย่างพวกเรามีส่วนร่วมในการปรับ และสิ่งนี้ต่างหาก ท่าทีอันนี้ต่างหากเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะจากช่วงเวลา พ.ศ. 2476-2490  ก็ 60 กว่าปีที่ยาวนานมากที่สถาบันกษัตริย์ควบคุม เลือกการปรับตัวได้ แต่คราวนี้ไม่ใช่ มีคนหน้าไพร่ๆ อย่างพวกเราเข้ามาขอมีส่วนบ้าง กรณีที่อ.เวรเจตน์โดนชกไม่ใช่เรื่องเล็กไม่ใช่เรื่องคนดีคนเลว แต่เพราะท่าทีที่บังอาจถึงขนาดที่จะเป็นผู้หนึ่งที่จะปรับเปลี่ยนสถาบัน กษัติย์ อันนี้ต่างหากที่เขารับไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่พวกเราต้องรับต่อไป อาจจะไม่ใช่กำปั้นโดยตรง แต่เราทุกคนจะต้องโดนอย่างเดียวกับที่อ.วรเจตน์โดน เพราะคุณกำลังทำสิ่งที่มันท้าทายต่ออำนาจที่ดำรงอย่างค่อนข้างยืนนานใน ประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา ไม่มีหนทางเรียบง่ายหรือสบาย อะไรจะเกิดก็ต้องพร้อมยอมรับมัน

วรเจตน์ ภาคีรัตน์: ปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ คือสัญญาณว่าสามัญชนกำลังจะลุกขึ้นยืนตัวตรง
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่า การเกิดปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากมีสัญญาณชัดเจนว่าประชาชนสามัญชนกำลังจะลุกขึ้นยืนตัว ตรง และความพยายามนี้หลายคนยังรับไม่ได้ อย่างที่อ.นิธิได้กล่าวมา ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 15 ม.ค.55 ที่ผ่านมาเขาได้นั่งอยู่บนเวทีนี้และอธิบายตัวร่างแก้ไขมาตรา 112 โดยหวังว่าคนที่ไม่เข้าใจจะเปิดใจรับฟัง เมื่อย้อนรำลึกกลับไป หลัง 15 ม.ค. สัก 1 สัปดาห์ก็ยังไม่เป็นข่าวใหญ่  แต่เริ่มเป็นข่าวเพราะว่าหนังสือพิมพ์ไปเสนอเรื่องนิติราษฎร์เสนอให้ กษัตริย์ต้องสาบานตนว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอเรื่องกษัตริย์ไม่ควรมีพระราชดำรัสสด จากนั้นกระแสข่าวก็โหมโจมตีคณะนิติราษฎร์อย่างรุนแรง และทำให้ 112 ได้รับรู้สู่สังคมวงกว้างขึ้น

วรเจตน์กล่าวว่าเมื่อเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เข้าสู่ความรับรู้ของสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาที่ตัวเขาค่อนข้างมาก และแม้ทางเดินจะยาวก็ต้องเดินต่อไป สำหรับวันนี้เป็นจุดที่น่าดีใจที่มีรายชื่อเพียงพอ และเมื่อประชาชนพยายามลุกขึ้นยืนแล้วก็ต้องยืนให้ได้ ยืนให้ตรง และการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ต่อสภา ต่อเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน

“คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยคือว่ามันจะประสบความสำเร็จไหม ผมคิดว่าเราหลายคนในที่นี้ก็รู้แก้ใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เรากำลังพยายามพูดถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมไทย 112 เป็นประเด็นที่สาธารณชนต้องพูดถึงต่อไป ท่าทีของนักการเมืองนั้นเห็นอยู่แล้วว่าไม่ประสงค์จะแก้ไข พรรคที่เป็นรัฐบาลก็ปฏิเสธการแก้ไขอย่างเด็ดขาด หลายคนก็สงสัยว่าแล้วจะทำไปทำไม เพราะโอกาสที่จะผ่านสภาคงมีไม่มาก ผมเรียนว่าความสำเร็จนั้นเป็นคนละเรื่องกับความพยายาม เราพยายาม ความสำเร็จเป็นเรื่องในอนาคต ผมรู้สึกว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผมรู้สึกว่าอาจจะช้าเกินไปแล้ว หรืออาจจะสายเกินไปแล้ว แต่ว่าแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่ฝ่ายชนชั้นนำควรต้องประเมินว่าความรู้สึกของคนในสังคมได้ เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วในกระแสโลกาภิวัตน์ การปรับตัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

“มาตรา 112 คงเป็นอุปสรรคสำคัญอันหนึ่งทำให้การทำงานทางวิชาการเป็นไปได้ยากลำบาก โอกาสที่พัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าก็ไม่ง่าย โอกาสที่จะแก้ไขหรือปฏิรูปหรือยกเลิกเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ใช่แค่เรื่อง นักโทษที่เป็นลำดับแรกที่เราคำนึงถึง แต่รวมถึงการพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไปด้วย ตลอดระยะเวลา 112 วันผมเฝ้ารอคอยการโต้เถียงอย่างเป็นอารยะจากฝ่ายที่เห็นว่ามาตรา 112 ควรดำรงอยู่ต่อไป ทุกครั้งที่มีจดหมายมาถึงผม ผมหวังว่าจะได้เห็นความเห็นที่แตกต่างอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ 112 วันผ่านไป ผมไม่พบความเห็นที่เป็นเหตุเป็นผลทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว ว่าทำไม 112 จึงแก้ไม่ได้”

วรเจตน์กล่าวว่าข้อโต้แย้งที่มักพบคือกฎหมายนี้มีมานานแล้ว ซึ่งจริงๆ กฎหมายมาตรานี้มีปัญหาอย่างน้อยที่สุดในทางหลักการ และทางทฤษฎี และมีคนได้รับความเดือดร้อนจริงๆ จึงไม่สามารถปฏิเสธปัญหาของมาตรานี้อีกต่อไป

“ผมคิดว่าวันนี้การเมืองไทยมาถึงทางแยกที่สำคัญ ปรากฏการณ์ 112 จะเป็นปัจจัยสำคัญ มีหลายคนที่ผมคิดว่าเขาอยู่ใกล้ผม แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้เขาอยู่ห่างจากผมมาก แต่บางคนในความมืด ผมไม่เคยคิดว่าเขาอยูใกล้ผม ผมก็พบว่าเขาอยู่ใกล้ๆ ผมนี่เอง”

ถึงทางแยก 112 vs ปรองดอง จะเดินต่อบนหนทางประชาธิปไตย หรือจะแยกไปเส้นทางอื่น
วรเจตน์กล่าวว่า ความพยายามเสนอเรื่องนี้ด้วยใจบริสุทธ์และซื่อตรงนี้อาจจะสร้างความขุ่น เคืองใจขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการเมืองอาจจะประเมินเรื่องเหล่านี้ต่ำเกินไป ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นวันนี้จะละเลยเรื่อง 112 ไม่ได้ อำนาจไม่ได้อยู่ในมือชนชั้นนำไม่กี่คนอีกต่อไปแล้ว แม้แต่หมู่คนเสื้อแดงด้วยกันเอง อำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณที่มีต่อการชี้ประเด็นต่างๆ นั้นอาจจะไม่เพียงพอ เมื่อพูดถึง 112 ตอนนี้สังคมไปไกลมากแล้วและดำเนินมาถึงทางแยกสำคัญ หลังจาก 29 พ.ค. นี้ที่เสนอต่อสภา ก็คงตามมาด้วยพ.รบ.ปรองดอง สองเรื่องนี้เมื่อรวมกันเข้าก็แยกคนออกว่าใครจะเดินต่อไปบนเส้นทาง ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ใครจะเดินไปบนเส้นทางอื่น ซึ่งก็ยากที่จะเดินร่วมกันไปได้ ที่สุดต้องตัดสินใจ จำนวนคนที่เดินไปในทางนี้อาจจะไม่มาก แต่คงจะมากขึ้นเป็นลำดับ โดยส่วนตัวผมเองอยากจะขอบคุณหลายคนที่สร้างปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ขึ้นมา ท่านหนึ่งที่ผมอยากจะเอ่ยคือ อาจารย์สมศักดิ์ [เจียมธีรสกุล] ที่ได้แสดงความเป็นห่วง แม้ความเห็นจะแตกต่างกัน แต่ท่านเป็นคนหนึ่งที่ทำให้การอภิปรายเรื่องนี้มีวิตชีวาในหมู่นักวิชาการ ทั่วไป ผมได้รับกำลังใจจากคนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่ในจุดที่นำในทางความคิดในลักษณะแบบนี้ แต่ผมเชื่อว่าความคิดนี้ได้เข้ามาสู่สังคมแล้ว และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะขยายออกไป

“การรณรงค์เรื่องนี้คงไม่สำเร็จในเร็ววัน กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะต้องดำเนินต่อไป จากนี้ถ้าใครด่าผม ผมอาจจะทำข้อสอบปรนัย 10 ข้อ ถ้าผ่านก็มีสิทธิด่าผมได้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็อยากให้ไปทำความเข้าใจเสียก่อน แล้วค่อยมาด่าต่อไป”

“เราพยายามลุกขึ้นยืนตรง และเรายืนตรงคนเดียวไม่พอ เราต้องพยายามชวนคนในสังคมให้ลุกขึ้น มีคนจำนวนไม่น้อยพอใจที่จะนั่งพับเพียบต่อไป เราอาจจะต้องบอกกับเขาว่านั่งพับเพียบนานๆ มันเมื่อย และอธิบายให้เขาเข้าใจถึงการยืนตัวตรง และในที่สุดปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์จะได้เปลี่ยนสังคมไทย ปรับทัศนะสถาบันกษัตริย์ ศาล และกองทัพให้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติและปลดวงจรความสูญเสียเสียที”
วรเจตน์กล่าวถึงข้อกล่าวหาว่าการแก้ไขมาตรา 112 จะทำให้คนด่าเจ้าได้โดยอิสระนั้น เขาเห็นว่าการเปิดโอกาสให้คนได้วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตจะลดทอนอารมณ์เช่น นั้นออกไป เหมือนรูระบายให้แก่กาน้ำที่กำลังเดือด และเขาย้ำว่า การแก้ไขมาตรา 112 ในเวลานี้อาจจะช้าเกินไปแล้วด้วย

ถาม-ตอบ
 ถาม  กษัตริย์มาจากการเลือกตั้งได้หรือไม่
วรเจตน์: ปกติเราอธิบายว่ากษัตริย์มาจากการสืบสันตติวงศ์ แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งก็จะเป็นประธานาธิบดี ไม่ใช่ราชอาณาจักรแล้ว แต่มีกรณีที่กษัตริย์มาจากการเลือกได้ เป็นการเลือกในหมู่ราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมา แต่ที่มาจากประชาชนไปลงคะแนน ระบอบแบบนี้ไม่มีอยู่เพราะระบอบกษัตริย์ใช้ระบบการสืบสันตติวงศ์ และจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีปัญหาตลอดเวลาที่มีการเปลี่ยนรัฐเข้าสู่รัฐ สมัยใหม่

ถาม กษัตริย์ไม่รับรองการรัฐประหารได้ไหม
วรเจตน์: ท่านคิดว่าได้หรือไม่ ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ขอตอบว่าในประเทศสเปนเคยมีกรณีกษัตริย์ไม่รับรองการรัฐประหาร แต่ถ้าพูดกันทางหลักการ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสุ่มเสี่ยง โดยกษัตริย์สเปนถือว่ามีหน้าที่ต้องพิทักษ์รัฐธรรนูญและนี่เป็นเหตุผลอัน หนึ่งที่นิติราษฎร์เสนอว่าก่อนขึ้นครองราชย์ให้กษัตริย์ปฏิญาณ หรือแสดงออกว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อแสดงให้เห็นว่า ประมุขของชาติ รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระองค์พิทักษ์รัฐธรรทนูญไว้ ต่อมาเมื่อทหารคิดจะทำรัฐประหารจะไปกำหนดให้พระมหากษัตริย์ ลงนามก็ทำให้กษัตริย์ต้องทรงฝ่าฝืนคำปฏิญาณ ผมตอบได้เท่านี้

ถาม กษัตริย์มาจากสามัญชนได้ไหม
ชาญวิทย์:  ต้องตอบด้วยวิชาประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ก็เหมือนตาบอดข้างหนึ่ง แต่ถ้าเชื่อประวัติศาสตร์ฉบับกระทรวงศึกษาธิการก็ตาบอดสองข้าง คำถามนี้ ถ้าดูประวัติศาสตร์ ก็ต้องตอบแบบ น.ม.ส. ว่า “อันผู้ดีมีมาแต่ไหนแน่ สืบไปแน่แท้ก็คือไพร่” จักรพรรดินโปเลียนที่สถาปนาพระองค์ขึ้นมายิ่งใหญ่มาก ก็มาจากสามัญชน

สมเด็จพระเจ้าตากสิน พระเจ้ากรุงธนบุรี พระพุทธยอดฟ้ารัชกาลที่ 1 คือต้องเริ่มต้นจากเป็นสามัญชนทั้งนั้น เพียงแต่ว่าโลกในอดีต โลกสมัยเก่าสามารถสถาปนาราชวงศ์ใหม่ได้ แต่ปัจจุบันโลกสมัยใหม่เป็นไปไม่ได้แล้ว โลกสมัยใหม่ไม่สามารถมีราชวงศ์ใหม่ๆ ได้ ล่าสุดไม่กี่สิบปีนี้ที่อังกฤษสถาปนาให้เป็นกษัตริย์ในตะวันออกกลาง เดิมเป็นหัวหน้าเผ่าเล็กๆ เช่นซาอุดิอาระเบีย จอร์แดน สวาซิแลนด์ เลโซโธ เป็นต้น
ปัจจุบันถ้าดูสถิติจากบทความที่เกษียร เตชะพีระ แปลจากงานของเบน แอนเดอร์สัน ก็จะมีรายชื่อสถาบันกษัตริย์อยู่ราว 27-30 ประเทศ เป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของสหประชาชาติ ที่ปัจจุบันมีสมาชิก 193 ประเทศ
โดยชาญวิทย์กล่าวว่าปัจจุบันนี้โลกไม่ยอมรับราชวงศ์ใหม่ๆ แล้ว ที่จะมีผู้ปกครองโดยคนๆ เดียว

ถาม อาจารย์นิธิคิดอย่างไรกับ พ.ร.บ. ปรองดอง
นิธิ: ขอตอบสั้นๆ ว่าไม่เห็นด้วย แต่เมื่อถามว่าความเป็นไปได้ในทางการเมือง จะปลดปล่อยผู้กระทำผิดสังหารประชาชน เราจะต่อต้านอย่างไร ก็สารภาพว่าตันมากๆ แต่แน่นอนจะไม่ไปร่วมกับพธม. ในการต่อต้าน ขณะที่เราต้องการพลังในการที่จะควบคุมนักการเมืองไว้ต่อไปให้ได้ ฉะนั้นก็ตอบไม่ได้
และคิดว่าประชาชนเล่นการเมืองเรื่องการเลือกตั้งน้อยเกินไป เราต้องคิดให้ดีว่าเราจะใช้การหย่อนบัตรเพื่อคุมนักการเมืองอย่างไร นักการเมืองส่วนใหญ่เลวทั้งนั้น แต่เราอย่าเกลียดคนเลว คนดีที่คุมไม่ได้อันตรายกว่าคนเลว ปัญหาของเราคือต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำสร้างองค์กรและขบวนการที่ประชาชนอย่างเราสามารถคุมคนชั่วได้ และหนึ่งในการคุมคนชั่วก็คือมีการเลือกตั้ง เราต้องกลับมาคิดเรื่องนี้ให้ดีว่าทำอย่างไรจะคุมนักการเมืองได้

ประเด็นที่สอง เป็นความจริงที่ว่าทุกราชวงศ์ในโลกนี้กลัว ไม่ว่าราชวงศ์ใดก็แล้วแต่ถ้าคุณพบว่าเลิกไปล้มไปก็จะไม่เกิดราชวงศ์ใหม่อีก พูดง่ายๆ ก็คือตัวระบบมันอยู่ไม่ได้อีกแล้วในโลกปัจจุบันนี้ และความรู้อันนี้ผมคิดว่าสำหรับเราประชาชนไม่ได้สนใจเท่าไร แต่สำหรับคนที่อยู่ในราชวงศ์เขารู้ดี และเขารู้ดีนี่แหละที่น่ากลัว

นิธิกล่าวถึงฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องควีนส์ กรณีท่าทีของราชวังต่อการตายของเลดี้ไดอานา หลังจากที่รัฐบาลบอกร้อยแปดว่าไดอานานั้นมีคนรักมาก คนเริ่มออกมารำลึก วางดอกไม้ไว้อาลัย แล้วราชวังจะยังเฉยอยู่ไม่ได้ ที่สุดแล้วรัฐบาลก็ถวายคำแนะนำแนวทางปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่าในสังคมประชาธิปไตย อำนาจจะงัดกันไปมา แต่ที่สุดแล้วต้องมีอำนาจหนึ่งที่เป็นสุดยอดที่จะตัดสินและผู้มีอำนาจนั้นก็ คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่แทนที่จะเป็นคำสั่งก็เป็นการถวายคำแนะนำให้ปฏิบัติ

นิธิกล่าวว่า มีนักวิชาการรายหนึ่งอธิบายว่า ก่อน 24 มิ.ย. อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ หลัง 24 มิ.ย. อำนาจธิปไตยกลับมาเป็นของประชาชน ทำให้หลังรัฐประหารอำนาจคืนมาสูกษัตริย์นี่ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหาร แต่จริงๆ แล้ว  24 มิ.ย 2475 ร. 7 ได้ลงพระนามในฐานะพระมหากษัตริย์ไทยรับรองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เป็นการผูกมัดกษัตริย์ทุกพระองค์

คำพิพากษา 5 คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) สั่งจำคุกสุรชัยรวมกันทั้งสิ้น 12 ปีครึ่ง

28 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท "พิพากษาจำคุก 2 ปีครึ่ง คดีหมิ่นสถาบันคดีที่ 5 ของ ‘สุรชัย’ รวม 12 ปีครึ่ง"




28 พ.ค.55 ที่ศาลอาญา รัชดา ศาลพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3444/2553 ที่สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) ถูกฟ้องในความผิดหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามมาตรา 112 จากกรณีขึ้นปราศรัยที่สนามหลวง คดีนี้นับเป็นคดีที่ 5 ในคดีหมิ่นที่อยู่ในชั้นพิจารณาคดีของสุรชัย โดยสุรชัยได้รับการเบิกตัวจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาขึ้นศาลในวันนี้ และกลับคำให้การจากการปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษาให้ลงโทษตาม ม.112 จำคุก 5 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือกึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี 6 เดือน และให้นับโทษต่อจาก 4 คดีก่อนหน้า รวมแล้วสุรชัยได้รับโทษจำคุก 12 ปี 6 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยได้แถลงต่อศาลว่ายอมรับสารภาพในคดีนี้เนื่องจากได้รับทราบจากรัฐบาลว่า จะเยียวยาผู้ที่ถูกคุมขังด้วยคดีทางการเมืองด้วยการช่วยเหลือด้านการขออภัย โทษ และขอให้ศาล ตลอดจนอัยการช่วยพิจารณาให้คดีนี้ถึงที่สุดโดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังอ่านคำพิพากษา ผู้พิพากษาได้สอบถามอาการป่วยของนายสุรชัย และบอกให้นายสุรชัยรักษาสุขภาพ

สุรชัยถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และต่อมลูกหมากโต ประกอบกับเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และเคยทำบายพาสมาก่อน เขาระบุด้วยว่า แพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความเห็นว่าไม่ควรอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอื่น เพราะอาจติดเชื้อโรคได้ ส่วนการนัดผ่าตัดนั้นต้องรอถึงวันที่ 15 มิ.ย.ตามการนัดของ รพ.ตำรวจ เพื่อฟังผลการตรวจเรื่องหัวใจแล้วจึงนัดผ่านตัดต่อมลูกหมากต่อไป การผ่าตัดคาดว่าจะทำที่ รพ.ราชทัณฑ์เพราะส่งไป รพ.อื่นไม่ได้ นอกจาก รพ.ตำรวจ หากต้องผ่าที่ รพ.ราชทัณฑ์ก็ต้องติดต่อจ่ายเงินประมาณ 8,000 บาท หลังจากนั้นอาจพักรักษาตัวที่ รพ.ราชทัณฑ์ แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้ป่วย หรืออาจส่งกลับไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แต่หากเป็นไปได้ อยากไปอยู่ที่เรือนจำชั่วคราว บางเขน

“ถ้าถามว่าอยากอยู่ที่ไหน ตอบว่าบางเขน เพราะสะดวกเรื่องญาติเยี่ยม และได้ให้ความรู้แก่น้องๆ อาหารการกินสะดวก การทำเรื่องขออภัยโทษก็จะได้ร่วมกัน สะดวก การเรียกร้องนิรโทษกรรมกลุ่มบุคคลที่ถูกขังอยู่ในคุกทำได้และทำมาแล้วหลาย ครั้ง เช่น ปี 2532 นิรโทษแก่ผู้นำ พคท.ที่ถูกจับ อาทิ พิรุณ ฉัตรวนิชกุล” สุรชัยระบุ

ด้านนางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยานายสุรชัย ได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนเงินค่าผ่าตัดต่อลูกหมากของนายสุรชัยในงานของคณะ กรรมการรณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ซึ่งจัดเมื่อวานนี้ (27 พ.ค.) โดยระบุว่าได้เงินบริจาคเป็นเงิน 38,369 บาท


สุรชัย โดนคดีหมิ่นฯ ที่ไหนบ้าง?
คดีปราศรัยเวทีตาสว่าง  อิมพีเรียล ลาดพร้าว
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/46
คดีปราศรัยที่เชียงใหม่
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/47
คดีปราศรัยที่อุดรธานี
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/48
คดีปราศรัย วัดสามัคคีธรรม
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/50

(ล่าสุด) คดีปราศรัยที่เวทีนปช.
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/49

โพลล์: ทักษิณเรียกร้องให้ลืมอดีต หันมาปรองดอง ประเทศจะได้เดินหน้า



กราฟวงกลม โซนสีเขียวแสดงความเห็นด้วย โซนสีแดงแสดงความไม่เห็นด้วย
ผลการสำรวจความคิดเห็นจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ในหัวข้อเรื่อง ท่านรู้สึกอย่างไรต่อการที่"ทักษิณเรียกร้องให้ลืมอดีต หันมาปรองดอง ประเทศจะได้เดินหน้า" โดยสำรวจระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม 2555 โดยมีผู้แสดงกดโหวตจำนวนทั้งสิ้น 3,230 ท่าน

อนึ่ง การโหวตครั้ังนี้มีผู้ให้ความสนใจมากเมื่อเปรียบเทียบกับโพลล์ครั้งอื่นๆ

อนึ่ง หากตัดตัวเลือก "อื่นๆ" ออก และยุบให้เหลือสองหมวด จะพบว่า กลุ่มผู้เห็นด้วยอยู่ที่ 56% กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยอยู่ที่ 44%

การจัดผลสำรวจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการชุมนุมคนเสื้อแดงครบรอบ 2 ปี ที่ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 55 (ลิงก์)

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 27, 2012

ด่วนที่สุด แจ้งต่อเพื่อทราบ

27 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์