วันเสาร์, พฤศจิกายน 01, 2557

เออไปกันใหญ่...วธ.ชูใส่ผ้าไทยทั้งรัฐ-เอกชนสัปดาห์ละครั้ง...กวดขันการใช้คำว่า "ไทย" ในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ...


ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วธ.เดินหน้ารณรงค์ค่านิยม 12 ประการ ปัดฝุ่นรณรงค์สวมใส่ผ้าไทยทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

วธ. เดินหน้ารณรงค์ค่านิยม 12 ประการ ปัดฝุ่นรณรงค์สวมใส่ผ้าไทยทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ตลอดจนวันสำคัญ พิธีการ งานประเพณี ต่างๆ พร้อมขอให้ราชการที่เดินทางไปดูงานหรือไปประชุมต่างประเทศ อุดหนุนร้านอาหารไทย ที่มีกว่า 20,000 ร้านทั่วโลก หวังอุ้มผู้ประกอบการคนไทย

วันนี้ (30ต.ค.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) ว่าจากที่ วธ. ได้มีการรณงค์ค่านิยมหลัก 12 ประการ ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นำไปสู่สู่การปฏิบัติ ที่ประชุม จึงได้เห็นชอบการรณรงค์ส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนคนไทย แต่งกายด้วยผ้าไทย อย่างแพร่หลาย โดยขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เชิญชวนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทุกหน่วยงานแต่งกายผ้าไทยในวันปฏิบัติราชการ โดยให้หน่วยงานกำหนดวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ เพื่อเป็นแบบอย่างของการแสดงถึงเอกลักษณ์ไทย

นอกจากนี้ยังขอให้หน่วยงานภาครัฐมีการแต่งกายผ้าไทยในงานรัฐพิธี หรืองานพิธีการ หรือ โอกาสสำคัญต่างๆ แทนการแต่งกายด้วยชุดสากล เว้นแต่งานที่ได้มีการกำหนดรูปแบบการแต่งกายตามจารีตประเพณี และธรรมเนียมปฏิบัติไว้เป็นการเฉพาะ ที่สำคัญ ยังขอความร่วมมือไปยังข้าราชการการเมือง ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่รัฐ แต่งกายด้วยผ้าไทย ในวันประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) และการประชุมต่างๆ ของรัฐสภา และให้เป็นต้นแบบของการแต่งกายภาคประชาชน ขณะที่ภาคเอกชน ก็ขอความร่วมมือ เชิญชวนแต่งกายด้ายผ้าไทยตามความเหมาะสม

รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า ส่วนสถานศึกษา รณรงค์ให้สถานศึกษากำหนดให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่งกายด้วยผ้าไทย แทนการแต่งกายด้วยเครื่องแบบปกติ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน และส่งเสริมให้นำผ้าไทยประยุกต์ใช้ในการจัดทำเครื่องแบบนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งได้รณรงค์ให้ผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้พนักงานมีการแต่งกายด้วยผ้าไทยในการให้บริการ ในสถานประกอบการ นอกจากนี้ยัง ให้มีการจัดการประกวดหรือ คัดเลือกให้รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล หน่วยงาน ที่เป็นแบบอย่างที่ดี ในการส่งเสริมให้บุคลากรแต่งกายผ้าไทยอย่างแพร่หลาย และต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการณรงค์การสวมใส่ผ้าไทย ไม่ได้เป็นเพียงผ้าไหม หรือ ผ้าราคาแพงเท่านั้น แต่หมายรวมถึงผ้าทุกชนิดอย่าง ผ้าฝ้าย ผ้าทอมือ ผ้าขาวม้า เป็นต้น

นายวีระ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการส่งเสริมให้ใช้บริการอุดหนุนร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ที่มีอยู่กว่า 20,000 ร้านทั่วโลก โดยเฉพาะ ในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐ เดินทางไปศึกษาดูงานหรือประชุมในต่างประเทศ จึงขอความร่วมมือให้ไปอุดหนุนร้านอาหารไทย เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประกอบการคนไทย โดยเฉพาะร้านอาหารที่ได้รับรองมาตรฐานคุณภาพและรสชาติแบบไทย “ไทย ซีเล็กท์” (Thai Select) จากกระทรวงพาณิชย์ หรือร้านอาหารที่ทางสถานทูตไทยประจำประเทศต่างๆ แนะนำ และควรมีการสนับสนุนร้านอาหารไทยในต่างประเทศใช้วัตถุดิบของไทยเป็นหลักในการประกอบอาหารด้วย โดย ทาง วธ. จะทำคู่มือรวบรวมร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เพื่อเป็นแนวทางให้แก่หน่วยงานต่างๆ ให้นำไปใช้ต่อไป ทั้งนี้ ตนจะนำผลการประชุมดังกล่าว เสนอต่อที่ประชุมครม. เพื่อพิจารณาและอนุมัติเห็นชอบเป็นแนวปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียงกันต่อไป

นายธงชัย ณ นคร ผู้ทรงคุณวุฒิกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ตนได้เสนอต่อที่ประชุม ถึงการกวดขัน ในการปกป้องสิทธิ์ เกี่ยวกับการใช้คำว่า ไทย ในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา มีการปล่อยปะละเลย ถึงการนำคำว่า ไทย ไปใช้ บางร้าน เจ้าของร้านไม่ได้เป็นคนไทย แต่อ้างเปิดร้านอาหารไทย และปรุงรสชาติอาหารไทยผิดเพี้ยนไปมาก จนทำให้เอกลักษณ์ของอาหารไทยหายไป ดังนั้น อยากให้กระทรวงวัฒนธรรม หาแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนด้วย

ความเห็นจากเวป

ญี่ปุ่นทำแบบนี้มั่งแล้วเอ็งจะหนาว ที่กินๆกันอยู่ทั้งประเทศน่ะ แน่ใจนะว่าเป็นอาหารญี่ปุ่น 5555

เราต้องเริ่มต้นปกป้องความเป็นไทย โดยการเลิกใช้ชื่ออินเดีย

ร้านไหนรสไม่ดี ไม่อร่อยก็เลิกขายไปเอง จะมายุ่งอะไรนักหนา ซูชิอาหารชั้นสูง วางขายตลาดนัดอันละห้าบาท คนญี่ปุ่นมาเห็นยังไม่บ่นอะไรสักนิดเลย...ไอ้นี่คงว่างมากหรือไม่ก็ถลุงเงินงบประมาณไปดูงานบ่อยเกินถึงได้ไปเจอล่ะสิ

อ่านไปขำไปจริงของคุณนะ แนวทางแก้ัปัญหาที่ดีที่สุดในโลกาคือคนพวกนี้ “หุบปาก“ แล้วกลับไป
“เลี้ยงหมา“ ที่บ้านซะ 555

ร้านไทยที่ฝรั่งเป็นเจ้าของบางร้าน ขายดีกว่าร้านไทยที่คนไทยเป็นเจ้าของอีกครับ เพราะฝรั่งเขารู้ไงว่าฝรั่งด้วยกันชอบรสแบบไหน ผมยังเอาสูตรอาหารจานนึงของร้านไทยที่ฝรั่งเป็นเจ้าของมาขายที่ร้านผมเลย อาหารจานนี้ผมกิน 2 ที กินได้แค่ครึ่งจานทั้ง 2 ที เพราะรสชาติมันไม่ได้เรื่องเลย (ในความคิดของผม) แต่ก็ลองเอาไปขายฝรั่งดู ปรากฏว่าขายดิบขายดี ฝรั่งมาสั่งกินแล้วบอก อร่อยจัง ไม่เคยกินอะไรอร่อยแบบนี้เลย เวรกรรม...

ร้านอาหารไทยที่ได้ดาวจากมิชลิน อย่าง Nahm ที่ลอนดอนและเปิดที่กรุงเทพฯด้วย ร้าน Kiin Kiin ที่โคเปนเฮเกน ทั้งสองร้านปรุงโดยเชฟฝรั่ง คนไทยไปกินยังบอกว่าแปลกและน่าสนใจแถมรสชาติยังอร่อยแบบอาหารไทยแท้ๆ แทนที่จะดีใจว่าเค้าช่วยโปรโมทให้อาหารไทยมีชื่อเสียงมากขึ้น โดยใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป พวกโง่นี่กลับทำได้แต่ย่ำอยู่ในกะลาแล้วแหกปากด่าคอยจับผิดคนอื่น เบื่อ!!!

ข่าว สัมภาษณ์แอดมินเพจดัง CSI LA คดีเกาะเต่า


https://www.youtube.com/watch?v=ttYkWP_vNi0#t=24

ฟังยากหน่อยเพราะมีการปรับเสียง เเละพูดเร็ว
https://www.youtube.com/watch?v=ttYkWP_vNi0#t=24

ooo
ครั้งแรกกับบทสัมภาษณ์ แอดมินเพจ “CSI LA“ นักสืบโลกออนไลน์

ที่มา hitech.sanook.com

กลายเป็นเพจที่กำลังมาแรงที่สุด ในตอนนี้สำหรับ “CSI LA” หลังจากเกาะติดคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่าแบบกัดไม่ปล่อย เรียกได้ว่าแลกกันหมัดต่อหมัดกับตำรวจไทยกันเลยทีเดียว

ล่าสุดทีมงาน Sanook! Hitech ได้ติดต่อผู้ดูแลเพจ CSI LA มาสัมภาษณ์กันแบบ Exclusive ถึง “ความเป็นมาของ CSI LA” เพจที่กำลังร้อนแรงอยู่ขณะนี้

 

เชื่อว่าชาวไซเบอร์หลายๆ คนคงอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของเพจนี้ เพราะสไตล์การนำเสนอข้อมูลในเชิงลึก กล้าได้กล้าเสีย เกี่ยวกับคดีเกาะเต่า หรือการวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่แบบกัดไม่ปล่อย ไม่กลัวคำขู่ของใครหน้าไหนทั้งนั้น กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนบนโลกออนไลน์ให้เข้าไปบริโภคข้อมูลใหม่ๆ จนตอนนี้จำนวนแฟนเพจพุ่งขึ้นไปหลักหลายแสน

เราจึงพยายามสืบเสาะหา เรื่องราวของ “CSI LA“ มาให้ได้อ่านกันว่าจริงๆ แล้วจุดกำเนิดของ “CSI LA“ มีความเป็นมาอย่างไร?

แนะนำตัวให้เพื่อนๆ รู้จักหน่อยได้ไหม

CSI LA: ผมเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ที่อเมริกาอยู่ที่นี่มา 20 ปีเเล้วครับ เเต่ชอบติดตามการเมืองไทยเเละต่างประเทศ ส่วนตัวผมเป็น Data Scientist ทำงานให้กับหน่วยงานหนึ่งของอเมริกา แต่เรื่องส่วนเรื่องผมคงให้ข้อมูลได้เท่านี้ เพื่อความปลอดภัยของผมเเอง

ทำเพจ "CSI LA" มานานหรือยัง

CSI LA: เราเริ่มทำตอนประมาณเดือน มีนาคมครับ หรือประมาณ 7 เดือนที่เเล้ว ซึ่งการที่ยอดของแฟนๆ ทะยานขึ้นสูงถึง 317,240 likes มันคือ the power of social network (network effect) ผมทำเพจ csi la เพื่อเป็นเพจเเลกเปลี่ยนความเห็น ตั้งใจให้ลักษณะคล้ายกับ Pantip เเต่ของเราหาความจริงได้เร็วกว่าผมต้องการสอนคนไทยให้คิดเองเป็น เบื่อกับการเสนอข้อมูลเเบบเก่าๆ ที่ไม่มีที่มา เเละเชิงมโน โดยข้อมูลที่นำเสนอ ทุกอย่างมีที่มาที่ไปหมด มีการอ้างอิงแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ ถ้าเรากำลังหาคำตอบผมจะตั้งคำถามเเละให้ทุกคนช่วยกันคิด เราจะใช้เหตุผลมาหักล้าง

อะไรคือเหตุผลที่ทำเพจนี้ขึ้นมา หรือเพราะทางทีมงานสะดุดใจกับอะไร หรือมีอะไรเป็นพิเศษ?

CSI LA: ทำเพราะเบื่อข้อมูลบิดเบือนครับ ผมเห็นเพื่อนๆ เเชร์ข้อมูลบิดเบือน เลยรำคาญจึงทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อจับโกหก เเละทำให้พวกเขาเงิบ เพราะในเฟสบุ๊คชอบแชร์ข้อมูลเเบบไม่มีที่มาที่ไป เเละมีการปลุกปั่นตลอดเวลา

พอบอกได้ไหมมีทีมงานประมาณกี่คน?

CSI LA: เรื่องวิเคราะห์มีผมคนเดียว ผมวิเคราะห์เเละทำ Graphics คนเดียว เเต่มีคนหาข้อมูลเยอะๆ มาก คนที่ส่งข้อมูลมาให้มีเยอะ ตอนนี้มีคนส่งข้อมูลให้ทุกนาที เป็นพันๆ ข้อความในเวลา 24 ชม. อย่างกรณีที่ทางทีมเราสามารถรู้ว่าล่ามเป็นคนขายโรตีที่เกาะสมุย และผมสามารถหาว่าเขาขายอยู่ที่ไหน ด้วยการถามเพื่อนๆ ในเพจ ภายใน 1 ชม. เราได้ภาพของคนขายโรตี ที่หน้าวัดพระใหญ่ สิ่งที่ผมทำเขาเรียกว่า Crowd Sourcing

เห็นเพจและทวิตเตอร์มีคนชอบและพูดถึงจำนวนมาก รู้สึกยังไง?

CSI LA: ผมเก็บข้อมูล เเละ บทสนทนาเขาไว้หมด เเน่นอนครับ คือเพจเราขาประจำจะเป็นนักคิดอยู่เเล้ว บอกตามตรงผมรู้สึกเฉยๆ นะ ถึงจะมีเเฟนถึง 3 เเสนคนยังรู้สึกเหมือนวันเเรกๆ ที่มีเเฟนๆ เเค่ 5000 เเต่ดีใจมากๆ ที่ทุกคนที่เข้ามา มองข้ามเรื่องสีเเละเข้ามาสามัคคี ประทับใจมากๆ ที่เป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทย ทุกๆคนออกมาร่วมเเรงร่วมใจกัน

ผมว่าเราทำ graphic ที่ทำให้คนเข้าใจง่ายด้วย คือเขียนเเบบไม่ยาวมาก เเต่ภาพที่ผมทำมา ทำให้คนเข้าใจง่ายๆ หลักการง่ายๆ Compare and contrast เเละ Visualization ที่อมริกา เราถูกฝึกมาให้เขียนตรงประเด็นได้ใจความ ใช้รูปภาพอธิบาย

อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ และคนที่ติดตามมั้ย?

CSI LA: สิ่งที่พวกเราทำนั้นเรียกว่า Crowd Sourcing คือการที่ใช้มวลชนเป็นพันๆ หมื่นๆ คนมาช่วยกันคิดช่วยกันทำงาน โดยเฉพาะสังคม online ที่ทำด้วยใจรักเเละบริสุทธิ์ ไม่ได้หวังสิ่งตอบเเทนใดๆ เเทนที่จะใช้ลูกจ้าง หรือ ข้าราชการเท่านั้นไปทำงาน นี่คือสิ่งที่พวกนัก Programmer เขาทำกันพวก Developer เขาทำกัน พวก Opens Souce Software Developer เขาก็ทำกันอย่างนี้เขาเรียกว่า "สามัคคี"

สุดท้ายแอดมินผู้ดูแลเพจ CSI LA ยังคงย้ำจุดยืนว่าพวกเขาไม่มีสีอะไรทั้งนั้น อยากให้คนไทยก้าวพ้นเรื่องสี เเละมีสีเดียวคือ "สามัคคี" เพราะประสบการณ์ที่เราเห็นๆ นั้นสามารถทำอะไรก็ได้ถ้าเราร่วมใจกัน

"ถ้าเราทำสิ่งนี้สำเร็จ เราจะเป็นประเทศเเรกในโลกที่มีคนเป็นเเสนๆ คนร่วมกันจับคนร้าย และอยากฝากให้คุณดูการวิเคราะห์ของผมเรื่องการจับผิดเรื่องรถผีด้วยครับ"

ในโลกออนไลน์มีทั้งจุดขนานและจุดเชื่อมต่อกับโลกของความเป็นจริง โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงตัวต่อโลกภายนอกได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะคนรวยคนจนคนธรรมดาก็สามารถสร้าง "ตัวตน" ให้เป็นที่รู้จักขึ้นมา

ซึ่งนี่คงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เพจชาวบ้านธรรมดาจุดเริ่มต้นของสมาชิกแค่หลักพัน จะมีอิทธิพลมหาศาลจนกลายเป็นหลักแสน และบททดสอบต่อไปคือ ประธานชุมชนอย่าง CSI LA จะดูแลและใส่ใจลูกบ้านของตนเองได้ดีแค่ไหน?

ขอบคุณภาพและข้อมูล: แฟนเพจ CSI LA

Teaser 60 Sec. ประชาธิปไตยหลังความตาย เรื่องเศร้าของลุงนวมทอง Democracy After Death. A Tragedy of Uncle Nuamthong Praiwan





ที่มา Voice TV

ป้ายปริศนา โผล่ที่สะพานลอย หน้ามธ.รังสิต พร้อมข้อความ 'นวมทอง ยังไม่ตาย' ซึ่งคาดว่า น่าจะเป็นการร่วมรำลึกการจากไปของลุงนวมทอง ไพรวัลย์

โดยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ปี 2549 คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้ภาคประชาชน ตัดสินใจผูกคอตายกับราวสะพานลอย เยื้องสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อต้องการลบคำสบประมาทของพันเอกอัคร ทิพย์โรจน์ รองโฆษก คปค. หรือคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ระบุว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มาก ขนาดยอมพลีชีพ" ซึ่งเป็นเหตการณ์ที่สร้างความเศร้าสลด และกลายเป็นชื่อที่คนไทยรู้จัก

ก่อนหน้านี้ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ อดีตพนักงานการไฟฟ้าบางกรอย วัย 65ปี เคยตัดสินใจพลีชีพมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยการขับรถแท็กซี่ซึ่งใช้หาเลี้ยงชีพ พุ่งชนรถถังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อเช้ามืดวันที่ 30 กันยายน 2549 แต่ลุงนวมทองได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น

หลังออกจากโรงพยาบาล ลุงนวมทองเข้าร่วมในกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถ.ราชดำเนิน ซึ่งคุณจอม เพชรประดับ ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารไอทีวีในขณะนั้น มีโอกาสพูดคุยกับลุงนวมทอง โดยในช่วงหนึ่งระบุว่า เค้าไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ เพราะเป็นระบอบที่จะทำให้ประเทศชาติล้าหลัง

ในวันครบรอบการเสียชีวิตของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เคยนำมวลชนคนเสื้อมาร่วมแสดงความไว้อาลัยให้ลุงนวมทองบริเวณนี้ ซึ่งนายสมบัติยอมรับว่า ปฎิบัติการพลีชีพเพื่อต่อต้านรัฐประหารทั้งสองครั้ง ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าลุงนวมทองทำไปด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วน จึงถือเป็นวีรบุรุษผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่น่ายกย่องอีกคนหนึ่ง


วันศุกร์, ตุลาคม 31, 2557

ด้วยจิตคารวะ บิดาแห่งการต้านรัฐประหาร นวมทอง ไพรวัลย์



เจ้าหน้าที่ทหารห้ามจัดกิจกรรมใดๆ ต่อรองได้แค่วางดอกไม้ คงไม่ว่าอะไรนะครับลุง

ด้วยจิตคารวะ
บิดาแห่งการต้านรัฐประหาร
นวมทอง ไพรวัลย์

31 ตุลาคม 2557

— at หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.

ooo
ตำรวจห้ามจัดกิจกรรมระลึกลุงนวมทองแท็กซี่ประชาธิปไตย








Fri, 2014-10-31
ที่มา ประชาไท

ตำรวจกว่าร้อยคนตรึงกำลังสะพานลอยนวมทอง หน้า นสพ.ไทยรัฐ ห้ามจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 8 ปี 'นวมทอง ไพรวัลย์' กระทำอัตวินิบาตกรรม

31 ต.ค. 57 เมื่อเวลาประมาณ 8.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 100 คน เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณสะพานลอยนวมทอง หน้า สำนักพิมพ์ไทยรัฐ และอ้างกฏอัยการศึก สั่งห้ามจัดกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการต้านรัฐประหาร ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมระลึกถึง นายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับรถแท็กซี่ซึ่งผูกคอตายที่สะพานลอยแห่งนี้ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว

แกนนำนักศึกษาจาก ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) จำนวนเจ็ดคนได้เดินทางมาที่สะพานลอยดังกล่าว เพื่อวางหรีด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปบริเวณสะพานลอย นึกษาจึงยืนสงบนิ่งไว้อาลัยหนึ่งชม. เพื่อทดสอบความอดทนของรัฐ ก่อนจะถูกนำตัวไปเจรจาบริเวณศาลาใกล้เคียงเป็นเวลาประมาณสองชม. สุดท้ายเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมวางหรีด โดยก่อนที่จะเดินทางกลับได้ยืนไว้อาลัยประมาณ 1 นาที

อย่างไรก็ตาม อานนท์ นำภา ทนายความนักโทษการเมือง ได้รับอนุญาตให้ไปวางหรีด หลังจากทำการเจรจากับตำรวจนานถึงครึ่งชั่วโมง และยังมีหญิงไม่ทราบชื่ออีกคนหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปวางดอกไม้ด้วยเช่นกัน
ooo



***นวมทอง ไพรวัลย์ เพลงประวัติศาสตร์ ของมหาบุรุษประชาธิปไตยไทย
http://www.youtube.com/watch?v=8ZDxuw0rZHg&feature=youtu.be

เพลงวีรชน นวมทอง ไพรวัลย์
http://www.youtube.com/watch?v=5I4sRYa3wqM&feature=youtu.be

เพลง นวมทอง ไพรวัลย์ http://www.youtube.com/watch?v=aJiwVBfohaY&feature=related

Thailand’s Junta Leader Has Millions in Cash, Cars, Luxury Goods + “เรืองไกร” ขอ “บิ๊กตู่” ชี้แจง-แสดงหลักฐานมรดกให้ชัดเจน หลังเปิดบัญชีมีจุดที่ยังสงสัย


By Chris Blake
Oct 31, 2014
Source: Bloomberg

Thailand’s junta leader Prayuth Chan-Ocha has assets of more than 102 million baht ($3.1 million), more than half of it in cash bank deposits, according to figures released by the nation’s anti-corruption agency.

The joint declaration from Prayuth and his wife -- who has an additional 26.3 million baht in assets -- includes more than 14 million baht worth of cars, among them a 2011 Mercedes Benz S600L and a 2009 BMW 740Li, and more than 10 million baht in jewelery and luxury watches, including three Rolexes. He also owns more than half a dozen handguns.

Prayuth, a career military man, seized power in a May coup and was later appointed prime minister by a legislature he hand-picked. He said he needed to tear up the constitution and take over the country to end political unrest, reform the political system and stamp out corruption. The assets declarations of each member of his cabinet released today by the anti-corruption body were self-reported and included the assets of spouses.

Prayuth’s declaration included the transfer of 268 million baht to his father and siblings, and a further 198.5 million baht to his children. Those amounts were listed as expenses and were not part of his total assets.

The wealthiest member of the cabinet is Deputy Prime Minister Pridiyathorn Devakula, a former finance minister under a previous coup government, who reported 1.38 billion baht in total assets with no liabilities. The poorest is Education Minister Narong Pipatanasai, who was head of the navy at the time of the coup, with 6.9 million baht in net assets.

Twelve members of Prayuth’s cabinet are career military officers, and eight declared assets of more than a million U.S. dollars. Army chief Udomdej Sitabutr, who took over from Prayuth when he retired from the army in September, listed net assets of more than 54 million baht. The lone police officer in the cabinet, former national police chief Adul Sangsingkeo, listed total assets of 79 million baht.
ooo


ป.ป.ช. เปิดทรัพย์สิน ครม. พบ 'ประยุทธ์-คู่สมรส' มี 128 ล้านบาท

Fri, 2014-10-31
ที่มา ประชาไท

ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ครม. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคู่สมรสมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128 ล้านบาท ขณะที่หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจมีทรัพย์สินมากที่สุด 1.3 พันล้านบาท

31 ต.ค. 2557 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557 จำนวน 33 ราย 35 ตำแหน่ง

โดยนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128 ล้านบาท พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีทรัพย์สิน 87,373,757 บาท ไม่มีหนี้สิน หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 1,378,394,902.62 บาท ไม่มีหนี้สิน ซึ่งถือว่า มากที่สุดในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ รองลงมาคือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคู่สมรสมีทรัพย์สิน 1,315,332,228 บาท ไม่มีหนี้สิน

ขณะที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ส่วนใหญ่ไม่มีหนี้สิน อาทิ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 116,847,346.51 บาท พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 186,033,607.07 บาท พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 37,709,130.47 บาท พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 54,634,679.28 บาท

พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 51,789,420.88 บาท พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 93,959,333.05 บาท นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 830,523,789.33 บาท พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 33,280,755.90 บาท ไม่มีหนี้สิน พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 6,948,378.27 บาท ซึ่งถือว่ามีทรัพย์สินน้อยที่สุดในรัฐบาลชุดนี้

ทั้งนี้ ป.ป.ช. กำหนดเปิดแสดงบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินดังกล่าว ไปจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ระหว่างเวลา 08.30 น.–16.30 น. ที่ห้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี หรือ เว็บไซต์ของสำนักงา ป.ป.ช. WWW.NACC.GO.TH


เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128 ล้านบาท ว่า รายการที่เป็นเงินฝาก 58 ล้านบาทเศษนั้น มีดอกเบี้ยสูงถึง 14 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกัน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่ดอกเบี้ยสูงถึงขนาดนั้น น่าจะเป็นดอกเบี้ยที่ได้จากเงินขายที่ของบิดา และเงินที่ให้กับลูก 198 ล้านบาทด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ วงเงินที่ได้จากการขายที่และมีการแบ่งกันในครอบครัวนั้น ยังเขียนไม่ชัดเจนว่าเป็นที่บริเวณใด เนื้อที่เท่าไหร่ และขายได้เท่าไหร่ ที่เห็นผ่านสื่อก็มาจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) ที่ระบุว่าขายที่ได้ประมาณ 400 ล้านเท่านั้น และ พล.อ.ปรีชา กับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรจะได้รับเงินดังกล่าวเท่าๆกัน ประมาณคนละ 100 ล้าน เพราะมีพี่น้อง 4 คน จึงร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดชี้แจงและแสดงหลักฐาน เช่น สัญญาซื้อขายที่ดินให้ชัดเจน ว่าที่ที่ขายได้มีพื้นที่เท่าไหร่ และเป็นที่ที่ไหน เพราะจะถือเป็นการดีอย่างนิ่ง ทำให้นักการเมือง และ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้เห็นเป็นตัวอย่างของความโปร่งใส


Spencer's Poll ชุดที่ 3 - (Spencer's Poll - Opus III)

Spencer's Poll ชุดที่ 3 (Halloween's Version) ออกมาแล้ว ขอเชิญชวน ให้ช่วยแชร์ Status นี้หน่อยนะคะ

ขอความกรุณาให้ท่านผู้อ่าน ช่วยกระจายโพลล์นี้ออกไปให้ด้วย โพลล์จะเปิดออนไลน์อยู่ทั้งหมด 10 วันและจะปิดตัวในคืนวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน จะมีการสรุปผลหลังจากนั้น 2 วันว่า ประชาชนออนไลน์คิดอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้

โพลล์ชุดนี้ จะวัดถึงความคิดเห็นของท่านเกี่ยวกับองค์กรอิสระ รวมทั้งความคิดเห็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงบรรยาการทางการเมือง

โพลล์มีทั้งหมด 14-15 คำถาม ขึ้นอยู่กับว่าท่านตอบอย่างไร 8 ข้อสุดท้ายจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวท่าน ซึ่งเหมือนกันกับโพลล์ชุดที่ 2 แต่ดิฉันเพิ่มคำถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของท่านในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเข้าไปประยุกต์ด้วย เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างครบถ้วนในภายหลัง


โพลล์นี้ ใช้บริการของ SurveyMonkey และขอรับรองได้ว่า ข่าวลือเรื่องไวรัสมากับโพลล์นั้น เป็นเรื่องแต่งทั้งสิ้น ถ้าท่านเห็นว่ามีใครอ้างเรื่องนี้ขึ้นมา กรุณาส่งลิ้งค์ให้กับดิฉันด้วย และจะแจ้งให้ทาง FBI ดูถึงลิ้งค์เหล่านั้นว่า เป็นลิ้งค์ปลอมหรือเปล่าด้วย 

ขอบคุณทุกๆ ท่านสำหรับเวลา

---------------------------------

ลิ่้งค์ของโพลล์อยู่ที่นี่ค่ะ:

https://www.surveymonkey.com/s/Spencers_Poll03




 
---------------------------------

Please help disseminating this poll, Spencer's poll - Opus III (Halloween's Version) by publicly sharing on any web sites you know.

This poll will be opened on-line for 10 days and will be closed on Sunday, November 9, 2014. I will provide the results within two days after the poll has been closed. We will see of what on-line people have been thinking about these specific issues.

This poll will measure and collect your opinion on the independent constitutional organizations in the political climate changes.

The poll contains 14-15 questions, depending on how you answer them. The last eight (8) questions will be about you, which are the same like Spencer's Poll, Opus II. The only different is that --> I added one question on the latest election, for thorough and genuine analysis, which will be examined on the later date.

I use SurveyMonkey.com for this service and can guarantee about the virus-free. There were some rumors that the poll contained some computer viruses and were embedded within the poll. I would like to inform you that these are untrue and if you find that someone initiates this rumor, please provide me with the link. I will submit my request to the FBI to investigate whether these links are genuine or not.

Thank you again for your time.

The link is here:


 


https://www.surveymonkey.com/s/Spencers_Poll03

ประเทศนี้แม่งเซอร์เรียลเอี้ยๆ - สำนึกผิด! แก๊งเงินกู้ดอกโหด ขอร้องเพลงชาติไถ่บาป (ชมคลิป)


สำนึกผิด! แก๊งเงินกู้ดอกโหด ขอร้องเพลงชาติไถ่บาป (ชมคลิป)

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

หนุ่มต่างถิ่นมาหากินกับนายทุนเงินกู้ดอกโหดที่ จ.เลย มีหน้าที่ขี่จยย.ไปเก็บเงินจากลูกหนี้ บอกรายได้ดีแต่ทำได้เดือนเดียวถูกจับ เกิดสำนึกผิดอยากจะทำความดีไถ่โทษไถ่บาป จนท.จึงให้ไปร้องเพลงชาติที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมปฏิญาณตน ปฏิบัติตามหลักค่านิยม 12 ประการของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อำเภอเมืองเลย จ.เลย ร่วมกันจับกุม นายประสาน ภาคโพธิ์ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133 หมู่ 5 ต.สุขฤทัย อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ลูกน้องนายทุนเงินที่ขี่รถตระเวนเก็บเงินจากลูกหนี้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก หรือที่เรียกว่า ‘ดอกโหด’

จากการสอบสวน นายประสานให้การว่า ตนได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้มาขี่รถจยย. เก็บเงินกู้ที่ จ.เลย เพราะมีรายได้ดี โดยเฉพาะการได้เงินพิเศษ จากการไปเก็บเงินลูกหนี้เป็นรายหัว ซึ่งยังไม่รวมเงินเดือน ที่ได้เดือนละ 5,000 บาท ทำให้ตนมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท แต่ทำได้ไม่ถึงเดือน ก็มาถูกจับเสียก่อน

นอกจากนี้ นายประสานยังบอกด้วยว่า ในสายงานพนักงานเก็บเงินกู้ของตนนั้น มีอยู่ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 30 คน มีนายทุน ชื่อนายบัวขาว ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนมาจาก จ.อุทัยธานี มาหากินอยู่ที่ จ.เลย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ อ.เมืองเลย ได้นำตัวนายประสาน เดินทางมาบริเวณศาลากลางจังหวัดเลย เพื่อพบกับนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.เลย เนื่องจากนายประสานรู้สึกสำนึกผิด และอยากจะแสดงออกถึงความรู้สึกดังกล่าวโดยการร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์กับทางราชการ เจ้าหน้าที่จึงจัดให้มาร่วมร้องเพลงชาติไทย เพื่อเป็นการสำนึกและไถ่บาป พร้อมกันนี้นายประสานยังได้กล่าวคำปฏิญาณตน ปฏิบัติตามหลักค่านิยม 12 ประการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกด้วย

ชมคลิป1http://www.youtube.com/watch?v=d-5ytyT-oig&feature=youtu.be
ชมคลิป2http://www.youtube.com/watch?v=w1TfjGp70eA&feature=youtu.be





Credit

เสียงร่ำไห้ของชาวปกาเกอะญอ เสียงสะท้อนสถานการณ์ของคนเล็กคนน้อย


ที่มา FB Paskorn Jumlongrach

เห็นภาพชาวปกาเกอะญอเกาะลูกกรงร่ำไห้แล้ว พูดได้คำเดียวว่าแสน “หดหู่”ครับ

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันก็เพิ่งมีภาพโลงแม่เฒ่าพร้องโรงศพ แกเสียชีวิตเพราะความเครียดภายหลังถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมในข้อหามีไม้สักไว้ในครอบครอง

เหตุเกิดที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อชาวบ้าน 39 รายถูกจับกุมและส่งฟ้องศาลในข้อหามีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครับ ซึ่งเช้าวันนี้(29 ตุลาคม)ศาลจัดหวัดแม่สะเรียง ตัดสินทั้งจำคุกและรอลงอาญาชาวบ้านทั้ง 37 คน(เสียชีวิตไปก่อน 2 คน)

ที่ชวนให้ปวดใจและเจ็บจี๊ดเข้าไปถึงตับเพราะตลอดกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ผมและเพื่อนนักข่าวจำนวนหนึ่งได้ติดตามกรณีขบวนการลักลอบตัดไม้ในป่าสาละวิน ทำให้พบข้อเท็จจริงว่า ระบบอุปถัมป์ในวงราชการยังคงทำงานปกป้องกันอย่างได้ผล

กว่า 1 ปีแล้วที่ไม้สักนับร้อยนับพันท่อนในป่าสาละวินถูกโค่นโดยขบวนการอิทธิพลกลุ่มหนึ่ง แรกทีเดียวก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่เมื่อสืบเสาะลึกจึงได้พบว่าขบวนการลักลอบตัดไม้ครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีคนมีสีในระบบราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง(แม้แต่ผู้ว่าฯก็ยังเคยออกปากเช่นนี้) หากผู้มีอำนาจในประเทศจะใส่ใจและสอบสวนจริงจังก็จะสาวถึงตัวการสำคัญนี้ได้ไม่ยาก แต่เรื่องทั้งหมดกลับถูกกลบเกลื่อนให้เงียบ

ที่บอกว่าถูกกลบเกลื่อนเพราะเมื่อคสช.ยึดอำนาจและประกาศนโยบายปราบปรามผู้ลักลอบตัดไม้ ปรากฏว่าบุคคลที่เชื่อว่าอยู่ในขบวนการลักลอบตัดไม้ป่าสาละวิน ได้เป็นหัวขบวนในการหว่านแหจับกุมชาวบ้านที่มีไม้สักไว้ในครอบครองเพื่อสร้างเป็นผลงาน

ถามว่าชาวบ้านผิดมั้ย ก็ต้องบอกว่าผิดแน่นอนเพราะมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง ขณะเดียวกันหากมองอีกมุมหนึ่งนั่นคือวิถีของชาวบ้านเขา เพราะเขาอยู่กับป่าแต่ไม่ได้หมายความว่าจะตัดป่าได้ เพียงแต่ขอใช้ทรัพยากรที่มีอยู่บ้าง ถ้าไม่ถูกก็ว่ากล่าวตักเตือนหรือหาทางแก้ไขกันไป แต่ไม่ใช่กวาดจับเพื่อทำงานปิดบังอำพรางกันเช่นนี้

ถ้าจะเอาผิดเรื่องการอยู่ในป่าอนุรักษ์ หรือเรื่องการมีไม้ไว้ในครอบครองของคนในแม่ฮ่องสอน มีหวังได้ติดคุกกันแทบยกจังหวัดเพราะแม้แต่หน่วยงานราชการบางแห่งยังตั้งอยู่ในเขตป่าสงวน เช่น ที่ว่าการอำเภอปางมะผ้าตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย

ถึงวันนี้ชาวบ้านรับรู้กันทั้งลุ่มน้ำสาละวินว่าตัวการสำคัญในการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าครั้งใหญ่ในดินแดนแถบนี้เป็นคนกลุ่มไหน มีแต่คนของทางการเท่านั้นแหละที่ทำเป็นไม่รับรู้ สุดท้ายคนเล็กคนน้อยจึงต้องเป็น “เหยื่อ”

เสียงร่ำไห้ของชาวปกาเกอะญอที่ศาลแม่ฮ่องสอนในวันนี้จึงเชือดเฉือนใจยิ่ง
---------------------

ศาลสั่งจำคุก-รอลงอาญา 37 ชาวบ้านแม่ฮ่องสอน
คดีมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง-เสียงร่ำไห้ระงม
ยูเอ็นสนใจส่งคนลงพื้นที่เก็บข้อมูลละเมิดสิทธิ์


เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้อ่านคำพิพากษากรณีที่ชาวบ้านจำนวน 39 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงถูกฟ้องร้องในข้อหามีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง ทั้งนี้นายยงยุทธ สืบทายาท ทนายความในคดีเปิดเผยว่า ศาลได้ตัดสินจำคุมผู้ที่มีไม้หวงห้ามเกิน 2 ลูกบาศน์เมตรตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 7 ปีจำนวน 24 ราย ที่เหลืออีก 13 รายรอลงอาญา และอีก 2 คนเสียชีวิตไปแล้ว

นายยงยุทธกล่าวว่า คดีนี้ชาวบ้านทั้งหมดได้สารภาพตั้งแต่ต้นว่ามีไม้สักไว้ในครอบครองจริง ดังนั้นการต่อสู้คดีจึงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา โดยชาวบ้านเกือบทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีขบวนการลักลอบตัดไม้ในผืนป่าสาละวินแต่อย่างใด มีเพียง 2-3 คนซึ่งตนไม่แน่ใจและไม่ได้ว่าความให้ อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือชาวบ้านเหล่านี้ได้พยายามชี้ให้ศาลเห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านและฐานะทางเศรษฐกิจเพื่อให้ศาลเมตตา โดยศาลได้ส่งพนักงานสืบเสาะเข้าไปสืบเสาะ ซึ่งตนเห็นว่าข้อมูลที่ได้รับคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทีตนชี้แจงไป

“การจับกุมทั้งหมดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม ซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับชาวบ้าน และเป็นเหตุให้มีการบุกตรวจค้นและยึดไม้จากชาวบ้าน โดยเรื่องนี้ได้รับความสนใจจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเพราะ เป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแหโดยไม่แยกแยะใดๆ แล้วให้ชาวบ้านไปแก้ตัวในชั้นศาล เป็นการใช้กฎหมายแบบไม่มีน้ำใจ ทั้งๆที่รู้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้มีไม้ไว้ขายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เพราะหากจับกุมในลักษณะนี้กันจริงๆ คงต้องจับประชาชนอีกมากมายในแม่ฮ่องสอน"นาย”ยงยุทธ กล่าว

นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ ผู้ประสานงานเครือข่ายจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า กรณีการจับกุมชาวบ้านทั้ง 39 คน เป็นการสะท้อนการทำงานของระบบราชการไทยที่มุ่งแต่จับกุมคนเล็กคนน้อย ซึ่งเมื่อวาน(28 ตุลาคม) ได้มีเจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ(ยูเอ็น)เดินทางมาเก็บข้อมูลจากชาวบ้าน อำเภอ ทหาร รวมถึงตนด้วย เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นการละเมิดสิทธิ

นายพงษ์พิพัฒน์กล่าวว่า บรรยากาศเมื่อตอนเช้าภายหลังจากทราบคำตัดสินของศาล บรรดาญาติพี่น้องและชาวบ้านที่ถูกตัดสินให้จำคุกต่างพากันร้องไห้ทั้งในและนอกห้องขัง ทำให้บรรยากาศน่าเศร้าใจมาก บางคนประสบปัญหาไม่มีหลักทรัพย์หรือเงินค้ำประกัน บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อถูกตัดสินจำคุกก็ไม่รู้ว่าครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร

“ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นแม่บ้าน เขามีลูกเล็กๆอายุ 4 ขวบ เมื่อถูกตัดสินจำคุกก็เลยไม่รู้ว่าลูกจะอยู่อย่างไร ขณะนี้ทีมทนายกำลังช่วยกันหาหลักทรัพย์ประกันตัวออกมา ผมอยู่ในบรรกาศเมื่อเช้าแล้วรู้สึกห่อเหี่ยวใจมาก”นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าวและว่า จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้เตรียมตัวไปให้กำลังใจพี่น้องที่ขึ้นศาล แต่ปรากฏว่าได้มีข้าราชการฝ่ายปกครองโทรศัพท์มาข่มขู่ชาวบ้านไม่ให้เดินทางไปโดยอ้างว่าอาจเป็นการทำผิดกฎอัยการศึก

อนึ่ง การจับกุมชาวบ้านทั้ง 39 รายเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ภายหลังจากการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งประกาศนโยบายจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ทั้งนี้ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมาได้มีการลักลอบตัดไม้สักจำนวนมากในผืนป่าสาละวินซึ่งเป็นข่าวคึกโครม แต่ปรากฏว่าทางการไม่สามารถจับกุมหรือดำเนินคดีตัวการใหญ่หรือพ่อค้าไม้ได้เลย ขณะเดียวกันมีข่าวออกมาเป็นระยะว่ามีข้าราชการระดับหัวหน้าปฎิบัติงาน เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบตัดไม้สาละวินในครั้งนี้ ทำให้การตรวจสอบถูกตัดตอนและไม่มีการตั้งคณะกรรมการระดับสูงขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงใดๆและไม่มีหน่วยงานที่ทำงานเชิงลึกทั้งดีเอสไอ หรือตำรวจกองปราบฯเข้ามารับผิดชอบสืบสวนสอบสวนคดีนี้ทั้งๆที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบและดูแลพื้นที่ประกอบด้วย ทหารพราน ตำรวจ กรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ

ประยุทธ์ไปเยือนกัมพูชา กัมพูชารู้ อะไรเป็นผลประโยชน์ของเขาในระยะยาว

Thai junta leader and Prime Minister Prayuth Chan-ocha next to the Thai flag as he arrives at the 10th Asia-Europe Meeting (ASEM) on October 16, in Milan, Italy. AFP
อ. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ให้สัมภาษณ์กับ The Phnom Penh Post เรื่องประยุทธ์ไปเยือนเขมร

แม้ฮุนเซนอยากคืนดี แต่กัมพูชารู้ว่า รัฐบาลทหารมาแล้วก็ไป ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์เป็นผลประโยชน์ในระยะยาวที่แท้จริง

Prayuth makes first visit
30 October 2014
By Kevin Ponniah
Source: phnompenhpost.com

Analysis

When then-Thai army chief General Prayuth Chan-ocha launched a bloodless coup d’etat against a caretaker government on May 22, the Cambodian government at first reacted cautiously.

On the night of the coup, a spokesman said it hoped the military takeover would be “transitional”.

But despite his administration’s close links with the deposed Thai premier, Yingluck Shinawatra, and her brother Thaksin – and its prickly relationship with the Thai military – Prime Minister Hun Sen soon made a series of conciliatory gestures that suggested he recognised that the junta was here to stay.

Today, Prayuth was to arrive in Cambodia for his first official visit since being appointed prime minister by a military-majority National Assembly in August. He was personally invited by Hun Sen on the sidelines of an Asia-Europe summit in Milan earlier this month.

The two-day visit is being hailed as another possible turning point in Cambodia-Thai relations, which have long fluctuated in line with the revolving door of turbulent Thai politics.

“The visit of PM Prayuth Chan-ocha to Cambodia will not only be crucial for the immediate future of Thai-Cambodian relations, it will set the tone for relations over the next few years,” said Paul Chambers of the Institute of Southeast Asian Affairs, affiliated with Chiang Mai University.

“Why? Because both the Thai military and Hun Sen are likely to remain the power brokers in their respective countries over the next several years.”

Prayuth’s military clique is “highly suspicious” of Hun Sen, given his ties to the Shinawatras and the long-running dispute over land surrounding the Preah Vihear temple, Chambers said. But the visit of top Cambodian military brass, including the premier’s son and possible successor, Hun Manet, to Bangkok in July, could be regarded as an olive branch of sorts, he said, paving the way for a thaw in relations.

Bilateral talks during the visit, which will also see Prayuth granted an audience with King Norodom Sihamoni, are set to see memorandums of understanding signed on tourism, human trafficking and a railway connection linking Sa Kaew province in Thailand to Poipet and onto Phnom Penh.

However, there are hopes for far more.

A long-awaited agreement on a joint development area in the Gulf of Thailand, which would allow mutual exploration of possible oil and gas deposits, could be in the offing, analysts say. But the deal remains complicated by decades-old overlapping claims.

And while the International Court of Justice in November last year decided that Cambodia had sovereignty over the promontory that the Preah Vihear temple sits on, the practicalities of the decision have yet to be implemented. A large area in the vicinity also still remains in dispute.

But while both Hun Sen and Prayuth stand to gain from a more stable and cooperative relationship between the two countries, there are serious doubts that any long-term accord will last.

Other sensitive issues include the ongoing shootings of Cambodian loggers at the Thai border and the welfare of Cambodian migrant workers, hundreds of thousands of which fled back to the Kingdom after the Thai military pledged a crackdown on illegal foreign labour shortly after the coup.

“Right now, peace seems to be more important for both Thailand and Cambodia,” said Pavin Chachavalpongpun, a Southeast Asia scholar at Kyoto University who is highly critical of the military government, and who recently had his Thai passport revoked.

“But whenever contentious conflicts can be used to add political scores, these difficult issues will come to the surface. Hun Sen has always seen Thaksin-Yingluck as his long-term interest. So I think the improvement in [the] relationship with the Thai junta could be short-lived.”
ooo


ภาษากายต่างกันชัดเจนนะครับ
น้าผมนี่ตรงอย่างพลทหาร
ตาฮุนนี่แกสบายๆ

เสียงจากเวป...

สำหรับแฟน ๆ...คลิปวีดิโอ แพนด้า จาก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"


https://www.youtube.com/watch?v=vI9xwtCxnI4

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ Facebook ส่วนตัวโดยปรากฏภาพถ่ายของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมด้วยบุตรชาย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร

ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระบุว่า "แวะไปสวนสัตว์แพนด้า ที่เมืองเฉิงตู ในมณฑลเสฉวนของจีน ที่นี่เป็นสวนสัตว์ที่มีแพนด้าอยู่สองชนิด­ค่ะคือ แพนด้าที่เราคุ้นเคยคือแพนด้าที่นี่เขาเรี­ยกว่า Giant Panda มีอยู่ประมาณ 2,000 ตัวในโลกกับ แพนด้าแดง หรือ Red panda นิสัยจะดุกว่าหน่อย เลยไม่ได้เข้าใกล้เพราะเขาขี้อาย อยู่ตามต้นไม้ พบได้ใน ประเทศจีน เนปาล อินเดีย ธิเบต ภูฏานและ เมียนมาร์ มีราว 5,000 ตัวจากทั่วโลก เสียดายวันนี้ไม่ได้เจอหลินปิงที่น้องๆคิด­ถึง เพราะหลินปิงถูกเลี้ยงไว้อีกที่หนึ่งที่เข­าต้องอนุรักษ์ให้อยู่ตามธรรมชาติและดูแลอย­่างใกล้ชิด แต่ก็ประทับใจที่ได้อุ้มหมีแพนด้าอายุ 3 เดือน และอัดคลิปแพนด้ามาฝากเด็กๆด้วยค่ะ”

นอกจากนี้ ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ยังมีการเผยแพร่คลิปบรรยากาศการเที่ยวชมสว­นสัตว์แพนด้า ที่ถ่ายโดย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกด้วย ซึ่งมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตร่วมเผยแพร่แล­ะส่งต่อเป็นจำนวนมาก