วันพุธ, พฤศจิกายน 26, 2557

ชาวเน็ตรุมเอาใจทั่นผู้นำ...“เบื่อกันแล้วใช่ไหม คราวหลังจะให้รำละครเอาไหม หรือจะให้ไม่พูดเลย"


“เบื่อกันแล้วใช่ไหม คราวหลังจะให้รำละครเอาไหม หรือจะให้ไม่พูดเลย"
เมื่อถามว่า ถ้าไม่พูดเลยทำได้หรือไม่
นายกฯ กล่าวว่า "ทำได้ทุกเรื่อง”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, 25 พ.ย.57
นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าเบื่อรายการคืนความสุขให้คนในชาติในรูปแบบเดิมๆ
ที่มา : "นายกฯ"สั่งเปลี่ยนฉากหลังรายการ"คืนความสุข"หลังประชาชน เริ่มเบื่อ!http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1416919907





งอนอย่างกะเด็ก ผู้นำ...ไรวะ













ระวังเศษแก้วบาดมือนะครับ


กลัวเศษแก้วบาดมือไหม

วันนี้หากไม่เขียนเรื่องสัญลักษณ์นิ้วมือ ต้องถือว่าเชยและล้าหลังเอามากๆ

เรามาเริ่มกันแบบทีละนิ้วเลยนะครับ เอานิ้วเดียวก่อน ฝรั่งชูนิ้วกลางขึ้นฟ้าคือการด่า คนไทยชูนิ้วโป้งขึ้นแปลว่า โกรธกัน แต่ตอนนี้อยู่ภายใต้การปฎิรูป ชูนิ้วโป้งกลับหมายถึง Like เมื่อชูนิ้วก้อย ก็แปลว่าดีกัน(นะจ๊ะ) สำหรับจักรพรรดิโรมันจอมเผด็จการ การชูนิ้วโป้งลง แปลว่า ฆ่ามัน! (กรุณาอย่านำมาใช้ในเมืองไทยนะครับ)

สำหรับสองนิ้ว ท่านนายก Winston Churchill แห่งอังกฤษ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางทำเป็นเครื่องหมายตัว V แปลว่า สู้ให้ชนะเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ลูกเสือสำรองก็ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแสดงสัญลักษณ์ สำหรับนิ้วโป้งและนิ้วชี้หากทำให้ติดกันเป็นรูปวงกลม แปลว่า เยี่ยม หรือโอเค (อยากเห็นจังในเมืองไทย)

มาถึงสามนิ้วเจ้าปัญหา(เฉพาะเมืองไทย) ลูกเสือทั่วโลกใช้สามนิ้วมาเกือบร้อยปีแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games : Mockingjay Part1 ใช้เป็นตัวแทนของพลังการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ เสรีภาพและการถูกปลดปล่อยจากการครอบงำ ซึ่งมีคนคิดว่าละม้ายคล้ายเหตุการณ์ในประเทศไทย จึงลอกเลียนทำมั่งจนเป็นปัญหา

สี่นิ้วใช้สำหรับสาบานตนในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ส่วนห้านิ้ว ทหาร ตำรวจ รวมถึงข้าราชการพลเรือน ใช้เป็นท่าวันทยาหัตถ์ ทำความเคารพ (และก็แปลว่า รับคำสั่งไปปฎิวัติด้วย) ส่วน Hitler ใช้ทั้งห้านิ้วและมือขวาเหยียดตรงเฉียงขึ้น แปลว่า ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ (แต่ไม่ตลอดกาล)

เป็นอันว่า นิ้วทั้งห้าถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความรู้สึก ความต้องการ และแสดงอารมณ์ของผู้ใช้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นแล้ว ต้องคิด ต้องแปลความหมาย จะบอกว่า ไม่มีอะไร ไม่ได้

สัญลักษณ์เหล่านี้หากจะมีใครประกาศว่า เป็นของต้องห้ามสำหรับที่หนึ่งที่ใดก็ดูจะเป็นของประหลาด ดังนั้น สำนักข่าวต่างประเทศจึงลงข่าวกันทั่วโลก เพราะเห็นเป็นเรื่องแปลกที่คนชูสามนิ้วแล้วถูกจับ

ผมเข้าใจดีว่า มีความกังวลถึงการเอาอย่างและการขยายผลจนไปถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อที่กระทำอยู่มันขัดกับหลักการสากล และไปกระทบกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จะไปห้ามให้เขาเงียบกริบ ก้มหน้ายอมรับสิ่งที่เขาคิดว่า เป็นการละเมิดคงจะตลก (ถามตัวท่านเองว่า เมื่อท่านไม่ชอบหรือไม่ยอมรับแล้วตัวท่านจะทำอย่างไร)

เรื่องทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้นั้น ผมก็ได้แต่หวังว่าจะคลี่คลายจบลงด้วยดี แต่ถ้าหากถือทิฐิว่า ใครเล็กใครใหญ่ เหตุการณ์อาจจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เสมือนแรงดันในขวด หากไม่ปลดปล่อยเสียบ้างขวดอาจจะระเบิดได้ แล้วระวังเศษแก้วบาดมือนะครับ

The Way Of Thai

https://www.youtube.com/watch?v=275WLDjOd7M&feature=share

Published on Nov 18, 2014
AmaZing คะ

บทสัมภาษณ์ยิ่งลักษณ์ โดย วาสนา นาน่วม ที่ถูกถอดออกและถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันจนอาจมีการตีความผิดเพี้ยนกันไปบ้าง


เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คุณวาสนา นาน่วมออกมา disclaim ว่า “บทสัมภาษณ์” ที่ตีพิมพ์ใน Bangkok Post เมื่อวาน (ซึ่งเว็บไซต์เอาออกไปแล้ว) ความจริงไม่ใช่ “บทสัมภาษณ์” เป็นเพียงการ “เก็บในประเด็นเบาๆ สีสันของอดีตนายกฯหญิง” ก็เป็นเรื่อง amazing อีกครั้งหนึ่งของสื่อมวลชนไทย ตีพิมพ์เป็นเรื่องเป็นราว มีการอ้างอิงคำพูดชัดเจน สื่อต่างชาติทวีตกันแพร่หลาย สื่อไทยเอาไปแปลและเก็บความเยอะแยะ แต่จู่ ๆ ก็มีการบอกปัดและลบทิ้งไปจากประวัติศาสตร์เสียเฉย ๆ ผมไม่ทราบเบื้องหลังเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่ามี“แรงกดดันมหาศาล” แน่นอน


สังคมที่แม้แต่สื่อยังต้องปิดปากตัวเอง จะไปปฏิรูปอะไร๊ แปลกนะครับ แบ๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ

ใครอยากอ่าน
https://dl.dropboxusercontent.com/…/Yingluck%20saw%20the%20…

https://www.facebook.com/WassanaJournalist/posts/807855799272880:0
Pipob U
ooo
Yingluck's first interview
Yingluck: 'Carjacked' into home-stay, and now mulling a memoir and a future return to politics. (Photo by Wassana Nanuam)
In her first public interview since she was ousted, Yingluck Shinawatra said she knew from the day she became prime minister her administration would end up toppled from power in a military coup. 

Published: 24 Nov 2014

Ex-premier mulls returning to politics and a memoir

Wassana Nanuam

Yingluck Shinawatra said she knew from the day she became prime minister her administration would end up toppled from power in a military coup, just as her brother, Thaksin Shinawatra, was.

Ms Yingluck, in her first public interview since she was ousted, defended her administration and rejectedaccusations of corruption, comparing the coup to a carjacking. She also said she has designs on a parliamentary run in 2016 if she is allowed.

"I knew from the first day I was prime minister that if it wasn't cut short by the independent agencies or the judiciary, it would be a coup," Ms Yingluck said.

Ms Yingluck has come under fire for a failed rice-subsidy plan that is alleged to have cost the state 600 billion baht in losses.

She faces the prospect of impeachment and possibly a trial in the Supreme Court for alleged dereliction of duty in the scheme.

She rejected any wrongdoing and says she intends to fight the case. The rice-pledging policy benefited the farmers, she said, adding that rice-subsidy policies have been implemented by other governments.

The coup that ended her administration was similar to the one that brought down her brother. Thaksin was driven out of power in the Sept 19, 2006, coup by former army chief Gen Sonthi Boonyaratglin.

It has been six months since Ms Yingluck was ousted from power by the National Council for Peace and Order (NCPO), the military junta headed by former army chief Prayut Chan-o-cha who has since replaced her as prime minister.

"I try to keep a low profile, in keeping with the request by the NCPO. These days, I read books, meet up with friends and eat out or go shopping. But it's not often that I do this. I don't want to be in the news," Ms Yingluck said.

She said right now, what she does in life isn't always up to her.

"Since the coup, someone else has chosen the path I walk for me. I have no idea what other path they might draw up for me. I'm not at all in a position to choose," Ms Yingluck said, addressing herself as "Poo", her nickname.

Looking back, she said she has no regrets about her short tenure as premier.

"I did my best to fulfil my duty as a prime minister installed via an election and who preserved democracy," she said.

"It's the same as if the people had handed me the car keys and said I must drive and lead the country. Then suddenly, someone points a gun at my head and tells me to get out of the car while I'm at the wheel driving the people forward."

Ms Yingluck said that if in 2016 there is a general election and she is still qualified to stand, she intends to run for parliament. The NCPO has issued a road map which includes drafting a new charter by the latter half of next year. A general election is expected at the beginning of 2016.

"I don't know what the future holds," she said.

Ms Yingluck said she now takes care of the house and looks after her only son, Supasek "Nong Pipe" Amornchat, to fill the time taken up for more than two years by the frenetic schedule of being prime minister.

Whiling away the time, she now cultivates mushrooms in her garden at her home in Bangkok. She said it is soothingto watch what she grows.

She is thinking about writing a book about her life as prime minister. She said she remembers "who did and said what" during her administration, which might be material for the book, if she decides to become an author.

She and her son went on a trip to Japan last month after they were given the green light from the NCPO. There they met with Thaksin.

But Ms Yingluck maintained she has no plans to escape legal cases against her.

"I told Gen Prayut before I took the overseas trips that he should rest assured. I won't run away," she said.
ooo



"วาสนา" แจงข้อเขียน เรื่องชีวิต "ยิ่งลักษณ์" หลังรัฐประหาร แค่ต้องการเสนอมุมๆเบาๆสีสัน ไม่ได้เน้นประเด็นการเมือง ยันไม่ได้เป็นการให้สัมภาษณ์ แต่เก็บในประเด็นเบาๆ สีสันของอดีตนายกฯหญิง มาเขียน พร้อมขออภัย หากทำให้มีการตีความหมายผิด และการเน้นประเด็นในหนังสือพิมพ์ อาจไม่ตรงกับที่ผู้เขียน นำเสนอไป เพราะผู้เขียน เสนอในมุมสีสันเบาๆ แต่หนังสือพิมพ์ อาจมองในมุมหนักๆ ดึงมาขึ้นประเด็น ที่แตกต่างไปจากที่ ผู้เขียน นำเสนอไปบ้าง...แต่ก็ถือเป็นความผิดพลาดของ วาสนา ผู้เขียนเอง จึงขอชี้แจง มา ณ ที่นี่

“ยิ่งลักษณ์” ปฏิเสธข่าว พร้อมที่จะลงเลือกตั้ง เพราะยังไม่รู้อนาคตของตัวเองเลยว่าจะเป็นอย่างไร แค่พร้อมชี้แจงต่อสู้คดี เท่านั้น พร้อมที่จะช่วยเหลือสังคมและประชาชน ในฐานะอื่น ที่ไม่ใช่นักการเมือง อาจเป็นนักสังคมสงเคราะห์ และทำหน้าที่ คุณแม่-แม่บ้าน อ่านหนังสือ -เพาะเห็ด และอาจใช้เวลาว่างในการเขียนบันทึก เขียนหนังสือ ไปดีกว่า

จากกรณีที่หนังสือพิมพ์ บางกอก โพสต์ ลงข่าว น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยชีวิต ๖เดือนหลังการรัฐประหาร โดยเล่าว่า ก็อยู่เงียบๆ ให้ความร่วมมือกับ คสช. และได้กลับมาทำหน้าที่คุณแม่ ชดเชยเวลาที่ผ่านมา ในการดูแล น้องไปป์ อย่างเต็มที่ และทำหน้าที่แม่บ้าน

โดยในตอนหนึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เผยว่า “ตอนนี้เป็น “แม่บ้านสมองซื้อ” เพราะทำอาหารไม่เก่ง เลยได้แต่คิดเมนู แล้วก็ไปซื้อ มาให้แม่ครัวทำให้” รวมทั้ง เผยว่า เธอหันมาเพาะเห็ดนางฟ้า ไว้ที่บ้าน เพื่อเอาไว้ทำอาหารทานเองในบ้าน

เมื่อถาม ถ้ามีเลือกตั้ง จะลงเลือกตั้งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่รู้อนาคตตัวเองเลย เพราะหลังรัฐประหาร ตนเองก็ไม่ได้เป็นคนเลือกเส้นทางชีวิตตัวเอง ไม่มีทางเลือกอะไรมากนัก แต่ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือสังคม และไม่ทิ้งประชาชน โดยอาจทำหน้าที่ในฐานะ นักสังคมสงเคราะห์ ก็ได้ หากไม่ได้เล่นการเมือง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้บอกว่า เธอจะลงเลือกตั้ง แต่เธอไม่รู้อนาคตของตัวเองมากกว่า ที่พร้อมต่อสู้คดี ที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น

ในฐานะที่ วาสนา เป็นคนไปร่วมวงพูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และเป็นคนเขียนข่าวนี้ ขออนุญาตชี้แจงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ แต่แค่ วาสนา หยิบมาเขียน ในส่วนที่เป็นเรื่องเบาๆสีสัน เท่านั้น เพราะรู้ดีว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะให้สัมภาษณ์ในประเด็นทางการเมืองได้ แต่เห็นว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกรัฐประหาร ว่าชีวิตในแต่ละวัน เปลี่ยนไปอย่างไร บ้างเท่านั้น

แต่เมื่อมีการแปลความหมาย และตีความ ข้อเขียนของ วาส ใน บางกอกโพสต์ ในมุมการเมือง และอาจมีการตีความหรือเข้าใจผิด ไปบ้างนั้น วาสนา จึงขออนุญาตชี้แจง เพราะในการพูดคุยนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ย้ำเสมอว่า ให้สัมภาษณ์ไม่ได้

แต่ วาสนา ขอแค่มาเขียนในส่วนที่เป็นสีสัน และใส่ ประเด็น อนาคตเลือกตั้ง ไปแค่สั้นๆ อยู่ในเนื้อหาเท่านั้น ไม่ได้หวังผลใดๆทางการเมืองเลย แค่เห็นว่า เป็นช่วง ๖เดือนรัฐประหารพอดีเท่านั้น และเป็นโอกาสที่ได้พูดคุย กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงได้เก็บมาเขียน

แต่เมื่อ ข้อเขียนของ วาสนา ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ อาจมีการตีความผิดเพี้ยนกันไปบ้าง และปัญหาในเรื่องการเขียน อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิด ในฐานะผู้เขียน จึงขอชี้แจงมา ณ ที่นี้ และหากพูดจากความรู้สึกแล้ว จากการพูดคุย รู้สึกได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจกำลังถอดใจ และอาจไม่เล่นการเมือง และไม่ลงเลือกตั้ง ก็เป็นได้

สิ่งใดที่เกิดจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน จากข้อเขียนของ วาส เอง วาสก็ขอน้อมรับความผิดพลาด นั้นไว้ด้วยตัวเอง เพียงผู้เดียว และรู้ดีว่า คงจะถูกเสียงตำหนิ ก่นด่า จากหลายฝ่าย ก็ตาม
ooo

เรื่องเกี่ยวข้อง...

"บิ๊กตู่" ฮึ่ม "ยิ่งลักษณ์" ระวังโดน ห้ามไปต่างประเทศ เบรก ธุรกรรม
https://www.youtube.com/watch?v=l1RNieT6_Mc

Published on Nov 25, 2014
มติชนทีวี 25 พ.ย. 2557 : เมื่อเวลา 14.15น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษความสงบแห่ง­ชาติ(คสช.)ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม­.ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อบางสำน­ักมั่นใจว่าไม่มีความผิดจากคดีรับจำนำข้าว­และหากมีการเลือกตั้งปี2559 จะลงสมัครอีกครั้งว่า "ท่านพูดได้ก็พูดไป ใครไปจี้ท่านเหรอ" ทั้งนี้ที่ท่านพูดเขาเรียกว่าวาทกรรมก็พูด­ไป
...

ความเห็นต่อ'"บิ๊กตู่" ฮึ่ม "ยิ่งลักษณ์' จาก FB หยุดดัดจริตประเทศไทย (edited)

ประยุทธ์ กร้าว! "ไม่ห้ามยิ่งลักษณ์ ลงเลือกตั้ง"

แต่ขู่ว่าถ้าออกมาพูดสร้างความแตกแยก ต่อไปอาจจะไม่ได้
ไป "ต่างประเทศ"

แหม......วันศุกร์ที่แล้ว ...ผ่านรายการว่า เป็นสุภาพบุรุษ
ต้องให้เกียรติสุภาพสตรี ผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิง

มาวันนี้พอเขาพูดไม่ถูกหูเข้าหน่อย ก็แสดงพฤติกรรมกร่าง ใช้อำนาจบาตรใหญ่ จะเล่นงานคนนั้นคนนี้ มึงนี่มันสุภาพบุรุษจริงๆ

พูดแล้วทำไม่ได้ อย่าพูดเลย ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยเหลือค่าเท่าไรแล้ว
อย่าว่าแต่เป็นคนเลย ...ยังดีกว่า

// แอดมินดัดจริต

FP Interviews Thongchai Winichakul: Thai Democracy Is Gone and Won't Return Anytime Soon


BY JUSTINE DRENNAN
Foreign Policy Blog
NOVEMBER 25, 2014 - 08:45 AM

When Thai military leaders ousted the government of Prime Minister Yingluck Shinawatra six months ago, their real target was the enduring influence of her brother, Thaksin Shinawatra, who was himself ousted in a 2006 coup.

Thaksin, also a former prime minister, is admired by the rural poor for his social welfare programs but despised by the traditional urban middle class and elite, who accuse him of vote-buying and disrespect for the country's revered monarchy. During his time in office, Thaksin stoked a conflict between these groups that has continued to rage even after he fled the country and went into self-imposed exile.

Yingluck was forced to step down in May shortly before Thailand's 12thsuccessful coup since doing away with absolute monarchy in 1932. The military putsch appeared to be aimed at re-establishing elite control over a political system that had been moving toward empowering ordinary Thais, especially in rural areas and the country's north and northeast.

Since then, a conservative military-led regime has clamped down on civil society, restricting freedom of assembly and the press, and ramped up prosecutions of alleged insults to the ailing king under Thailand's notoriously harsh lèse-majesté laws. After protesters adopted the three-finger salute from the Hunger Games movie franchise as a symbol of protest, the regime pressured movie theaters not to show the series' latest film and banned the gesture.

Thongchai Winichakul has been watching these developments with dismay. A leading scholar of Thai history, Thongchai witnessed a previous military crackdown first-hand as a student and pro-democracy activist. In October 1976, the military seized power and brutally suppressed a protest at Thongchai's university. Thongchai was arrested and remained in prison for nearly two years before being freed to finish his degree. Thai authorities barred him from further political activities.

After obtaining his diploma, he moved to Australia for graduate studies and wrote a key work on Thai history, Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation, which political theorist Benedict Anderson cited extensively in recent editions of his landmark book Imagined Communities. Now a professor of history at the University of Wisconsin-Madison, Thongchai spoke to Foreign Policy about Thailand's latest military government and the bleak prospects of the country returning to a truly democratic system anytime soon.

The interview has been lightly edited for length and clarity.

FP: John Sifton of Human Rights Watch recently wrote that Thailand's other recent coups, in 1991 and 2006, were "short-lived ‘resets,'" but that it looks like this latest coup, like some during the Cold War, will have longer-lasting effects. What do you think of this take?

TW: Well, let's put it this way: I'm not sure the current junta will stay in power for long. But even if this group is out, it doesn't mean that Thailand will return to the kind of electoral democracy seen before 2006. I think the effects of this coup will stay with Thailand for a long time. People keep talking about how many coups, how many constitutions, but as far as I see it, three coups so far have been more important than the others. Most coups have been elite factional fighting, so they could last long or not but don't change things much.

This latest coup is one of the three, I believe, where the elite fighting is just the tip of the iceberg. The coup in 1957, the coup in 1976, and this one: These three are about much deeper structural conflicts. They are a reflection of class conflict.

The rise of a new urban, formerly rural, sector -- this kind of social structural change is in conflict with the existing political system. People who are newly urban become charged with energy for electoral democracy, in conflict with the political system where the network of the monarchy is kind of dominant within the elite, which never trusts electoral democracy.

FP: How did this conflict play out in the three coups you mentioned?

TW: The coup in '57 reflected the way that Thai society after World War II had changed a lot. It was not a small state controlled by a few people anymore. Some parties were more liberal, and the military was not happy. It was the beginning of the Cold War, too. America intervened particularly heavily in the late 50s. So the '57 coup became a historic turning point toward a more conservative, anti-communist period.

In the 70s, there was a changing situation in terms of a bigger urban sector, a bigger middle class, and an uprising of students, intellectuals, and others in the middle class. The '76 coup was a reaction against that. But in the 70s, democracy remained mostly limited to Bangkok. People did not enjoy the benefits of electoral democracy throughout the country.

This time, it's spread all over the country. It's spread to people in the north, where in the 70s they didn't really care about politics, to people in the rural sector. They're now engaged and vote, and they want the benefits of electoral democracy. But the Bangkok middle class has resisted and become kind of conservative, because they want to preserve their own power.

FP: What do you think of the idea that Thailand appears unable to become a functioning democracy?

TW: The fact that Thailand was never formally colonized -- I hate to say this, but it has a downside. The Thai ruling class was never swept away. Thailand has never had the experience of radical revolution. The same elite ruling class and their orthodox culture adapted in a way that didn't hurt their power. So the same elites were the ones who tried to modernize, and they became a kind of gateway to the discourse of modernity. In fact, this is still the attitude of the anti-democracy elite today.

FP: How much is your analysis informed by your experience as a pro-democracy activist who was imprisoned after the 1976 coup?

TW: People who don't like me always say I'm too strongly biased against the monarchy. I don't believe so. I think my experience means I don't have illusions like most Thai people about the monarchy, but I don't think it's a strong bias, and I never take this personally. I see them just like any other political force.

FP: How would you compare the atmosphere after the most recent coup to the clampdown you experienced as a pro-democracy activist in 1976?

TW: 1976 was much worse. But it's hard to compare. I thought that by the 80s, the 90s, Thailand had come a long way. I couldn't believe a coup could roll back so many things. I've got to believe that even those people that called for the coup -- those people who hate Thaksin so much -- I want to believe that even they are now not really happy with this coup regime, because the conservatives are rolling back so much. It's so stupid! For example, they're making the school kids memorize the "12 Thai values" and to recite them every morning. It's stupid.

They're also rolling back the work for decentralization that has been going on since the ‘70s to end the system by which district heads and village heads can be in power forever, and to make the village system a mechanism for decentralization. Many parties, many intellectuals, many NGOs, fought for this for 30 years until reforms were introduced in the 1997 constitution. One of this coup's orders was to suspend the whole system of decentralization through the districts. So now what people fought step-by-step to change has gone back to a system designed in 1893. That is how conservative it is.

FP: How much was this recentralization order aimed at reining in the country's north and northeast due to those regions' support for the Shinawatra family?

TW: I believe that is the reason. They looked for a system to control the north and northeast.

FP: What form do you think this conflict will take going forward?

TW: I think the conflict will go on indefinitely, but I'm not sure what form it will take. The value of electoral democracy has been discredited so much. Regardless of what happens, I believe that electoral democracy like what was seen before 2006 will not return for a while. I believe that there will be some kind of "guided democracy," to use the leadership's term, and a new election will be heavily controlled by the monarchists, with maybe an appointed upper house, or half of the upper house appointed. Even the lower house could be to some extent appointed, or reduced in size. Or there could be some kind of system that reduces the votes of people in the north and northeast. It's not a formal proposal, but it's been proposed to have one MP per province. The northeast has a huge population, so this would reduce that region's representation.

This analysis, though, doesn't take into account two other things that could happen tomorrow: the king dying, and revolution. Even though there is deep structural conflict, I don't believe we can say when a revolution is coming.

FP: When did you realize how significant this latest coup was?

TW: I have warned since last December that a coup was possible, and that if it happened, it would be harsh and unlike most other coups, partly because of the failure, in the conservatives' view, of the 2006 coup [which ousted Thaksin but didn't eradicate his influence].

If the king were still young and healthy, maybe the royalists would feel they could fight electoral democracy without staging a coup. But with the uncertainty about who will succeed the king, they felt they had to strike first. If the conservatives allowed free and fair elections, they would lose.

But the structural change, in terms of people now being educated about electoral democracy, cannot be rolled back. The conservative side still believes Thailand is a kind of extended version of a small village. They believe that a good authoritarian father has the virtue to guide people to goodness. That's impossible. Thailand has developed so much that democracy in one form or another is needed, because they must allow people to negotiate their different interests. I believe that democracy is not West or East. Whenever a society becomes more complex, at a certain point, people's differences in interests are so great that it's impossible to contain. Democracy is the only good system for that kind of complex society.

PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images

วันอังคาร, พฤศจิกายน 25, 2557

จดหมายเปิดผนึกถึงแนวร่วมประชาธิปไตยและคุณสมศักดิ์ บก.ไทยอีนิวส์


พวกเราชาวไทยอีนิวส์ ต่างก็ทำงานกันด้วยความตระหนักถึงความเสี่ยงต่อการถูกโยนคดีมาตรา 112 มาให้เมื่อใดก็ได้ เพราะนี่คือความจริงของประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์การเมืองไทยนับเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อันส่งผลต่อการก่อกำเนิดเวบข่าวไทยอีนิวส์ เพื่อเปิดพื้นที่การเผยแพร่ข่าวที่สื่อกระแสหลักไม่อาจกระทำได้ หรือเลี่ยงที่จะไม่กระทำ

มาตรา 112 ถูกนำมาใช้เล่นงานคนทำงานสื่อ นักกิจกรรม และชาวบ้านพุ่งสูงขึ้นมากนับตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งในฐานะของการยืนยันถึงการเป็นสื่ออิสระ ไทยอีนิวส์ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง ที่จะไม่นำเสนอปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 รวมทั้งปัญหาภายในชาติ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการปิดกั้นการพูดถึงหรือวิจารณ์การเมืองที่มีความเกี่ยวข้องพัวพันไปถึงสถาบันกษัตริย์

แม้จะพยายามทำข้อมูลและเขียนข่าวกันด้วยความระมัดระวัง โดยที่ไม่ยอมให้ความกลัวอยู่เหนือมโนสำนึกและความรับผิดชอบของการทำหน้าที่สื่อ ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงไม่อาจเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่เสี่ยง

คุณสมศักดิ์ เป็นหนึ่งในทีมงานไทยอีนิวส์ที่อยู่ในความเสี่ยงเสมอมา และก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบหลายด้านจากการพยายามทำหน้าที่สื่ออย่างอิสระและยึดมั่นในหลักการแห่งเสรีภาพสื่อ แม้ว่าจะตระหนักถึงอันตรายและความเสี่ยงจากการทำหน้าที่สื่อในประเทศที่ได้ชื่อว่า "ไม่มีเสรีภาพสื่อ" เช่นประเทศไทย คุณสมศักดิ์ก็เผชิญหน้ากับความเสี่ยงเหล่านั้นด้วยความกล้าหาญ

ข่าวการถูกจับกุมตัวของคุณสมศักดิ์และการตัดสินจำคุกกันด้วยกฎหมายที่ไร้ซึ่งหลักการแห่งความยุติธรรมเช่นมาตรา 112 - ยิ่งไม่ต้องกล่าวว่าตัดสินโดยศาลทหารในสภาวะประเทศอยู่ในช่วงการถูกทำรัฐประหารและกฎอัยการศึกเช่นนี้ กับข้อกล่าวหาอันเลื่อนลอย - แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะเรียกได้ว่า นี่คือความยุติธรรม

คำพูดของคุณสมศักดิ์ที่บอกต่อสาธารณชนรวมถึงพวกเราทีมงานด้วยที่ว่า "We shall overcome" จึงเป็นทั้งคำประกาศ และคำสัญญา ถึงการคงมั่นในการทำหน้าที่ของพวกเราทุกคน เพื่อสร้างประเทศไทยที่ตั้งมั่นอยู่บนอุดมการณ์แห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย 

แม้จะรู้ว่าคุณสมศักดิ์เข้มแข็งและมีขวัญกำลังใจที่แกร่งกล้า แต่ก็ขอส่งกำลังใจ ความระลึกถึง และความเคารพไปยังคุณสมศักดิ์ และให้คำมั่นว่า จะคงทำหน้าที่ขับเคลื่อนไทยอีนิวส์ให้เป็นสื่ออิสระและมีคุณภาพต่อไป


"We shall overcome" :สมศักดิ์ ภักดีเดช บก. เว็บไทยอีนิวส์

ภาพจากหน้าปกเฟชบุ๊ค ของ Somsak Pakdidech Na Ayuthdhaya

ศาลทหารลงโทษจำคุก 9 ปี บก.เว็บไทยอีนิวส์ ข้อหา ม.112

บก.เว็บไทยอีนิวส์ถูกลงโทษ 9 ปีแต่เนื่องจากรับสารภาพจึงรับโทษเพียงกึ่งหนึ่ง ฐานเผยแพร่บทความของ ใจ อึ๊งภากรณ์

24 พ.ย. 57 ศาลทหารลงโทษจำคุกบรรณาธิการเว็บไซต์ไทยอีนิวส์เก้าปี ในข้อหาตามมาตรา 112 แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพจึงลงโทษเหลือสี่ปีหกเดือน จากการเผยแพร่บทความของใจ อึ๊งภากรณ์ ในเว็บเมื่อปี 2554

บรรณาธิการซึ่งมีนามปากกาว่า สมศักดิ์ ภักดีเดช ได้ให้การรับสารภาพต่อหน้าศาลในการนัดสอบคำให้การในเช้าวันจันทร์

สมศักดิ์กล่าวกับประชาไทว่า ไม่รู้สึกเหนือความคาดหมายกับการถูกจำคุกสี่ปีหกเดือน โดยส่วนตัวเชื่อว่าสรรพสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เบื้องต้นตนไม่ได้รับอนุญาตให้พูดอะไร แต่อยากฝากบอกคำว่า We shall overcome [เราจะชนะ] ถึงเพื่อนๆ

สมศักดิ์ถูกจู่โจมจับที่บ้านวันที่ 25 พ.ค. ด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจอาวุธครบมือประมาณยี่สิบคน ก่อนถูกนำมาสอบสวนในค่ายทหารและให้ตำรวจดำเนินการแจ้งความ ทนายของสมศักดิ์ได้เคยทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวสมศักดิ์หลายครั้ง แต่ศาลทหารไม่เคยมีคำสั่งให้สมศักดิ์ได้รับการประกันตัวเลย

(ข้อเขียนถึง สมศักดิ์ ภักดีเดช จาก บก. ฟ้าเดียวกัน) 






ถึงพี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช"
......
ในฐานะคนทำสื่อ และติดตามอ่านข่าวจากไทยอีนิวส์ ทราบข่าวว่าพี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" ถูกศาลทหารตัดสินจำคุก 9 ปี และลดโทษเหลือ 4 ปี 6 เดือน ด้วยความเศร้า
ศาลทหารลงโทษจำคุก 9 ปี บก.เว็บไทยอีนิวส์ ข้อหา ม.112 http://prachatai.org/journal/2014/11/56660

เพราะผมเชื่อว่าพี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" คงมั่นใจว่าสิ่งที่นำเสนอผ่านไทยอีนิวส์ นั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะ "ไฮเปอร์รอยัลลิสต์" ที่การนำเสนอดังกล่าวจะมีความเสี่ยงอย่างสูงก็ตาม

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 พี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" ก็กลายเป็นเหยื่อรายแรกๆ จากกรณี 112 ดังข่าวที่เผยแพร่ผ่านประชาไทว่
เหตุที่พี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" โดนจับกุมนั้นเนื่องมาจาก "การเผยแพร่บทความของใจ อึ๊งภากรณ์ ในเว็บไทยอีนิวส์ เมื่อปี 2554" หรือเมื่อ 3 ปีก่อนหน้านั้น

ทั้งนี้ในข่าวบอกด้วยว่า พี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" โดนจับกุมตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2557 ที่บ้านพัก หรือ 3 วันหลังรัฐประหาร ซึ่งพี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" ก็ยังมั่นใจว่าตนเองยังเคลื่อนไหวภายใต้กรอบที่คิดว่าตัวเองปลอดภัย จึงยังไม่ได้หลบหนีไปไหน

แต่ในวันนั้นเองที่ได้มีคำสั่งคณะรัฐประหารให้เพิ่มฐานความผิดที่ต้องขึ้นศาลทหาร

คสช.เพิ่มอำนาจศาลทหารจัดการคดีความผิดต่อสถาบันฯ - ความมั่นคง - ประกาศและคำสั่ง
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx…

นี่อาจจะเป็นเรื่องที่พี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" ประเมินผิด

กล่าวสำหรับผม ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2557 ผม อ.สุรพศ ทวีศักดิ์ อ.สุดสงวน สุธีรสร นั้นถูกคุมตัวอยู่ที่ค่ายทหารในจังหวัดราชบุรี ซึ่ง 1 วันก่อนหน้านั้นเราที่มา รายงานตัวได้ถูกสอบเกี่ยวกับเรื่อง 112 มาก่อนหน้าแล้วที่สโมสรทหารบกเทเวศร์

สำหรับข่าวคราวที่ได้รับมาบ้างก็เป็นหนังสือพิมพ์ และทีวีช่องต่าง ๆ ที่ถูกคุมอย่างเข้มงวดในขณะนั้น แม้ว่าเรา 3 คนจะ หลุดออกมาได้ โดยที่อ.สุดสงวน สุธีรสร อยู่ประมาณ 3-4 วัน ส่วนผมกับ อ.สุรพศ ทวีศักดิ์ อยู่ครบ 7 วัน

แต่กว่าผมจะรู้ข่าวว่าพี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" ถูกจับกุมก็หลังจากออกจากค่ายทหารมานับเดือน โดยที่ แหล่งข่าวกำชับว่าอย่าเผยแพร่

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เวลาอีกไม่เกิน 4 ปี 6 เดือน นับจากที่พี่ "สมศักดิ์ ภักดีเดช" สูญสิ้นอิสรภาพ คงไม่นานเกินไป

หมายเหตุ : ตอบธนาพล อิ๋วสกุล
ขอบคุณครับสำหรับกำลังใจ กี่เดือนกี่ปีก็ไม่นาน หากมันเป็นจำนวนเวลาที่เราจะ overcome 
สมศักดิ์ ภักดิเดช ณ จำปาสัก (แทน)