วันอังคาร, กันยายน 16, 2557

พวกใส่เสื้ออินทรธนูติดดาวนี่ชอบต่อล้อกับกริชสุดาเสียจริง


พวกใส่เสื้ออินทรธนูติดดาวนี่ชอบต่อล้อกับกริชสุดาเสียจริง

คราวก่อนลุงยู้ธคนหนึ่งแล้ว คราวนี้ลุงโย้สอีกคน

เร่อร่ากล่าวหาเด็กเกินกว่าน่าจะเป็น แล้วก็พิสูจน์ยาก

แถมหนึ่งในผู้ต้องหามีหลักฐานว่าอยู่ลำปางตอนเกิดเหตุ (ภาพ)



หนูเปิ้ลจึงชวนคุณลุงไปปราบยาเสพติดในกล่องดอยคำดีกว่ามั้ง
(http://thaienews.blogspot.com/2014/09/blog-post_23.html)

เลยเกิดการแถไถไปน้ำขุ่นๆ ว่าไม่ได้ 'กล่าวหา' แต่แค่ 'ตั้งข้อสังเกตุ' เท่านั้น
(http://thainews.prd.go.th/centerweb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5709140010023&utm_source=NBTfeed&utm_medium=twitter)

ส่วนพวกเบี้ยใต้ถุนร้านที่จ้องสอดแทรก สบช่องพลอยพยักด้วยบ้าง

เมื่อถาวร แสนจะเนียน อ้างว่ารู้จัก 'ชายชุดดำ' ตัวจริงตั้งสี่คน

เคยมาขอเงินคนละ ๑๐ ล้าน แลกกับการเปิดโปงผู้บงการ ตนไม่มีจะให้

เสียแต่ว่าถูกเบรคจากคนในของ นปช. และเพื่อไทย จนติดกึก

'หมอเหวง' ตั้งคำถามง่ายๆ ในเรื่องตรรกะของผู้เป็นนักกฏหมาย
(https://www.facebook.com/wengtojirakarn?fref=nf)

“ทำไม่คุณไม่ส่งตัวไปให้ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย ในเมื่อพวกคุณเป็นรัฐบาล

หรือหากเรื่องนี้เกิดในเวลาที่พวกคุณเป็นฝ่ายค้าน นี่ยิ่งเป็นอาวุธทางการเมืองที่ทรงมหิทธานุภาพ ในการทำลายล้างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้อย่างเด็ดขาดที่สุด

ทำไมคุณไม่ทำ"

ลงเอยท่านพันธุ์ม่วงเลยต้องบอกปัดไปว่า "ทางเราก็จะต้องมีการเช็คข่าวให้รอบด้าน เพื่อไม่ให้ถูกหลอก และเพื่อความชัดเจนของคดีอีกด้วย"

งานนี้คงจบยากหลังจากวรวุฒิ เทือกชัยภูมิ นักศึกษา ม. สารคามไปโผล่ที่ญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ 'เอ็นเอชเค' ถึงก้นบึ้งเรื่องทหารข่มเหง (ภาพ)



"มึงเคยโดนไหม...อุ้มหาย...ไม่มีแม้กระทั่งรอยนิ้วมือ"

มิน่า 'ซ๊เอ็นบีซี' ถึงได้ชมท่านผู้นำว่ายังกะคิมจองอิล

จวบกับแอมเนสตี้ออกมาจี้อีกครั้ง ที่ว่าการปราบปราบ 'เด็ก' เห็นต่างอย่างรุนแรง ไม่มีทีท่าจะลดลง
(http://thaienews.blogspot.com/2014/09/100_12.html)

เรื่องน่ะไปถึงเลขาฯ บันคีมูน นานแล้วละ รอแต่เวลาที่พวกลุงๆ เหลิงหนักกว่านี้เท่านั้น



โอ๊ยยย ท่านผู้นำช่างกล้า..."ผมไม่ได้แย่งอำนาจใครมา แต่เพราะเขาทำไม่ได้ ผมจึงมาทำแทน"

ooo



นายกฯ ขอความร่วมมือคนไทยใช้วิกฤติเป็นโอกาสสร้างชาติ

ภาพจาก Maysaa Nitto
เรื่อง mcot.net

สโมสรทหารบก 15 ก.ย.-นายกฯ รับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร ขอความร่วมมือภาครัฐ เอกชน พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ยันต้องควบคุมการให้ร้าย สร้างความแตกแยกผ่านโซเชียลมีเดีย คุยตัวเลขเศรษฐกิจหลัง คสช. เข้ามา ตัวเลขไม่ติดลบ เร่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตร ตั้งคณะกรรมการดูเฉพาะเรื่อง เชื่อคนร้องเรียนเรื่องข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย คือคนกลาง ไม่ใช่คนจนที่ได้รับผลกระทบจริง และจะเร่งแก้ปัญหาความไม่สงบใต้ให้ดีที่สุด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ารับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2558-2562 ของคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นปี 2556 ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี พร้อมกล่าวให้ความเห็นว่า วันนี้เข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และมางานนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วย ก็รู้สึกแปลกๆ เพราะมีหลายตำแหน่ง ซึ่งแต่ละงานก็ใช้ตำแหน่งหน้าที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ในอีกไม่กี่เดือนนี้จะเกษียณอายุราชการในอีกตำแหน่งแล้ว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีทั้งวิกฤติและโอกาส จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้ง คสช. รัฐ เอกชน ร่วมกันพลิกวิกฤติที่มีให้เป็นโอกาสให้ได้ แต่ยังติดปัญหาเรื่องการกล่าวให้ร้าย สร้างความแตกแยก ขาดความสามัคคี ผ่านโซเชียลมีเดีย จนแทบจะไม่เหลือคนดีในประเทศแล้ว ดังนั้น ต้องควบคุมเรื่องนี้ให้ได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาด้านเศรษฐกิจ 6 เดือนแรกของปีอาจจะติดลบ แต่ 4 เดือนมานี้คาดว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจจะไม่ติดลบแล้ว

“ส่วนเรื่องการจัดเก็บภาษี แค่แจ้งในเบื้องต้น ทั้งคนจน คนรวย ต่างตกใจ ทั้งที่ยังไม่เริ่มดำเนินการ ทุกอย่างต้องได้รับการแก้ไข ปัญหาด้านการศึกษาก็เป็นปัญหาหลัก ทุกวันนี้การศึกษาเราต้องพัฒนา เพราะปัญหาหลายอย่าง การชุมนุมประท้วงบางทีก็รู้ไม่เท่าทัน มีการหลอกเขามาจนสร้างปัญหาอย่างที่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น ต้องให้คนมีการศึกษา เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือใคร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการดูเฉพาะเรื่องขึ้นใหม่ เช่น เรื่องข้าว สินค้าเกษตร จากเดิมที่ คสช. ตั้งไว้ 11 คณะ เพื่อสานต่อแนวทางตาม คสช. ดังนั้น การทำงานจะมีความเป็นเอกภาพ ไม่มีความขัดแย้ง

นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าคนที่ร้องเรียนเรื่องข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย คือคนกลาง ไม่ใช่คนจนที่ได้รับผลกระทบจริง เช่น ยางพาราต้องการราคาสูง ในขณะที่ราคาตลาดอยู่เพียง 60 บาทต่อกิโลกรัม รัฐจึงไม่สามารถรับซื้อเพื่อไปขายต่อได้ ดังนั้น จึงเห็นว่าการลดต้นทุนการผลิตเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวยอมรับว่า รู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นน้ำตาชาวบ้านที่ถูกหลอกให้รุกป่า ดังนั้น ต้องเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ จากปฏิบัติการล่าสุดพบว่าคืนพื้นที่ป่าจากการบุกรุกได้กว่า 10,000 ไร่

ส่วนปัญหาเรื่องความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในประเทศ ต้องระวังไม่ให้มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะหากต่างชาติเข้ามา เช่น UN จะเกิดการใช้กำลัง และเร่งให้เกิดการทำประชามติเลือกฝั่ง ดังนั้น จะเร่งแก้ปัญหาอย่างดีที่สุด

“ขอให้เห็นใจกำลังทหารที่ทุ่มเทเสียสละชีวิตในพื้นที่ พร้อมวอนขออย่ามองเรื่องการทุ่มงบประมาณมากหรือน้อย เพราะไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียวในการแก้ปัญหา

แต่การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มันอยู่ที่จิตใจ ต้องมีความทุ่มเท เพราะปัญหาเกิดมานานแล้ว วันนี้รู้สึกพูดมากไปเดี๋ยวจะล้ำเส้น เขาบอกเป็นนายกรัฐมตรีแล้วไม่ให้พูดมากด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ขอฝากทิ้งท้ายต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยไม่ใช่เพราะเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะมีบ้านเมืองสวยงาม มีสถาบันกษัตริย์ จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายร่วมกันวางอนาคตให้ลูกหลานไทยในอนาคต

“ตอนนี้ทำงานมาถึงระยะที่ 2 จะวางพื้นฐานประเทศต่อไปให้ได้ ผมไม่ได้แย่งอำนาจใครมา แต่เพราะเขาทำไม่ได้ ผมจึงมาทำแทน และขอให้มั่นใจการทำงานของรัฐบาลและ คสช. ทุกคนจงร่วมมือกันแก้ปัญหาประเทศต่อไปเพื่ออนาคตประเทศ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2558-2562 โดยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร มีรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าร่วม และตัวแทนผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ในนามคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นปี 2556 โดยยุทธศาสตร์ชาติที่คณะนักศึกษาได้จัดทำขึ้นมุ่งเน้นที่จะให้ประเทศไทยมีความั่นคง มั่งคั่ง มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคมโลก สังคมความรู้ควบคู่คุณธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดระยะเป้าหมายระยะ 5 ปี โดยการปฏิรูปที่สำคัญคือ การปฏิรูปการเมืองเร่งด่วน 2 เรื่องคือ การต้านทุจริตคอร์รัปชั่นที่ต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และการเข้าสู่อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร โดยเสนอให้เริ่มแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่มาของตัวแทนปวงชน และคณะรัฐมนตรี ปลูกจิตสำนึกคนรุ่นใหม่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

การปฏิรูปการลดการเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ย่อย 4 ด้าน เน้นการส่งเสริมกิจการเพื่อสังคม การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องขับเคลื่อนปฏิรูปใน 10 ด้าน ทั้งการพัฒนาบุคลากร ระบบการเรียนการสอน มีระบบประเมินและชี้วัดทุกระดับ ภายใต้แนวคิดหลักการศึกษา สร้างคนสร้างชาติ นอกจากนี้ยังเสนอยุทธศาสตร์และกิจการอื่นๆ เช่น เป็นการส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยว พลังงานทดแทน

ด้านยุทธศาสตร์ทหาร 3 เหล่าทัพ มีการเสนอมาตรการกำหนดบทบาทแนวทางการใช้ทรัพยากรทางทหาร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ การปรับปรุงโครงสร้าง และเตรียมกำลังกองทัพอเนกประสงค์ ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมระหว่างองค์กร กำหนดความต้องการในการวิจัยพัฒนา ยุทธโธปกรณ์ทางทหาร ส่งเสริมบรรยากาศที่ดีกับประเทศสมาชิกอาเซียนและสหประชาชาติ

สำหรับยุทธศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 2556 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศต่อไป.-สำนักข่าวไทย

แม่ร้องสื่อ คดีเสื้อแดงตายในคุก ไม่คืบ-ข้องใจ ลูกชายไม่มีโรคประจำตัว ตายได้อย่างไร


ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. นางอารีย์ ชัยมงคล อายุ 55 ปี ชาว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ มารดาของนายสุรกริช ชัยมงคล อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาคดีก่อเหตุยิง นายสุทิน ธราทิน แกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) ขณะเดินขบวนคัดค้านการเลือกตั้งล่วงหน้า บริเวณหน่วยเลือกตั้งหน้าวัดศรีเอี่ยม ย่านบางนา เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งต่อมานายสุรกริชถูกจับกุมและส่งตัวไป คุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มหานคร และเสียชีวิตในวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่าคดีที่ลูกชายเสียชีวิตในเรือนจำไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย

นางอารีย์เผยว่ามีลูกชาย 3 คน โดยนายสุรกริชเป็นคนโต และเป็นหัวเรือหลักของครอบครัว คอยดูแลหาเลี้ยงครอบครัว จนกระทั่งมาถูกข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุยิงนายสุทิน ซึ่งลูกชายปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา กระทั่งเจ้าหน้าที่คุมตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและเสียชีวิต

ซึ่งทุกคนในครอบครัวยังติดใจในกรณีที่ลูกชายเสียชีวิต เพราะปกติลูกชายไม่มีโรคประจำตัวใดๆ เพียงแต่เมื่อประมาณ 3 วันก่อนวันเสียชีวิตได้ไปเยี่ยมลูกชาย โดยลูกชายแจ้งว่าปวดหัว ขอให้ซื้อยาแก้ปวดให้ด้วย จึงซื้อยาพาราฯ ให้รับประทานบรรเทาปวด

นางอารีย์กล่าวว่า หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ก็ได้ทราบข่าวลูกชายเสียชีวิตด้วยสาเหตุ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเสียเลือดจำนวนมาก ซึ่งวันนั้นรีบเดินทางไปที่เรือนจำ และเกิดข้อสงสัยว่าในช่วงที่ลูกชายป่วย ทำไมไม่มีเจ้าหน้าที่หรือใครแจ้งข่าวมาเลย ทำไมต้องรอให้เสียชีวิตก่อน และสาเหตุการตายยังคลุมเครือไม่ชัดเจน อยากขอดูกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุแต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ดู ช่วงลูกชายเสียชีวิตใหม่ๆ มีทนายความอาสามาดูแลคดีให้ แต่ขณะนี้กลับไม่ได้รับการติดต่อจากใครอีกเลย

"ฉันไม่รู้จะไปขอความเป็นธรรมจากใครได้ เพราะสืบทราบเบื้องต้นต้องรอผลการชันสูตรจากนิติเวชอีกประมาณ 2 เดือน ถึงจะทราบสาเหตุที่แน่นอน จึงฝากวิงวอนขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องถึงสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชายในครั้งนี้ด้วย"นางอารีย์กล่าว

วันเดียวกัน พล.ต.ต.นายแพทย์พรชัย สุธีรคุณ ผบ.สถาบันนิติเวชวิทยา ร.พ.ตำรวจ เผยว่า เบื้องต้นต้องรอผลการตรวจศพนาย สุรกริชอีก 2 เดือน จึงจะรู้ผลแน่ชัดว่าเสียชีวิตจากสาเหตุใด รวมทั้งได้ตรวจค้นประวัติว่า ผู้ตายมีโรคประจำตัวใดหรือไม่ เพื่อนำมาประกอบผลชันสูตรอย่างละเอียดอีกที

ซึ่งการเสียชีวิตของนักโทษในเรือนจำนั้น อาจจะเกิดจากโรคประจำตัว ที่ไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลอย่างใกล้ชิดเท่าที่ควร รวมถึงสภาพแวดล้อมที่แออัด จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตและมีการส่งศพนักโทษมาตรวจพิสูจน์ ที่สถาบันนิติเวชวิทยาบ่อยครั้ง

ด้านนายวิทยา สุริยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่านายสุรกริชล้มป่วยจากโรคประจำตัวหอบหืด ซึ่งโรคประจำตัวเหล่านี้นักโทษบางรายที่เข้ามาอยู่ใหม่ มักจะไม่ยอมแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบล่วงหน้า เมื่อเข้ามาอยู่สักระยะอาการจึงกำเริบขึ้น

ที่มา
ข่าวสดออนไลน์
ooo

เรื่องเกี่ยวข้อง...

'ผู้ต้องหายิงสุทิน' ตายปริศนาในคุก แม่สงสัยอาจโดนซ้อมเพราะเป็นเสื้อแดง


ภาพจาก dangdd.com
เรื่องจาก ประชาไท

Fri, 2014-08-29 15:42
28 สิงหาคม 2557 นายสุรกริช ชัยมงคล ผู้ต้องหายิงแกนนำ กปท. เสียชีวิต ได้เสียชีวิตระหว่างถูกฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในขณะที่กรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า สุรกริชเสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว มารดาของนายสุรกริชยืนยันว่า ลูกชายของตนสุขภาพดี และเชื่อว่าน่าจะถูกซ้อมจนตายมากกว่า

นายสุรกริช ชัยมงคล อายุ 36 ปี เป็นผู้ต้องหาในกรณียิง นาย สุทิน ธราทิน แกนนำ กปท. เสียชีวิตที่วัดศรีเอี่ยม เมื่อวันที่ 26 ม.ค 57 (รายละเอียด) ถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ทหารที่บ้านโดยอ้างกฎอัยการศึกในวันที่ 8 ก.ค 57 และวันที่ 29 ส.ค 57 มารดาผู้ต้องหาได้รับแจ้งการเสียชีวิต ซึ่งมูลเหตุของการเสียชีวิต ยังอยู่ในระหว่างการส่งชันสูตรศพ ซึ่งจะมีการชันสูตรศพที่โรงพยาบาลตำรวจในบ่ายวันนี้

นางอารีย์ ชัยมงคล มารดาผู้เสียชีวิต กล่าวว่า วันที่ 8 ก.ค 57 ทหารหนึ่งกองร้อยได้บุกมาที่บ้าน และจับกุมลูกชายของตน โดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก หลังการจับกุม นายสุรกริชถูกนำไปควบคุมตัว สน.บางนา 1 คืน ต่อมาถูกย้ายควบคุมที่ศาลพระโขนง 1 คืน และถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

นางอารีย์กล่าวว่า เมื่อแรกเข้าไปในเรือนจำ นายสุรกริชถูกจองจำอยู่ที่แดนหนึ่ง และได้รับการดูแลจากนักโทษการเมืองเสื้อแดงอื่นๆ เช่น ทอม ดันดี และ เจ๋ง ดอกจิก ในช่วงแรกของการเข้าเยี่ยม พบว่าลูกชายดูมีกำลังใจดี ร่างกายแข็งแรง ซึ่งตนนั้นได้เข้าไปเยี่ยมในช่วงแรกอาทิตย์ละ2ครั้ง

ต่อมาเมื่อ2อาทิตย์ทีผ่านมา เรือนจำได้ย้ายนายสุรกริช ไปอยู่แดนสี่ โดยไม่ให้เหตุผล โดยในการเข้าเยี่ยมครั้งสุดท้าย คือเมื่อวันที่ 21 ส.ค 57 นายสุรกริชบอกกับมารดาว่า อยู่ที่แดนสี่นั้น “คงไม่รอด ตายแน่” เพราะโดนซ้อมในมุมมืดของเรือนจำ จึงไม่สามารถระบุว่าใครเป็นผู้ซ้อม ได้ยินแต่เสียงว่า “ใครเป็นเสื้อแดงจะฆ่าให้หมด”

เขายังได้เล่าให้มารดาฟังอีกว่า เคยมีนักโทษการเมืองเสื้อแดงโดนซ้อมเสียชีวิต แต่ไม่ได้ระบุว่าแดนไหน
มารดาของเขาสังเกตว่า เมื่อย้ายมาอยู่แดนสี่ เขายังดูร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ยกเว้นแต่ร่องรอยการถูกซ้อมบ้าง และสภาพที่ดูผอมไปบ้างเล็กน้อย ซึ่งทุกครั้งที่ตนไปเยี่ยม จะฝากเงินและอาหาร ให้ตลอด

เมื่อเช้านี้ นางอารีย์ได้รับแจ้งจากพยาบาลโรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์ว่า ลูกชายเสียชีวิตแล้ว จากคำบอกเล่าของ นางพยาบาล บอกว่า นายสุรกริชเสียชีวิต หลังจากถูกพาตัวมาโรงพยาบาลเพียง 10นาทีพบแผลพกช้ำที่แขนซ้าย และมีเลือดตกในช่องท้อง

“เราได้ยินแล้วก็ไม่อยากเชื่อว่าจะถูกซ้อมเพียงแค่วันเดียว” นางอารีย์กล่าว และว่า นายสุรกริชคงถูกซ้อมสะสมมาหลายวัน
นาง อารีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะถูกกล่าวหาในคดียิงนาย สุทิน ธราทิน เขาได้ถูกจับข้อหาพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการ ตัดสินเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่ามีความผิด และให้เสียค่าปรับ 3,500 บาท ก็มีการจ่ายค่าปรับ แต่ต่อมา ตำรวจกลับกล่าวหาว่า ปืนกระบอกนั้นเป็นกระบอกเดียวกันที่ใช้ยิง นาย สุทิน ธรทิน แกนนำ กปท.เสียชีวิตที่วันศรีเอี่ยม
“ลูกเราไม่ได้ทำ รับสารภาพไม่ได้หรอก ต้องให้ความจริงปรากฎ” มารดาผู้เสียชีวิตกล่าว

ทั้งนี้ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ให้ข่าวกับสำนักข่าวไทยว่า ผู้ต้องหามีอาการป่วยโรคหอบหืด หายใจไม่ออก เรือนจำจึงนำตัวไปส่งที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่นายสุกริชเสียชีวิตในช่วงเย็นวันเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ต้องหามีโรคประจำตัว คือ เบาหวานและหอบหืดอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย

สะอึกไหมละ "ประยุทธ์ ตอก อยากได้ยาง กก.ละ100 ต้องไปขายดาวอังคาร!"


ที่มา FB Maysaa Nitto

สะอึกไหมละ "ประยุทธ์ ตอก อยากได้ยาง กก.ละ100 ต้องไปขายดาวอังคาร!"

"จะขอราคายางที่ 90-100 บาท ขอถามว่าตอนนี้เราขายได้แค่ 60-70 บาท แล้วจะไปขายให้ใครในโลกนี้ สนับสนุนปลูกยางพารากันอย่างนี้คงต้องไปขายที่ดาวอังคารแล้ว"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 15 กันยายน 2557

ชมคลิปชอตเด็ด เรียกเสียงฮา จาก"นายกฯประยุทธ์"งานแถลงยุทธศาสตร์ชาติฯ "ไปขายโน่นไหม...บนดาวอังคาร" 15 09 57 http://youtu.be/IYcpbRLX5SY

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000106097
ooo

https://www.youtube.com/watch?v=IYcpbRLX5SY&feature=youtu.be

คลิป รวมช็อตเด็ด งานการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ.2558-2562
"พูดกันมาตลอด ลดความเหลื่อมล้ำๆๆ ลดอย่างไร ก็ไปซื้อรถคันแรก (ฮา) แล้วเป็นอย่างไร ใช้หนี้อยู่เนี่ย...ไม่รู้ใครคิด?"

"..ผมไม่ได้แย่งอำนาจใครมา แต่เพราะเขาทำไม่ได้ ผมจึงมาทำแทน..”


"วันนี้จะขอราคายาง 90 บาท 100 บาท ผมถามว่าแล้วขายได้เท่าไหร่...ขายได้ 60 บาท 70 บาทไม่เกินนั้น แล้วมันจะไปขายใครในโลกนี้ผมไม่เข้าใจ

บางคนก็บอกให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ พอเข้ามาทำแล้วจะรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่พูดหรอก สิ่งที่ผมอยากให้ทำต่อไปนี้ก็คือ ที่นอนยาง ที่ซื้อกันเนี่ย อันละประมาณ 2-3 หมื่น ยางพาราเรามีอยู่เยอะเเยะในประเทศ...แล้วก็ปลูกกันเข้าไปเถอะ แล้ววันหน้าก็ไปขายโน่นไหม...บนดาวอังคารไหม ขายในนี้ไม่พอแล้ว โลกไม่พอซื้อแล้ว...วันนี้เราพัฒนาใหม่แล้ว เราต้องไปดาวอังคาร..."

การคุกคามและจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองในสถาบันการศึกษา


ที่มา iLaw
21 ส.ค. 2557

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศทำการยึดอำนาจเพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำความสงบสุขของประชาชนคืนมา มีการประกาศให้สถาบันทางการศึกษาหยุดเรียนตั้งแต่วันที่ 22 - 25 พฤษภาคม ทำให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องปิดชั่วคราว หลังจากจุดนั้น มีความพยายามทั้งจากมหาวิทยาลัย หรือ ทหารเข้าไปแทรกแซงในมหาวิทยาลัยเพื่อ จำกัดสถานที่หรือกิจกรรมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตามประกาศของ คสช. สั่งห้ามออกนอกเคหะสถานภายในเวลา 4 ทุ่มถึง ตี 5 ทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องปิดประตูเข้า-ออก ตามเวลาดังกล่าว อย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศขอความร่วมมือบนเว็บไซด์ให้การดำเนินกิจกรรมสิ้นสุดในเวลา 2 ทุ่ม และให้ปิดประตูในเวลา 3 ทุ่มเป็นต้น ทั้งนี้ยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ทำตามประกาศของ คสช. เพียงแต่ไม่มีการออกประกาศอย่างชัดเจน

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี ลงนามประกาศขอความร่วมมือกับคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และนักเรียนของมหาวิทยาลัย ห้ามเขียนใบปลิว ป้าย หรือข้อความใด ๆ ผ่านทางสังคมออนไลน์ ที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยมีข้อความว่า ตามที่คณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 12/2557 เรื่อง ขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 18/2557 การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะเพื่อให้เป็นไปตามประกาศทั้งสองฉบับนี้

นอกจากนี้ ข้อมูลของนิสิตมีซุ้มของทหารอยู่ภายในมหาวิทยาลัยตรงบริเวณหลังตึกบรมฯ มีการส่งภาพการทำกิจการต่อต้าน คสช. ในมหาวิทยาลัยให้กับทหาร และมีความสงสัยกันว่าภาพนั้นมาจากกล้องวงจรปิดของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้สั่งห้ามการทำกิจกรรมหรือแสดงความเห็นทางการเมือง และมีการนำประกาศ/คำสั่งของคสช. มาติดไว้และกลายเป็นเหมือนคำสั่งห้ามไปกลายๆ อีกทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีการแสดงท่าที่ผ่านสื่อสังคนออนไลน์ส่วนตัวว่า ขอความร่วมมือให้นักศึกษางดจัดกิจกรรมในพื้นที่มหาวิทยาลัยแม้ในช่วงปิดเทอม สำหรับกลุ่มทำกิจกรรมหลักในพื้นที่ ทหาร เข้าไปพูดคุยโดยตรงเพื่อขอให้ดู “ความเหมาะสม"

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มีคำสั่งเพื่อควบคุมไม่ให้นักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคสช. ใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรม มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางเข้า-ออก ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย ตรวจบัตรพนักงานและบัตรนักศึกษาอย่างเข้มงวด และมีมีทหารควบคุมอยู่บางจุด นอกจากนี้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณี นายศรัณย์ ฉุยฉาย ใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างไม่เหมาะสมทางสื่อสังคมออนไลน์ และให้คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจเชิญบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้การเพื่อสรุปหาข้อเท็จจริง และรายงานเสนอมหาวิทยาลัยลงโทษต่อไป

เมื่อวันที่ 8สิงหาคมที่ผ่านมา มีกลุ่มนักศึกษาพยายามจัดงานเสวนาเรื่อง "ห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แบบชั่วคราว) พุทธศักราช 2557" โดยขอใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งทางทหารได้ขอความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยในการประสานกับกลุ่มผู้จัดเพื่องดการจัดกิจกรรม เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาภายในชาติ อีกทั้งเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเห็นต่างทางทัศนคติทางการเมืองเกิดขึ้นมาอีก แต่อย่างไรก็ตามจากจัดกิจกรรมดังกล่าวก็สามารถดำเนินต่อไปได้จนเสร็จสิ้น

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทหารประสานกับมหาวิทยาลัย ขอให้บุคลากรและนักศึกษา ช่วยกันดูแลความสงบเรียบร้อยภายในส่วนงาน งดจัดกิจกรรมหรือการชุมนุมที่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง และสนับสนุนการ รักษาความสงบเรียบร้อย และหากเห็นว่าควรมีการปฎิรูปหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สามารถเสนอความเห็นในเชิงวิชาการไปยัง คสช. ได้

นอกจากนี้ ผบ.มทบ.33 เรียกผู้แทนสถานศึกษาตั้งแต่ประถม-มัธยม-อุดมศึกษาใน จ.เชียงใหม่ มาทำความเข้าใจเนื่องจาก เป็นพื้นที่ซึ่งถูกจับตามองว่าจะเกิดความรุนแรง มีบุคคลบางกลุ่มไม่เข้าใจ คสช. ขอให้ผู้แทนสถานศึกษาชี้แจงนักเรียนนักศึกษา และให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งข่าวสารอันเป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ - ขณะที่ขอนายอำเภอ-ตำรวจกวดขันปลดธงแดง

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ห้วงเวลาหลังรัฐประหารราว 2 สัปดาห์ นักศึกษา 3 คนถูกควบคุมตัวเนื่องจากมีสติ๊กเกอร์ต้านรัฐประหารอยู่ในครอบครอง เด็กคนหนึ่งถูกจับกุมในมหาวิทยาลัยหลังเจ้าหน้าที่กองกิจการนักศึกษาและ รปภ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกตรวจตราและไล่นักศึกษาที่ยังนั่งเล่นอยู่ให้กลับบ้านก่อนเวลาเคอร์ฟิว และคนอื่นๆถูกทหารเข้ามาควบคุมตัวพร้อมอาวุธปืน ในระหว่างที่อยู่ในการควบคุมของทหาร นักศึกษาถูกสอบสวนและค้นหอพักและถ่ายรูปหนังสือที่บ่งบอกถึงที่มาที่ไปทางความคิดของเขา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่

มีการติดป้ายงดกิจกรรมรับน้อง งดกิจกรรมประชุมเชียร์หรือกิจกรรมอื่นใด ที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากฝ่าฝืน มีโทษสูงสุดถึงขั้นไล่ออกจากการเป็นนิสิตและดำเนินคดีตามกฎหมาย



สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

ส่งหนังสือ โดยมีเนื้อความของหนังสือระบุว่า พล.อ.อุดมเดช สีหบุตร เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในฐานะประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และการปฏิบัติที่สำคัญ ฝ่ายสังคมจิตวิทยา กระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการจากการประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเรื่องการดูแลกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ต่อต้าน คสช. โดยขอให้ดูแลกวดขันนิสิตนักศึกษากลุ่มดังกล่าว และจัดทำโครงการเสริมสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน จึงขอความร่วมมือสถาบันอุดมศึกษาให้ดูแลนิสิต นักศึกษาในสถาบันอย่างใกล้ชิด หากพบนิสิตนักศึกษาที่มีพฤติกรรมต่อต้านคสช. ซึ่งอาจเข้าข่ายการละเมิดประกาศ คสช.ได้ ขอให้สถาบันอุดมศึกษาสร้างความเข้าใจเจตนารมณ์และนโยบายของ คสช.ที่ชัดเจนโดยอาศัยหลักเหตุผลนำไปสู่การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และไม่เข้าร่วมการชุมนุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือแนะนำให้นิสิตนักศึกษาใช้ช่องทางที่เหมาะสมในการเสนอแนะความคิดเพื่อนำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างเป็นระบบต่อไป

นี่เป็เพียงเหตุการณ์บางส่วนเท่าที่มีการเปิดเผย อันเกิดจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ทหารที่ส่งผลกระทบต่อบทบาทของมหาวิทยาลัยให้จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ชุมนุมทางการเมือง หรือ วิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาของทหาร หากสถาบันการศึกษาที่เป็นดังผู้จุดไฟปัญญาในยามที่บ้านเมืองกำลังมืดบอด การกระทำของมหาวิทยาลัยนับจากนี้จึงเป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะยังมีเสรีภาพทางความคิดได้มากน้อยเพียงไร

แหล่งอ้างอิง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
มธ.ตั้งกรรมการสอบ อั้ม เนโกะ
ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คุมเข้ม!! ห้ามเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ทหารขอความร่วมมือมหาวิทยาลัย งดจัดกิจกรรมห้องเรียนประชาธิปไตย
จับกุมนักศึกษา ม.รามฯ ต่อต้านรัฐประหาร
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่อุบลฯ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผบ.มณฑลทหารบกที่ 33 ขอให้สถานศึกษาในเชียงใหม่เป็นหูเป็นตา
สกอ.ร่อนหนังสือถึงมหาลัยทั่วประเทศจับตานิสิตนักศึกษาต้านคสช.

คนไทยต้องอ่าน! - "ยุทธการรุมยิงนกในกรง" โดย พล.อ.อดุล อุบล

ภาพ : พล.อ.อดุล อุบล (ที่มาภาพจาก http://www.noom11.com/members/slideshow.php?directory=photo_new1)

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

มติชนสุดสัปดาห์
ฉบับประจำวันที่ 7-13 มีนาคม 2557

ฝากไว้ ให้ตราตรึง
พล.อ.อดุล อุบล

--------------

ยุทธการ "รุมยิงนกในกรง"

--------------

ผมขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งครับ ด้วยที่ผมคงต้องเขียนอะไรแรงๆ ลงไปในตอนนี้ เนื่องจากความรู้สึกที่อดสูและสมเพชในบุคคลหลายคนที่ไม่ควรจะเป็นได้ถึงตำแหน่งเหล่านั้น

มันเป็นเรื่องที่พวกเราคงทราบดีกันแล้วจากสื่อเป็นเรื่องที่ hot ที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมตอนนี้ และจะเป็นเรื่องที่มีผลในทางคดีความกันไปอีกนาน และอาจจะเป็นความแตกแยกภายในชาติอีกระดับหนึ่ง ถ้าแก้ไขกันไม่ถูกต้อง

ผมไม่ได้รับหนับสือเสนาธิปัตย์มาเป็นปี ทั้งๆ ที่จ่ายเงิน (โดนหักโดยอัตโนมัติ) มาตลอด ก็ไม่ทราบเรื่องราวอัปยศเช่นนี้ มาทราบก็ต่อเมื่อมีการออกมาวิจารณ์กันทางสื่อเรียบร้อยแล้ว และก็มีทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องโทรศัพท์มาถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

ทั้งพี่และน้องเหล่านั้นพูดเหมือนกันว่า "มันเป็นทหารกันหรือเปล่าวะ" สามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้อาวุธสงครามที่จัดหามาจากภาษีอากรของประชาชน สังหารประชาชนมือเปล่า

แล้วยังมีหน้ามาวิเคราะห์บทเรียนจากการปฏิบัติการนั้นว่าสำเร็จอย่างเลอเลิศสรรเสริญและชื่นชมกันราวกับ"วีรบุรุษสงคราม" ผู้พิชิตชัยชนะในสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชน ภายในชาติของตนเองที่มีแต่มือเปล่า และเต็มไปด้วยเด็ก ผู้หญิง และคนแก่

ผมอยากจะทราบว่า ถ้าผู้ที่มาร่วมชุมนุมเหล่านั้นถืออาวุธมาจากบ้าน อย่างน้อยปืนสั้นหรือปืนยาวคนละกระบอกพร้อมกระสุนตามมีตามเกิด ภาพมันจะเป็นอย่างนี้ไหม

บางคนบอกว่า การวิเคราะห์ "บทเรียนจากการกระชับวงล้อม" (ในหนังสือเสนาธิปัตย์) ผู้วิเคราะห์ถูกสั่งให้กระทำเพื่อเป็นการเอาใจ (มันก็ประจบสอพลอนั่นแหละวะ) ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะถูกกระทำขึ้นเพื่อเป็นการเอาใจ หรือเพื่อการเป็นการนำไปใช้ฝึกและศึกษา หรือเป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ หรือเพื่อเป็นการอยากจะบอกความจริงของผู้วิเคราะห์ก็ตาม มันก็เป็นประวัติศาสตร์อัปยศของกองทัพอยู่ดี

ผมอยากจะรู้ว่าเราจะเอาประสบการณ์ องค์ความรู้ หรือ ผลแห่งความสำเร็จนี้ไปอวดใครที่ไหน

อย่าว่าแต่กับประชาชนภายในชาติเลย ต่อให้ทหารต่างชาติและสังคมโลก เขาคงจะต้องสมเพชกองทัพไทยแน่

ผมมีความภาคภูมิใจมากในอดีตที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ทั้ง 2 หน่วยนี้ คือ อาจารย์อำนวยการส่วนวิชายุทธวิธี รร.เสนาธิการทหารบก

และก่อนหน้าที่จะเป็นพลเอกนี้ ผมเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นตำแหน่งที่เขาขนานนามกันว่า "ครูใหญ่ของกองทัพบก"

ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าหน่วยที่ผมภาคภูมิใจจะทำเอกสารทางวิชาการออกมาได้แบบนี้

ผมอยากจะถามว่า พวกท่านมีความรู้สึกเป็นวีรบุรุษและมีความภาคภูมิใจมากนักหรือกับความเป็นจริงเหล่านี้

1. ท่านใช้กำลังทหาร 4 กองพล ซึ่งเท่ากับ 1 กองทัพน้อย (corps) ที่กองทัพ US ใช้เป็น Main effort (ME) ในการขับไล่กองทัพอิรักออกจากการยึดครองประเทศคูเวต แต่พวกท่านเอามาใช้ล้อมปราบประชาชนที่ไม่มีอาวุธ และเต็มไปด้วยเด็ก ผู้หญิง และคนแก่

2. ท่านใช้พลซุ่มยิงทั้งกองทัพ รุมยิงเป้าหมายผู้ชุมนุมที่ถูกล้อมอยู่ ดุจดัง ยิงนกในกรง

3. ท่านประกาศว่าเป็นการทำสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชนภายในชาติด้วยกำลังรบผสมเหล่า ทั้งทหารราบ ทหารม้ายานเกราะ หน่วยบิน พลซุ่มยิง หน่วยรบพิเศษ หน่วยส่งทางอากาศ ขาดแต่อาวุธปืนใหญ่ นี่ยังไม่นับหน่วยข่าวกรองอีกจำนวนมาก

4. ท่านมีความภาคภูมิใจว่ามีการวางแผนประณีตมีการซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี

5. ท่านให้ข้อมูลที่ทำให้แน่ใจได้ว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารเป็นอย่างดี เพราะทั้งรัฐบาลและกองทัพมีความเป็นเอกภาพ มีการสั่งและควบคุมการปฏิบัติการอย่างสมบูรณ์แบบตามลำดับสายการบังคับบัญชา (Chain of Command)

6. ท่านชี้ให้เห็นถึงการใช้กระสุนจริงเป็นผลดีต่อขวัญและกำลังใจของทหาร โดยเฉพาะมีการประกาศเขตใช้กระสุนจริงใน down town ของ กทม.

แค่นี้ผมก็อยากจะอ้วกแล้วครับ

ผมคิดว่าท่านกำลังจะทำให้นายทหารรุ่นหลังๆ เข้าใจผิดไปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นบทบาทและหน้าที่ของทหารของชาติอย่างแท้จริง หรือก็เพราะไอ้ชัยชนะแบบนี้เองหรือเปล่าที่ทำให้หลงคิดว่ารบเก่งกันทั้งกองทัพอยู่ทุกวันนี้

เคยคิดในมุมมองอื่นกันบ้างหรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้ต้องทำบทเรียน (Lesson Learn) แน่นอน

แต่ทำอีกด้านหนึ่งคือวิจารณ์ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีก

และถ้ามันเริ่มมีอาการเราจะหยุดอาการเหล่านั้นตั้งแต่แรกอย่างไร

จะดับเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคมตั้งแต่แรกได้อย่างไร

เมื่อถึงขั้นที่การควบคุมจะเป็นไปไม่ได้แล้วใครจะเป็นฝ่ายเสียสละระหว่างประชาชนส่วนใหญ่หรือรัฐบาล

บทวิเคราะห์ของ ยศ.ทบ. กรณีนี้ไม่ได้อะไรแก่สังคมนอกจากการขยายช่องว่างของความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมไทยให้มากขึ้นไปอีก และได้คิดกันบ้างหรือเปล่าว่าข้อเท็จจริง (Facts) ที่ท่านเอามาเป็นหลักฐานในการวิเคราะห์นั้น มันจะกลับมาเป็นพยานหลักฐานว่าบรรดาฝ่ายการเมืองและผู้นำทหารกล่าวเท็จกับสาธารณชนไว้อย่างไรบ้าง แล้วมันจะนำไปฟ้องเป็นคดีความกันได้มากน้อยขนาดไหน

ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ มันเป็นการยอมรับกับผู้ชุมนุมว่ารัฐบาลไม่เคยมีความมุ่งหมายในการเจรจานอกจากการสลายการชุมนุมเท่านั้น

จึงเท่ากับส่งสัญญาณให้ฝ่ายชุมนุมตระหนักว่าในการชุมนุมครั้งต่อไป ไม่ว่าจะชุมนุมด้วยความสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่ พวกเขาจะต้องถูกปราบปรามด้วยความรุนแรงและด้วยกำลังทหารแน่นอน

ดังนั้น จะเป็นอะไรไปถ้าพวกเขาจะนำอาวุธประจำบ้านตามมีตามเกิดติดตัวมาด้วยเพื่อป้องกันตนเอง แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้น

ผมไม่อยากนึกถึงภาพเลย (เขียนเมื่อ 30 มิถุนายน 2554)

ปฏิบัติการ "ป้ายร้าย - ใส่สี"

ผมได้อ่านบทความเรื่อง บทเรียนจากการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส. ในเมือง (มีนาคม-พฤษภาคม 2553) ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือเสนาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากบทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนมาเสนอความเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ และบุคคลทั่วไปครับ

ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ มีนาคม-พฤษภาคม 2553 และรู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมากมายปานใด มันส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม สถาบันการเมืองการปกครอง และสถาบันความมั่นคงของประเทศ (ทหาร, ตำรวจ) อย่างไร

และที่สำคัญที่สุดคือ ความแตกแยกของพลเมือง (country men) ทุกหัวระแหงอย่างที่ผมไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต จนกระทั่งวันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกหรือไม่

เห็นไหมล่ะครับว่าการใช้กำลังทหารซึ่งเป็นของทุกคนภายในชาติไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด สีใด ยากดีมีจนเพียงใด ออกมาจัดการกับประชาชนภายในชาติอีกฟากหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกับผู้มีอำนาจในประเทศมันมีแต่ผลเสียเกินกว่าที่จะคาดคิดนัก

เพราะเหตุว่าในท้ายที่สุดแล้ว มันจะไม่มีฝ่ายใดชนะ มันจะมีแต่ความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายอย่างถาวร

เมื่อนำทหารถืออาวุธออกมา ความตึงเครียดของทุกฝ่ายย่อมทวีขึ้นแน่นอน เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นจะส่งผลสำคัญให้ฝ่ายที่สูญเสียโกรธ เกลียด ชิงชัง เคียดแค้น ความต้องการหาความยุติธรรมให้ฝ่ายตนด้วยการแก้แค้นทุกวิถีทางก็จะเกิดขึ้น

สำหรับฝ่ายที่ทำให้สูญเสียจะเกิดความกลัวความผิดจากการกระทำของตนเองก็จะต้องป้องกันทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องพ้นความผิด

สถานการณ์เช่นนี้จะจบลงเมื่อใดและอย่างไรคงยากที่ผู้ใดจะตอบได้เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องแสดงให้ทุกฝ่ายได้เห็น

บรรดาประเทศที่ศิวิไลซ์เขาจึงต้องกันกองทัพประจำการของชาติของเขาไว้ไม่ให้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้เพื่อประกันไม่ให้กองทัพต้องตายไปจากหัวใจของประชาชนพี่น้องร่วมชาติ

เมื่อเรานำกองทัพถืออาวุธออกมาและสถานการณ์ได้พัฒนาตัวของมันเองไกลออกไปจนเกิดความรุนแรง กองทัพก็ต้องนำวิธีการทางทหารทุกประการออกมาใช้เพื่อให้ได้ชัยชนะ

โดยไม่ได้คิดว่าตามปกติแล้ววิธีการทางทหารนั้นเขาใช้กับข้าศึกที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนและประเทศชาติของเรา

เช่นเดียวกับการที่กองทัพ และ ศอฉ. ได้นำการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation) หรือ IO มาใช้ในการสนับสนุนการสลายมวลชนใน มีนาคม-พฤษภาคม 2553 IO นั้นเป็นกระบวนการทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง ใช้ทั้งความดีและความชั่วร้าย ใช้ทั้งความจริงและการโกหกหลอกลวงที่ฝ่ายเรากระทำต่อข้าศึกเพื่อให้ได้ผลทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา โดยเฉพาะต่อข้าศึก ทำให้ข้าศึกตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายเราในทุกด้านของการปฏิบัติการทางทหาร

เมื่อฝ่ายเรากระทำต่อข้าศึกมันไม่เป็นอะไรหรอกครับเพราะฝ่ายข้าศึกเขาก็ยอมรับกฎกติกาในเรื่องนี้ของการทำสงครามซึ่งฝ่ายเขาก็จะทำกับฝ่ายเราซึ่งเป็นข้าศึกของฝ่ายเขาเช่นกัน

เมื่อเสร็จสิ้นสงครามไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะก็จบกันไปไม่ได้มาเกี่ยวข้องกันหรือมีความสัมพันธ์กัน ต้องอยู่ด้วยกันในฐานะคนร่วมชาติเดียวกัน

แต่เมื่อฝ่ายกองทัพ และ ศอฉ. นำเรื่องของ IO ตามที่กล่าวมาแล้วมาใช้กับประชาชนซึ่งเป็นพี่น้องร่วมชาติ อะไรมันจะเกิดตามมาเมื่อจบเหตุการณ์แล้ว

และยิ่งไปกว่านั้น ผู้มีอำนาจของฝ่าย ศอฉ. ยังขยายความเจ็บแค้นต่อไปอีกด้วยการสั่งให้ฝ่ายตนเองวิเคราะห์บทเรียนแห่งความสำเร็จจากการหลอกลวงประชาชน ให้สังคมได้รับทราบอย่างภาคภูมิและมีเกียรติยิ่ง

มันเป็นเรื่องของเกียรติยศและน่าภาคภูมิใจมากนักหรือกับการที่ท่านป้ายความชั่วร้ายให้แก่อีกฝั่งฟากหนึ่งด้วยข้อหาร้ายกาจสุดโต่งที่ไม่ต้องการพิสูจน์และไม่ต้องมีหลักฐานและกับการที่ใส่สีสัน เพิ่มความรุนแรงน่ากลัวของสถานการณ์ลงไปด้วยการตัดต่อภาพนิ่งและภาพวิดีโอ (ตามที่ท่านได้ยอมรับไว้ในเอกสาร) เพื่อสร้างความเลวร้ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนในชาติยอมรับความจำเป็นในการปราบปราม

เนื่องจากสอนใน รร.เสนาธิการทหารบกมาหลายรุ่น ผมเข้าใจและรู้ว่าปัจจัยแห่งการได้รับชัยชนะในการทำสงครามนั้นประการสำคัญประการแรกคือ ความชอบธรรม (Legitimacy) ในการทำสงคราม

และสาเหตุแห่งความชอบธรรมนั้นมันสร้างกันได้ และบางครั้งก็ต้องสร้างขึ้นมาเองด้วย

ผมก็สอน นทน.รร.สธ.ทบ. ไปหลายรุ่น แต่ผมไม่เคยหวังให้พวกเขาเหล่านั้นนำมาใช้กับเพื่อนร่วมชาติ

ทหารในกองทัพชาติจะต้องเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้ดี เป็นที่พึ่งของชนในชาติ ไม่มีวันที่พวกเขาจะโกหกพี่น้องร่วมชาติเพื่อความชอบธรรมได้ พวกเขาจึงจะสามารถประทับอยู่กลางใจมหาชน ไม่ใช่ตายไปแล้วจากหัวใจของประชาชนเหมือนบางคนทุกวันนี้ (เขียนเมื่อ 4 กรกฎาคม 2554)



ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ ..... ท่านจะไปทำอะไรที่ยูเอ็น...


ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ ..... ท่านจะไปทำอะไรที่ยูเอ็น
เผด็จการอย่างท่านจะเจรจาอะไรกับประเทศเสรีนิยม

ที่มา Internet to Freedom

บันทึกที่ยังไม่เลือนราง....

วันที่ 19 กันยายน ปี พ.ศ. 2549

ในขณะที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

กำลังจะขึ้นกล่าวคำปราศรัยในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ณ มหานครนิวยอร์ค

ทหารรุ่นพี่ของธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินได้ยกกำลังเข้ายึดอำนาจรัฐ 

โดยใช้ชื่อการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตรในครั้งนั้นว่า 

"คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค)"


8 ปีต่อมาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ และคณะนำโดยประยุทธิ์ จันทร์โอชา

ก็เดินตาม "รอยตีน" รุ่นพี่ทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ที่ประชาชนกว่า 15 ล้านเสียงเลือกให้มาบริหารประเทศ

การทำรัฐประหารในครั้งนี้ใช้ชื่อว่า "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช)"



จึงมีคำถามถึงธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ว่า....ท่านจะไปทำอะไรที่สหประชาชาติ

มันสำคัญถึงกับกล้าแบกหน้าไปโชว์ตัวถึงที่ประชุมใหญ่ของยูเอ็นที่นิวยอร์คเชียวหรือ

หรือว่าท่านจะไปเผยแพร่ทฤษฎีการทำรัฐประหารของทหารไทยที่ทำมาแล้วนับสิบครั้งแก่ประเทศสมาชิก

หรือว่าท่านจะไปประกาศความยิ่งใหญ่ของกองทัพไทยที่อยู่เหนือคนไทยและรัฐบาลไทยให้เป็นที่ประจักษ์

หรือว่าท่านจะไปโอ้อวดว่าทหารไทยสุดยอด ฉีกรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับล้มอำนาจรัฐมาแล้วไม่รู้กี่ชุด

โดยไม่เคยต้องโทษแม้แต่ครั้งเดียว ทหารไทยใหญ่หรือไม่ใหญ่น่าจะรู้กันดี

หรือว่าประเทศสมาชิกสหประชาชาติมีอะไรข้องใจจะถาม

http://en.m.wikipedia.org/wiki/United_Nations

"นายเสข วรรณเมธี" อธิบดีสารนิเทศในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

แถลงว่าธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ จะเป็นหัวหน้านำคณะตัวแทนจากประเทศไทย

ไปประชุมประจำปีสมัชชาสหประชาชาติที่นิวยอร์คระหว่างวันที่ 24 - 28 กันยายนนี้

โดยจะเข้าร่วมประชุมกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ 

และจะเข้าร่วมประชุมกับรัฐมนตรีของประเทศอาเซียนด้วย

แต่ "นายเสข" ไม่ได้แถลงว่าประเทศสมาชิกยูเอ็นที่ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ จะไปพบนั้น

ล้วนเป็นโจทก์ของประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการทั้งนั้น รวมทั้งประเทศไทยด้วย

องค์การสหประชาชาติหรือ the United Nations ที่เรียกกันติดปากว่ายูเอ็น

ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 193 ประเทศ ทำงานใกล้ชิดกับสหภาพรัฐสภาโลกหรือ

Inter-Parliamentary Union ซึ่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 163 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ยังไม่รวมแนวร่วมรัฐสภาจากอีก 10 ภูมิภาคของโลก 

สหภาพรัฐสภาโลกองค์กรนี้เอง

ที่เรียกร้องให้คืนสถานะภาพ สส. ให้กับจตุพร พรหมพันธุ์

http://www.ipu.org/hr-e/191/th183.htm

ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ ท่านทราบไหมว่า

มีกี่ประเทศที่ให้การรับรองรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารของท่านและคณะ คสช.

นอกจากนายพลอาวุโสแห่งกองทัพพม่าเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ให้การสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า

นอกจากนั้นกลับไม่ปรากฎว่ามีประเทศอื่นใด ส่งจดหมายแสดงความชื่นชมยินดีอย่างเป็นทางการ

ที่ท่านและคณะ คสช ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้สำเร็จ

มีแต่การประนามและต่อต้านจากนานาประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก

https://www.scbeic.com/ENG/document/note_20140708_export_en

ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ ท่านทราบไหมว่า

ความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ คสช. 

และรัฐบาลเผด็จการทหารที่มีประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นหัวขบวนทำกับเพื่อนร่วมชาติ

เป็นที่รับรู้กันไปทั้งโลก ท่านยังจะแบกหน้าไปเข้าประชุมกับนานาอารยะประเทศเหล่านั้นอีกหรือ


องค์การสหประชาชาติ องค์การนิรโทษกรรมสากลแม้แต่รัฐสภายุโรป

ต่างเรียกร้องให้ คณะ คสช.ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 

แต่เผด็จการทหารกลับโกหกหน้าตายว่าไม่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชน ทุกอย่างที่ทหารปฏิบัติต่อคนไทย

เป็นไปตามหลักกฎหมายสากลอย่างเท่าเทียมกัน ทุกพรรค ทุกฝ่ายและทุกสี 

สวนทางกับข้อเท็จจริง

ที่องค์การมนุษยชนระดับโลกสืบสวน ค้นคว้า เสาะแสวงหามาอย่างสิ้นเชิง

สวนทางกับความจริง

ตามรายงานขององค์การระดับโลกที่ได้มาจากการสัมภาษณ์เหยื่อที่ถูกกระทำหลายราย

และสัมภาษณ์ผู้รู้และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จำนวนมาก

http://www.ibtimes.com/thai-junta-creating-climate-fear-country-amnesty-international-1685376
http://www.dw.de/rights-groups-slam-the-thai-juntas-crackdown-on-human-rights/a-17913105

กรณีของ "เปิ้ล - กฤชสุดา คุณแสน" เป็นตัวอย่างที่ดี

ที่สามารถพิสูจน์การโกหกปลิ้นปล้อนของทหารไทยได้อย่างล่อนจ้อน

ต่อจากกรณีของ "เปิ้ล" ก็มาถึงเคสของ "วรวุฒิ เทือกชัยภูมิ" 

นิสิตวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคราม ที่ถูก คสช. ไล่ล่าไม่หยุดยั้ง

ขณะนี้ วรวุฒิ ได้หลบออกนอกประเทศไปอยู่ในประเทศญี่ปุ่นอย่างปลอดภัยแล้ว 

และกำลังเป็นข่าวโด่งดังอยู่ในญี่ปุ่นขณะนี้

นั่นคือ......

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 เวลา 19.00 น. 

สำนักข่าวทางการของ ญี่ปุ่น อย่างสำนักข่าว NHK ภาคภาษาอังกฤษ 

ได้แพร่ภาพออกอากาศรายงานถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทย

หลัง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานั่งควบหัวหน้า คสช. และ นายกรัฐมนตรี แล้วก็ตาม

แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง 

โดยเฉพาะล่าสุด เป็นการคุกคาม ตามล่า ตามจับ นักกิจกรรมและนักศึกษา อย่าง "วรวุฒิ เทือกชัยภูมิ" 

นิสิต วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

http://www3.nhk.or.jp/nhkworld/english/news/features/201409122113.html

แม้แต่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังถูกคุกคาม

ให้ยกเลิกการแถลงข่าวและการเสวนาในหัวข้อ "ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง"

ที่ชมรมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT)

ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2557 เวลา 14.00 น.

http://www.prachatai.com/journal/2014/09/55333

องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นเพื่อสันติภาพของโลกและเพื่อปกป้องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การ

ประชุมใหญ่ประจำปีของสมัชชาแห่งสหประชาชาติคงหนีไม่พ้นการพูดจาเกี่ยวกับหลักการนี้

แล้วธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ จะไปพูดกับประเทศเสรีทุนนิยมรู้เรื่องหรือในขณะที่ตนเป็นเผด็จการ

อีกทั้งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ จะได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้หรือไม่

จึงอยากบอกมายัง..ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์..ว่าอย่าไปเลย 

อย่าเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับโลกเสรีเค้าเลย เกลือกกลั้วอยู่ใน "ปลักเผด็จการ" นั้นดีอยู่แล้ว

และจัดหาสาวๆ มาเปลือยกายพริ้วไหวเรือนร่าง กระตุ้นกำหนัดคืนความสุขให้ไม่ดีกว่าหรือ

แต่ถ้ายังอยากจะไปจริงๆ เพราะก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าหนังหน้าทหารไทยนั้นมันหนาผิดปรกติ

กระนั้นก็อยากกระซิบให้รู้ไว้ล่วงหน้าในฐานะคนเสียภาษีเลี้ยงดูทหารและลูกเมียทหารมา

ว่าคนเสื้อแดงนิวยอร์คเค้าเตรียมจัดหนักจัดเต็มคอยต้อนรับอยู่นะ

"เพื่อคืนความสุขให้กับเผด็จการ คสช."

RED USA
September 14, 2014

Thai Red Japan ร่วมกับเสรีไทยในญี่ปุ่นได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ชี้แจงข้อเท็จจริงการละเมิดสิทธิ์ของคนไทยในและนอกประเทศจากรัฐบาลทหารประยุทธ์






เมื่อวันที่ 9 กันยายน คนไทยในประเทศญี่ปุ่น ในนาม Thai Red Japan ร่วมเสรีไทยได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ชี้แจงข้อเท็จจริงของปัญหาบ้านเมืองที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติและการได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีประยุทธ์จันทร์โอชาและปัญหากฏอัยการศึกที่เอาไว้ตามล่าคนเสื้อแดงและยัดเยียดข้อหาร้ายแรงให้กับผู้ต่อต้าน ซึ่งทางรัฐบาลญี่ปุ่นทราบดีแล้ว

กลุ่มคนไทยยังได้ชี้แจงถึงปัญหาเศรษฐกิจที่เลวลง พร้อมกับเผยหลักฐานการใช้อำนาจนอกขอบเขตของกฏอัยการศึกในต่างประเทศของรัฐบาลประยุทธ์ คุกคามคนไทยที่พำนักอาศัยอยู่ในต่างประเทศ เช่นกรณีของ อ.ปวินชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต 

กลุ่มคนไทยในญี่ปุ่นยังได้ยื่นหนังสือถึงยูเอ็น ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย

และท้ายสุดได้ขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นคุ้มครองคนไทยที่พำนักในประเทศเช่นดังในอังกฤษ และออสเตรเลีย พร้อมทั้งแสดงท่าทีกดดันให้รัฐบาลไทยเคารพสิทธิมนุษยชน

วันจันทร์, กันยายน 15, 2557

มาช่วยกันตรวจสอบการจัดซื้อของรัฐบาลทหารกันไหมคะ?.

จาก Status ส่วนตัวใน Facebook:  มาช่วยกันตรวจสอบการจัดซื้อของรัฐบาลทหารกันไหมคะ?


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันเขียน Status และให้คอมเม้นท์ตอนท้าย เกี่ยวกับเรื่องการจับตาดูการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ฝ่าย "ข้าราชการประจำ" เสนอขึ้นมา

ดิฉันคิดว่า มันสามารถทำได้จากการจับตาดูทั้งภายในและภายนอกองค์กรเอง

************************************************

การจับตาดูภายนอกนั้น สามารถทำได้เป็นต้นว่า สร้าง Facebook เพจ เป็นเพจแบบ Watchdog คือเฝ้าดูการกระทำทุกอย่าง ตั้งแต่ราคาที่เสนอขึ้นมา จนกระทั่งได้รับการอนุมัติจาก "ข้าราชการประจำ" ขั้นสูงสุด ก่อนที่จะส่งต่อให้กับ "ข้าราชการการเมือง" ทำการอนุมัติ เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินได้ตามระบบ

เรื่องของ Watchdog นี้ เป็นเรื่องที่ละเอียด แต่มันจะได้ผล ถ้ามีการติดตามกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ สักแต่ว่า แชร์รูปออกไป จากนั้นก็หวังว่า จะมีการดำเนินการต่างๆ เกิดขึ้น ถ้าเราหวังกันแบบนี้ ก็เหมือนกับคลื่นกระทบฝั่ง คือ มีพลังในตอนแรกๆ ก่อนที่มันจะค่อยๆ จางหายไป รอคลื่นลูกใหม่โถมเข้ามา

กลุ่ม Watchdog ที่เคยเห็นมานั้น เขาจะติดตามเรื่องราวอยู่อย่างเหนียวแน่น มีอาสาสมัครค้นหาข้อมูล รวมทั้งสืบค้นข้อเท็จจริงทุกเรื่อง อาศัยเวปไซค์ บวกกับเวลาที่มีอยู่ จากนั้นก็โพสต์ข้อมูลตามที่ค้นหามาได้ รวมทั้งลิ้งค์เพื่อการอ้างอิง

ตัวอย่างเช่น เรื่องของ การจัดซื้ออุปกรณ์และปรับปรุงทำเนียบรัฐบาล ที่มีงบประมาณ 68 ล้านบาทนี้ เราได้ข้อมูลมา 15 หน้ากระดาษ (อ้างอิง: เอกสารการปรับปรุงห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล งบ 68 ล้านบาท) แต่เราให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่อง ไมค์โครโฟนมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้เน้นกันถึงเรื่องโคมไฟ, จอทีวี, อุปกรณ์ติดตั้งต่างๆ ที่ระบุไว้เลย อย่างเช่นเครื่องเสียง ลำโพง ฯลฯ

************************************************

ถ้าเราจำทำ Watchdog อย่างมีคุณภาพ ก็อาจจะมีอาสาสมัครสัก 5 คน ช่วยกันโพสต์ราคาที่สืบหามาได้ตามท้องตลาด พยายามให้อยู่ในเพจเดียวกัน เพื่อสามารถโพสต์ข้อมูลที่หามาได้ในที่เดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการอ้างอิงและค้นหา

แบ่งกันหาข้อมูลคนละ 3 หน้ากระดาษ เพียงแต่ Search ด้วย Brand name กับ Model กฺ็น่าจะได้ราคาขายปลีก หรือ Retail Price กันเรียบร้อย (และจะเห็นกันว่า ต่ำกว่า ราคาที่ทาง "ข้าราชการประจำ" เสนอขึ้นไปอย่างน้อย หนึ่งเท่าตัวเกือบทุกรายการ)

ถ้าสามารถช่วยกันทำแบบนี้ได้ เราจะเห็นราคาขายปลีกของอุปกรณ์เหล่านั้น เสร็จเรียบร้อยกันในเวลาไม่เกินหนึ่งวันเต็ม ท่านก็หาคำตอบกันได้ว่า มันคุ้มกับ 68 ล้านบาทหรือไม่ เพราะต้นทุนจริงๆ นั้น อาจจะเหลือไม่ถึง 30 ล้านบาทเสียด้วยซ้ำไป แต่ภาษีของประชาชนต้องถูกนำมาจ่ายมากกว่าหนึ่งเท่าตัว และใครที่เป็นผู้ได้รับ "ส่วนเกิน" เหล่านี้?

ระบบการจัดซื้อแบบ "พิเศษ" นั้น ไม่มีการประกวดราคาแข่งขันกัน เป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจอนุมัติเอง ระบบแบบนี้ ก็ควรจะมีการปฎิรูปด้วย เพราะมันเป็นเครือข่ายของการทุจริตอย่างง่ายดาย เพียงแต่ทำเรื่องขึ้นไปเป็นขั้นตอน ด้วยราคาอุปกรณ์ที่บวกทุกอย่างมาเรียบร้อยแล้ว

************************************************

และดิฉันเชื่อว่า "ข้าราชการการเมือง" ไม่มีเวลาอะไรไปตรวจสอบความถูกต้องหรอก เพราะมันถูกเสนอขึ้นมาเป็นขั้นๆ เรียบร้อยแล้ว (มีตัวบุคคลรับผิดชอบอีกหลายคนในเรื่องเหล่านี้)

และ "ข้าราชการการเมือง" หรือ "นักการเมือง" ก็เป็น "แพะ" ตัวประจำอยู่แล้ว จาก โปรปรากานด้าที่สร้างขึ้นมาว่า พวกนี้ เป็นพวกเลวทราม โกงกินบ้านเมือง ทั้งๆ ที่อาจจะมีส่วนร่วม หรือ ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วย แต่ก็ถูกลากเข้าไปอยู่ในกลุ่มโกงกินบ้านเมือง เพราะจะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่าง "คนดี" กับ "คนเลว" นั่นเอง

ดังนั้น การมีกลุ่ม Watchdog เกิดขึ้นต่อการตรวจสอบการสั่งซื้อหรือซ่อมแซมสถานที่ต่างๆ จะเป็นเรื่องที่ดีต่อการใช้ภาษีของประชาชนอย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ และมีการทุจริตน้อยที่สุด

อยากให้ผู้รักความยุติธรรม ริเริ่มในเรื่องนี้กัน มีการหาบุคลากรอาสาสมัตร ทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง

************************************************

เรื่องที่สองคือ การจับตาภายใน ซึ่งเป็นการปกป้องการกระทำทุจริตเช่นเดียวกัน ถ้าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดภายในองค์กร ทราบถึงการทุจริตแล้ว เขาหรือเธอจะทำอย่างไรต่อไป?

ใน USA เรามีกฎหมาย Whistleblower Protection หรือปกป้องผู้นำเรื่องการทุจริตมาแจ้งให้ทราบ เรื่องนี้เทียบเท่ากับพระราชบัญญัติ การช่วยเหลือบุคคลที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และ Whistleblower นี่ เขาเข้าไปถึงสื่อได้ทันที เพื่อการตรวจสอบเรื่องการทุจริตภายในองค์กร

สมมติว่าท่านจับได้ว่า มีบุคคลกำลังทำการทุจริตอยู่ ท่านบันทึกวิดิโอไว้ แล้วส่งให้สื่อทำการเผยแพร่ ท่านจะได้รับการปกป้องโดยทันทีกับกฎหมาย Whistleblower Protection ด้วยการร่วมมือกับ Witness Protection Program เพื่อนำตัวท่านและครอบครัวออกไปจากสถานที่เหล่านั้นอย่างเร็วที่สุด เพราะท่านคือพยานคนสำคัญในระบบยุติธรรมทั้งหมด

Whistleblower Protection Act ใน USA นั้น จะคุ้มครองแค่พนักงานของรัฐหรือ Government Officials เท่านั้น ถ้าเป็น Contractors หรือ Temporary Workers ก็ไม่สามารถที่จะอยู่ในการปกป้องได้

ถ้าในประเทศไทยจะออก พรบ เหมือนกับ Whistleblower Protection Act ก็ควรจะให้ความคุ้มครองกับข้าราชการประจำ ลูกจ้างประจำ และ ชั่วคราวทุกๆ คน เพราะต่างคนอาจจะได้เห็นขั้นตอนต่างๆ ในการทุจริตที่กำลังเกิดขึ้น

และถ้าเป็นไปได้ เมือมีการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมแล้วว่า ผู้ร่วมมือนั้น กระทำความผิดจริง ควรจะมีการให้รางวัลกันกับตัว Whistleblower ด้วย เพื่อเป็นกำลังใจในการประกอบอาชีพอย่างสุจริต และเป็นตัวอย่างที่ดีของบุคลากรที่ทำงานอยู่ในองค์กรอื่นๆ ต่อไป

************************************************

ถ้าถามว่า เราได้อะไรในเรื่องนี้กันบ้าง? คำตอบก็คือ ท่านต้องถามตนเองว่า ภาษีอากรที่ท่านจ่ายให้กับรัฐบาลไทยในแต่ละปีนั้น จะยอมให้กลุ่มบุคลากรที่เกี่ยวข้องแบบนี้ ทำการทุจริตกันต่อไปเท่านั้นเองหรือ? ท่านอาจจะได้ถนนหนทางเลวมากๆ ทั้งๆ ที่ การเสนอจัดขึ้นไปนั้น ประกอบด้วยวัสดุที่เยี่ยมที่สุด แต่การส่งของต่างๆ มาให้ กลับมีคุณภาพต่ำมาก เป็นต้น มันมีคนรู้เห็นกันด้วย

ถ้ามีการตรวจสอบกันได้ทั้งภายในและภายนอก บวกกับ มีการปฎิรูปในเรื่องวิธีการจัดซื้ออุปกรณ์ และ คุรุภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ภาษีที่ท่านต้องจ่ายไปแต่ละปี จะกลับมาเป็นบริการให้กับท่านอย่างคุ้มค่า เมื่อมีการตรวจสอบได้ด้วยความโปร่งใส ทั้งภายนอกและภายในองค์กรแต่ละแห่งเอง

หรือว่า จะปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ต่อไป นั่นก็หมายความว่า โครงการอีกนับเป็นพันๆ หรือ หมื่นๆ ล้านบาท ก็จะกลายเป็นวิธีเดียวกัน นั่นก็คือ เสนอขึ้นมาแบบแพงแสนแพง ตรวจสอบก็ไม่ได้ เพราะไม่มี Watchdog เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

************************************************
ลองมาช่วยกันเรื่อง อาสาสมัคร Watchdog เกี่ยวกับ เอกสารการปรับปรุงทำเนียบรัฐบาลกันดีไหม? ลองเริ่มด้วยการสืบหาราคาของวัสดุแต่ละชิ้นกัน จากนั้น ก็นำไปเปรียบเทียบว่า ภายในหนึ่งหน้ากระดาษนั้น ท่านสามารถช่วยประเทศชาติ ประหยัดเงินตราไปได้กี่หมื่น หรือ กี่แสนบาท? (หรือจะให้เด็กๆ ช่วยกันทำเป็นกิจกรรมก็ได้ เพราะเด็กสมัยนี้ เก่งๆ กันเรื่องการสืบหามากมาย...)

ไม่ลองก็ไม่รู้ จริงไหม?

คลิป จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการเสรีไทย งานเปิดตัวองค์การเสรีไทยซานดิเอโก 14ก.ย.57


https://www.youtube.com/watch?v=43nFnQnYKh0

Published on Sep 14, 2014

เสรีไทยยังคงเดินสายขยายการจัดตั้งองค์การเสรีไทยร่วมกับคนไทยต่อไป เมื่อ 13 กันยา ที่เมืองซานดิเอโก USA หลังจากจัดตั้งทีลอสแองเจลิสเมื่อ 31 สิงหาคม 

และพร้อมกับเปิดปราศรัยสรุปบทเรียน 8 ปีรัฐประหารจาก 19 กันยา 49 ถึง 22 พฤษภา 57 หัวหน้าคนเดียวกัน "ตายไปก็บอกไม่ได้" นะคะ 

พร้อมชมคลิปเต็ม มันๆ ฉวัดเฉวียนสไตล์ ดร.สุนัย นำเสนอรายงานองค์การนิโทษกรรมสากล (AMNESTY INTERNATIONAL -AI) ในโอกาศทำบุญ 100 วัน คสช.