วันจันทร์, พฤษภาคม 25, 2558

งาน 1 ปีต่อต้านรัฐประหารที่ชิคาโก้ สำเร็จอย่างงดงาม คนมางานตรึม เต็มร้าน






งาน "ชิคาโก และมิดเวสต์ ขอต้อนรับผู้นำองค์กรเสรีไทย และผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกท่าน"
- พวกเราชาว "เรดชิคาโก (Red Chicago)" ขอขอบคุณ ท่าน จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, ดร.สุนัย จุลพงศธร, คุณ ดารุณี กฤตบุญญาลัย, และแกนนำผู้รักประชาธิปไตยที่มาจากทั่วโลกทุกๆท่านที่มาร่วมงาน
(23 พ.ค. 2558)

ภาพจาก ชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์

เมื่อวันที่ 23 พค. ที่ผ่านมา ชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์ได้จัดงาน 1 ปีของการต่อต้านรัฐประหาร โดยมีการเชิญ คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ดร.สุนัย จุลพงศธร และคุณดารุณี กฤตบุญญาลัย แห่ง องค์กรเสรีไทยเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน มาร่วมงาน

มีคนไทย คนลาวจากชิคาโก้ และเมืองใกล้เคียง และต่างรัฐ อาทิเช่น มิสโซรี่ มินิโซต้า และวอชิงตันดีซี ร่วมงานอย่างล้นหลาม

มีการจุดเทียนรำลึกถึงนักต่อสู้ผู้ประชาธิปไตย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน




อนึ่งในงานนี้ กลุ่มกปปสชิคาโกประมาณ 10 คน มาถือป้ายประท้วง

ข่าวนั่งเทียน จากASTV แจ้งว่า งานล่ม



อะฮ้า ทั่นประธานกรรมา พูด ‘ปะ-รัด-ชะ-ยา’ (ปรัชญา)




อะฮ้า ทั่นประธานกรรมา พูด ‘ปะ-รัด-ชะ-ยา’ (ปรัชญา)

“การทำประชามติต้องนึกถึงพลเมืองเป็นหลัก เพราะทุกคนสวมหัวโขนกันอยู่ทั้งสิ้น เกิดและตายในฐานะพลเมืองไม่ใช่ด้วยตำแหน่งใด...

อะไรก็ตามที่จะตัดสิทธิพลเมืองต้องข้ามศพของตนไปก่อน" ประโยคหลังนี่องอาจชาติเชื้อไทย

(http://www.springnews.co.th/politics/211169)

อย่างนี้เก๊าะไม่น่าหวั่นอย่างที่ ‘เดลินิวส์’ เขากระแซะไว้

“งานนี้ ครม.-คสช. อ่านเกมขาด ส่ง ‘กูรูกฎหมาย’ อย่างวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาแทงกั๊กว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่ได้หมายความว่าต้องทำประชามติ”

“เป็นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากสำรวจทางเดินสู่ประชามติ ล้วนเจอขวากหนามขวางกั้น โอกาสจะใช้ประชามติเป็นตราประทับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าขั้นยากเย็นแสนเข็ญ งานนี้มีเสียงแว่วว่าเลขเด็ดจะไปออกตรงที่ สปช. คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ล้างกระดานตั้งต้นร่างกันใหม่”

“โดยมี สปช. วันชัย สอนศิริ ปลุกกระแส สปช.คว่ำร่าง รธน. เป็นช็อตเด็ด”

(http://www.dailynews.co.th/politics/323146)

มิใยที่ ดุสิตโพล โรยกลีบกุหลาบให้แล้ว

“ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.15 สมหวังเรื่องการจัดการปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองสงบสุข”

“ร้อยละ 59.80 มองว่า "สมหวัง" มากกว่า "ผิดหวัง" เนื่องจาก บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่มีการชุมนุมเคลื่อนไหวประท้วง ทำงานรวดเร็ว เด็ดขาด”

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนหวังอยากให้ คสช. ทำในปีที่ 2 คือ ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ทำให้บ้านเมืองสงบสุข พัฒนาด้านเศรษฐกิจ”
(http://news.voicetv.co.th/thailand/209352.html)

แต่ว่าท่ามกลางกระแส ฝือเคือง เรื่องทำมาหากิน กำลังซื้อประชาชนลดต่อเนื่อง บริษัทผู้ผลิตทะยอยถอยออกจากประเทศไทย นักท่องเที่ยวหด การส่งออกลด แล้วนี่รัฐบาลพี่โคตรเก่งกำลังจะตอบแทนคุณความดีเด่ตะหานอีก ๒ แสนล้าน




คลังประกาศผ่องขายหุ้นวิสาหกิจ ๑๐ แหล่งใหญ่ภายในอีกสองเดือน ไม่เฉพาะพอร์ตขนาดย่อมสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ผาแดง ธนาคารทหารไทย เอ็นอีพี นั่นขี้ปะติ๋ว แต่ว่า ปตท. บินไทย อสมท. และท่าอากาศยาน นี่สิ ขนาดยักษ์ ๕๐-๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น

การก็คือ สงสัยกันว่ารัฐจะถังแตก ต้องเร่งหาเงินมาช่วย คสช. ให้ลอยฟ่องละกระมัง

ไหงไม่ฟังอาจารย์กานดาเธอมั่ง

“ประเทศนี้คิดพัฒนากันจริงๆ เหรอเนี่ย”


สั้นๆ วันนี้กับความสุขเล็กน้อย ๔ ข้อ ๘ ภาพ








สั้นๆ วันนี้กับความสุขเล็กน้อย ๔ ข้อ ๘ ภาพ

๑. สุขที่เพื่อนผู้ยึดมั่นประชาธิปไตยได้รับการปล่อยตัว

๒. สุขที่นักศึกษาหลุดรอดจากอาการอกสั่นขวัญแขวน


๓. สุขที่นักศึกษาหน้าข้นร้องขอเลือกตั้งไม่อยู่ข้างเผด็จการ

๔. สุขที่ตาได้ชื่นชมหลานครั้งแรก




วันอาทิตย์, พฤษภาคม 24, 2558

ควันหลงการจับกุมนักศึกษา กิจกรรมครบปีรัฐประหารเมื่อวันก่อน :สองคลิปกับสองแค็ป

"ส่วนที่มีการเผยแพร่ภาพทางโซเชียลมีเดียว่าเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายนักศึกษานั้น ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำร้ายนักศึกษาแต่อย่างใด ขอให้ประชาชนระมัดระวังการรับข้อมูลข่าวสาร และขอเตือนผู้ไม่หวังดีที่เผยแพร่ภาพและข้อความใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ด้วย"

เป็นข้อชี้แจงของ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และโฆษกกองทัพบก ถึงกรณีที่มีกลุ่มนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ หลังจากครบรอบการทำรัฐประหาร (อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/การเมือง/366473/คสช-ยันไม่ใช้มาตรการพิเศษกับกลุ่มนศ-ต้านรัฐประหาร)

หากแต่ระหว่างการจับถุมด้วยการลากถูลู่ถูกังนักศึกษาออกจากพื้นที่เพื่อจะนำไปควบคุมที่สนานีตำรวจปทุมวัน ก็เกิดการใช้กำลังและสิ่งอันตรายแก่นักศึกษา ดังปรากฏในคลิปข้างล่างนี้


ฟังเต็มๆหู... หนูโดนไฟฟ้าช๊อท....นะพี่...
Posted by แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ on Friday, May 22, 2015
แม้นว่านายตำรวจท่านหนึ่ง พ.ต.ต. กิตติศักดิ์ บุญเต็ม บอกแก่นักศึกษาถึงเหตุผลที่เข้าห้ามการทำกิจกรรมนั้นว่า "น้องเงียบ ฟังพี่นิดนึง ตรงเนี่ยเป็นวังพระเทพฯ ถ้าทำอย่างเนี้ยไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์"

นอกนั้นเป็นอารมณ์แบบรสชาติติดปลายลิ้นของคนดังบางราย
รายหลังนี่คงเคยเป็น 'ไอ้เณร' อยู่ราบ ๑๑ ถึงได้ตีความรัฐาธิปัตย์ของคณะรัฐประหารและมาตรา ๔๔ เหนือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

จบดิ

นาน ๆ จะเห็นนิตยสารยักษ์ใหญ่ “เปลี่ยนชื่อ” บทความที่ลงพิมพ์แล้ว เดิมงานเขียนชิ้นนี้มีอีกชื่อ (ไม่บอกได้มั้ย?)




นาน ๆ จะเห็นนิตยสารยักษ์ใหญ่ “เปลี่ยนชื่อ” บทความที่ลงพิมพ์แล้ว เดิมงานเขียนชิ้นนี้มีอีกชื่อ (ไม่บอกได้มั้ย?) ความหมายคล้าย ๆ กัน แต่ Foreign Policy คงรู้ว่าเมืองไทยไม่เหมือนชาวบ้านเขาอย่างไร เลยเปลี่ยนชื่อแต่เนื้อหาเหมือนเดิม เป็นการ “อวย” ท่านผู้นำของเราว่าทำตัวแบบ “absolute power” อย่างไร พยายามย้อนเวลา จับเจ้ายักษ์จินนี่กลับเข้าไปในตะเกียง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าไม่สำเร็จหรอก เพราะคนไทยคุ้นชินกับจิตสำนึกการเมืองแบบประชาธิปไตยแล้ว จะให้เขาถอยหลังกลับไปอยู่ในยุค “ข้าแผ่นดิน” ได้อย่างไร ลองอ่านดูครับ http://atfp.co/1HmyH5r


Pipob Udomittipong

...

The Strongman of Siam

With Thailand’s ailing monarch fading from the scene, Gen. Prayuth Chan-ocha is positioning himself to rule indefinitely — by silencing all dissent.

BY SEBASTIAN STRANGIO
MAY 21, 2015
Source: Foreign Policy.com

BANGKOK — On March 25, Thailand’s unelected Prime Minister Gen. Prayuth Chan-ocha asked the country’s journalists for a little goodwill. “I am not saying you cannot criticize me,” he told a group of them at an air force base in the capital, Bangkok. “You can criticize me, but you have to have some understanding.” When asked about how the government would deal with uncooperative reporters, Prayuth’s response was deadpan: “Execution, maybe?”

The general was trying to be funny, but Thais could be forgiven for not getting the joke. In May 2014, the Thai military toppled the government of Prime Minister Yingluck Shinawatra in a coup d’etat. Since then, the 61-year-old Prayuth, formerly commander-in-chief of Thai’s military the Royal Thai Army, has suspended the constitution and dialed back civil liberties such as freedom of speech and assembly. In April, he ended martial law. But he replaced it with Article 44 of an interim constitution, which gives the ruling junta, known as the National Council for Peace and Order, sweeping powersto search, arrest, and detain people without judicial oversight.

Prayuth has further undermined his image with a series of tin-eared PR messages and public outbursts. After the coup, the junta launched a widely ridiculed “happiness” campaign involving free concerts and svelte young women in camouflage miniskirts. He even penned the lyrics to a pop song, titled “Returning Happiness to Thailand,” which defended the military’s seizure of power and promised to “bring back the love.” These attempts to remake military rule for the social media age have failed to conceal the general’s thin patience for the sort of questions usually directed at politicians.

Like Thai military leaders past — since 1932, this country of 67 million has experienced 19 coups and coup attempts — Prayuth has described himself as “a soldier with a democratic heart,” working to cleanse his nation of corruption. (The one political constant throughout the country’s tumultuous modern history is 87-year-old King Bhumibol Adulyadej, who has held the throne since 1946.) From that long cast of strongmen, Prayuth’s impulsive style is probably most similar to Sarit Thanarat, the mercurial general who seized power in a coup in 1957 and ruled until his death in 1963. Sarit famously referred to Thai society as “a big family” in need of a strong, wise patriarch. Prayuth’s critics say his own year in power has reflected a similar view of the Thai people and their ability to make informed decisions. “I don’t think this is a democratic way of doing things,” said Phongthep Thepkanjana, who served as deputy prime minister in the ousted Yingluck administration. “It’s like ‘father knows all.’”

* * *

Prayuth was always a serious person. Born in the mid-1950s into a military family in Nakhon Ratchasima, a city in Thailand’s northeast, he told a student magazine that he wanted to follow in the footsteps of his father and be a soldier. The magazine described him as bookish and mature beyond his years — a teenager who enjoyed reading and studying more than playing outdoors.

Like much of Thailand’s military brass, Prayuth attended the Chulachomklao Royal Military Academy in Bangkok, and upon graduation, entered the officer corps. According to Paul Chambers, director of research at the Institute of Southeast Asian Affairs in the Thai city of Chiang Mai, Prayuth soon became a prominent member of the Eastern Tigers, a royalist military faction based in eastern Thailand.

In the 1990s, Chambers said, the Eastern Tigers amassed considerable wealth by trading gems with Cambodian Khmer Rouge insurgents based along the two countries’ border, a racket which “directly benefited” the faction and some of its commanders. Within a decade, the Eastern Tigers dominated the Thai military. In 2004, factional head Gen. Prawit Wongsuwan was appointed army chief, and a string of protégés and associates followed, including Gen. Sondhi Boonyaratglin, who led Thailand’s last coup in 2006, and Prayuth himself, who was promoted to army chief in 2010. Kasit Piromya, a former Democrat Party MP who served as foreign minister from 2008 to 2011, said that throughout his career, Prawit — now serving as defense minister — has looked out for Prayuth, helping shepherd him through the ranks. “Prawit was like a big brother,” Kasit said.

Prayuth was army chief when Thailand’s political crisis boiled over in late 2013. For years, a bitter struggle had pit allies of former prime minister and billionaire telecoms mogul Thaksin Shinawatra, whose social and economic policies made him wildly popular among the rural poor, against members of the traditional royalist elite. The fight reflected a widening social rift between the conservative middle-classes in the cities and the rural and working-class Thais, who found their political voice in support of Thaksin.

As the country stuttered from crisis to crisis, the streets of Bangkok saw oscillating protests by pro-Thaksin Red Shirts and anti-Thaksin Yellow Shirts. (While Thaksin has been in self-imposed exile for years to avoid prison on corruption charges, the 2006 coup failed to dent his popularity inside Thailand, where his proxy parties, backed by the Red Shirts, have swept the last three general elections, including a landslide victory in 2011 that brought his sister Yingluck to power.) On May 20, 2014, after months of Yellow Shirt protests calling for Yingluck’s resignation, the army declared martial law and summoned the country’s political leaders for peace talks — arresting them when they arrived. Two days later, Prayuth announced that the armed forces were assuming control. Televisions blared martial anthems; the constitution was repealed.

Upon taking power, Prayuth promised the Thai people “sustainable happiness” and laid out a “roadmap” for a return to democratic rule. “I have taken over the power because I want democracy to live on,” he said in January. Military spokesman Col. Werachon Sukondhapatipak said that after years of political dysfunction, somebody needed to step in. “His motivation is not for himself, for his own power, but to end the deadlock and take the country forward,” he said of Prayuth. He described the roadmap’s goal as “fully-functioning democracy.”

To some, however, Prayuth’s year in power has seemed stifling and paranoid.

Flailing out at any hint of opposition, the junta hasbanned protests, political party activities, and public readings of George Orwell’s 1984. It has defined the public eating of sandwiches — an anti-government protest stunt — as a criminal act. When other activistsadopted the three-fingered salute from the blockbuster Hollywood franchise The Hunger Games, that gesture was banned too. Over the past year, more than 1,000 politicians, academics, and journalists have beendetained or sent to Thai military facilities for “attitude adjustment” — while Yingluck is on trial for criminal negligence over alleged graft in a rice subsidy scheme. Sean Boonpracong, a former spokesman for the pro-Thaksin Red Shirts who served as national security advisor under Yingluck, said this heavy-handedness reflected the personality of the junta’s leader: “a little bit erratic, highly-strung, emotional.” (In an interview, Werachon claimed that many of the general’s public utterances have been lost in translation. “This is just his sense of humor,” he said.)

Moving ahead with its roadmap, in April the government released a draft of a new constitution, which includes a pro-junta senate and a new voting system favoring small parties and weak coalition governments. With the constitution still to be finalized and approved by referendum, the government said in mid-May that a general election won’t be held until at least August 2016.

Even then, it’s unclear what a return to democratic rule will entail in practice. The 35-member drafting committee claims that the draft constitution includes “everything that every citizen ever felt the need to fight for,” but critics say the military’s real aim is to prevent a return of the sort of concentrated electoral power once wielded by Thaksin. “The military is now trying to put in place an infrastructure through constitutional drafting to ensure that even when it is forced out of power, it could continue to control Thai politics,” said Pavin Chachavalpongpun, a Thailand specialist based at Kyoto University in Japan.

The real stakes go far beyond Prayuth’s legacy. Observers on both sides of Thailand’s political divide say the military’s long game is geared to the eventual passing of King Bhumibol, who is in ill-health. “They want to ensure that at the time of the transition, or the succession period, that they are still in control,” said Kasit, the former foreign minister.

Whether or not the junta succeeds in this aim, Prayuth’s “democracy with Thai characteristics” may struggle to bridge his country’s deep political and social divides. American academic David Streckfuss has described his rule as a throwback to Thailand’s “golden age of military dictatorship” during the Cold War, as outdated as the martial songs that accompanied last year’s coup. Particularly, it overlooks the rising political expectations of the Thai people. “This is not the same Thailand as 1958, 1976, or 1991,” Streckfuss writes. “And neither are the Thai people the same. Democracy in Thailand may not be inevitable, but its chances are considerably higher than successfully putting the genie of political consciousness back in the bottle.” In other words, Thailand’s latest military father figure may well find his “children” growing restless.

Photo credit: Paula Bronstein/Getty Images

ooo

Bangkok: students protest against military rule

Students stage protests against the Thai authorities, a year after the army seized power from an elected government.





Video: Channel 4 News Bangkok cameraman Raul Gallego Abellan shot and edited these scenes today

The military has quashed public demonstrations and any sign of resistance to the 22 May 2014 coupin Thailand, which it says it was forced to undertake to end violence between rival factions.

The military government has promised a general election next year but critics worry about a new constitution they say is undemocratic.

Activists staged small shows of defiance to mark the anniversary of the takeover. Police detained around 30 young people outside the Bangkok arts and cultural centre, a Reuters witness said.

The group had gathered and locked hands in front of the centre, which was the location of small daily protests in the days following the coup.

Thailand has been mired for a decade in rivalry between the Bangkok-based establishment and ousted premier Thasksin Shinawatra, a former telecommunications tycoon whose policies won him the support of the poor but the hostility of the elite.

The government ousted last year was led by Thaksin's sister, the country's first woman prime minister, Yingluck Shinawatra.


...


https://www.youtube.com/watch?v=2FLEpCr_ihA



"ประยุทธ์-ทักษิณ"สัมภาษณ์พิเศษ"ซีเอ็นเอ็น"ครบรอบ1ปีรัฐประหาร




เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับไมเคิล โฮล์มส ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น ถึงประเด็นของรัฐไทยภายหลัง 1 ปี การปฏิวัติโดยทหาร (คลิกชมคลิปจากซีเอ็นเอ็น)

ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

CNN: คุณคิดอย่างไรกับเรื่องคดีของน้องสาวของคุณ
ทักษิณ: โดยปกติแล้ว ตามหลักกระบวนการยุติธรรม ศาลต้องสันนิษฐานก่อนว่าผู้ต้องสงสัยเป็นนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ก่อนที่จะได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิดจริง นั่นคือหลักนิติธรรม อย่างไรก็ตาม ก็มีบางสิ่งที่ผมเป็นกังวล

CNN: คุณคิดว่ายิ่งลักษณ์จะได้รับการตัดสินอย่างยุติธรรมมั้ย?
ทักษิณ: ผมเป็นกังวลบ้าง ผมหวังว่าเธอจะได้รับการตัดสินอย่างยุติธรรม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเป็นกังวลอยู่

CNN: คุณยังมีผู้สนับสนุนจากประเทศไทยเยอะมาก จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคุณคิดว่าเขาจะออกมาประท้วงอีกหรือไม่
ทักษิณ: ผมพยายามบอกให้พวกเขาอดทน หากจำเป็นต้องทำจริงๆขอให้เป็นการประท้วงที่สงบ ไม่มีความรุนแรง หากไม่จำเป็นแล้วไม่ต้องออกมาประท้วง

CNN: คุณคิดว่าจะมีเหตุใดบ้างที่ทำให้พวกเขาออกมาประท้วง หากคุณบอกให้พวกเขาอดทน ความอดทนจะหมดไปภายใต้ปัจจัยอะไร?
ทักษิณ: ผมคิดว่าพวกเขาจะไม่ออกมา ยกเว้นสถานการณ์มันจะแย่มากๆ แต่มันดูเหมือนว่ารัฐบาลทหารกำลังทำการทดสอบ พวกเขาพุ่งน้ำหนักไปที่ว่า ประชาชนจะออกมาเคลื่อไหวหรือไม่นั้น ทำให้เรารู้ว่าพวกเขากำลังทดสอบอยู่ เราเพียงต้องรอ




CNN: เมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย?
ทักษิณ: มันจะมีการเลือกตั้งแน่ แต่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่นั้น ผมไม่แน่ใจ (หัวเราะ)

CNN: คิดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร?
ทักษิณ: รัฐบาลทหารพยายามจะครอบครองอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ยังไงก็จะเกิดการเลือกตั้งขึ้น

CNN: คุณพิสูจน์ว่าตัวเองไม่มีความผิดได้อย่างไร ภายใต้สถานการณ์แบบนี้?
ทักษิณ: ง่ายจะตาย ก็ผมไม่ได้ทำความผิด เนื่องจากมันเป็นการเมือง แม้กระทั่งตำรวจสากลยังสรุปว่าสถานการณ์นี้เป็นเรื่องของแรงจูงใจทางการเมือง

CNN: คุณเคยโน้มน้าวใจผู้มีอำนาจในไทยบ้างหรือไม่?
ทักษิณ: ผมไม่เป็นจำเป็นต้องโน้มน้าวใคร ผมแค่รออยู่ตรงนี้ ไม่ต้องรีบ แค่ทำให้ตัวเองพร้อม อดทนรอ เวลาจะมาถึง

CNN: คุณคิดว่าจะคุณจะได้เป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่?
ทักษิณ: ผมไม่คิดว่าผมคาดหวัง ผมคิดว่าผมข้ามขั้นนั้นไปแล้ว ผมเป็นนายกมา 6 ปี ผมไม่ได้เสพติดอำนาจ ผมแค่อยากช่วยประชาชน




CNN: เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าแปลกประหลาดมาก ที่คนร่ำรวยอย่างมากคนหนึ่ง จะได้รับความนิยมจากคนรากหญ้าที่ไม่ร่ำรวย?
ทักษิณ: คุณรู้หรือไม่ว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะกล้องเนี่ย มันสามารถทำให้คุณเห็นได้ชัดหมด ไม่ว่าตา หรือใบหน้า เห็นว่าคุณครุ่นคิดได้ เห็นว่าคุณอยู่กับพวกเขาหรือไม่ หรือเพียงแค่คุณหลอกลวง หรือแค่แสร้งทำ พวกเขารู้ดี แต่ผมอยากช่วยพวกเขาจริงๆ ในช่วงเวลาที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ทุกช่วงเวลาผมคิดแต่ว่าจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

CNN: แล้วสำหรับคุณ ข้อหาต่างๆ มันมาได้อย่างไร?
ทักษิณ: พวกเขาแค่พยายามที่จะหาข้อหาอะไรก็ได้สักอย่าง ที่ทำให้ผมออกไปนอกประเทศ พวกเขาไม่อยากให้ผมกลับไป


CNN: เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าแปลกประหลาดมาก ที่คนร่ำรวยอย่างมากคนหนึ่ง จะได้รับความนิยมจากคนรากหญ้าที่ไม่ร่ำรวย?
ทักษิณ: คุณรู้หรือไม่ว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะกล้องเนี่ย มันสามารถทำให้คุณเห็นได้ชัดหมด ไม่ว่าตา หรือใบหน้า เห็นว่าคุณครุ่นคิดได้ เห็นว่าคุณอยู่กับพวกเขาหรือไม่ หรือเพียงแค่คุณหลอกลวง หรือแค่แสร้งทำ พวกเขารู้ดี แต่ผมอยากช่วยพวกเขาจริงๆ ในช่วงเวลาที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ทุกช่วงเวลาผมคิดแต่ว่าจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

CNN: แล้วสำหรับคุณ ข้อหาต่างๆ มันมาได้อย่างไร?
ทักษิณ: พวกเขาแค่พยายามที่จะหาข้อหาอะไรก็ได้สักอย่าง ที่ทำให้ผมออกไปนอกประเทศ พวกเขาไม่อยากให้ผมกลับไป




ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านั้น 1 วัน (21พ.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์แอนดรูว สตีเวนส์ บรรณาธิการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ถึงสถานการณ์ในประเทศไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาลปัจจุบัน(คลิกชมคลิปจากซีเอ็นเอ็น)

โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่า การบริหารประเทศยังเป็นไปเพื่อนำความเป็นประชาธิปไตยกลับคืนมา แม้จะต้องเลื่อนเวลาในการเลือกตั้งออกไป เป็นช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมและกันยายน พ.ศ. 2559 หลังก่อนหน้านี้เคยระบุว่า จะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2559 ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ชี้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงที่เร็วที่สุด เนื่องจากจะต้องมีการทำประชามติ

ระหว่างการสัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ถือโอกาสนี้เพื่อแจ้งให้โลกทราบถึงเหตุผลว่าทำไมตนอยู่ตรงนี้ ทำงานอยู่ตรงนี้ ตนไม่เคยต่อต้านประชาธิปไตย ไม่ว่าจะในโลกตะวันตกหรือตะวันออก เป็นทหารภายใต้ระบอบประชาธิปไตยมาทั้งชีวิต และสนับสนุนรัฐบาลที่ผ่านมาทุกสมัย แต่รัฐบาลยุคก่อนหน้าไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้




นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรามีโรดแมปไปสู่ประชาธิปไตย เมื่อใดก็ตามที่รัฐธรรมนูญใหม่ร่างเสร็จ และได้ทูลเกล้าฯ พระมหากษัตริย์เพื่อลงพระปรมาภิไธยนั้น จะนำไปสู่การเลือกตั้งตามเวลาที่กำหนด แต่อาจมีเหตุให้การเลือกตั้งล่าช้า หากสภาปฏิรูปแห่งชาติปัดตกร่างรัฐธรรมนูญ

ก่อนจะเสริมว่า ตนไม่ได้พยายามที่จะต่อต้าน สร้างความล่าช้า หรือแทรกแซงแม้แต่น้อย “ผมไม่ต้องการอยู่ในอำนาจ” แต่ตนเองเป็นคนเดียวที่สามารถจัดการปัญหาของประเทศไทยภายใต้ระบบกฎหมายในตอนนี้

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราต้องสร้างประชาธิปไตยให้เข็มแข็งและยั่งยืน มีความสงบโดยที่จะไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก




สตีเวนส์ถามต่อว่า หากประเทศไทยคืนสู่ประชาธิปไตยแล้ว คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าประเทศจะไม่กลับสู่สภาวะที่เคยเป็นมา โดยพล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “นั่นสิ หากคุณถามผมว่าผมมั่นใจมั้ย ผมตอบไม่ได้ แต่ผมมั่นใจในเรื่องที่ผมทำอยู่ตอนนี้ จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประชาชนชาวไทยที่จะขีดเขียนอนาคตของตัวเอง”

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ สตีเวนส์ถามถึงประเด็นมาตรา 44 ว่าแม้จะมีการยกเลิกกฎอัยการศึกในไทย แต่มาตรา 44 เป็นการประกาศให้ตนเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เหตุใดมาตราดังกล่าวจึงมีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหา

พลเอกประยุทธ์ชี้ว่า “เหตุใดถึงต้องการมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญนี้ หากไม่มีมาตรา 44 เราก็แทบจะทำงานไม่ได้เลย ด้วยความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและวิถีในการบริหาร แต่ขอย้ำว่า ผมไม่เคยใช้อำนาจนี้ในทางมิชอบ ไม่เคยใช้ทำร้ายใคร ไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยสั่งประหารใคร ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น พวกเราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งหมด”

ครบ 1 ปี รัฐประหาร 2557 ประเทศไทย ฉาวในสื่อนอก ไปถึงดินแดนอังกอ!




ว่อนสื่อนอก! ภาพตำรวจ-ทหารนอกเครื่องแบบ ใช้ความรุนแรงกับนักศึกษา ที่มาชุมนุมหน้าหอศิลป์ ในวันครบ 1 ปี รัฐประหาร 2557

Strait Times (23 พค 2558) พาดหัวข่าว "นักศึกษาไทยที่ถูกกักขังหลังจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหาร แค่ถูก 'เชิญให้ไปคุยกัน': ตำรวจกล่าว"

สื่อนอก ใส่เครื่องหมายคำพูด ให้ประโยค "เชิญให้ไปคุยกัน" ซึ่งมีนัยยะชัดเจนว่าไม่ใช่คำพูดของผู้รายงาน ขณะเดียวกัน ก็ตีพิมพ์ภาพสุดโหด เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบล๊อคคอนักศึกษา ด้วยสีหน้าท่าทางบ่งบอกว่า...มันส์ในอารมณ์ ที่ได้ซ้อมเด็ก!!!

รัฐไทย ยังเหลืออะไรให้น่าศรัทธา??




ประจานไปทั่วภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก! สื่อออสเตรเลีย Radio Australia (23 พค 2558) ตีพิมพ์ข่าวยาว พร้อมภาพนักศึกษานั่งชุมนุมอย่างสงบ ขณะที่ตำรวจกระเหี้ยนกระหือรือเข้าฉุดลากนักศึกษา
พาดหัว "การประท้วงที่ประเทศไทย: นักศึกษาที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมต่อต้านการยึดอำนาจของทหาร "แค่ถูกเชิญไปคุยกัน", ตำรวจกล่าว"

นี่หรือ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร!!
http://www.radioaustralia.net.au/…/thailand-protest…/1450850







งามหน้าไปถึงดินแดนอังกอร์แล้ว!!

เป็นมิตรด้วยดวงจิตสดใส
เราอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน ??


(สำนักข่าวหงวน จัดให้)

Credit
เพจ ประเทศไทยในสื่อนอก
และ (สำนักข่าวหงวน จัดให้)

วันเสาร์, พฤษภาคม 23, 2558

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: คัดค้านประชามติ คว่ำบาตรทุกอย่างคือ ไม่ทำอะไรสักอย่าง!

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข”
ฉบับวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2558

ถึงวันนี้ เริ่มมีแนวโน้มแล้วว่า อาจจะมีประชามติว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญ 2558 เมื่อทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เห็นควรให้มีประชามติ ส่วนคำถามที่ว่า ถ้าผลของประชามติเป็น “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” แล้วจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างไรนั้น ดูเหมือนจะมี “ทางเลือก” อยู่เพียงสองทางคือ ให้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งในอดีตมาปรับใช้ หรือให้คณะกรรมาธิการทำการยกร่างใหม่ทั้งฉบับอีกรอบหนึ่ง

แต่ยังมีข้อเสนอจากนักการเมืองและประชาชนแยกเป็นสามแนวทางคือ ให้นำรัฐธรรมนูญ 2550  (ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์) หรือรัฐธรรมนูญ 2540 (นักการเมืองบางคนในพรรคเพื่อไทย) มาปรับใช้ หรือให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อยกร่างใหม่ทั้งฉบับ (ข้อเสนอของกลุ่มเรียกร้องประชามติที่เป็นประชาธิปไตย)

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ยืนยันให้คว่ำบาตรกระบวนการทั้งหมดของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ซึ่งก็คือ คว่ำบาตรประชามติ คว่ำบาตรรัฐธรรมนูญ และคว่ำบาตรการเลือกตั้ง รวมทั้ง เรียกร้องกดดันให้พรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคร่วมกันคว่ำบาตรกระบวนการข้างต้นทั้งหมดด้วย

เหตุผลของแนวทาง “คว่ำบาตรทุกอย่าง” คือ เป็นการปฏิเสธรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และผลพวงทั้งหมด ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 และกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งกระบวน
แน่นอนว่า ผู้ที่รักประชาธิปไตยจะต้องคัดค้านรัฐประหาร รัฐธรรมนูญชั่วคราวและการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังกระทำกันอยู่ แต่การ “คว่ำบาตรทุกอย่าง” นั้นก็ไม่ใช่วิธีการที่จะไปบรรลุผลที่เป็นจริงในทางปฏิบัติ

ข้ออ้างที่ว่า “ปฏิเสธรัฐประหารและรัฐธรรมนูญชั่วคราว” ก็เป็นเพียงโวหารที่ว่างเปล่า เพราะความเป็นจริงในชีวิตนั้นเป็นตรงข้ามคือ ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบและต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม บางคนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ หลายคนถูกเรียกตัว ควบคุมตัว มีคดีในศาล ส่วนใหญ่ต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมที่เคยทำและอยู่อย่างหวาดระแวง นี่คือผลที่เป็นจริงของรัฐประหารและมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยที่ผู้ได้รับผลกระทบก็ต้องจำยอมโดยดุษฎี แม้ปากจะยืนยันว่า “ไม่ยอมรับรัฐประหารและรัฐธรรมนูญชั่วคราว” ก็ตาม!

การเสนอแนวทางแบบสุดโต่งที่ “ปฏิเสธทุกอย่าง คว่ำบาตรทุกอย่าง” นั้น ฟังดูดี “มีหลักการ” และ “ถูกใจ” ผู้คนจำนวนหนึ่งก็เพราะเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับอารมณ์โกรธและผิดหวังที่แพร่หลายอยู่ในหมู่ผู้รักประชาธิปไตยปัจจุบัน

การ “คว่ำบาตรทุกอย่าง” แม้จะฟังดูดีในทางการเมือง แต่ผลทางปฏิบัติก็คือ การปล่อยให้กระบวนการของรัฐธรรมนูญชั่วคราวดำเนินไปอย่างลื่นไหลจนถึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยไร้อุปสรรคใด ๆ นั่นเอง เพราะภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของมาตรา 44 การคว่ำบาตรทุกอย่างดังว่าก็คือการที่คนจำนวนหนึ่งบอกกับตัวเองว่า “ไม่ยอมรับรัฐประหาร” แล้วก็ไม่ทำอะไร เป็นการมัดมือมัดเท้าและปิดประตูตัวเองออกไปจากการต่อสู้ทางการเมืองในขณะนั้น ขณะที่ประชาชนส่วนข้างมากไม่ได้รับรู้อะไรนอกจากเฝ้าดูกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ จนมีการเลือกตั้ง

แม้แต่การที่คนกลุ่มนี้ “คว่ำบาตรประชามติ” ด้วยการออกไป “ทำบัตรเสีย” หรือไม่ออกไปใช้สิทธิ์ลงเสียง ก็จะไม่มีผลทางการเมืองใด ๆ เพราะการกระทำดังกล่าวจะถูกนับเป็นจำนวน “บัตรเสีย” และจำนวนคน “นอนหลับทับสิทธิ์” ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ดังเช่นบทเรียนจากการเคลื่อนไหว “โหวตโน” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการเลือกตั้งปี 2554 ที่กลายเป็นการละทิ้งเวทีการต่อสู้และทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองไปในที่สุด

ความจริงแล้ว ผู้ที่เสนอให้ “คว่ำบาตรทุกอย่าง” ก็รู้ถึงข้อจำกัดของประชาชนที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงมีข้อเสนอเพื่อแก้เกี้ยวคือ ให้ประชาชน “กดดันพรรคการเมืองมาเป็นด่านหน้าคว่ำบาตรรัฐธรรมนูญ ประชามติ และการเลือกตั้ง” โดยให้เหตุผลว่า ประชาชนไม่ต้องเสี่ยงออกไป “เผชิญหน้า” กับคณะรัฐประหารด้วยตัวเอง แต่ “ดันหลังพรรคการเมืองให้ไปชนกับคณะรัฐประหาร” แทน!

แต่นี่เป็นข้อเสนอที่ไร้เดียงสาทางการเมืองยิ่ง เพราะนักการเมืองย่อมมีผลประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ ซึ่งก็คือ มีการเลือกตั้ง ได้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและจัดตั้งรัฐบาล ประสบการณ์ในช่วงสิบปีมานี้ ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะเรียนรู้ว่า พรรคการเมืองในระบบเลือกตั้งไม่อาจเป็นกองหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้อย่างมากที่สุดคือ การสนับสนุนประชาชนอยู่ข้างหลัง และคอยรับดอกผลจากการต่อสู้ของประชาชนเท่านั้น!

เมื่อพิเคราะห์ให้ถึงที่สุด แนวทาง “คว่ำบาตรทุกอย่าง” ก็คือ การเอา “หลักการสวยหรู” ที่สุดโต่งชุดหนึ่งมาปกปิดอารมณ์พ่ายแพ้และผิดหวังของตนเอง มาเป็นข้ออ้างรองรับการที่จะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ในทางปฏิบัตินี่คือ “การยอมแพ้” ทางการเมืองที่ตกแต่งด้วยโวหารหลักการสวยหรู และด้วยข้ออ้าง “ให้พรรคการเมืองออกหน้า” แทน

การดำเนินงานทางการเมืองจะต้องยึดหลักการและแนวทางใหญ่ไว้ให้มั่น แต่การกระทำทางยุทธวิธีก็ต้องมีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เป็นจริงโดยพิจารณาจากผลสะเทือนทางการเมืองในสาธารณะเป็นสำคัญ สถานการณ์ปัจจุบันนั้นยากลำบาก ช่องทางการเมืองก็ตีบตันและอันตราย เราจึงต้องใช้ประโยชน์จากช่องทางทุกด้านเท่าที่จะหาได้ เพื่อส่งผลสะเทือนทางการเมืองไปสู่สาธารณะ ซึ่งในภาวการณ์ปัจจุบันก็คือ การผลักดันให้มีประชามติและให้มีการอภิปรายสาธารณะในประเด็นรัฐธรรมนูญได้ (แม้ว่า อำนาจตาม ม.44 จะยังคงอยู่ก็ตาม)

แน่นอนว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผลประชามติจะเป็น “รับร่างรัฐธรรมนูญ” จึงได้มีข้อโต้แย้งอีกข้อหนึ่งคือ นี่มิเท่ากับไปสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญ 2558 เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2550 ดอกหรือ? คำตอบคือ ประชามติที่ “รับร่างรัฐธรรมนูญ” จะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับที่ประชามติปี 2550 ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ส่วนทั้งหมดในขณะนั้น ซึ่งก็คือ แม้มีเลือกตั้ง ความขัดแย้งและวิกฤตการเมืองก็ยังปะทุอยู่ดี จนเกิดรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญในที่สุด! รัฐธรรมนูญ 2558 ที่ผ่านประชามติแล้วก็จะเป็นทำนองเดียวกัน แต่จะให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่าเพราะโครงสร้างอำนาจที่พิกลพิการ แข็งทื่อ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ของรัฐธรรมนูญ 2558 เอง ในที่สุด ความขัดแย้งก่อนรัฐประหารก็จะปะทุขึ้นมาอีก นำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญที่รวดเร็วยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เสียอีก!

แต่ถ้าผลประชามติเป็น “ไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ” แล้วพวกเขายังดึงดันที่จะหวนกลับไปสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญแบบเดิมอีก พวกเขาก็ยากที่จะหาเหตุผลมารองรับ อีกทั้งได้สูญเสียความน่าเชื่อถือทางการเมืองต่อสาธารณะไปแล้ว

ข้อวิจารณ์อีกประการหนึ่งคือ ประชามติเป็นการ “ยืดเวลา” ให้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ รัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้คงอยู่ต่อไปอีกหกเดือน ถึงหนึ่งปี คำตอบคือ ในทางกลับกัน การ “คว่ำบาตร” ด้วยการนั่งเฉย (หรือด้วยการกดดันพรรคการเมืองที่ไร้ผล) ให้กระบวนการเดินไปจนมีการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญชั่วคราวสิ้นสุดลง จะเป็นการช่วยเร่งฟื้นประชาธิปไตยที่ตรงไหน? และสถานการณ์ประชาธิปไตยจะดีกว่าปัจจุบันอย่างไร?

ฉะนั้น การเรียกร้องให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และให้มีการอภิปรายสาธารณะในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นหนทาง “สายกลาง” เชิงปฏิบัติที่ให้ผลดีมากกว่าผลเสียคือ การอภิปรายสาธารณะว่าด้วย “อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ” ตลอดจนข้อบกพร่องของร่างรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อส่งผลสะเทือนไปสู่สาธารณะในวงกว้างในที่สุด

ปล่อยแล้ว นศ. กิจกรรม ๑ ปีรัฐประหาร...แต่



สถานการณ์หักหาญและโหมเหี้ยม โดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ รวมทั้ง อีแอบ(ทหารปลอมเป็นทั้งพลเรือนและตำรวจนอกเครื่องแบบ) ทำการฉุดกระชากลากถูกลุ่มนักศึกษาจัดกิจกรรม ศุกร ๒๒ มาฉลองกันมะที่บริเวณหน้าหอศิลป์ปทุมวัน ไปคุมขังยังสถานีตำรวจปทุมวัน กับการจับกุมนักศึกษากลุ่มดาวดิน จ.ขอนแก่น ที่ทำกิจกรรมแสดงออกความไม่พอใจไม่ต้องการรัฐประหารครบรอบ ๑ ปี และการสั่งปิดอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลาฯ แล้วควบคุมตัวกลุ่มเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตยไว้ที่สน. ชนะสงคราม คลี่คลายต่อเมื่อย่ำรุ่งวันใหม่ (ฟ้าเก่า)

เวลาประมาณ ๖ โมงกว่าๆ วันเสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม นักศึกษาที่ถูกคุมขังใน สน.ปทุมวันราว ๓๔ คน ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา เพียงแต่ทุกคนต้องเขียนบันทึกว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก (โดยไม่ต้องลงชื่อกำกับ) หลังจากที่มีแรงกดดันจากเพื่อนนักศึกษาและประชาชนไปรวมตัวกันหน้า สน.ปทุมวัน จำนวนมาก อีกทั้งมีการรณรงค์ผ่านสื่อโซเชียลโดยสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย แถลงการณ์โดยคณะทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และองค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องกันอย่างพร้อมเพรียงให้ทางการปล่อยตัวนักศึกษา

มีเหตุคู่ขนานของความอัปลักษณ์และประทับใจเกิดขึ้นไม่น้อยเลยในช่วงไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง

ส่วนหนึ่งของความอัปลักษณ์ :




หากแต่มียิ่งกว่านั้น : 



สุนัย ผาสุก (Sunai @sunaibkk) เจ้าหน้าที่องค์การสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch เขียนข้อความไว้บนทวิตเตอร์ว่า "นักศึกษาที่ถูกจับที่หน้าหอศิลป์ กทม.บอก HRW ว่า เจ้าหน้าที่เข้าชาร์จ-ทำร้ายร่างกาย ต่อย,เตะ,เหยียบอก,บีบอวัยวะเพศ,รัดคอ,กระชากผม"




 ทางด้านนักศึกษากลุ่มดาวดินที่ขอนแก่น ได้รับการปล่อยตัวหลังจากที่วางหลักประกันคนละ ๗,๕๐๐ บาท เนื่องจากถูกตั้งข้อหาความผิดฝ่าฝืนประกาศคณะรัฐประหารฉบับที่ ๗ ห้ามชุมนุมทางการเมือง
ก่อนหน้านั้น :

ผู้ถูกคุมขังคนหนึ่งเขียนแถลงการณ์ด้วยลายมือบนฝากล่องโฟมส่งออกมาจากในคุก
ภายนอก บริเวณหน้าสถานีตำรวจมีชาวบ้านนามูลและดูนสาดไปเฝ้ารอให้กำลังใจพวกนักศึกษาที่ถูกคุมขัง รวมทั้งพากันไปหย่อนแผ่นกระดาษความเห็นใส่ตู้ที่ทางการตั้งไว้รับ แต่เมื่อมีคนไปหย่อนความเห็นกันมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจขอนแก่นได้มายกเอาตู้ความเห็นนั้นหลบไปเสีย

เช่นกัน กลุ่มเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย หรือ YPD ซึ่งถูกห้ามจัดเสวนาเรื่อง 'สิทธิชุมชน เสรีภาพ และการศึกษา' ภายในห้องประชุมอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลาฯ แล้วยังดำเนินกิจกรรมกันต่อในบริเวณภายนอกหน้าอนุสรณ์สถาน ถูกตำรวจนำขึ้นรถกระบะไปควบคุมตัวที่ สน.ชนะสงคราม ก็ได้รับการปล่อยตัวในวันต่อมาเช่นกัน
สำหรับความประทับใจในเหตุการณ์อัปลักษณ์ไม่มีใดอื่นนอกไปจาก ความองอาจแกร่งกล้าของนักศึกษาและเยาวชนเหล่านี้ ที่ไม่เพียงแต่มั่นคงในหนทางประชาธิปไตยแล้วยังมั่นใจในสิทธิมนุษยชนแห่งตน อีกทั้งหลังจากได้รับการปล่อยตัวแล้วหลายคนยังคงประกาศปณิธานยืนยันว่า จะไม่ยอมรับรัฐประหารตลอดไป