วันพฤหัสบดี, เมษายน 17, 2557

ขอให้กำลังใจ อ.หวาน สุดา รังกุพันธ์ุ บนเส้นทางทั้งดอกไม้และก้อนหิน


ผมพบ อ.หวานครั้งแรกที่มหิดล ผมไปร่วมเวทีสานเสวนาที่ อ.โคทม จัดให้พูดคุยกับคนเห็นต่างทางการเมืองน่าจะช่วงปี 52 ครั้งนั้นผมได้พบ อ.จารุพรรณ ด้วย

ผมไม่เคยรู้จัก อ.หวานมาก่อน เราสนทนากันอย่างไม่สนใจภูมิหลังกันแต่เราคุยกันเรื่องวิธีคิดประชาธิปไตย อ.หวานเล่าว่าคนงานที่บ้านซึ่งปกติไม่เคยพูดการเมืองวันหนึ่งได้เปิดปากแสดงทัศนะทางการเมืองกับแกจนรู้สึกแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าคนงานที่บ้านจะสามารถอธิบายเรื่องทางการเมืองได้ถึงขนาดนี้ และยิ่งเป็นมุมมองจากคนในชนบททำให้ อ.หวาน ตั้งคำถามกับตนเองต่อขบวนการเสื้อเหลืองและเสื้อแดงอีกครั้ง

หลังปี 53 ตอนที่ผมออกมาผูกผ้า หนึ่งในมวลชนที่เข้มแข็งและยืนระยะมาโดยตลอดก็มีเธอคนนี้อยู่เคียงข้างมวลชน ผมเห็น อ.หวานในทุกเวที ไม่ว่าจะบนฟุตบาทหน้าศาล เวทีเล็ก เวทีใหญ่ หรือแม้แต่บนจอทีวี เธอไม่เรื่องมากเหมือนผมที่คิดแล้วคิดอีกว่าจะไปร่วมหรือจำกัดพื้นที่ของตนเองอย่างไร
ในช่วงขับเคลื่อน พรบ นิรโทษกรรม โดยกลุ่ม 29 มค ที่ร่วมพลนับหมื่นภาคประชาชนขับเคลื่อนกดดันให้ฝ่ายรัฐบาลนำเรื่องนี้เข้าสภาจนเป็นผลสำเร็จ วรชัย เหมะ เป็นตัวแทนผลักดัน ผมก็ไปร่วมและสนับสนุนอย่างเต็มที่

ต่อมาเมื่อ พรบ นิรโทษกรรมเกิดปรากฏการณ์ "เหมาเข่ง" ผมอยู่ฝ่ายคัดค้าน อ.หวานอยู่ฝ่ายสนับสนุน เป็นช่วงเวลาที่เราสองคนแทบไม่ได้พูดคุยกันเป็นส่วนตัว มีเพียงการต่อสู้ทางความคิดบนความเชื่อของตนเองผ่านสื่ออย่างเข้มข้น

วันนี้ผมอ่านข่าวจุฬาไม่ต่อสัญญาจ้างที่คณะอักษร สิ่งแรกที่ผมคิดคือ การต่อสู้ของ อ.หวาน ต้องแลกด้วยต้นทุนบางอย่างและไม่เพียงเรื่องนี้

ผมในฐานะมิตรสหายร่วมทางอยากจะกล่าวคำชื่นชมในความทุ่มเทของ อ.หวานและขอให้กำลังใจสิ่งที่เธอทำมาโดยตลอด บนถนนเส้นนี้มีทั้งดอกไม้และก้อนหิน ในยามลำบากเช่นนี้ผมขอหยิบยื่นดอกไม้ช่อนี้แด่ อ.หวาน

สัญญาณ "อำมหิต"


ทีมกฎหมาย "ปชป." 
ขู่ฟ้องเอาผิด"ยิ่งลักษณ์" 
เพิ่มอีกคดี ฐานไม่ออก 
พ.ร.ฎ.เปิดประชุมวุฒิสภา
สัญญาณ "อำมหิต" ปรากฏชัดเจนและแรงมากตั้งแต่ก่อนสงกรานต์เล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำกล่าวของ "ป๋า" ในวันที่เหล่านายทหารเข้ารดน้ำ เป็นคำพูดที่ชัดตรง ไม่คลุมเครือ ไม่ปิดบัง ไม่ต้องตีความอีกแล้ว ป๋าให้ทหารสามัคคี เตรียมปฏิบัติภารกิจอันยากลำบาก

ตรวจดูรายชื่อนายทหารที่เข้าไปในวันนั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่จะต้องมีบทบาทสำคัญในการรัฐประหาร (หรือปฏิบัติการทางทหารเพื่อสนับสนุนตุลาการรัฐประหาร) ให้สำเร็จทั้งสิ้น

การดิ้นรนของพวกสว.ลากตั้ง พยายามที่จะเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ทั้งที่ตาม รธน.แล้ว ทำไม่ได้ แต่ก็พยายามดึงดัน แม้นายกฯจะแข็งขืน ไม่รับสนองในการออกพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุม พวกนั้นจะต้องหาทางบีบให้นายกฯทูลเกล้าให้จงได้ (เช่น ให้ศาลรธน.ตีความว่า นายกฯต้องทำ ถ้าไม่ทำ มีความผิด) หรือที่เป็นไปได้พอกันคือ จะหาวิธี "สร้างช่องทางกม.ขึ้นมาใหม่เอาเอง ที่ไม่มีในรธน." เพื่อให้ออกพระราชกฤษฎีกา

การประชุมวุฒิสภาเป็นขั้นตอนสำคัญในการโค่นยิ่งลักษณ์และตั้งนายกฯคนใหม่ เพราะ "รัฐาธิปัตย์" ของเทพเทือก มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีข้ออ้างทางกฎหมายใด ๆ เลย มัน "โล่งโจ้ง" "สว่างจางปาง" เกินไป
ช่วงเย็นวันนี้ มี "กลิ่นสาง" โชยมารุนแรงมากเมื่อมีข่าว "ทหารแก่" ไปเที่ยวทะเล และมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติมากจากข้างในม็อบเทือก

นี่หรือคือเวลาที่ทุกคนรอคอยกันมาเกือบแปดปีแล้ว? เวลาแห่ง "สัจธรรม" ที่จะตัดสินชะตาประเทศไทย?
ooo

เรื่องเกี่ยวข้อง...

Twitter 

อยากให้ทหารอดทน ปล่อยให้การเมืองไปให้สุด ไม่ปว.ดูซิว่าจะไปถึงจุดไหน พี่ว่า ตอนนี้ทหารก็หวังพึ่งศาล ส่วนผลตามมาเป็นไง ว่ากันอีกที

ทหารก็ไม่อยากทำหรอก กล้าๆกลัวๆมีปัจจัยที่คุมไม่ได้มากมาย เมื่อไม่มีทางออกอื่นและยุตินองเลือด ก็มีแต่ทหารหรือสถาบันฯที่จะออกมาหยุด

แหม่ พี่เล็กพูดเหมือนปฏิวัติจำเป็นเลย ผมว่าถ้าอยากให้สังคมประชาธิปไตยเติบโตและได้รับการยอมรับจากโลกจริงๆ ปฏิวัติต้องไม่มีอีก

ไม่มีหรอก ตัวเอง..ช่วงนี้ ไว้รอให้ฟาดฟัน นองเลือดกัน หลังศาลตัดสิน ก่อน ถ้าคุมได้ ไม่ปว. แต่ถ้าคุมไม่ได้ ก็ตามนั้น....หุหุ

ถ้าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกจริงก็เป็นความซวยและความบัดซบที่คนไทยต้องเผชิญ(อีกแระ)ตามเคย

 Retweeted by 
พี่ว่า ทหารเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์เลยแหล่ะ ไม่ว่าแบบไหน แต่ไม่มีใครอยาก ปว.แน่ เพราะหาทางไปต่อไม่เจอ แถมเสื้อแดงต่อต้าน อีก

ตามนั้น แต่จะไม่เหมือนเดิมแน่นอน ถ้ามั่นใจทำไปนานแล้ว

คำถามถึง พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา


กองทุนเก็บขยะแผ่นดิน ที่นายแพทย์ เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ กำลังดำเนินการอยู่นั้น

เนื้อหา ใจความหลักๆ เท่าที่เห็นคือปกป้องสถาบัน ไม่ให้ถูกดูหมิ่น และมีสินบนนำจับ ทั้งผู้แจ้ง และผู้จับ

กุอ่านเนื้อหาโครงการแล้ว2รอบ

กุมีแค่คำถามเดียว ถ้านายแพทย์เหรียญทองกล้าตอบ กุก็จะได้สบายใจ 


โครงการนี้ครอบคลุมถึงองค์สมเด็จพระบรมหรือป่าว???

อุลตร้าแดง แดงสยิว




ooo





































ขยะสังคม..ใครเป็นขยะสังคมกันแน่.

หมอพันธมิตรฯ - กปปส.

ออกมายึดทำเนียบ ยึดสนามบินนานาชาติ

ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนคนส่วนใหญ่...

ป่วนบ้านปั่นเมืองจนสร้างความเสียหายไปกว่าล้าน ๆ บาทแล้ว...

(จากการชุมนุมก่อกวนป่วนเมืองของฝ่ายอำมาตยาฯในระยะ7-8 ปีที่ผ่านมา..)

แล้วอย่างนี้..ใครมันเป็นขยะสังคมกันแน่..หือ

วาทะเด็ดวันนี้ : เราจะไม่ยอมให้ใครพรากระบอบประชาธิปไตยไปจากเราได้อีก


“ภูเก็ตหวาน” คดีบรรทัดฐานของเสรีภาพสื่อกับมาตรา 14(1)



ที่มา iLAW

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ถูกใช้เพื่อตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์และการทำหน้าที่ของสื่อ 

17 เมษานี้ อัยการนัดส่งตัวอลัน มอริสัน บก เว็บไซด์ภูเก็ตหวาน และชุติมา สีดาเสถียร ผู้สื่อข่าว ฟ้องต่อศาลจังหวัดภูเก็ตฐานหมิ่นประมาทกองทัพเรือและทำผิดตาม ม.14(1)ของ พ.ร.บ. คอมฯ 2550

ทั้งสองยืนยันไม่ใช้เงินส่วนตัวแลกอิสรภาพเพื่อยืนยันหลักการและเสรีภาพของสื่อ 

ความในใจของทั้งสอง...


คดี “ภูเก็ตหวาน” หรือคดีที่สำนักข่าว Phuketwan ถูกกองทัพเรือฟ้อง แสดงให้เห็นว่า “พ.ร.บ.คอมฯ” หรือ ที่ชื่อเต็มว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กำลังก้าวเข้ามาเล่นบทบาทเป็นกฎหมาย “ปิดปากสื่อ” อย่างจริงจังและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคที่สื่อออนไลน์เติบโตมาเป็นเครื่องมือให้สำนักข่าวเล็กๆ หรือสำนักข่าวท้องถิ่นมีพื้นที่ส่งออกเรื่องราวของตัวเองบ้าง

17 กรกฎาคม 2556 เว็บไซต์ Phuketwan สำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งรายงานข่าวเป็นภาษาอังกฤษ เผยแพร่ข่าวซึ่งอ้างอิงจากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ทหารเรือบางนายมีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับผลประโยชน์ จากขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา

16 ธันวาคม 2556 กองทัพเรือ โดย น.อ. พัลลภ โกมโลทก แจ้งความดำเนินคดี กับ อลัน มอริสัน บ.ก.เว็บไซต์ชาวออสเตรเลีย และน.ส. ชุติมา สีดาเสถียร ผู้สื่อข่าว ในความผิดฐานหมิ่นประมาทและความผิดตาม พ.ร.บ. คอมฯ มาตรา 14(1)


อลัน มอริสัน บรรณาธิการเว็บไซต์ Phuketwan
และ ชุติมา สีดาเสถียร ผู้สื่อข่าวของ Phuketwan ผู้ถูกกองทัพเรือดำเนินคดี

ถาม : หลังถูกดำเนินคดีได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง
อลัน : มีความตึงเครียดเกิดขึ้นมาก เจ้าหน้าที่ของเราบางคนลาออก เข้าใจว่าเป็นเพราะความกลัวและบางคนอาจไม่ต้องการเป็นนักข่าวอีกต่อไปแล้ว ซึ่งเราก็เข้าใจ
[There was lots of tension. Some of our staffs left the office. I think they leave because they were afraid and they weren't keen to be journalist anymore which we understand that.]
ชุติมา : คดีรบกวนเวลาในการทำงานของเรา เพราะเราต้องเอาเวลางานมาเตรียมคดี เตรียมเอกสาร ไปพบตำรวจ อัยการ เพื่อที่จะดำเนินการต่างๆ และยังมีผลกระทบด้านจิตใจของเราด้วย ก่อนโดนคดีเราทำข่าวได้วันละ 10 ข่าว แต่เราก็สูญเสียเวลาตรงนั้นไปจนทำได้วันละ 1-2 ข่าว และมีสมาธิกับงานลดลง และเรามองว่าเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่มีความยุติธรรม

ถาม: รู้สึกอย่างไรกับการต้องเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมไทย
ชุติมา : รู้สึกแย่ รู้สึกช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรามั่นใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด เราทำงานหนักมาโดยตลอด ลงพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งเราก็เห็นว่ารายงานที่รอยเตอร์เผยแพร่ เป็นข้อความที่น่าเชื่อถือ หลายๆคนก็อ้างอิงข่าวที่รายงานโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ พอมาเจอแบบนี้เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้น มันเสียความรู้สึก

ถาม : หลังถูกดำเนินคดีทำให้ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองหรือระมัดระวังอะไรบ้าง
อลัน : หลังจากถูกดำเนินคดี แทนที่เราจะเซ็นเซอร์ตัวเอง ในทางตรงข้าม เรายิ่งต้องทำงานอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมามากขึ้น เพื่อบอกว่าจริงๆ แล้วอะไรกำลังเกิดขึ้นบ้าง  
[After we were charged, instead of self-censorship we should be more frank and more open to say what exactly is happening and we would be more direct in the way we do the stories.]
ชุติมา : ประเด็นในการเขียนข่าวเรายังเสนอเหมือนเดิม ไม่มีการหลีกเลี่ยง เพียงแต่จำนวนลดลง เพราะที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้เขียนข่าวที่จะไปเจาะจงให้ร้ายเป็นการส่วนตัวหรือคนใดคนหนึ่ง เราเขียนวิพากษ์วิจารณ์ในภาพรวมมากกว่า

ถาม: คิดว่าคดีนี้จะมีผลกระทบต่อการรายงานข่าวของที่อื่นหรือบรรยากาศของสังคมหรือไม่
ชุติมา : คิดว่ามี การที่เจ้าหน้าที่มาดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าว เข้าใจว่าจะสร้างอาณาจักรของความกลัวแผ่กระจายไปยังคนที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารพวกนี้ อาจจะมีการระแวดระวังมากขึ้น อาจจะไม่นำเสนอข่าวประเภทนี้ เพราะเมื่อเป็นคดีความมันก่อให้เกิดความยุ่งยากในชีวิต

ประเด็นเรื่องผู้อพยพชาวโรฮิงญาเป็นประเด็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน สื่อกระแสหลักของไทยมักรายงานข่าวเฉพาะเมื่อมีการจับชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้าเมืองได้ครั้งละจำนวนมากๆ รายงานว่ารัฐบาลไทยยืนยันว่าจะปฏิบัติอย่าง “มีมนุษยธรรม” แต่ไม่มีการรายงานต่อว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ขณะที่ผู้อพยพทางเรือก็ยังหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีใครรับรู้ชะตากรรมของพวกเขาและไม่มีใครลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
อาจจะมีสื่อต่างชาติบางสำนักเท่านั้นที่ติดตามเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้อพยพชาวโรฮิงญาและเปิดเผยออกมาให้สาธารณะได้รับรู้ อาจเพราะสื่อไทยส่วนใหญ่รายงานข่าวแบบฉาบฉวยเกินไป หรือไม่ก็หวาดกลัวเกินไป

ถาม : เท่าที่รับรู้มาสถานการณ์การค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาในพื้นที่ภาคใต้ของไทยเป็นอย่างไรบ้าง
อลัน : มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นจริงๆ พม่าผลักดันให้ชาวโรฮิงญาต้องออกสู่ทะเล บังคับให้ต้องออกนอกประเทศ ไทยเลยต้องเจอกับปัญหานี้ ไทยเองก็พยายามไม่ทำอะไรเลย เก็บทุกอย่างเป็นความลับและทำให้ประเด็นนี้เงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราเชื่อว่านี่เป็นประเด็นสำคัญในระดับสากล เราจึงต้องเขียนเรื่องพวกนี้
[It was really should not happen. The Burmese pushing Rohingya in to the sea, force them to leave the country and Thailand has to deal with that issue. Thailand tries to save all options, lies on secrecy and keeps the issue as quiet as possible. We believe this issue is internationally important so we wrote about them]
ชุติมา : ชาวโรฮิงญาเป็นคนไร้สัญชาติ เมื่อก่อนอาจจะไม่มีคนรู้จัก แต่ตอนนี้มีคนรู้จักมากขึ้นในทางด้านสังคมและข้อมูลข่าวสาร แต่ปัญหาของโรฮิงญากลับไม่ได้รับการแก้ไข กลับกลายเป็นรุนแรงมากขึ้น นโยบายของรัฐบาลก็ไม่มีความชัดเจน จากที่เราได้ติดตามประเด็นโรฮิงญามาตั้งแต่ปี 2008 และในฐานะที่เป็นนักศึกษาทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องโรฮิงญา และติดตามกรณีการอพยพของโรฮิงญามาโดยตลอด เราเชื่อว่ามีกระบวนการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เราไม่เชื่อว่าโรฮิงญาจะสามารถย้ายมาจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งโดยลำพังได้

ถาม: นอกจากข่าวชิ้นนี้ ได้ทำอะไรเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาบ้าง
ชุติมา : ที่ผ่านมาก็นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการจับกุมชาวโรฮิงญา และเกี่ยวกับการที่เขาไปอยู่ในแค้มป์ หนีออกมาจากแค้มป์ ถูกตี และรายงานเกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ผลักดันพวกเขากลับไปยังพม่า แล้วก็ถูกส่งกลับเข้ามาในแค้มป์อีก มีการรายงานกรณีการซื้อขายโรฮิงญาลงเรือประมงบ้าง ไปทำงานในสวนบ้าง ส่งไปมาเลเซียบ้าง ส่วนผู้หญิงก็จะมีการซื้อออกมาเพื่อแต่งงาน

ถาม: ในฐานะสื่อ การรายงานข่าวเรื่องการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาช่วยกระตุ้นอะไรสังคมได้บ้าง
อลัน : คนทั่วโลกรู้ว่าพม่ากำลังกลับสู่ถนนสายประชาธิปไตย แต่น้อยคนนักที่จะรับรู้ถึงปัญหาความไม่อดกลั้นต่อความแตกต่างที่เกิดขึ้นในพม่า จริงๆแล้วปัญหาโรฮิงญาในไทยเป็นเพียงผลพวงของปัญหาที่เกิดในพม่าเท่านั้น ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศที่ต้องรับเคราะห์จากสาเหตุจริงๆ ของปัญหา เราจึงพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยเกิดได้ยากในสังคมที่ยังมีการเหยียดเชื้อชาติกันอยู่ ชาวโรฮิงญาถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรมเพียงเพราะเป็นคนมุสลิมในประเทศพุทธ โลกจำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้เกี่ยวกับพม่า
[People around the world aware that Burma is turning to democracy but did not aware the intolerance within Burma. What happen in Thailand is really a byproduct of what happen in Burma. Thailand is an innocent party to the real cause of problem . So we try to make a point that it is difficult to be democracy with racism. Rohingya were prosecuted for no good reason, prosecute because they were Muslim in Buddhist country. The world needs to know about Burma.]

17 เมษายน 2557 อัยการนัดให้อลันและชุติมาไปพบที่ศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อนำตัวส่งฟ้อง ซึ่งในวันนั้นทั้งสองคนจะต้องถูกคุมขังทันทีในฐานะจำเลย
ทั้งอลันและชุติมายืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิดและพร้อมจะสู้คดีอย่างเต็มที่ ทั้งสองคนมีสิทธิยื่นขอประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาล แต่ทั้งสองกลับแสดงเจตนาชัดเจนว่าจะไม่ยื่นขอประกันตัวตัวเองและพร้อมจะเข้าคุกเพื่อยืนยันในหลักการ ทำให้วันที่ 17 เมษายน 2557 อาจเป็นวันที่ประเทศไทยมีนักข่าวต้องถูกจองจำจากการรายงานข่าวเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน

ถาม: ทำไมถึงพร้อมจะเข้าคุกโดยไม่ยื่นขอประกันตัว
อลัน : มันเป็นเรื่องของหลักการ เป็นเรื่องน่ากลัวและไร้เหตุผลที่กองทัพเรือใช้ข้อกล่าวหานี้ ถ้าผมต้องเข้าไปอยู่ในคุกเพื่อเป็นการประท้วงต่อการคุกคามเสรีภาพสื่อ นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมต้องทำ มันเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าตอนนี้องค์กรใหญ่ๆ กำลังฟ้ององค์กรเล็กๆ แบบที่กองทำเรือทำโดยไม่มีเหตุผล เรารู้สึกผิดหวัง เพราะเราเองก็อยากฟ้องกลับแต่เราไม่ต้องการใช้กฎหมายนี้เพราะมันเป็นกฎหมายที่แย่ เราจึงหวังว่าเราจะพ้นจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมและกฎหมายที่ไม่ควรจะเป็น
[It is just as a matter of principle. I'm horrified that the Navy brough this charge, it was unreasonable. If I had to get a jail in protest of the invasion of media freedom then that is something I need to do it. It was alarming to have a big organization sues the small organization in the way that the navy had for no good reason. It feels frustrating because we want to sue them back but, of course, we don’t want to use this law because it is a bad law. So we really wish we will free of this unjust charge and a law that should not be.]  
ชุติมา : ที่ไม่ประกันตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธหน่วยงานอื่นๆ ที่จะมาประกันตัวเรา แต่ถ้าไม่มีใครมาประกันตัว เราก็โอเค เราก็อยู่ในคุก เพราะตรงนี้เรามองว่าเป็นเรื่องของหลักการมากกว่า และเราก็ไม่ยอมรับกับการที่กองทัพเรือใช้กฎหมายที่ไม่มีความสมบูรณ์มาจัดการกับผู้สื่อข่าว แทนที่เขาจะโทรมา สอบถามข้อเท็จจริงกับเราว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เขากลับใช้กฎหมายมาดำเนินคดีซึ่งเป็นการคุกคามเสรีภาพ และสิ่งที่เรานำเสนอไป ก็ทำในฐานะสื่อมวลชนซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั่วไป ตามระบอบประชาธิปไตยเรามีสิทธิและเสรีภาพที่จะพูดหรือสื่อสารอะไรออกไป

“กฎหมายที่แย่” หรือ “กฎหมายที่ไม่มีความสมบูรณ์” สำหรับอลันและชุติมา หมายถึง มาตรา 14 (1) ของพ.ร.บ.คอมฯ ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง “ข้อมูลปลอม” หรือ “ข้อมูลอันเป็นเท็จ” มีความผิดและมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาตรา 14 (1) บัญญัติขึ้นโดยมีเจตนารมณ์มุ่งเอาผิดกับกรณีไฟล์ปลอม เช่น ไวรัส ที่จะเข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์ หรือ กรณีปลอมหน้าเว็บไซต์เพื่อหลอกลวงผู้บริโภค หรือ ที่เรียกกันว่า ฟิชชิ่ง (Phishing) แต่ปัจจุบันถูกตีความเพื่อเอาผิดกับ “ข้อความอันเป็นเท็จ” การโกหก การโพสต์สิ่งที่ถูกต้องไม่ทั้งหมด การด่าทอ การแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ และที่สำคัญคือถูกตีความเพื่อเอาผิดกับการรายงานข่าวของสื่อมวลชน
เมื่อต้นปี 2556 Andy Hall นักวิจัยด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติถูกบริษัทผลไม้กระป๋องฟ้องด้วยมาตรา 14(1) หลังเปิดเผยผลวิจัยเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงงานและมีผู้สื่อข่าวนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ต่อมาช่วงปลายปี สำนักข่าว Thaipublica ก็ถูกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นฟ้องด้วยมาตรา 14(1) เช่นกัน หลังเผยแพร่รายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ของสหกรณ์ และก่อนหน้านี้ก็มีคดีอีกนับไม่ถ้วนที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ต้องตกเป็นจำเลยเพราะเนื้อหาที่นำเสนอไปแตะต้องผู้มีอำนาจในสังคม
คดี “ภูเก็ตหวาน” กำลังได้รับความสนใจจากนานาชาติในฐานะการปิดกั้นเสรีภาพสื่อด้วยกฎหมายที่ยังมีปัญหาในการตีความ อลัน ชุติมา และทีมทนายความตั้งความหวังไว้ว่าจะต่อสู้คดีเพื่อสร้างบรรทัดฐานการตีความมาตรา 14(1) ให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยให้ได้ โดยพร้อมจะต่อสู้ไปจนถึงชั้นศาลฎีกาแม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีก็ตาม แต่กว่าจะถึงวันนั้น หวังว่าอิสรภาพจะยังคงอยู่กับผู้สื่อข่าวทุกคนต่อไป  


กราบเรียน ฯพณฯ สมชัย ศรีสุทธิยากร ที่(ไม่น่า)เคารพ


กราบเรียน ฯพณฯ สมชัย ศรีสุทธิยากร ที่(ไม่น่า)เคารพ

คือพวกผมต้องขออภัยในความหยาบคายที่ใช้กับท่าน
แต่ผมพินิจ พิเคราะห์ดูแล้ว คนอย่างท่านสมชัย
ไม่เหมาะกับคำพูดดีๆ คำพูดถ่อยๆ สถุนๆ เหมาะสมที่สุดครับ

หน้าที่ท่านคือจัดการเลือกตั้ง ก็ไม่ทำ 
มานั่งเขียน facebook เป็นผีเสื้อสมุทร เป็นหอเอน 
เสนอหน้าทำได้ทุกเรื่อง ยกเว้น "จัดการเลือกตั้งให้สำเร็จ"

บางทีท่านสมชัย น่าจะลาออก ทางที่ดี "ลา..." ไปเลยครับ
แผ่นดินมันคงจะสูงขึ้น เป็นคนในองค์กรอิสระ ควรจะทำตัว
ให้เป็นกลาง แต่มานั่งโพสต์ด่าคนนั้น คนนี้ 

ท่านสมชัยเคยด่าตัวเองไหมครับ? เคยมองว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่เกิดมาแล้วเปลืองออกซิเจนของโลกมากที่สุดไหม ทำ "ดัดจริต" รับไม่ได้กับคำหยาบคาย แต่พฤติกรรมที่ท่านทำให้คนเสื้อแดง และ คนอื่นๆที่สนับสนุนรัฐบาลเขาเจ็บช้ำ มันยิ่งกว่าคำพูดนั้นร้อยเท่า พันเท่า

ผมสรุปสั้นดังนี้นะครับ
"คำพูดดีๆ ไม่ได้มีไว้ใช้กับคน..."


เข้าใจตรงกันนะ "สมชัย ศรีสุทธิยากร"









วันพุธ, เมษายน 16, 2557

ศ.ดร.ลิขิิต ธีรเวคิน อีกครั้งชัดๆ:นวรัฐประหาร


ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ให้สัมภาษณ์รายการWake Up Thailand 16 เมษายน 2557

ลม เปลี่ยนทิศ : พระราชดำรัสในหลวง นายกรัฐมนตรีมาตรา 7 ไม่มี


โดย ลม เปลี่ยนทิศ 16 เม.ย. 2557 05:01

ยังถกเถียงกันไม่จบ กรณี คุณชัยเกษม นิติสิริ รักษาการรัฐมนตรียุติธรรม “เสนอให้รัฐบาลใช้วิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ทูลเกล้าฯให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย” หาก ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกฯรักษาการและห้ามปฏิบัติหน้าที่

ผมก็นึกไม่ถึงว่า คุณชัยเกษม เป็นถึงอดีตอัยการสูงสุดของแผ่นดิน รักษาการรัฐมนตรียุติธรรม จะกล้าเสนอแบบนี้ ซึ่งไม่เคยมีข้าราชการคนไหนกล้าทำมาก่อน

ผมไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่รู้ลึกเรื่องกฎหมาย แต่วันนี้ผมจะอัญเชิญ พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตรัสถึง รัฐธรรมนูญมาตรา 7 และ นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ไว้อย่างชัดเจน ต่อคณะผู้พิพากษาที่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 มาลงให้อ่านกัน มีความดังนี้

“...แต่ก่อนนี้มี มีอย่างเดียว ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอาญา ศาลแพ่ง เดี๋ยวนี้มีหลายอย่างอันนับไม่ถูก ก็เมื่อมีก็ต้องให้ไปดำเนินการด้วยดี ดังนั้น ก็ขอให้ไปปรึกษากับคนอื่นๆด้วย จะทำให้บ้านเมืองปกครองแบบประชาธิปไตยได้ อย่าไปคอยที่จะให้ขอนายกฯพระราชทาน เพราะขอนายกฯพระราชทาน ไม่ได้เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย

ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทาน นายกฯพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มาตรา 7 มี 2 บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณี หรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกฯพระราชทาน เป็นต้น จะขอนายกฯพระราชทาน ไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูดแบบมั่ว แบบไม่ ไม่ ไม่มีเหตุผล

สำคัญอยู่ที่ท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา มีสมองที่แจ่มใสสามารถ ควรจะสามารถที่จะไปคิดวิธีที่จะปฏิบัติ คือ ปกครองต้องมีสภา สภาที่ครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วน เขาว่าไม่ได้ แต่ก็เขา แต่อาจจะหาวิธีที่จะ ที่จะตั้งสภาที่ไม่ครบถ้วน และทำงาน ทำงานได้ ก็รู้สึกว่า มั่วอย่างที่ว่า ต้องขอโทษอีกทีนะ ใช้คำว่ามั่ว ไม่ถูก ไม่ทราบใครจะทำมั่ว

แต่ว่า การปกครองประเทศมั่วไม่ได้ ที่จะคิดอะไรแบบ แบบว่าทำปัดๆไปให้เสร็จๆไป ถ้าไม่ได้ เขาก็โยนให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งยิ่งร้ายกว่าทำมั่วอย่างอื่น เพราะ พระมหากษัตริย์ ไม่มีหน้าที่ที่จะไปทำมั่ว ก็เลยต้องขอร้องฝ่ายศาล ให้คิด ให้ช่วยกันคิด เดี๋ยวนี้ประชาชน ประชาชนทั่วไปเขาหวังในศาล โดยเฉพาะศาลฎีกา ศาลอื่นๆ

เขายังบอกว่าศาล ขึ้นชื่อว่าศาล ดี ยังมีความซื่อสัตย์ สุจริต มีเหตุมีผล และมีความรู้ เพราะท่านได้เรียนรู้กฎหมายมา และพิจารณาเรื่องกฎหมาย ที่จะต้องศึกษาดีๆ ประเทศชาติจึงจะรอดพ้น ถ้าไม่ทำตามหลักกฎหมาย หลักของการปกครองที่ถูกต้อง ประเทศชาติก็ไปไม่รอด อย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะว่าไม่มี ไม่มีสมาชิกสภาถึง 500 คน ทำงานไม่ได้

ก็ต้องพิจารณาดูว่า จะทำยังไง สำหรับให้ทำงานได้ จะมาขอให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ตัดสิน เขาอาจจะว่ารัฐธรรมนูญนี้ พระมหากษัตริย์เป็นคนลงพระปรมาภิไธยจริง แต่ลงพระปรมาภิไธยก็เดือดร้อน แต่ว่าในมาตรา 7 นั้น ไม่ได้บอกว่าพระมหากษัตริย์สั่งได้...แล้วก็ขอยืนยันว่า ไม่เคยสั่งการอะไร ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง อย่างที่เขาขอ บอกว่าขอให้มี ให้พระราชทานนายกฯพระราชทาน ไม่เคย ไม่เคยมีข้อนี้ มีนายกฯแบบ มีการรับสนองพระบรมราชโองการ อย่างที่ถูกต้องทุกครั้ง

มีคนเขาก็อาจจะมา มาบอกว่า พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 เนี่ย ทำตามใจชอบ ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ตั้งแต่เป็นมา มีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ แล้วก็ทำมาหลายสิบปี ไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ถ้าทำไปตามใจชอบ ก็เข้าใจว่า บ้านเมืองล่มจมมานานแล้ว...”

ทรงรับสั่งละเอียดแจ่มแจ้งทุกประการเรื่องมาตรา 7 ผมก็หวังว่า นักกฎหมายทุกฝ่ายที่พยายามทำเรื่องนี้ จะได้ยุติความคิดอันไม่ชอบนี้เสียที และ อย่าได้คิดทำอะไรให้ระคายเบื้องพระยุคลบาทอีก เพราะพวกท่านเป็นผู้ที่รู้กฎหมายดีที่สุดว่าถูกหรือผิด.
ooo

เรื่องเกี่ยวข้อง...

มาตรา 7 ไม่ได้ให้พระมหากษัตริย์ทำตามใจชอบได้

https://www.youtube.com/watch?v=FD6XgC9zrRM

Published on Apr 14, 2014

"ขอยืนยันว่า มาตรา 7 นั้นไม่ได้หมายถึงให้ มอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตา­มชอบใจ ไม่ใช่..มาตรา 7 นั้นพูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็­นประมุข ไม่ได้บอกว่า ให้พระมหากษัตริย์ตัดสินทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำเขาก็จะถือว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย"

พระราชดำรัสแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 25 เมษายน 2549

สองอำนาจตลก.กับรธน.


ที่มา ข่าวสดออนไลน์

วิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง สำหรับประเด็น "อำนาจ" ของศาลรัฐธรรมนูญในการรับพิจารณาสถานภาพนายกฯ รักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากปมโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นเลขาฯ สมช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

ขณะเดียวกันมีข้อสังเกตเรื่องสุญญากาศทางการเมือง หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องพ้นสภาพ เข้าช่องทางมาตรา 7 ตั้งนายกฯ คนกลาง เพื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจ 

นักวิชาการชื่อดังมองประเด็นดังกล่าวอย่างไร

สุขุม นวลสกุล

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

คําร้องลักษณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยสั่งจำหน่ายคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกพิจารณาสถานภาพความเป็นส.ส.สิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีกระทรวงกลาโหมสั่งปลดออกจากราชการ 

โดยศาลให้เหตุผลว่ามีการยุบสภา ไม่มีความเป็นส.ส. จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดี ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยเมื่อนำคำร้องนี้มาเทียบเคียงกับกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกขอให้พิจารณาสถานภาพความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

ขณะนี้ก็อยู่ในช่วงยุบสภา นายกฯ และคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อย ที่อยู่เพียงแค่รักษาการจนกว่าจะเลือกตั้งได้ ครม.ชุดใหม่ จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องนี้ เป็นเหตุให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่ามีจุดมุ่งหมายสร้างสุญญากาศทางการเมืองหรือไม่ 

แต่หลักบริหารการปกครองไม่มีคำว่าสุญญากาศทางการเมือง นายกฯ พ้นตำแหน่ง รองนายกฯ ก็ขึ้นมาแทน หากถูกวินิจฉัยให้หลุดทั้งคณะ ฝ่ายข้าราชการประจำจะมาทำหน้าที่ชั่วคราว กฎหมายมีกลไกรองรับไว้แล้วทุกขั้นตอน

เรื่องสุญญากาศยังเป็นเพียงการคาดเดา แต่ไม่มีอะไรมารับประกันว่าจะไม่เกิดขึ้นจริง คำวินิจฉัยที่ผ่านมาถูกวิจารณ์มาตลอด 

ในเมื่อไม่สามารถคาดเดาทิศทางคำวินิจฉัยได้ หากเกิดกรณีดังกล่าวนายกฯ สามารถไปฟ้องร้องในกระบวนการศาลสถิตยุติธรรม หรือเข้าชื่อยื่นร้องต่อวุฒิสภาเพื่อขอให้ตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญว่ามีการกระทำเกินอำนาจหน้าที่หรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม มาตรา 7 ไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาในครั้งนี้ได้ เพราะระบุเพียงเรื่องที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่กรณีนี้ทุกอย่างมีกฎหมายรองรับและบัญญัติไว้หมดแล้ว

สดศรี สัตยธรรม

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

ส.ว.มีสิทธิ์ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสถานภาพของนายกฯ สิ้นสุดลงหรือไม่ หากเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้เป็นไปตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ก็ต้องมีการพิจารณาให้พ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรี 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีคำวินิจฉัยให้นายกฯ หรือคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยระบุทำนองว่าไม่สามารถรักษาการต่อไปได้ให้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 

หากเป็นเช่นนั้นต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความในลักษณะขยายความในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

อาจเป็นเช่นเดียวกับกรณีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะบางเขตไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ กรณีนี้คือการตีความในลักษณะขยายความในบทบัญญัติของศาลรัฐธรรมนูญ 

ส่วนกรณีหากวินิจฉัยให้พ้นสภาพจริง ตำแหน่งก็จะว่างลง ดังนั้น เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่ต้องหาบุคคลมาปฏิบัติหน้าที่รักษาการต่อ 

ที่ผ่านมานายชัยเกษม นิติสิริ ปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรม เสนอว่าจะใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 เพื่อทูลเกล้าฯ ขอให้มีพระราชวินิจฉัยแก้ไขปัญหานี้ เหมือนเป็นการโยนหินถามทาง เพราะหากการปกครองเกิดสุญญากาศประชาชนเชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถเป็นที่พึ่ง 

แต่ต้องไปพิจารณาว่าแนวคิดนี้เหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากสถาบันพระมหา กษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง จึงไม่ควรกระทำการดังกล่าวให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หรือนำพระองค์ท่านมาเกี่ยวข้องกับการเมือง 

แม้ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยให้นายกฯ และคณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งตามมาตรา 181 หรือทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองจริง แต่การใช้มาตรา 7 ขณะที่เกิดสุญญากาศนั้นไม่ใช่ไปเอาใครที่ไหนมาเป็นนายกฯ หรือ ครม.คนกลางได้ 

ฝ่ายบริหารต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น หากยังไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทิ้ง ต้องหาฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งมารักษาการแทน ซึ่งฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งก็คือนายกฯ และคณะรัฐมนตรีรักษาการชุดปัจจุบัน 

เป็นการแก้ไขปัญหาตามช่องทางในมาตรา 7 โดยนำเอารัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่ระบุว่าให้แต่งตั้งนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะหากจะเสนอนายกฯ คนกลางหรือใครก็ตามเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ 

หากทำเช่นนี้ก็ไม่ได้เป็นการย้อนศรกลุ่มใด แต่เป็นการทำตามประเพณี การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญทุกประการ 

ในเมื่อพระราชกฤษฎีกายุบสภายังมีผลบังคับใช้อยู่ และ กกต.ยังไม่ยอมจัดการเลือกตั้งใหม่ ก็ต้องให้นายกฯ และคณะรัฐมนตรีชุดเดิมรักษาการต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง 

เพียงแค่ใช้อำนาจคนละมาตรา

ธเนศวร์ เจริญเมือง

คณะรัฐศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ไม่มีเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องนี้ตั้งแต่ต้น เพราะรัฐบาลยุบสภาเมื่อ 9 ธ.ค.2556 ตามมาตรา 108 ฉะนั้นนายกฯ และ ครม.ทั้งคณะจึงเป็นรัฐบาลรักษาการตามมาตรา 181 เพื่อรอการจัดเลือกตั้งให้มีรัฐบาลใหม่ 

แต่ศาลรัฐธรรมนูญทำเหมือนรัฐบาลยังมีอำนาจเต็ม ยังไม่ได้ยุบสภา คือวินิจฉัยย้อนหลัง ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากประชาชน 

ที่จริงนอกจากไม่มีอำนาจวินิจฉัยแล้ว ยังไม่มีอำนาจรับคำร้องกรณีดังกล่าวด้วย เพราะการย้ายข้าราชการเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่ทำตาม นโยบาย ซึ่งได้รับอำนาจที่ชอบธรรมมาจากการเลือกตั้งของประชาชน รัฐบาลต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนเลือกตั้ง

การโยกย้ายข้าราชการเพื่อสนองนโยบาย คือ การทำตามเจตนารมณ์ความต้องการประชาชน หากกลับไปดูสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีการโยกย้ายข้าราชการเต็มไปหมด แต่เหตุการณ์ขณะนี้สะท้อนถึงธงทางการเมือง 

ข้อกังวลว่าจะเกิดสุญญากาศนั้น ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเคารพกติกาและบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ จะไม่มีทางเกิดสุญญากาศ จะเกิดต่อเมื่อใช้อำนาจตีความข้อกฎหมายนอกรัฐธรรมนูญ หรือตีความอย่างกว้างเกิน ทำให้ความขัดแย้งมีโอกาสรุนแรงขึ้น เปิดช่องให้ทหารปฏิวัติได้ 

อีกทั้งมีสัญญาณว่ารัฐบาลจะใช้มาตรา 7 ทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยหากเกิดสุญญากาศทางการเมือง ตรงนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน 

ท่าทีของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเห็นได้ถึงความพยายามจะพาประเทศกลับไปเป็นระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบอย่างถาวร ซึ่งประเทศไทยผ่านจุดนั้นมาหลายปีแล้ว

การรัฐประหารเดือนก.ย. 2549 ใช้กองทัพยึดอำนาจ แต่ตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมาถูกต่อต้านอย่างหนัก เพราะคนทั้งประเทศต้องการประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ต้องการผู้นำที่ตนเองมีสิทธิ์เลือก แต่ฝ่ายอำมาตย์ก็มีพัฒนาการ โดยจะใช้ตุลาการภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง 

อันที่จริงประชาชนทั่วไปมองเห็นว่าการโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องปกติของรัฐบาล ไม่ส่งผลร้ายแรงต่อประเทศ ไม่มีผลในการเปลี่ยนระบอบการเมือง 


สรุปคือไม่จำเป็นต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ

กระบวนการรัฐประหารโดยศาล รัฐธรรมนูญ


ที่ผ่านมาได้เกิดกระบวนการรัฐประหารโดยศาล รัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ

เริ่มตั้งแต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ตนเองมี อำนาจในการตรวจสอบและวินิจฉัยการแก้ไข รัฐธรรมนูญของรัฐสภาอันเป็นการก้าวก่าย แทรกแซงอำนาจของรัฐสภา แย่งเอาอำนาจของ รัฐสภาไปเป็นของตน

ในคราวเดียวกันก็ได้วินิจฉัยในทางห้ามไม่ให้มีการ แก้รัฐธรรมนูญด้วยการมีสสร. โดยอ้างว่าจะต้อง ทำประชามติเสียก่อนทั้งๆที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ มาตราใดรองรับคำวินิจฉัยนั้นเลย

ต่อมาก็ได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญราย มาตราก็ไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไปเนื่องจาก ร่างแก้ไขมีเนื้อหาต่างจากบทบัญญัติใน รัฐธรรมนูญ ปิดตายการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกช่อง ทาง

ในครั้งนั้นได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ รัฐสภาเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68และ ยังได้ก้าวล่วงมาวินิจฉัยกระบวนการออกกฎหมาย ของรัฐสภาในขั้นตอนต่างๆรวมถึงการใช้ข้อ บังคับการประชุมของรัฐสภาอีกด้วย

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีการแก้ไข รัฐธรรมนูญรายมาตรานี้กลายเป็นผลผูกพันต่อ องค์กรอื่นนำไปสู่การถอดถอนสมาชิกรัฐสภากว่า ครึ่งของรัฐสภาในข้อหาล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย

ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองการ เคลื่อนไหวชุมนุมของกปปส.ว่าเป็นการใช้เสรีภาพ และเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ทำให้ระบบ ยุติธรรมเกือบทั้งระบบให้ความคุ้มครองกปปส.มา จนทุกวันนี้

ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภากลายเป็นการกบฏในขณะที่คุ้มครองผู้ ที่ถูกตั้งข้อหากบฏว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผู้ทำตา มกระบวนการของรัฐธรรมนูญและระบบรัฐสภา กลายเป็นผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ผู้ล้มล้าง รัฐธรรมนูญขัดขวางการเลือกตั้งกลายเป็นผู้ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญยังได้วินิจฉัยจนมีผลให้การเลือก ตั้งเป็นโมฆะและด้วยหลักเหตุผลในการวินิจฉัย นั้นย่อมหมายความว่าด้วยการให้ความคุ้มครอง แก่กปปส.อย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญและระบบ ยุติธรรมทำอยู่จะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้อีก แล้วภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่นับรวมอีกหลายกรณีคือการ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญเอง คือการ ตั้งตนเองอยู่เหนือรัฐธรรมนูญอันเป็นการเตรียม การไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่

ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องให้วินิจฉัยความเป็น รัฐมนตรีของนายกสิ้นสุดลงทั้งๆที่ไม่มีอำนาจ เนื่องจากนายกฯและครม.ทั้งคณะได้พ้นจาก ตำแหน่งไปแล้วนับแต่การยุบสภา

ผู้ร้องยังต้องการให้มีผลต่อไปคือให้มีการหานา ยกฯขึ้นมาใหม่โดยวุฒิสภา คนที่จะมาเป็นนายกฯ นี้ไม่จำเป็นต้องมาจากสส.และจะให้มีอำนาจเต็ม เหมือนนายกฯและครม.ปรกติก่อนการยุบสภา ด้วย

หากวินิจฉัยกันไปในทางนี้ก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญ และสร้างระบบใหม่คือระบบเผด็จการที่เป็นผล จากการรัฐประหารโดยศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง

ที่บ้านเมืองเป็นปัญหามากจนยากจะแก้และไม่เห็น วี่แววว่าจะจบลงในเร็วๆนี้ต้นเหตุสำคัญก็มาจาก การกระทำที่ขัดหลักประชาธปไตยและหลัก นิติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญนี้เอง

สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำมาและที่กำลังจะทำต่อ ไปจึงสมควรได้รับการต่อต้านคัดค้านจาก ประชาชนทั้งประเทศ


การตั้งนายกฯนอกรัฐธรรมนูญด้วยการรับรอง ของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นกรณีที่มีประชาชน ออกมาต่อต้านคัดค้านมากที่สุดในรอบหลายปีที่ ผ่านมาอย่างแน่นอน

ที่มา FB