วันอาทิตย์, ธันวาคม 21, 2557

รำลึกถึง...อีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงวันครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งอันดามัน สร้างความสูญเสียใหญ่หลวง... คลิป Tsunami Caught On Camera FULL MOVIE


https://www.youtube.com/watch?v=ikq0P7U0x4Q

Published on Feb 4, 2013
NO PARTS copyright was not intended

Commercial Interruption brought to you by Channel 4 news: 24:19

WARNING: This movie is very intense and graphic, It may make you cry. Viewer Discretion is Advised. It is rated TV-MA


ทะไลลามะให้สัมภาษณ์บีบีซี “จับใจ” มาก “ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป”


ทะไลลามะให้สัมภาษณ์บีบีซี “จับใจ” มาก “ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” เหมือน “สถาบัน” ต่าง ๆ “สักวันหนึ่งสถาบันทะไลลามะคงปลาสนาการไป มันเป็นสถาบันที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและต้องดับไป” ประมุขของทิเบตกล่าว “ไม่มีหลักประกันว่า ในอนาคตจะมีทะไลลามะที่งี่เง่าขึ้นดำรงตำแหน่ง สร้างความอับอายให้กับตนเอง ซึ่งคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก เราน่าจะปล่อยให้จารีตที่เก่าแก่หลายร้อยปีดับลงไปในช่วงเวลาที่ยังมีทะไลลามะซึ่งเป็นที่นิยมของประชาชนมากกว่า”

ผมว่าที่ท่านพูด มันช่างคล้ายกับที่ “ธอมัส เพน” เขียนไว้เมื่อ 238 ปีก่อนว่า “เดิมแท้แล้วมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่มีใครอาจอ้างชาติกำเนิดเพื่อสถาปนาราชวงศ์ของตน และสืบทอดอำนาจตนเหนือผู้อื่นได้ตลอดไป เพราะแม้เขาคู่ควรแก่ความเคารพจากทวยราษฎร์ แต่ทายาทของเขาอาจหาได้คู่ควรกับเกียรติยศนั้นไม่” “Of Monarchy and Hereditary Succession”

"The Dalai Lama institution will cease one day. These man-made institutions will cease," the Dalai Lama told the BBC. "There is no guarantee that some stupid Dalai Lama won't come next, who will disgrace himself or herself. That would be very sad. So, much better that a centuries-old tradition should cease at the time of a quite popular Dalai Lama." (http://www.bbc.com/news/world-asia-china-30510018)

“For all men being originally equals, no one by birth could have a right to set up his own family in perpetual preference to all others for ever, and though himself might deserve some decent degree of honors of his contemporaries, yet his descendants might be far too unworthy to inherit them.” Thomas Paine (1737 -1809)

Pipob Udomittipong
...

BBC News Dalai Lama concedes he may be the last https://www.youtube.com/watch?v=VX9QSTgHoOo


'ในหลวง'พระราชทานกำลังใจ ช้างศึกสู้ยิบตาซิวแชมป์




'ในหลวง'พระราชทานกำลังใจช้างศึกสู้ยิบตาซิวแชมป์

ที่มา คมชัดลึก

ราชเลขาฯโทรหาซิโก้เผย 'ในหลวง' พระราชทานกำลังใจ หลังช้างศึกตาม 2-0 ในครึ่งแรก ก่อนฮึดยิงกู้ 2 เม็ด ยุติ 12 ปีที่รอคอย คว้าแชมป์ ซูซูกิคัพ สกอร์รวมชนะ 4-3

20 ธ.ค. 57 นายยิ่งรัก รักษ์สุวรรณ และนายวันชัย ไกรศรขจิต ผู้สื่อข่าวและช่างภาพ “คมชัดลึก” รายงานการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2014” รอบชิงชนะเลิศ นัดที่ 2 จากสนามกีฬาแห่งชาติบูกิต จาลีล ประเทศมาเลเซีย โดย “เสือเหลือง” มาเลเซีย เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ “ช้างศึก” ไทย ซึ่งเกมแรกนักเตะไทยชนะมาก่อน 2-0

บรรยากาศที่สนามกีฬาแห่งชาติบูกิต จาลิล เต็มไปด้วยความคึกคัก แม้เกมจะเริ่มแข่งขันเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง แต่แฟนบอลเจ้าถิ่นหลายหมื่นคนเริ่มทยอยเข้าสู่สนามตั้งแต่ช่วงบ่าย ประกอบกับมีฝนตกลงมาทำให้การจราจรบริเวณรอบสนามติดขัดอย่างหนัก ขณะที่แฟนบอลไทยตามมาเชียร์ราว 1,000 กว่าคน

เกมนี้ทีมชาติไทยส่งผู้เล่น 11 คนแรกลงสนาม ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ คู่เซ็นเตอร์แบ็ก ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กับ สุทธินันท์ พุกหอม แบ็กซ้าย พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา แบ็กขวา นฤบดินทร์ วีรวัฒน์โนดม กองกลาง สารัช อยู่เย็น ชาริล ชัปปุยส์ และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ กองหน้า ประกิต ดีพร้อม ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ อดิศักดิ์ ไกรษร เป็นกองหน้าตัวเป้า

ด้าน “เสือเหลือง” ที่อยู่ในสถานการณ์หลังชนฝาต้องยิงไทยให้ได้ตั้งแต่ 2 ประตูขึ้นไปจัดทัพใหญ่ลงลุย โดย ดอลลาห์ ซาเลห์ กุนซือของทีม เปลี่ยนผู้เล่นจากนัดแรกแค่ตำแหน่งเดียว โมฮัมหมัด อาฟิฟ บิน อัมรุดดิน ลงมายืนเซ็นเตอร์แบ็กคุมแนวรับ ส่วนแนวรุกมี อินดรา ปุตรา กองหน้าตัวเก๋าเป็นทีเด็ด ส่วนบรรยากาศในสนามมีแฟนบอลเข้ามาเต็มความจุของสนามกว่า 8 หมื่นคน

เริ่มเกมเล่นมาทั้งสองทีมเดินหน้าบุกใส่กันทันที และเพียงแค่ 5 นาที “เสือเหลือง” ก็ได้ฮึดเมื่อ สุทธินันท์ ไปเบียดแย่งบอลกับ นอร์ชารุล อิดลาน บิน ตาลาฮา ล้มในเขตโทษทั้งคู่ แต่ผู้ตัดสินชาวอิหร่านดันเป่าให้เจ้าบ้านได้จุดโทษหน้าตาเฉย ก่อน ซาฟิก บิน ราฮิม รับหน้าที่เพชฌฆาตซัดเรียดเสียบตาข่ายเป็นประตูให้มาเลเซียออกนำ 1-0 และสกอร์รวม 2 นัดไล่มา 1-2 แบบกองเชียร์เฮสนามแทบแตก

เอาบอลมาเขี่ยเล่นใหม่ ทีมไทยยังไม่เสียกระบวนตั้งเกมบุกต่อ นาที 12 พีระพัฒน์ ลองซัดจากนอกกรอบเขตโทษบอลหลุดกรอบแบบมีเสียว นาทีถัดมา “เสือเหลือง” เปลี่ยนตัวคนแรกส่ง โมฮัมหมัด ซาฟี บิน ซาลี ศูนย์หน้าตัวทีเด็ดอีกคนลงไปแทน อาซามมุดดิน บิน โมฮัมหมัด อาคิล ที่เจ็บ นาที 20 โมฮัมหมัด ชูคอร์ บิน เอดาน กัปตันทีมเจ้าบ้านโดนใบเหลืองคนแรกหลังไปสอย ชาริล

เกมเล่นมานาที 27 โมฮัมหมัด อัมรี บิน ยาห์ยาห์ ไปเตะ เกริกฤทธิ์ จนคว่ำโดนใบเหลืองเป็นคนที่ 2 ของเกม ถัดไปนาที 32 อินดรา ปุตรา โดนใบเหลืองไปอีกคนหลังไปนอกเกมใส่ ชาริล ตรงกลางสนาม นาที 32 ไทยพลาดได้ประตูตีเสมออย่างน่าเสียดาย ชนาธิปเบิ้ลบอลออกฝั่งขวาให้ นฤบดินทร์ ควบไปเอาบอลแล้วผ่านมาเสาสองให้ เกริกฤทธิ์ วิ่งเข้าแปโล่งๆ หลุดกรอบเหลือเชื่อ

แฟนบอลกว่า 8 หมื่นคนในสนามยังลุ้นแบบนั่งไม่ติดเบาะ นาที 39 “เสือเหลือง” หวิดได้เฮอีกจากจังหวะที่ โมฮัมหมัด ซาฟี บิน โมฮัมหมัด ซาลี กลับตัวยิงในระยะเผาขน บอลชนแผงหลังไทยแล้วปลิ้นไหลหลุดกรอบออกหลังไปนิดเดียว ช่วงทดเวลานาที 47 อินดรา ปุตรา ได้โหม่งที่เสาสองให้มาเลเซียนำห่าง 2-0 พร้อมตีเสมอในสกอร์รวม 2 นัด 2-2 ก่อนผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดครึ่งเวลาแรกทันที


แก้เกมลงมาใหม่ครึ่งหลังไทยยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น นาที 48 เกริกฤทธิ์ ได้บอลหลุดเข้าไปยิง แต่ติดกองหลังเจ้าถิ่นออกหลังอย่างน่าเสียดาย นาที 57 มาเลเซียได้ฟรีคิก 20 หลาหน้ากรอบเขตโทษ ซาฟิก บิน ราฮิม ปั่นไซด์อ้อมกำแพงส่งบอลเสียบตาข่ายเป็นประตูให้ “เสือเหลือง” นำห่าง 3-0 พร้อมกับพลิกขึ้นนำด้วยสกอร์รวม 3-2

เอาบอลมาเขี่ยเล่นใหม่นาที 63 ไทยแก้เกมคนแรกส่ง ศราวุฒิ มาสุข ลงไปแทน ประกิต แต่เกมของไทยยังไม่ดีขึ้นมากนัก นาที 69 มาเลเซียเปลี่ยนตัวคนที่ 2 ส่ง โมฮัมหมัด มุสลิม บิน โมฮัมหมัด ลงไปแทน โมฮัมหมัด อาฟิฟ บิน อัมรุดดิน ก่อนจะทิ้งไพ่ใบสุดท้ายให้ เกรี สเตเวน รอบแบต ลงไปแทน อินดรา ปุตรา กองหน้ารุ่นเก๋าที่เจ็บ

เข้าสู่ช่วง 15 นาทีสุดท้ายไทยพยายามลุยแหลก นาที 80 ไทยได้ฟรีคิก 20 หลาหน้าเขตโทษ สารัช ปั่นข้ามกำแพงไปติดเซฟนายประตูเจ้าถิ่นที่พุ่งปัด แต่ลูกกระเด้งไปเข้าทาง ชาริล ตามซ้ำไม่เหลือซาก ตีไข่แตกให้ไทยไล่มา 1-3 รวมสกอร์ 2 นัดเสมอ 3-3 แต่ไทยได้เปรียบกฎ “อะเวย์โกล” ยิงประตูทีมเยือนทำให้กองเชียร์เจ้าบ้านเงียบสนิททั้งสนามประหนึ่งป่าช้า

ช่วงเวลาที่เหลือนักเตะเจ้าบ้านพยายามลุยหนัก แต่นาที 87 ชนาธิป พาบอลเข้าไปซัดเต็มเท้าส่งลูกพุ่งตุงตาข่ายเป็นประตูให้ไทยไล่มา 2-3 พร้อมแซงขึ้นนำในสกอร์รวม 4-3 หลังจากนั้นไทยเปลี่ยนตัวส่ง อดุล หละโสะ มิดฟิลด์ตัวรับลงมาปิดเกมแทน เกริกฤทธิ์ แต่เวลาที่เหลือก็ไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกมไทยแพ้ 2-3 แต่สกอร์รวม 2 นัดชนะ 4-3 คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

ทีมชาติไทยกลับมาคว้าแชมป์อาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หลังจากได้แชมป์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2002 พร้อมทำสถิติซิวแชมป์เป็นสมัยที่ 4 สูงสุดเท่ากับ สิงคโปร์ โดยนักเตะทีมชาติไทยจะได้รับเงินอัดฉีดจาก สมาคมฟุตบอล และเงินรางวัลรวมเป็นเงินทั้งหมด 25 ล้านบาท


หลังจบเกม “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เปิดเผยว่า แม้เราจะโดนนำ 3-0 แต่ยังเชื่อว่าเราจะยิงได้ ต้องขอบคุณนักเตะทุกคนที่มีสมาธิและกลับมาสู่เกมได้สำเร็จ รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ขอบคุณนักฟุตบอลทุกคน

“ซิโก้” กล่าวเพิ่มเติมในห้องแถลงข่าวว่า เราทำงานหนักมา 2 ปี ต้องขอบคุณคนไทยที่ตามเชียร์ ทั้งที่สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และที่เมืองไทย ตอนนี้เราประกาศศักดาเป็นแชมป์อาเซียนทั้งซีเกมส์และซูซูกิคัพ เป้าหมายต่อไปคือ การพาทีมเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปีไทยไปเยาวชนโลก โอลิมปิก รอบสุดท้าย และป้องกันแชมป์ซีเกมส์

“12 ปีที่รอคอย การเป็นนักเตะและผู้ฝึกสอนอยู่ในสถานะที่ต่างการ เราทำสำเร็จก็ภาคภูมิใจ แต่แชมป์อาเซียนไม่เพียงพอต่อคนไทยแล้ว เราต้องมองไปไกลถึงระดับเอเชีย ซึ่งนักเตะชุดนี้ต้องยอมรับว่าดีกว่าสมัยดรีมทีมที่ผมเล่นอยู่ สมัยดรีมทีมมีความฟิต วิ่งสู้ฟัด แต่นักเตะชุดนี้มีครบทุกอย่าง” ซิโก้ กล่าว


กุนซือทีมชาติไทยเปิดเผยอีกว่า เกมวันนี้ต้องถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อทีมฟุตบอลไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ในช่วงพักครึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้ราชเลขานุการในพระองค์ โทรศัพท์มา โดยพระราชทานกำลังใจแก่นักเตะและให้เล่นอย่างเต็มที่ โดยมีผู้จัดการทีม เกษม จริยวัฒน์วงศ์ เป็นผู้รับสาย ก่อนที่นักเตะจะลงไปสู้ต่อในครึ่งหลัง

ขณะที่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า เราอยู่ถ้ำเสือแต่เราเป็นช้าง เรามีงาที่เอาชนะเสือได้ ขอบคุณเพื่อนๆ ขอบคุณแฟนบอลชาวไทยที่ตามเชียร์ ส่วนเงินรางวัล 3 แสนบาท จากรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจะนำมาหารแบ่งเพื่อนทั้งทีมแน่นอน เพราะรางวัลนี้คงไม่ได้เกิดจากตัวคนเดียวแต่เกิดจากทุกคน ขอบคุณผู้จัดการทีม ขอบคุณโค้ชที่ให้โอกาสจนมาถึงวันนี้

สำหรับทีมชาติไทยจะเดินทางกลับถึงสนามบินดอนเมืองวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ เอฟดี 320 ในเวลา 15.00 น.


"สนธิญาณ" : ถึงเวลาแล้วหรือไม่ครับ ที่ไทยจะทบทวนท่าทีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาเสียที เมื่อวานนี้โฆษกอัยการสูงสุดได้ออกมาบอกว่า ได้ทำหนังสือร้องขอไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว ให้ส่งผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญา ตามมาตรา 112 กลับมายังประเทศ แต่ปรากฏว่า ได้รับการตอบปฏิเสธจากสหรัฐอเมริกา


ที่มา Tnews

ถึงเวลาแล้วหรือไม่ครับ ที่ไทยจะทบทวนท่าทีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาเสียที เมื่อวานนี้โฆษกอัยการสูงสุดได้ออกมาบอกว่า ได้ทำหนังสือร้องขอไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว ให้ส่งผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญา ตามมาตรา 112 กลับมายังประเทศ แต่ปรากฏว่า ได้รับการตอบปฏิเสธจากสหรัฐอเมริกา

โดยอ้างว่าประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีกฎหมายในลักษณ์ทำนองนี้ แน่นอนหละครับ กฎหมายลักษณะทำนองนี้จะมีในสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร เพราะสหรัฐอเมริกาไม่มีพระมหากษัตริย์ แต่ถ้าดูตามหลักกฎหมายแล้ว ทั้งสองประเทศต่างก็มีประมุขเหมือนกัน กฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่คุมครองประมุขของประเทศ

เพียงแต่ประมุขของประเทศนี้เป็นพระมหากษัตริย์ ดังเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อมีคนดูหมิ่นประมุข หรือประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ก็เคยได้รับการลงโทษมาแล้ว ท่าทีแบบนี้ไม่ใช่ท่าทีที่เป็นมิตรครับ เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทบทวนท่าทีความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐอเมริกาเสียที
....

ความเห็นจากออนไลน์ (เอาแต่ที่เบา ๆ)

เฮ้ยยย จริงอะ !! ที่คุณ "สนธิญาณ" เพิ่งจะรู้เรื่องนี้?
ให้ตายเหอะ ประเทศไหนเขาก็ไม่ส่งทั้งแหละ
ก็กฎหมายนี้ มันขัดต่อสิทธิมนุษยชน อย่างร้ายแรง
แล้วจะมีประเทศไหนเขารับได้ รายล่าสุดด่าหมา
แม่งยังแจ้งจับ แล้วกฎหมายอย่างนี้นะหรอ เขาจะให้ความสำคัญ?

อเมริกาเขายังไม่ตั้งเอกอัคราชทูตเลย? คงไม่ต้องทวนอะไรมั้ง

แบนสินค้าอเมริกาให้หมดเลยดีมั้ยยยยยยยยยย

เลิกใช้ windows iphone ipad google เลิกแม่มให้หมด ....ให้เมกา รู้ซะมั้งว่าใครใหญ่วะ ...หรือ จะส่ง หน่วยชุดดำไปยึดทำเนียบขาว ไปเลย ...
55555 สนธิญาณ ไปอยู่ที่ไหนมา รวมทั้งพวกจารีตคลั้งเจ้า นี่มันไมรู้จริงๆหรือแกล้งไม่รู้ครับเนี่ย
ความจริงไม่ต้องคิดอะไรมาก ประเทศที่จะส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับมา หนึ่งจะต้องมีสัญญาแลกเปลี่ยน ผตส กับไทย สองกฎหมายที่ ผตส ถูกกล่าวหาต้องมีใช้เหมือนกันในประเทศเค้า จบค่ะ

สอพลอ สัสสสส.


เบื้องลึก “น้องตู่” หัก “พี่ป้อม” รอยร้าวรัฐบาลขุนทหาร



ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
20 ธันวาคม 2557 02:18 น.

กว่า 4 เดือนที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำบรรดา “ขุนทหาร” เข้ามานั่งเป็นฝ่ายบริหาร การประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศเหมือนจะเป็นไปด้วยดี

เพราะ เปลือกนอกไม่เห็นรอยร้าวของบรรดา ครม.ที่ “บิ๊กตู่” เลือกมาด้วยตัวเอง การอนุมัติโครงการต่างๆผ่านไปได้ด้วย ไม่มีความขัดแย้งออกมาให้เห็น เพราะหากปรากฏภาพความขัดแย้งเมื่อใด “ครม.บิ๊กตู่” คงถูกจับตาทันที

หนำซ้ำคงมี “ผู้ไม่ประสงค์ดี” นำรอยร้าวไปขยายแผล-ขยายความขัดแย้งให้เห็นแจ่มชัด เพื่อเซาะเก้าอี้ใครบางคนได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะบรรดา “นายทุน” ที่ออกแรงร่วมทั้งฉากหน้า-ฉากหลัง ร่วมกันโค่นล้ม “รัฐบาลปูแดง” จ้องเสียบอยู่ รวมไปถึง “นายทุน” ไม่ช่วยออกแรง แต่ “จ่ายหนัก” ยังคอยดักรอโอกาสเข้าวินอยู่หลายคน

ตามเนื้อผ้าแล้ว “ครม.บิ๊กตู่” จะแบ่งตามโควต้าของ “บิ๊กตู่” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบรรดาพี่น้องพรรคพวก ที่ส่วนใหญ่จะเป็น “นายพล” ที่ “ท่านผู้นำ” ไว้เนื้อเชื่อใจว่าจะเข้ามาช่วยงานได้ อาทิ “บิ๊กเจี๊ยบ - พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ “บิ๊กจิน - พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง” รมว.คมนาคม เป็นต้น

โควต้าของ “บิ๊กตู่” จึงถูกสงวนให้กับ “นายพล” คนรู้ใจเท่านั้น และต้องเป็นคนรู้ใจที่สามารถคอนโทรลให้ซ้ายหัน-ขวาหันได้เท่านั้นเช่นกัน โควต้าด้านเศรษฐกิจเป็นของ “หม่อมอุ๋ย - ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล” รองนายกรัฐมนตรี ที่พกพาลูกน้องคนสนิทมิตรสหายมารับตำแหน่งใน ครม. อาทิ “สมหมาย ภาษี” รมว.คลัง หรือ “จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช” รมว.อุตสาหกรรม เป็นต้น

หลังจากนี้จับตาว่ารัฐมนตรีในโควต้าของ “หม่อมอุ๋ย” จะอยู่รอดปลอดภัยได้นานสักเท่าใด เพราะระยะหลังเริ่มมีข่าวหลุด-ข่าวปล่อย ออกจากมือไม้ของ “บิ๊กตู่” บนตึกไทยคู่ฟ้าที่หวังจะนั่งคุมกระทรวงเศรษฐกิจว่าจะมีการปรับ ครม.ในช่วงต้นปี 2558 เพราะ “เสนาบดี” บางคนทำงานไม่เข้าเป้า โฟกัสไปที่รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ ที่สอบตกกราวรูด โดยเฉพาะ “หัวหน้าทีม”

ผนวกกับเสียงปรามาสอย่างรุนแรงจาก “ขั้วตรงข้าม” ว่าทีมเศรษฐกิจของ “ครม.บิ๊กตู่” แทบที่จะก็อปปี้นโยบายของ “รัฐบาล นช.แม้ว-ปูแดง” โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือประชาชน อาทิ นาโนไฟแนนซ์ หรือการลดภาษีเอสเอ็มอี เป็นต้น

เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ใครเลย เพราะหากจำแนกดูแล้ว “สมหมาย” แปรเปลี่ยนเป็น “เป้าหมาย” ลำดับหนึ่งที่ “ขุนพล” ตึกไทยคู่ฟ้าต้องการเลื่อยขาให้พ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่ปรึกษาคสช. ที่แม้ตัวเองจะติดชนักไม่มีหวังได้เป็น แต่ก็ส่งมือไม้เข้าประกวดได้คอยเลื่อยขารัฐมนตรีสาย “หม่อมอุ๋ย” อีกแรง

ส่วนโควต้าของ “บิ๊กป้อม - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ส่วนใหญ่เป็นบรรดา “นักธุรกิจ” ในเครือข่ายที่รู้จักมักคุ้นกันดี เช่น “กอบกาญน์ วัฒนวรางกูร” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็น “สายแข็ง” ที่ยากจะโดนแซะออกจากวงโคจร เพราะถือว่ามีความสัมพันธ์กับ “บิ๊กตู่” อย่างเน้นแฟ้น เหมือนพี่น้องคลานตามกันมา

ทว่าระยะหลังเริ่มมีเสียงลือหนาหูว่า “น้องตู่” ไม่ค่อยแฮปปี้กับ “พี่ป้อม” มากนัก เพราะมักจะอาศัยช่วงชุลมุนในการประชุม ครม. สอดไส้วาระที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งให้ “บิ๊กตู่” เซ็นต์หลายครั้ง

ล่าสุดลือกันว่า “บิ๊กป้อม” ชงชื่อทายาทนักธุรกิจดัง ที่เปิดตัวเป็น “สมาชิก กปปส.” อย่างชัดเจนให้ดำรงตำแหน่ง “รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” ที่ยังว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง แต่เมื่อ “บิ๊กตู่” พิจารณาแล้วไม่เห็นด้วย จึงไม่ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง

ทำเอา “บิ๊กป้อม” ถึงกับโกรธควันออกหู

สุดท้าย “พี่ป้อม” ต้องเอ่ยปากทวงถามกับตัว “น้องตู่” เองถึงสาเหตุที่ไม่เซ็นต์คำสั่งแต่งตั้ง แต่ปฏิกิริยาตอบกลับของ “บิ๊กตู่” กลับไม่เป็นอย่างที่ “บิ๊กป้อม” คิดเอาไว้

จิ้งจกกระซิบว่า “บิ๊กตู่” ตอบกลับทันควันว่า “นี่..ผมต้องเซ็นต์ทุกอย่างที่พี่เสนอมาใช่ไหม”

“บิ๊กป้อม” ถึงกับหน้าชาไปโดยปริยาย แต่ก็ได้แค่เก็บอาการไม่แสดงออกต่อหน้า “บิ๊กตู่” เพราะถือว่ามีตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี” ถือเป็น “ผู้บังคับบัญชา”

แต่ในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนก็แอบบ่นน้อยใจกับคนใกล้ตัวว่า “นี่ขนาดกูเป็นพี่มันนะ” วาทะของ “บิ๊กป้อม” แสดงถึงความอึดอัดใจพอสมควร

แถมระยะหลังมีข่าวหลุดจากวงประชุม ครม.ว่า บรรยากาศการประชุมระยะหลังเริ่มตึงเครียด เพราะรัฐบาลมีหลายปัญหารุมเร้า โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่แก้อย่างไรก็ไม่ตกเสียที โชคดีนิดนึงตรงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ทำให้ “รัฐบาล” พออาศัยใบบุญอ๋อมแอ๋มไปได้

แต่ “บิ๊กตู่” มักอารมณ์เสียใจวงประชุม ครม.อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งถึงขั้นทุบโต๊ะขึ้นเสียงด่ากราดกลางวงประชุม หากถกเถียงกันหนักก็ยิ่ง “ทุบโต๊ะ” ถี่ขึ้นอีก

รอยร้าวของ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” แม้จะยังไม่ถึงขั้น “ร้าวลึก” แต่หากปล่อยนานวันไป “รอยร้าว” ขยายตัวออกได้ เสมือน “แก้วร้าว” ที่เริ่มจากรอยน้อยนิด จนบาดยาว-บาดลึก จนแตกในที่สุด

ซึ่งหากจะเทียบฟอร์ม-เทียบบารมี กันในวันนี้ “พี่ใหญ่” แห่ง “บูรพาพยัคฆ์” อาจจะไม่ใช่ “บิ๊กป้อม” อีกต่อไปก็เป็นได้ เพราะชื่อของ “บิ๊กตู่” มีบารมี-มีอำนาจมากกว่าเสียแล้ว

ที่สำคัญหากบรรดาพรรคพวกที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน อย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. คิดจะหนุนหลังตั้ง “พรรคทหาร” ชื่อของ “บิ๊กตู่” คงจะดูดีกว่า “บิ๊กป้อม” เสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญ “บิ๊กตู่” ไม่มีเครือข่ายทาง “ธุรกิจ” ให้มาเฉียนเนื้อแบ่งโควตาให้เสียเก้าอี้ไปฟรีๆ

ชั่วโมงนี้ “บิ๊กตู่” คือศูนย์รวม “ขุนทหาร-นายพลทหาร-แกนนำมวลชน” หากจะกล้าหักกับ “บิ๊กป้อม” คงไม่ใช่ปัญหา


วันเสาร์, ธันวาคม 20, 2557

อัล-จาซีรา ขุดคุ้ยความเสื่อมพระไทย Thailand's Tainted Robes - Can Thailand Save Its Moral Soul? มีคลิป




https://www.youtube.com/watch?v=382VkLGpDaI

Thailand's tainted robes

As scandals involving misbehaving monks rock the nation, 101 East examines if Thailand can save its moral soul.

Last updated: 19 Dec 2014
Source: Al Jazeera English

Nehn Kham was once a hugely popular monk preaching in Thailand's poor northeast region. Today, he is an international fugitive with a $32m fortune that he amassed through fraud.

Buddhists around the world were shocked when footage emerged of the monk on a private plane, clutching a Louis Vuitton bag and fidgeting with high-end gadgets. His extravagance put him atop a long list of misbehaving monks making headlines in Thailand for fist fights, smuggling drugs, selling guns, hiding pornography and more.

In response, Thailand's military junta has set up a 24-hour hotline for the public to report rule-breaking monks. But the junta is also proposing new laws to criminalise breaking any Buddhist rule - a move some fear is an over-reaction that would threaten religious freedom.

101 East exclusively reveals where Thailand's infamous jet-setting monk has been hiding, and meets those on a mission to save the country's moral soul.




By Pailin Wedel

Buddhist monks aren’t like priests or imams. In Buddhist Thailand, almost any man can become a monk. In fact, most of them do: a 10-day stint in orange robes is expected of men seeking to gain karma for their parents or recalibrate after a relative’s death.

My grandfather was different. A complicated family situation compelled his mother to drop him off at a temple in southern Thailand at the tender age of three. The temple's abbot was his own uncle, a monk revered for his piety and knowledge of herbal medicine. By the time my grandfather was 12, he ordained a novice monk and stayed in the temple until he was 25.

Buddhism was his moral centre and source of wisdom. The temple was his home.

These experiences made him who he was. The lessons he learned were passed through the generations to my mother and later to me. I was taught that karma is real because, as science teaches us, every action causes a reaction. I learned that attachment to material things brings suffering. He lived by these values right up to the day he passed away.
In his will, he asked us to forego all wreaths and cash gifts — a radical move in modern Thailand, where Buddhist funerals have become displays of status and wealth.

My grandfather revered a raw and simple version of Buddhism. But it's not the Buddhism you'll find popular in Thailand today. The best-known modern Thai monks are celebrities who rake in donations. They cultivate followers on television or social media. They're followed by entourages and live in large homes. Particularly garish temples lure in followers with rituals that help them predict winning lottery numbers.

All of this magic and greed goes against many of the 227 Buddhist precepts. And for an increasing number of high-flying monks, this perversion of the teachings has become their undoing.

With camera phones and social media, monks are more scrutinised than ever. Rumours and images spread online like wildfire and each week brings a new monk scandal to morning Thai TV talk shows or YouTube. At least three Facebook pages, with millions of followers between them, are dedicated to rooting out bad monks.

The Thai public has been inundated with video of monks at their worst: fighting, drinking and cavorting with women. Other monks have descended into serious crimes such as dealing drugs or molesting children.

Most recently, the corruption of the faith is symbolised by Nehn Kham, a monk made infamous by a leaked video in which he wears designer sunglasses and travels on a private jet with Louis Vuitton luggage. No one knows how he amassed a $32m fortune spread across 40 bank accounts but he was charged with fraud and is now being investigated for money laundering.

Thais were shocked and ashamed. Foreigners who saw the video, which made headlines around the world, were left confused: isn't being a monk about living a pious life?

Many Thai Buddhists are disheartened by the wave of scandals. But I'm a little more optimistic. It seems like for every Buddhist turning a blind eye to misdeeds, there's another seeking to expose them. While Thai society is disappointed in their religious role models, the pendulum is now swinging the other way. There’s a publicly-driven crackdown.

Even Thailand’s military government is responding. Promising to establish moral order it sets up a 24-hour hotline for Thais to report bad monks. A proposed bill would treat monks who break Buddhist precepts — by dating women, for example — as outright criminals. The law is so strict that even the women who are caught cavorting with monks could be fined or jailed.

That bill is still in the works and looks like a good idea on the surface. But it’s a severe law that, if passed, could resemble hardline anti-blasphemy codes in nations such as Pakistan. It will force non-Buddhist Thais to abide by Buddhist rules.

I’m not sure what my grandfather would think of the misbehaving monks or the overwhelming response from the government and the public. He’d probably say it’s all part of the equilibrium of things. A series of actions and reactions that will eventually balance out. It’s karma at work.

ooo

สื่อนอกแฉ 'เณรคำ' ซุกวัดในซานดิอาโก บุกสัมภาษณ์ เจอชิ่ง


ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
19 ธ.ค. 2557 07:44

รายการโทรทัศน์ 101east ของอัล-จาซีรา ขุดคุ้ยความเสื่อมพระไทย ยกกรณี "เณรคำ" หลังดอดหนีจากไทยมาสหรัฐฯ ทำตัวเช่นนักบวชอาศัยวัดในซานดิอาโก พร้อมบุกเข้าสัมภาษณ์ แต่ก็ต้องผิดหวัง เหตุอดีตพระฉาวชิ่งหนี...

จากความฉาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระสงฆ์บางรูปในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดรายการ 101 อีสต์ (101 East) ของสำนักข่าวอัล-จาซีรา ได้นำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย พร้อมทั้งยกกรณี "เณรคำ" อดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือนายวิรพล สุขผล ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการพระพุทธศาสนา โดยระบุว่า ขณะนี้ "เณรคำ" ยังคงบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองซานดิอาโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐอเมริกา ภายหลังจากที่หลบหนีออกนอกประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อปี 2556 แต่ยังคงมีญาติโยมชาวไทยในสหรัฐอเมริกาจำนวนมากให้ความเลื่อมใสศรัทธา


อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวของอัล-จาซีรา ซึ่งตามหาที่อยู่ของเณรคำจนพบ โดยพยายามจะขอสัมภาษณ์กับอดีตพระฉาวรายนี้ แต่เณรคำกลับปฏิเสธ และรีบขึ้นรถยนต์ที่บรรดาลูกศิษย์ได้เตรียมรอไว้และหลบหนีจากไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวของอัล-จาซีรา ยังได้เดินทางไปสำรวจยังวัดป่าขันติธรรม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยอีกด้วย ซึ่งก็พบว่านับตั้งแต่อดีตพระเณรคำ เดินทางหลบหนีออกจากประเทศ บรรยากาศภายในศาสนสถานแห่งนี้ก็ค่อนข้างเงียบเหงาและมีพระสงฆ์จำศีลอยู่เพียงไม่กี่รูปเท่านั้น.



พบสำนักงาน กสทช.จ้างห้องเสื้อดัง ตัดชุดสูทสากล กว่า 3.6 แสน - คนในเวปสงสัยทำไม ประเทศนี้มีเหลือบไรมากมายเกาะภาษีกิน เลยถึงพัฒนายาก???


พบสำนักงาน กสทช.จ้างห้องเสื้อดังย่าน ซ.เพชรบุรี 15 ตัดชุดสูทสากล กว่า 3.6 แสน พนักงานร้านเผยราคาหน้าร้านตั้งไว้ชุดละ 3 หมื่นบาท-กรรมการ กสทช.บางคนติดใจ ตัดเพิ่มกว่า 1 ชุด
กรรมการ กสทช.จ้างตัดชุดสูทห้องเสื้อดังกว่า 3.6 แสน-บางคนติดใจ "ตัดเพิ่ม"

ที่มา สำนักข่าวอิศรา
15 ธันวาคม 2557

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่าตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.พบว่าได้ลงนามสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้องเสื้อบรอดเวย์ โดยวิธีตกลงราคา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 สัญญาเลขที่ พย.(จ.)(บย.) 1289/2556 ให้จ้างตัดเย็บสูทสากลสำหรับคณะกรรมการ กสทช.และเลขาธิการ กสทช. วงเงินตามสัญญาจ้าง 367,224.00 บาท

ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามร้านห้องเสื้อบรอดเวย์ถึงการจ้างตัดเย็บสูทสากลให้กับกรรมการ กสทช. พนักงานห้องเสื้อแห่งนี้กล่าวว่ากรรมการ กสทช. มาตัดเสื้อที่ร้านบรอดเวย์จริง

“ร้านตัดให้คนละชุด และมีบางท่านมาตัดเองต่างหากเพิ่ม เพราะใส่แล้วถูกใจก็เลยมาตัดเพิ่มอีก ”

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรรมการ กสทช.ที่มาจ้างร้านบรอดเวย์ ตัดเย็บเพิ่ม มีกี่คน และตัดสูทเย็บเพิ่มคนละกี่ชุด พนักงานร้านรายนี้กล่าวว่า มีกรรมการ กสทช.บางท่านตัดเพิ่มมากกว่า 1 ชุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ราคาค่าตัดเย็บชุดละเท่าไหร่ พนักงานร้านกล่าวว่า ราคาหน้าร้านอยู่ที่ราคาชุดละ 3 หมื่นบาท แต่การตัดให้หน่วยงานราชการแต่ละครั้งไม่ทราบว่าเจ้าของร้านคิดราคาชุดละเท่าไหร่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพยายามโทรศัพท์ติดต่อนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. พ.อ.ดร.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ และนางสาว สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. เพื่อสอบถามถึงการตัดเย็บชุดสูทของห้องเสื้อบรอดเวย์ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ อ้างว่าติดประชุม ยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์

สำหรับร้านห้องเสื้อบรอดเวย์ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์เคยนำเสนอว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็เป็นลูกค้าวีไอพีของร้านดังกล่าว รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอีกหลายราย อาทิ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายธานินทร์ กรัยวิเชียร และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการทหารและตำรวจก็มาใช้บริการจำนวนมาก

ห้องเสื้อแห่งนี้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2483 ภายใต้การบริหารงานตระกูลหอมศิลป์กุล ทายาทรุ่นแรกก่อตั้งคือนายปรีชา หอมศิลป์กุล ทายาทรุ่นต่อมาคือนายภูมินทร์ หอมศิลป์กุล และปัจจุบันเป็นทายาทรุ่นที่ 3 คือนายภาวัตน์ หอมศิลป์กุล

ร้านห้องเสื้อบรอดเวย์ มีที่ตั้งอยู่ที่ 4/1 ซ.เพชรบุรี 15 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400

ภาพประกอบจาก : www.nbtc.go.th,www.plazathai.com


ล่าสุด น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า กรรมการ กสทช. มีการตัดสูทไว้ใช้งานจริง แต่ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องราคาว่าจ้าง เพราะในขั้นตอนการดำเนินงานทางสำนักงาน กสทช.เป็นผู้รับผิดชอบ

"หลังจากได้รับหนังสือเวียนแจ้งมา ว่าให้มีการตัดสูท เพื่อใช้ในงานพิธีการต่างๆ ก็มีช่างมาวัดตัว และก็ตัดไป ดิฉันรู้แค่นี้ เพิ่งมาเห็นราคาจากข้อมูลที่สำนักข่าวอิศราลง เหมือนกันเนี่ยแหละ พอเห็นแล้วก็รู้สึกตกใจ คิดว่าราคามันน่าจะแพงเกินไปจริงๆ "

น.ส.สุภิญญา กล่าวต่อไปว่า การทำหนังสือแจ้งเวียนตัดเสื้อของสำนักงาน กสทช. ที่ส่งเข้ามาให้กรรมการ กสทช. มีหลายครั้ง ไม่เฉพาะการตัดสูทเท่านั้น มีทั้งเสื้อโปโล แจ็คเก็ต และเสื้อตามเทศกาลต่างๆ แต่ไม่รู้ว่าไปจ้างตัดที่ไหนบ้าง

"พอเห็นข้อมูลเรื่องสูท แล้ว ตอนนี้มีความไม่สบายใจมาก ต่อไปคงจะไม่เอาแล้ว จำเป็นบทเรียนแล้ว ถ้ามีหนังสือเวียนมาอีก คงจะต้องปฏิเสธไปบ้าง ยืนยันกับเขาว่าของเก่ายังมีอยู่ ใส่ได้ไม่ต้องตัดใหม่แล้ว"

กรรมการ กสทช. รายนี้ ยังระบุด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ชุดใหญ่ วันที่ 17 ธ.ค.นี้ ซึ่งมีวาระสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ตนจะเสนอเรื่องต่อที่ประชุมให้พิจารณารายละเอียดค่าใช้จ่าย กสทช. ตามที่ปรากฎเป็นข่าวไปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือแม้กระทั่งค่าสูท ให้ที่ประชุมรับทราบ เพื่อพิจารณาวางแนวทางการใช้จ่ายใหม่ ไม่ให้เกิดข้อครหาการใช้งบของกสทช.ได้อีก




เสวนา " นิธิ 20 ปีให้หลัง" ว่าด้วย กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ , ชาติไทย , เมืองไทยฯ, โขน, คาราบาวฯ และ ผ้าขาวม้า, ผ้าซิ่น กางเกงใน และ ฯลฯ


https://www.youtube.com/watch?v=oMWg3tVXfrE

Published on Dec 19, 2014
เสวนา " นิธิ 20 ปีให้หลัง"
ศิลปวัฒนธรรม รวมกับสำนักพิมพ์มติชน
ขอเชิญร่วมฟังเสวนา " นิธิ 20 ปีให้หลัง"
ว่าด้วย กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ , ชาติไทย ,
เมืองไทยฯ, โขน, คาราบาวฯ และ
ผ้าขาวม้า, ผ้าซิ่น กางเกงใน และ ฯลฯ
13.30 - 17.00o"
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 57 ที่มติชนอคาเดมี
ร่วมเสวนาโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
เกษียร เตชะพีระ
ooo

Thu, 2014-12-18 23:53
ที่มา ประชาไท

เปิดปาฐกถาเต็มฉบับของ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ แม้จะหมุนนาฬิกากลับไปไกลเพียงใด แต่สุดท้ายเวลาจะเดินหน้าต่อไปไม่ยอมหยุด “วัฒนธรรม” ก็เช่นกัน

หมายเหตุ. การกล่าวปาฐกถาครั้งนี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2557 ที่อาคารมติชนอคาเดมี ในงานเสวนาหัวข้อ “นิธิ 20 ปีให้หลัง” และงานเปิดตัวหนังสือพิมพ์ซ้ำ 4 ปก อันประกอบด้วย “กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย” , “โขน, คาราบาว, น้ำเน่าในหนังไทย” , “ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์” และผ้าขาวม้า, ผ้าซิ่น, กางเกงใน และ ฯลฯ ซึ่งจัดขึ้นโดย ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ สำนักพิมพ์มติชน และมติชนอคาเดมี ประชาไทนำเสนอปาฐกถาโดยละเอียด



สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมก็คงไม่รู้จะพูดอะไรมากนะครับ ก่อนอื่นก็คงต้องขอขอบคุณ อาจารย์ประจักษ์ อาจารย์ธเนศ และอาจารย์เกษียร เป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่กรุณามาให้ความเห็นที่น่าสนใจมาก ๆ ในวันนี้ นอกจากนี้ก็แน่นอน ผมขอขอบคุณศิลปวัฒนธรรม และมติชน ในการจัดงานวันนี้ขึ้น

ก็คงขอคุยอะไรเล็กๆ น้อยๆ โดยเริ่มต้นจากเรื่องค่อนข้างส่วนตัวนิดหน่อย ผมเป็นนักเล่นนาฬิกานะครับ สะสมนาฬิกาไว้หลายประเภท นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาแขวนข้างฝา และอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นนาฬิกาเก่า ที่ยอมเสียเงินไปซ้อม แต่ซื้อมาในราคาค่อนข้างถูก และผมมาพบอย่างหนึ่งว่า นาฬิกามันมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ คุณสามารถหมุนเข็มนาฬิกากลับไปสู่อดีตเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณรู้สึกว่าคุณต้องการ ถ้าเป็นนาฬิกาที่มีวันที่ด้วย แม้แต่วันที่มันก็จะย้อนกลับให้เราได้ แต่ข้อเสียของนาฬิกามันมีอยู่อย่างหนึ่งก็คือถึงเราหมุนกลับไปแค่ไหนก็ตามแต่ มันก็จะเดินก้าวหน้าต่อไปอีกไม่ยอมหยุด เดินมาถึงจุดที่เราไม่อยากให้มันมาถึงจนได้สักวันหนึ่ง

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องส่วนตัวที่ผมอยากจะพูดวันนี้คือ ผมรู้สึกว่าผมได้เขียนลงไปในศิลปวัฒนธรรมเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมานั้น คำถามของอาจารย์ประจักษ์คือ สิ่งเหล่ามันเชยหรือยัง เอาเข้าจริงผมว่ามันเชยมากๆ มันแย่มากๆ เป็นต้นว่าเรื่องเกี่ยวกับน้ำเน่าในหนังไทยคือ ใช่ไม่ได้กับหนังไทยในปัจจุบันเอาอย่างนั้นแล้วกัน หนังไทยในปัจจุบันมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างเดียวแล้ว คุณใช้ความคิดเกี่ยวกับน้ำเน่าในหนังไทยตอนนั้น มาดูหนังไทยในปัจจุบันไม่ได้ มันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากที่เดียว คงต้องใช้กรอบวิธีมองอย่างอื่นแทน

เพราะเหตุที่ว่า วัฒนธรรม โดยเฉพาะสิ่งที่อาจารย์เกษียรพูดถึงคือวัฒนธรรมที่เป็นจริง มันไปได้เปลี่ยนไปอย่างมากในระยะ 20-30 ปีที่ผ่านมา เวลาที่พูดถึงวัฒนธรรมนั้น ผมหมายถึง ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนกลุ่มต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง-ผู้ชายในปัจจุบันนี้ก็ไม่เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง-ผู้ชายเมื่อตอนที่ผมเขียนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หรือคน-คนจน ความสัมพันธ์ระหว่างคนเมือง กับชนบท ก็เปลี่ยนไปอย่างยิ่ง

ถ้ามองเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งผมถือว่านั่นล่ะคือ วัฒนธรรม ก็จะพบความเปลี่ยนแปลงในทุกส่วนของสังคมไทยคือ พบว่าเราไม่ได้สัมพันธ์กัน อย่างที่เราเคยสัมพันธ์กันมาก่อน แน่นอนครู กับศิษย์ในตอนนั้นก็ไม่เหมือนครู กับศิษย์ในตอนนี้ ผมพบสิ่งนี้ และผมคิดว่าสิ่งที่ผมพยายามจะเตือนเสมอคือ วัฒนธรรม ไม่เคยหยุดนิ่งกับที่ มันจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เวลาเขียนเรื่องน้ำเน่าในหนังไทยผมก็บอกว่า นั่นเป็นกรอบวิธีคิด หรือวิธีเล่าเรื่องของคนไทยในอดีต แล้วมันสะท้อนมาในหนัง เช่น เสือ, ลูกสาวกำนัน มีอะไรอีกร้อยแปด มันจะวนซ้ำ จากจุดเริ่มต้นที่มีความสุข วนกลับมาสู่จุดที่มีความสุขอีกครั้งหนึ่ง เวลามันไม่เดินไปไหน นิยายไทยมันจะหมุนอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าไม่เดินไปข้างหน้า และหนังไทยในช่วงนั้น สมัยนั้นก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ คือเป็นนิยาย หรือเรื่องราวที่เวลามันหมุนวนกลับมาสู่ที่เก่าตลอดเวลา และผมก็เตือนเอาไว้ในบทความนั้นว่า สิ่งนี้มันต้องเปลี่ยน จะเปลี่ยนไปสู่อะไรผมก็เดาไม่ถูกเหมือนกัน หรือเวลาพูดถึง “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ผมก็บอกว่า สิ่งที่พูดมานี้มันเป็นก็เป็นอุดมคติที่วันหนึ่งมันก็เปลี่ยนไป และไม่กลับมาเหมือนเก่าอีก

20 ปีผ่านไปเร็วเหมือนโกหก สำหรับผมรู้สึกว่ามันไวมาก ๆ สังคมไทย ประเทศไทยมันไม่ใช่อย่างที่ผมจินตนาการถึงเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มันเปลี่ยนไปมาก นั้นเป็นสิ่งที่ผมสำนึกได้เมื่อ 20 ปีที่แล้วว่าสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม ไม่เคยอยู่นิ่งมันมีพลัง มีพลวัต ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ แต่ใน 20 ปีต่อมาผมมาพบอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อนหน้านั้นมีความตระหนักในเรื่องนี้น้อย กล่าวคือรูปแบบของ วัฒนธรรมหนึ่งๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะมีอเมริกันเข้ามา หรือเราส่งเด็กไปเรียนต่างประเทศมากขึ้น หรือเพราะจีนเปลี่ยนประเทศมาดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ กลายมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มันไม่ใช่ปัจจัยภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวมันยังมีปัจจัยสำคัญอยู่อีกอย่างหนึ่งคือ ในแต่ละรูปแบบวัฒนธรรมมันมีผลประโยชน์ปลูกฝั่งของคนบางกลุ่มบางเหล่าอยู่ในวัฒนธรรมเหล่านั้นด้วย หมายความว่าการมองชีวิตเป็นวนกลมแบบรามเกียรติ์ หรือหนังไทยเมื่อ 20 ปีมาแล้ว ไม่ใช่เป็นความคิดตกค้างมาจากรามเกียรติ์เฉย ๆ มันมีผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม มีโลกทัศน์ของคนบางกลุ่ม มีอำนาจของคนบางกลุ่ม ซึ่งอยากให้ทุกคนมองเวลาเป็นวงกลมแบบนั้น คือเวลาพูดถึงเวลาเป็นวงกลมก็ตาม ลูกศิษย์ควรเคารพครูก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วัฒนธรรมเฉย ๆ แต่ในวัฒนธรรมนี้มีส่วนที่เอื้อต่อโครงสร้างอำนาจ โครงสร้างผลประโยชน์ และอื่น ๆ ด้วย ผมยอมรับว่า 20 ปีที่แล้วมองประเด็นนี้ไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ในตอนนี้คิดว่ามองประเด็นนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อสักครู่นี้ อาจารย์ประจักษ์ ได้พูดว่าหนังสือเล่มนี้ (กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย) พิมพ์ 11 ครั้ง ผมอยากจะเตือนว่าหนังสือ(ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์) ซึ่งผมเดาว่าพิมพ์มากที่สุดในประเทศไทยคือ เมื่อ 20 ปีก่อน “ประวัติศาสตร์ไทย” ของหลวงวิจิตรวาทการ พิมพ์ 24 ครั้ง ปัจจุบันเดาว่าอาจจะถึง สามสิบกว่าครั้งแล้วก็ได้ หนังสือเล่มนั้นจะดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไรนี้ไม่พูดถึง เพียงแต่เป็นตัวอย่างที่ผมชี้ให้เห็นว่า การมองประวัติศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่ง มันไม่ได้เป็นการมองอย่างนักปราชญ์ หรือนักประวัติศาสตร์เฉย ๆ แต่มองอย่างนี้มันเอื้อโครงสร้างผลประโยชน์ โครงสร้างอำนาจ ของคนบางกลุ่มบางเหล่าด้วย แล้วเขาก็อยากจะรักษาการให้การมองอย่างนั้นดำรงอยู่ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์แบบหลวงวิจิตรฯ ที่เน้นให้ทุกคนเสียสละเพื่อชาติของตนเอง โดยอยู่ภายใต้การกำกับของคนเก่งคนฉลาดบางคน หรือบางกลุ่ม ไม่ใช่รักชาติเฉยๆ แต่รักชาติภายใต้การกำกับของคนบางกลุ่มด้วย วิธีแบบนี้ต้องมีความหมาย เพราะถ้าไม่มีความหมายมันพิมพ์ถึง 20-30 ครั้งอย่างนั้นไม่ได้

ด้วยเหตุนั้นผมจึงคิดว่า นาฬิกามันสอนใจเรา แม้หมุนกลับเวลาไปนาน หรือไกลแค่ไหนก็แล้วแต่ แล้วเมื่อคุณพอใจกับเวลาที่ตั้งใหม่ซึ่งเป็นอดีต อย่าลืมว่านาฬิกามันไม่หยุด มันเสือกเดินก้าวหน้ามาถึงยังจุดที่คุณไม่อย่างจะเจอมันอีกตลอดไป ฉะนั้นในฐานะคนเล่นนาฬิกาผมรู้สึกว่านาฬิกามันน่ารักมาก เพราะมันบอกความจริงอะไรบางอย่าง ที่หลายคนในประเทศไทย ที่ยังท่องตำราหลวงวิจิตรฯ ไม่เข้าใจว่า คุณอาจถอย วัฒนธรรม กลับไปได้ ไม่ว่าจะถอยกลับไปถึงตรงไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ แต่ที่ร้ายกาจคือ เมื่อคุณถอยกลับไปแล้ว แม่งเสือกเดินต่อไปอีก จนมาถึงจุดที่คุณไม่อยากให้มันมาถึง ได้เสมอไป

เสวนา UPDATE ประเทศไทย : การบริหารส่วนภูมิภาค



https://www.youtube.com/watch?v=LrVbxzGRSvM&feature=youtu.be

เสวนา “UPDATE ประเทศไทย : การบริหารส่วนภูมิภาค”
วิทยากร ศ. ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง | อ.ชำนาญ จันทร์เรือง | รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล | ดร.ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา | ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ดำเนินการและนำอภิปราย
วันพฤหัสที่ 18 ธันวาคม 2557
ณ อาคารเอกาทศรถ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก
ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2557
"ไทย – พม่าศึกษา ในกรอบประชาคมอาเซียน"
Thai - Myanmar Studies in ASEAN Community
ร่วมจัดโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด l มหาวิทยาลัยนเรศวร l มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศา­­สตร์ l มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย


วันศุกร์, ธันวาคม 19, 2557

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ โต้ “ประยุทธ์” ไม่กลับไทย จนกว่าประชาชนจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม ยุคเผด็จการทหาร


กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในประเทศไทยว่า ให้คนไทยที่หนีภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ กลับมามอบตัวสู้คดีและจะให้ความยุติธรรม นั้น นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ กล่าวว่า ตนออกจากบ้านเกิด พลัดพรากครอบครัว เพื่อมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เพราะเห็นว่า ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ยอมรับระบบเผด็จการทหารและได้ออกมาเพื่อฟ้องชาวโลก

“ผมออกมานอกประเทศเพราะไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร เป็นสิ่งถูกต้อง มีเหตุผลตามหลักประชาธิปไตย ด้วยความตั้งใจ ที่จะออกมาเพื่อต่อสู้กับระบบเผด็จการทหาร โดยฟ้องนานาชาติให้ทราบว่า ประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย กดขี่ข่มเหง ข่มขู่ประชาชน ให้เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใด ๆ มีการเรียกตัวประชาชนไปปรับทัศนคติ ข่มขู่ให้สยบยอม บ้านเมืองไม่ได้สงบสุข” นายจารุพงศ์กล่าว

นายจารุพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ตนต้องการให้ต่างชาติที่เป็นประชาธิปไตย กดดัน ไม่คบค้าสมาคมกับรัฐบาลเผด็จการทหาร จนต้องยอมลงจากอำนาจ เพราะเสรีไทยฯ ต้องการสร้างระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดต้องเป็นของคนไทยทุกคน โดยคนไทยทุกคนต้องช่วยกันออกมาขัดขืน ต่อต้านการปกครองระบบเผด็จการทหารพร้อมกัน และร่วมกันสร้างแรงกดดันให้นานาอารยะประเทศ ไม่ยอมรับการปกครองระบบเผด็จการทหาร

“อย่าคาดหวังกับผม และคณะเสรีไทยฯว่า การต่อสู้จะได้รับชัยชนะในเร็ววัน ตราบเท่าที่คนไทยทุกคนยังไม่ตาสว่าง ยังไม่ขัดขืนต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทหาร ผมยอมรับว่า ยังมีคนไทยจำนวนมากมายหลายกลุ่ม ที่ลุกขึ้นต่อสู้อยู่เวลานี้ ผมจึงเรียกร้องให้ทุกกลุ่มจับมือประสานกันเป็นพลังขับเคลื่อนให้ประชาชนคนไทยทั้งชาติ ต่อสู้กับเผด็จการทหารนี้ให้ได้รับชัยชนะโดยเร็ว เราต้องสามัคคีกันร่วมกันอย่าคิดตำหนิกัน อย่ามัวแต่จับผิดพวกเดียวกัน ขอให้มองไปที่เผด็จการทหาร อย่าตกเป็นเครื่องมือหรือแนวร่วมเผด็จการทหาร ทำให้เราแตกแยกความสามัคคีกัน หนทางต่อสู้ยังยาวไกล มาร่วมมือกันดีกว่ากัดกัน” นายจารุพงศ์กล่าว

เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ กล่าวว่า ขอให้คนไทยทุกคนรู้ว่าเวลานี้ กลุ่มทหารเผด็จการได้ปล้นอำนาจจากประชาชนไป และยังกดขี่ ข่มขู่ให้ประชาชนต้องสยบยอม ขณะที่คณะทหารจะเสวยสุข อยู่บนหัวประชาชนร่ำรวยเหมือนทหารยุคจอมพล สกฤษ์ ธนะรัตน์ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ที่เมื่อเผด็จการเหล่านี้ตายไป ทำให้ลูกเมียแย่งชิงสมบัติฟ้องร้องกันวุ่นวาย ทำให้ สังคมได้รับรู้ว่าร่ำรวยมีเงินเป็นพัน ๆ ล้าน ขณะที่มีชีวิตอยู่ ปากบอกว่าไม่โกง ดังนั้นจงเชื่อเถิดว่า ระบบเผด็จการทหาร ที่ว่าทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยนั้นไม่เป็นความจริง ระบบเผด็จการทหาร กำลังนำพาประเทศไปสู่ความยากจน อดอยาก ไร้อนาคต ไร้ความสุข ไร้ความหวังที่สดใส

“ขอให้คนไทยทุกคน จงลุกขึ้นต่อสู้ ร่วมมือกัน เพื่อให้อำนาจเป็นของพวกเราทุกคน เพื่อคนไทยทุกคนจะได้มีความสุขความเจริญ เป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ได้รับความยุติธรรม ไม่ต้องหวาดกลัวการกดขี่ของทหารอีกต่อไป จงสู้เพื่อตัวท่านเอง เพื่ออนาคตของลูกหลานท่าน เป็นหน้าที่ของทุกท่าน ที่ต้องรวมพลังช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความเจริญก้าวหน้าต่อไป โปรดร่วมมือกับองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” นายจารุพงศ์กล่าว.