วันจันทร์, พฤศจิกายน 24, 2557

ใบปลิวเกลื่อน อนุสาวรีย์ปชต. ต้านคสช. 6เดือนรัฐประหาร + ถือป้ายไล่ พล.อ.ประยุทธ์ หน้ากงสุลในแคนาดา


ที่มา FB Wassana Nanuam

กกล.รักษาความสงบฯ รายงานว่า ช่วงเช้ามืด 05.05 น.ได้มีผู้โยนใบปลิว บริเวณถนนราชดำเนิน กลาง หน้าร้านอาหารศรแดง โดยมีข้อความโจมตี คสช.หลายแบบ เช่น เสรีภาพ FREEDOM /ค.ส.ช.ก้าวล่วงฯ/เผด็จการทรราช ค.ส.ช./หยุดคุกคามประชาชน/อำนาจเป็นของประชาชน
/หยุดข่มขู่สื่อมวลชน และให้เลิกยกเลิกอัยการศึก
...
คสช. ตำหนิมือโปรยใบปลิวต้านคสช.เกลื่อน อนุสาวรีย์ปชต. ไม่สร้่างสรรค์ อคติ บิดเบือน กล่าวหา คสช. ติงทำบ้านเมืองสกปรก ยันไม่มีประโยชน์ วอน ให้เสนอแนะความเห็นผ่านช่องทางที่เหมาะสม

จากกรณี ที่เมื่อเวลา 05.05 น. วันที่23 พย. ได้มีผู้โยนใบปลิว บริเวณถนนราชดำเนิน กลาง หน้าร้านอาหารศรแดง โดยมีข้อความโจมตี คสช.หลายแบบ เช่น เสรีภาพ FREEDOM /ค.ส.ช.ก้าวล่วงฯ/เผด็จการทรราช ค.ส.ช./หยุดคุกคามประชาชน/อำนาจเป็นของประชาชน/หยุดข่มขู่สื่อมวลชน และให้เลิกยกเลิกอัยการศึก นั้น

พันเอก วินธัย สุวารี โฆษกทบ.และ ทีม โฆษก คสช. ระบุว่า เป็นการแสดงออกที่ไม่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะเนื้อหาเป็นลักษณะการกล่าวหาและบิดเบือน ทำขึ้นโดยใช้อารมณ์ส่วนบุคคล อาศัยแค่มุมมองในเชิงอคติ

สำหรับผลกระทบที่เห็นๆ ก็คือจะทำให้บ้านเมืองสกปรก ไม่สวยงาม และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสังคมอย่างแท้จริง

"เข้าใจว่าผู้เห็นต่างที่ยังไม่เข้าใจคงพยายามหาโอกาสที่จะแสดงออกในรูปแบบต่างๆ อยากขอให้คำนึงถึงเป้าประสงค์ที่สังคมส่วนใหญ่ต้องการด้วย เราเชื่อว่าส่วนใหญ่เวลานี้ต้องการให้ประเทศพัฒนาและเดินไปข้างหน้า โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกัน
ถ้าหากผู้เห็นต่างตั้งใจจริง ที่จะมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นใดที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ยังมีช่องทางที่เหมาะสมในระบบมากมายที่สามารถจะกระทำได้" พันเอก วินธัย ระบุ
...

กองทัพ พร้อมรับมือกลุ่มต้าน....

ผบทบ. หวั่นกระแสต้านคสช.-ชู3 นิ้ว ลาม เตือน ไม่เหมาะสม สั่ง แม่ทัพภาค 3 คุมไม่ให้มีเหตุระหว่าง “นายกฯประยุทธ์” ลงพื้นที่ภาคเหนือ แล้ว หลังมีโผล่ต้าน บิ๊กป๊อก ที่เชียงราย/ สั่งแกะรอย มือโปรยใบปลิวต้านรัฐประหาร เชื่อมีใครอยู่เบื้องหลัง วอนนักศึกษาช่วยกันประคองสถานการณ์ ฝากพ่อแม่ครูอาจารย์เตือน ระบุสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีผู้อยู่เบื้องหลัง ต้องการให้เกิดการต่อต้านใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ก็ตาม อยากให้กลับไปคิดดูว่า ท่านกำลังทำให้ประเทศชาติไม่สามารถยืนหยัดในประชาคมโลกได้และประเทศไทยจะถอยหลังไปอีก

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กห/ผบทบ./เลขาฯ คสช. กล่าวถึงกรณีที่มีการโปรยใบปลิวโจมตีการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลว่า ขณะนี้ให้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวแล้ว ถือเป็นข้อคิดเห็นของคนที่ยังไม่เข้าใจต่อการทำงานของรัฐบาล
"แต่อยากฝากไปว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้ช่วยกันทำความเข้าใจในเรื่องที่ผ่านมา จริงๆ แล้วการดำเนินของรัฐบาลเป็นไปตามขั้นตอนตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ระบุไว้ เพราะฉะนั้นทุกส่วนน่าจะเข้าใจและช่วยกันประคับประคองเหตุการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแต่ต้องให้ความสนใจว่ามีความคิดเห็นอะไรอย่างไร จากการตรวจสอบบางจุดก็เป็นเรื่องของนักศึกษา ตรงนี้ก็ต้องดูว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องลึกลงไปหรือไม่

“ถ้าหากเป็นเยาวชน นิสิต นักศึกษา ก็ฝากไปยังผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ได้ช่วยกันทำความเข้าใจด้วย ถือว่าเป็นวัยที่บริสุทธิ์ เพราะนิสิต นักศึกษา อยู่ในวัยที่น่าจะได้รับการชี้แจง คำแนะนำ เพราะผมอยากให้น้องๆนักศึกษา มีความเข้าใจที่ถูกต้อง อยากให้ช่วยกันประคับประคองให้การดูแลชาติของรัฐบาลเป็นไปตามขั้นตอน

และสุดท้ายเราก็จะมีรัฐบาลที่ถูกต้องในโอกาสต่อไป สมกับที่ทุกคนได้หวังไว้ ทางรัฐบาล ทหาร และผมในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก อยากให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นความปราถนาดีไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง"

"สิ่งที่เกิดขึ้นจะมีผู้อยู่เบื้องหลัง ต้องการให้เกิดการต่อต้านที่ค่อยเป็นค่อยไปและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น อยากให้กลับไปคิดดูว่า ท่านกำลังทำให้ประเทศชาติไม่สามารถยืนหยัดในประชาคมโลกได้และประเทศไทยจะถอยหลังไปอีก ในส่วนนี้ก็คงต้องมีการติดตามสืบสวน สืบหาและใครก็ตามที่อยู่ในข่ายที่จะทำความผิดในด้านกฎหมายก็ต้องดำเนินการ” พล.อ.อุดมเดชกล่าว

เมื่อถามว่า ในส่วนของภาพยนตร์ “Hunger Games ”ที่กำลังเข้าฉายอยู่ใน จนทำให้นักศึกษานำมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จะดำเนินการอย่างไร พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรมาก ถือเป็นการแสดงออกเล็กน้อย แต่ก็ไม่เหมาะสม และจะเป็นการเลียนแบบอย่างไรต่อไป ต้องช่วยกันดูแล ทำความเข้าใจเดินหน้าด้วยดี อย่าให้สะดุด และขยายวงกว้างออกไปก็จะเกิดความไม่เรียบร้อย

เมื่อถามว่า มีข้อมูลว่าการโปรยใบปลิวมีคนอยู่เบื้องหลังจริง พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า กำลังตรวจสอบอยู่ว่าจะมีเช่นนั้นหรือไม่ ก็อยากจะขอร้องว่าอย่าทำเลยเพราะผมต้องเข้ามาดูแลไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กก็ตาม เพราะผมให้ความสนใจและต้องดูแลในรายละเอียดต่อไป

เมื่อถามต่อว่า ห่วงหรือไม่ว่าจะเกิดการลอกเลียนแบบจากพื้นที่หนึงไปยังอีกพื้นที่หนึง พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แต่ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น จึงขอร้องกันให้ทำความเข้าใจ รัฐบาลได้ประคับประคองสถานการณ์จนทุกคนรู้สึกว่าประเทศมีความปกติทุกอย่าง แล้วจะทำให้ความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นมาอีกทำไม

เมื่อถามว่า นายกฯ เตรียมจะลงพื้นที่ภาคเหนือ มีการดูแลความปลอดภัยอย่างไร เพราะ มีการพ่นสเปรย์ต่อต้านรวมถึงการชู 3 นิ้วในระหว่างที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ที่ จ.เชียงราย พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ได้กำชับไปยัง พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้ดูแลความเรียบร้อยแล้ว
...

***เมื่อ 23 พ.ย. 57 มีมือดี โยนใบปลิว บริเวรถนนราชดำเนินกลาง หน้าร้าอาหารศรแดง โดยมีข้อความโจมตี คสช. ดังนี้.

- ค.ส.ช. ล้มล้างสถาบันฯ
- ยกเลิกอัยการศึก
- เสรีภาพ FREEDOM
- ค.ส.ช.ก้าวล่วงพระราชอำนาจ
- เผด็จการทรราช ค.ส.ช.
- หยุดคุกคามประชาชน
- อำนาจเป็นของประชาชน
- หยุดข่มขู่สื่อมวลชน
- ชาติฉิบหาย โดย ค.ส.ช.
- รัฐบาลโจรกบฏ


Cr: อาณาจักร ไบกอน



ที่มา ประชาไท
Mon, 2014-11-24 01:29

มีคนไทย 3 คน ยืนประท้วง คสช. หน้ากงสุลไทยที่แคนาดา และขอชูสามนิ้วแทนคนที่อยู่ในประเทศ ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เห็นว่าเรื่องชูสามนิ้ว คนไทยไม่ควรเอาภาพยนตร์มาสร้างความแตกแยก เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ฮอลลีวูดจะหัวเราะเยาะเอา

24 พ.ย. 2557 - เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ที่หน้าสถานกงสุลใหญ่ประจำประเทศไทย ถนนเบอร์ราร์ด นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา มีคนไทย 3 คน มาถือป้ายประท้วง โดยผู้ถือป้ายประท้วง ป้ายหนึ่งมีข้อความขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีข้อความระบุว่า "#District Thai is real" ส่วนอีกป้ายหนึ่งเขียนว่ารัฐบาลทหารไทยจับคนชูสามนิ้ว และข้อความ "Free #District Thai"

ผู้ใช้ชื่อว่า "นายเดช" กล่าวถึงสาเหตุที่มาประท้วงว่า เป็นเพราะรัฐบาลกดขี่ประชาชน แม้กระทั่งการชูสามนิ้วยังถูกทำให้กลายเป็นอาชญากรรม ตัวเขาซึ่งอยู่ในแคนาดา ซึ่งเป็นประเทศเสรี ให้สิทธิประชาชนในการแสดงออกอย่างเต็มที่ จึงขอใช้สิทธินี้ออกมาถือป้าย และชูสามนิ้วเรียกร้องแทนคนไทย และส่งเสียงไปถึงชาวโลกว่า ให้ช่วยกดดันรัฐบาลฟาสซิสต์ ให้คืนอำนาจให้กับประชาชนและหยุดละเมิดสิทธิมนุษยชน

"นายเดช" ยังกล่าวเชิญชวนคนไทยที่อยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยต่างๆ แสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลด้วย

ส่วนผู้ประท้วงอีกรายกล่าวถึงเหตุผลที่มาถือป้ายประท้วงว่า "ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้งแต่เป็นการออกมาต่อต้านการยกเลิกการเลือกตั้ง อีกทั้งประชาธิปไตยคือการปกป้องสิทธิของคนที่ต้องการให้เราไม่มีสิทธิ ที่สำคัญการอยู่ประเทศที่เสรีแต่ยัดเยียด ไม่ยินดียินร้ายกับความเป็นทาสไร้สิทธิไร้เสียงให้ของบ้านเกิดถือว่าน่ารังเกียจอย่างยิ่ง"

อย่างไรก็ตามวันที่ผู้ประท้วงไปดังกล่าวเป็นวันที่สถานกงสุลติดป้ายปิดทำการ ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ออกมารับเรื่อง

ปนัดดากลัวคนไทยชูสามนิ้ว ฮอลลีวูดจะหัวเราะเยาะ

ส่วนความเห็นจากฝั่งรัฐบาล ไทยรัฐออนไลน์ สัมภาษณ์ความเห็นของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชูสามนิ้วว่า เป็นเรื่องที่มาจากภาพยนตร์ฝรั่ง ที่ฮอลลีวูดสร้างขึ้น ไม่น่าเอาเรื่องภาพยนตร์มาสร้างความแตกแยก ซึ่งเราเป็นชนชาติไทยเดียวกัน เกรงว่าฮอลลีวูดจะหัวเราะเยาะเอา เท่าที่ทราบก็มีเพียงฉากเดียว ที่ชูมือ 3 นิ้ว ส่วนความหมายจะเป็นเช่นไรก็เป็นหนังฮอลลีวูด ไม่ใช่เรื่องที่จะมาสร้างความแตกแยกของผู้คน ดังนั้น เรารักกันดีกว่า พยายามทำความเข้าใจกัน ท้ายที่สุดจะเกิดความร่มเย็นต่อสังคมไทยของเรา

ขณะเดียวกัน มติชนออนไลน์ รายงานด้วยว่ามีนายตำรวจใน จ.ขอนแก่น 5 ราย ถูกสั่งย้ายตามคำสั่ง ภ.4 ที่ 2396/2557 ลงวันที่ 23 พ.ย. 2557 ให้ไปปฏิบัติราชการประจำศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธร ภาค 4 หลังจากเมื่อวันที่ 11 พ.ย. เกิดเหตุนักศึกษากลุ่มดาวดินใน จ.ขอนแก่น 5 ราย เข้าไปชูสามนิ้วต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
...

นี่ไงที่เขาพูดถึงการประท้วงและหนังของเขา...


“ผมรู้สึกหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ตอนแรกก็คิดว่า โอ้ แปลกจังที่เด็กพวกเอา(สัญลักษณ์สามนิ้ว)ไปใช้ แต่ยิ่งแปลกไปกว่านั้นก็คือรัฐบาลถือว่ามันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โอ้ เด็กพวกนั้นถูกจับไปด้วย”
ฟรานซิส ลอว์เรนซ์
ผู้กำกับภาพยนตร์ The Hunger Games: Mockingjay – Part 1

--------------------------------------------------
“There’s the first response of seeing, ‘Oh, this kid’s using that [salute]. Isn’t that strange?’ And then you go, ‘Oh, wow, the government just made it illegal. Oh, wow, now kids are getting arrested for it.’”
Francis Lawrence
Director of 'The Hunger Games: Mockingjay – Part 1'

ที่มา: http://www.buzzfeed.com/…/hunger-games-thailand-protest-fil…

คำแปลไทยจาก BBC Thai:https://www.facebook.com/auttagorn/posts/10152854737904845

คลิปเพิ่มเติมจากฟ้ารุ่ง ศรีขาว งานกินลาบ รับขวัญ นศ.ที่ถูกจับ...









ooo
ชมคลิป กินลาบรับขวัญนศ. หลังถูกคุมตัว "นัชชชา-แชมป์1984-เอกแว่นดำ-พ่อเฌอ-แม่เกด" ร่วมงานคึกคัก



ช่วงค่ำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 มีการจัดกิจกรรมกินข้าว มอบดอกไม้ ให้กำลังใจรับขวัญนักศึกษาที่แสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองแล้วถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้

การนัดหมายเกิดขึ้นผ่านทางเฟซบุคของนายอานนท์นำภาทนายความเพื่อจัดกิจกรรมข้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยฝั่งร้านอาหารศรแดงผู้มาร่วมงานอาทินายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ พ่อน้องเฌอ นางพะเยาว์ อัคฮาด หรือแม่น้องเกด สองครอบครัวญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 รวมถึงหนุ่มแว่นดำผู้ชูป้ายรณรงค์ Respect My Vote

รูปแบบมีการปูเสื่อรับประทานอาหารริมฟุตบาท บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีนักศึกษามาร่วมรับประทานอาหาร อาทิ นายรัฐพล ศุภโสภณ นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายนัชชชา กองอุดม นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รวมถึง "แชมป์ 1984" ซึ่งถูกควบคุมตัวและได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน กรณีกิจกรรมดูหนัง เดอะฮังเกอร์เกมส์ และนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวกรณีให้กำลังใจนักศึกษาชู 3 นิ้ว ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของงานมีการมอบดอกไม้ให้นักศึกษา และนักศึกษาร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ก่อนจะทักทายพูดคุยกับผู้มาร่วมกิจกรรมและแยกย้ายกันกลับเวลาประมาณ 24 นาฬิกา



เรื่องเกี่ยวเนื่อง...


จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ : ประเทศไทยต้องการเปลี่ยนแปลง 3 ป. + ยุทธศาสตร์ 3 ขั้น ขบวนเสรีไทยฯ “รับ-ยัน-รุก” จารุพงศ์






ooo
ยุทธศาสตร์ 3 ขั้น ขบวนเสรีไทยฯ “รับ-ยัน-รุก” จารุพงศ์ - ประกาศไม่สู้ด้วยอาวุธ แต่ติดปัญญาให้คนไทยตาสว่าง รอวันรุก เมื่อทหาร-ตำรวจ เป็นของประชาชน



ที่มา Thai Voice Media
SAT, 11/22/2014

ยุทธศาสตร์ 3 ขั้น ขบวนเสรีไทยฯ “รับ-ยัน-รุก” จารุพงศ์ - ประกาศไม่สู้ด้วยอาวุธ แต่ติดปัญญาให้คนไทยตาสว่าง รอวันรุก เมื่อทหาร-ตำรวจ เป็นของประชาชน

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ( Free Thai Organisation for Human Rights and Democracy ) ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia.com ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เครือข่ายองค์การเสรีไทยภาคยุโรปและอเมริกา ประกอบด้วย นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ค เยอรมัน และอเมริกา ได้ประชุมหารือผ่านระบบ Skype - conference เพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหว ซึ่งตนได้เสนอแนวทางให้วิเคราะห์ 3 แนวทางคือ 1.ต้องถามตัวเองว่าสู้เพื่ออะไร 2. สู้อยู่กับใคร อย่าเป็นเหมือนวัวกระทิงที่สู้อยู่กับผ้าสีแดงเพียงอย่างเดียว และ 3. ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้เป็นอย่างไร

นายจารุพงศ์เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ขององค์การเสรีไทยฯมี 3 ขั้นคือ ขั้นรับ ขั้นยัน และขั้นรุก ตอนนี้ทำได้เพียงการตั้งรับเท่านั้น คือซุ่มซ่อน และรอคอยโอกาส โดยแต่ละกลุ่มเครือข่ายจะทำงานลักษณะเสรีชน แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง ขณะนี้ถ้าเปรียบการต่อสู้ก็เหมือนอยู่ในขั้นที่เรียกว่า เข็นครกขึ้นภูเขา จะหนักและยากที่สุด แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้ว ก็จะเข้าสู่ยุทธศาสตร์ขั้นรุก ซึ่งจะง่ายขึ้น

นายจารุพงศ์กล่าวว่า มีการถามและบ่นกันมากว่า องค์การเสรีไทยฯไม่ได้มีแผนที่ชัดเจนและไม่รู้ว่าจะชนะเมื่อไร ขอบอกว่า ขนาดมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังถูกรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำอีก นับประสาอะไรกับองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพียงไม่ถึงปี

“ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่จะทำให้ท้อ แต่หัวใจสำคัญของการต่อสู้ และเป็นสิ่งที่ผมยึดมั่นคือหลัก Rule of Majority คือหลักของการใช้เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน แต่ต้องเคารพและรับฟังเสียงส่วนน้อยด้วย กฎนี้จะทำให้ได้มาซึ่งผู้มีอำนาจจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แล้วถึงจะเข้าสู่หลัก Rule of Law ที่มีระบบศาล รัฐสภา กระบวนการนิติบัญญัติ กระบวนการยุติธรรม โดยที่มาจากประชาชนทั้งหมด นี่คือหลักคิดและตัวตนของผม ” นายจารุพงศ์กล่าว

นายจารุพงศ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนยุทธศาสตร์ขั้นยัน จะต้องประเมินจากประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ และสังคมโลกที่สนับสนุน คือต้องทำให้ทหาร กลับมารับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นทหารของพระราชา เพราะทหารกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน

“การที่ทหารไทย ประกาศว่า ตัวเองเป็นทหารของพระราชานั้น เพราะเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2457 สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งยังปกครองในระบอบราชาธิปไตย และนี่คือที่มาของการบังคับใช้กฎอัยการศึก ที่ให้อำนาจทหารแต่ละพื้นที่ประกาศใช้ กฎอัยการศึกได้ เหตุนี้เองที่ทำให้ตลอด 82 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เกิดรัฐประหารขึ้นมากกว่า 20 ครั้ง และประสบความสำเร็จถึง 17 ครั้ง นับเป็นการใช้กฎหมายที่ล้าสมัยและผิดยุคผิดสมัย” นายจารุพงศ์กล่าว

นายจารุพงศ์กล่าวต่อไปว่า องค์การเสรีไทยฯ จึงเตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นผู้ร่าง เพื่อให้ทหารกลับมาเป็นของประชาชน นี่คือแนวทางต่อสู้ของ เสรีไทยฯ จะไม่ใช้ความรุนแรงหรือไม่ใช้อาวุธใด ๆ แต่จะติดอาวุธให้กับคนไทย เพราะอาวุธที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือสมอง นี่คือยุทธศาสตร์ขั้นยัน

“ผมต้องการให้สังคมไทยตาสว่าง และเอาไปคิดว่า เรากำลังสู้เพื่ออะไร สู้อยู่กับใคร และสู้อย่างไร เป้าหมายสูงสุดก็คือ การทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน นั่นหมายความว่า คนไทยทุกคนจะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของตัวเอง ถ้ายังไม่มีสำนึกแบบนี้ สู้อย่างไร ก็ไม่มีวันได้ชัยชนะ และนี่คือสิ่งที่ผมออกมาจากประเทศไทยก็เพราะต้องการจะสู้เพื่อสิ่งนี้” นายจารุพงศ์กล่าว

เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ กล่าวต่อไปว่า เมื่อเปลี่ยนความคิดของคนส่วนใหญ่ได้ ทำให้คนไทยตาสว่างมากขึ้นได้ 30-40 ล้านคน ในจำนวนนี้ต้องรวมถึง ทหาร ตำรวจ และข้าราชการด้วยที่ไม่ต้องการอยู่กับระบอบเก่าอีกต่อไป และสามารถคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้ก็จะเข้าสู่ขั้นรุก ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้ การปฎิรูปประเทศก็จะง่ายขึ้น

นายจารุงพงศ์กล่าวว่า ถามว่าจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้ แต่แน่นอนต้องใช้เวลานาน อย่างการปฎิวัติฝรั่งเศสใช้เวลา 20-30 ปี และขอย้ำว่าองค์การเสรีไทยฯ จะไม่ต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่จะสร้างเครือข่ายแนวร่วม เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ การตั้งองค์กร แบบผู้เท่าทันถึงผู้เท่าทัน หรือ แบบเสรีชน รูปแบบนี้จะอาศัยระบบการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญ

“ผมย้ำว่าการตั้งองค์การของเสรีไทยฯ จะไม่เป็นแบบปิรามิด หรือแบบยอดเจดีย์ ที่ ทุกอย่างสั่งมาจากส่วนบนสุด แต่จะเป็นแบบร่างแห รังผึ้ง หรือค่ายกล ที่เชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีสื่อสารที่แข็งแรงที่สุด” นายจารุพงศ์กล่าวและว่า ภาคีเครือข่ายของเสรีไทยฯ แต่ละกลุ่มจะต้องหาทางช่วยตัวเอง หาการสนับสนุนทุก ๆ ด้านกันเองแต่ มีหลักการหรือเป้าหมายอันเดียวกัน.

ถอดบทเรียนไทยพีบีเอส! "ณาตยา" เปิดใจครั้งแรกกลัวพันเอก "ส." รับไปกินไอติม

ภาพนางสาวณาตยา จาก : www.thaipbs.or.th
ที่มา สำนักพิมพ์อิศรา
วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน 2557

"ณาตยา" เผยกลางวงเสวนาถอดบทเรียนเวทีสาธารณะ พ้อความปลอดภัยมีหรือไม่หลังถูกนายพัน ส. กดดัน รับกลัวถูกเชิญ "กินไอติม" จึงต้องขอถอนตัวจากการเป็นพิธีกร-เครือข่ายภาคปชช.จี้ไทยพีบีเอสแสดงจุดยืน


จากกรณีมีกระแสข่าวว่านายทหารกลุ่มหนึ่ง นำโดยพันเอกชื่อย่อ "ส." เดินทางมาพบผู้บริหารไทยพีบีเอส ขอให้เปลี่ยนตัวพิธีกรรายการ “เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป” หลังไม่พอใจการทำหน้าที่ของ น.ส.ณาตยา แววีรคุปต์ ในการอัดเทปรายการ “ฟังเสียงคนใต้ก่อนการปฏิรูป” ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และมีการออกอากาศเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2557 ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส มีการจัดเวทีเสวนาถอดบทเรียนกรณีดังกล่าว โดยมีนักวิชาการและภาคีเครือข่ายภาคประชาชนด้านต่างๆ จากทั่วทุกภาคของประเทศ,เครือข่ายองค์กรที่ร่วมจัดรายการ อาทิ สถาบันพระปกเกล้า ,ตัวแทนจากองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนจากภาคตะวันออก, ภาคใต้ ภาคเหนือตอนบน, ภาคเหนือตอนล่าง,กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงตัวแทนจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมรับฟังและเสนอความเห็น

นางสาวณาตยา กล่าวตอนหนึ่งในเวทีเสวนาครั้งนี้ ว่า นับแต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น มีเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยพูดเลย มีแต่ผู้บริหารบางส่วนเท่านั้นที่ทราบ แต่ไม่แน่ใจว่าหากพูดเรื่องนี้ในห้องนี้จะปลอดภัยหรือเปล่า

มีบางอย่างที่พูดไม่ได้ เอาเป็นว่า ยกเลิกกฏอัยการศึกก่อนสิแล้วจะพูดให้ฟัง แต่โดยส่วนตัวคิดว่า ตนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ประสบมานี้ เป็นลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นลูกชาวบ้านต่างจังหวัดประเมินได้ว่าจะเกิดอะไร ดังนั้น อย่าโทษผู้บริหารเลยที่มีนโยบายต่อกรณีนี้เช่นนี้ แต่ยังคงมีคำถามว่าในเวลานี้ ปลอดภัยดีพอหรือยัง

"สิ่งที่แววประสบมานี้ มันคือการคุกคามระดับไหน สำหรับแววเอง การที่จะขอให้แววไม่เป็นพิธีกร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะแม้ไม่มีแวว เวทีที่ จ.นครปฐม หรือ จ.พิษณุโลก สามารถทำได้ ความสำเร็จของเราคือแม้ไม่มีไทยพีบีเอส แต่ประชาชนก็ยังทำต่อไปได้ ดังนั้น นี่ไม่ใช่ประเด็น แต่กรณีของแวว ประเด็นของแววคือเราตีความคำว่า “คุกคามผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่าอย่างไร” การตัดสินใจในเรื่องนี้ เป็นการตัดสินใจของผู้บริหาร ขณะที่แววเองตัดสินใจเอาตัวเองออกมา ซึ่งในที่ประชุมแววไม่ใช่คนนั่งหัวโต๊ะ แววว่าเรื่องนี้ไม่ปลอดภัยพอที่จะพูดทั้งหมด” นางสาวณาตยาระบุ

และกล่าวว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดเหตุมา ไทยพีบีเอสทำให้อบอุ่นใจที่สุด ถ้าไม่มีไทยพีบีเอส ก็คงไม่สามารถมั่นใจได้ตอนนี้ แต่ก็ยังมีคำถามว่าสำหรับเหตุการณ์นี้จะทำอย่างไร

“แววจึงจำต้องเสนอเองกับพันเอก ส. ไม่อย่างนั้นเขาจะมารับแววไปกินไอติม แววจึงต้องการ ความชัดเจนในเรื่องนี้” นางสาวณาตยาระบุ

นายจุมพล พูลภัทรชีวิน คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส กล่าวว่าที่อ้างถึงมาตรฐานสากลนั้น เนื่องจากสำนักข่าวต่างประเทศ อาทิ NHK ในองค์กรสื่ออาชีพระดับสากลนั้น จะไม่เสี่ยงเรื่องนี้ เรารับทราบว่าถูกคุกคาม ก็ต้องปกป้องคนของเราไว้ก่อนเสมอและไทยพีบีเอสทำเพื่อปกป้องนางสาวณาตยา ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปกป้อง

นายจุมพล กล่าวด้วยว่าได้ดูรายการดังกล่าวและในส่วนคำถามของนางสาวณาตยาที่ถามว่า ก็คนในนี้มิใช่หรือที่มีส่วนร่วมในการชุมนุมเรียกร้องนั้น ตนเห็นว่าคำตอบของคุณหมอที่ตอบในรายการชัดเจนมาก เข้าใจว่า คำตอบของคุณหมอนั่นแหละไปสะกิดเขา เพราะคุณหมอบอกว่าเขาไม่ได้อยากให้ทหารมานำประชาชน แต่เขาอยากให้ทหารมาตามประชาชน

"ผมว่านี่แหละทำให้สะเทือนเขา เมื่อผมดูรายการวันนั้นผมก็คุยกับเพื่อนกรรมการนโยบายฯ ว่า รายการดีมากๆ แต่อาจจะมีทหารมาเยี่ยม" นายจุมพลระบุ

และกล่าวว่าโดยส่วนตัว ชื่นชมเสียงประชาชนในตอนนี้เพราะตรงเวลา ตรงสถานการณ์ ตรงประเด็น กระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เป็นประชาธิปไตยปฏิบัติของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชนอย่างแท้จริง

เพราะการปฏิรูปนั้นต้องเป็นของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ แค่เป็นเรื่องของสภาปฏิรูป ตนให้กำลังใจผู้จัดด้วย แต่ที่พูดกับกรรมการนโยบายฯก็คือ ตนบอกว่าทหารอาจจะออกมา เพราะมันเป็นเสียงประชาชนที่เสียงดังฟังชัด แต่สิ่งที่เขาทำกันอยู่นี้ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงสักเท่าไร

"ผมอยุู่ตรงนี้ผมก็เข้าใจ แต่เราเป็นกรรมการนโยบายฯ เราก็ต้องมีความสุขุม เราเป็นผู้ใหญ่ เราก็คุยกันมากพอว่าเราจะแสดงออกในลักษณะใด เพราองค์กรเราต้องสนับสนุนประชาชน ทำอย่างไรให้ปลอดการแทรกแซง ภาษาสื่อเขาเรียกว่าต้องมีลีลา เราก็ต้องมีลีลาของเราบ้าง ดังนั้น ในวันศุกร์ เราก็ออกแถลงการณ์ที่แม้จะดูเรียบร้อย แต่เราก็ส่งสัญาณออกไปว่าเราพร้อมจะปกป้ององค์กร เราสื่อ่ถึงความเป็นผู้ใหญ่ว่าเราไม่อยากทะเลาะ" นายจุมพลระบุ

ผู้ร่วมเสวนารายหนึ่งกล่าวว่ากรณีของนางสาวนาตยา ทำอย่างไรที่เราจะทำให้เกิดความสมดุล ระหว่างเสรีภาพของสื่อสาธารณะ ขณะเดียวกันก็ทำให้เวทีของเราเดินต่อไปได้ และสำหรับทหารนั้น ประเด็น นายพัน ส. คงไม่สำคัญว่าจะต้องไปพูดคุยอะไร เพราะทหารเขาฟังนายคนเดียว แล้วแพทเทิร์นในวิธีคิดของเขา เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาจะคิดอย่างไร วันนี้ เราควรมีใครสักคนเป็นสะพานเชื่อมหรือไม่ เพื่อให้เข้าใจกัน

ด้านตัวแทนเครือข่ายพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยกล่าวว่า ตนไม่กังวลว่านางสาวณาตยาจะพูดอะไร เพราะไม่ว่านางสาวณาตยาจะพูดอะไรก็อาจกลายเป็นประเด็นทั้งสิ้น เนื่องจากมุมมองจากสายทหารไม่เคยเปลี่ยน เช่น กรณีผู้นำแรงงานคนหนึ่ง ถูกยิงเป้าที่สนามหลวงในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ส่วนในสมัย รชส. ผู้นำแรงงานที่เคยมาวิพากษ์กระบวนการทำงานของ รสช. ก็หายตัวไป 23 ปีแล้ว ตนว่าวิธีคิดของทหารเขามีมุมมองของเขา แต่ขณะที่ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรนำของประชาชน ถ้าถามว่าแม่เหล็กของรายการนี้ คืออะไร ตนว่าก็คือนางสาวณาตยานั่นเอง และเมื่อสิ่งที่นำเสนอไม่ตรงกับแนวที่ที่เขาจะปฏิรูปก็ทำให้ทหารต้องออกมา

ตัวแทนจากลุ่มชาติพันธุ์ปกากะญอ กล่าวว่า สภาวะบ้านเมืองขณะนี้ เปรียบเหมือนหม้อน้ำที่กำลังเดือด แล้วมีคนนำฝามาปิดไว้ ซึ่งอันตรายมาก ดังนั้น ตนว่าเป็นความกล้าหาญมากที่มีคนเอาอะไรมาเจาะรูให้ไอน้ำที่กำลังเดือดนั้นมันทุเลา

"เหมือนรายการนี้เปิดรูระบายให้ไอน้ำออกมา ให้ประชาชนได้ระบายออกมาบ้าง ผมว่านี่เป็นระดับใหม่ สื่อเคยทำแบบนี้หรือเปล่า เพราะรายการนี้เป็นการร่วมกันของสื่อและประชาชน น่าจะเป็นตัวอย่างให้กับรัฐบาล ผมว่าหลายฝ่ายน่าจะดีใจ แต่เมื่อมาถึงสถานการณ์อย่างนี้ ผมว่าองค์กรต้องตีโจทย์ตรงนี้ให้แตก ถ้าเรื่องอย่างนี้เกิดมา แล้วองค์กรตีเรื่องนี้ไม่แตกแล้ว มันไม่ได้”

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจจะมาฟังข้อมูลเพื่อนำไปแก้ปัญหา ได้เห็นว่าแต่ละคนล้วนมีความต่างและมีจุดยืน ทหารเขาก็มีจุดยืนของเขา ทหารเขาก็มีความรับผิดชอบ เขาไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ตนเห็นว่าในฐานะองค์กรสื่อควรให้นางสาวณาตยามาจัดรายการต่อได้แล้ว

"ก็ให้คุณแววจัดรายการต่อสิ ผมเสนอว่าคุณแววต้องจัดรายการต่อ แต่ให้ความร่วมมือภาครัฐ อย่างผมจะจัดเวทีทีหนึ่งก็ต้องถาม คสช. ว่าตกลงแล้วจะให้ทำยังไง ผมว่าฝ่ายบริหารก็ต้องฟังไว้ เพราะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความรุนแรงเลยนะครับ เพียงแต่มันมีประเด็น ท่านก็จูนเข้าหากัน" นายเสรีระบุ

ด้านเครือข่ายภาคประชนอีกรายกล่าวว่าการออกแถลงการณ์ของกรรมการนโยบาย ข้อที่ 3 คือ ทำให้กลายเป็นว่ากรณีนี้มีการโฟกัสไปที่นางสาวณาตยา ซึ่งตนเห็นว่าสถานีควรจะต้องคุยกับ คสช. อย่างตรงไปตรงมาว่าสิ่งที่ชัดเจนคืออะไร และขอถามว่าไทยพีบีเอสคิดถึงเรื่องที่จะปกป้องบุคลากรของท่านมากแค่ไหน ปกป้องนักข่าวอื่นๆ ด้วย ซึ่งผู้บริหาร ควรจะต้องให้ความคุ้มครองเขาด้วย กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ไทยพีบีเอสควรก้าวพ้นความเป็นปัจเจกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดกับนางสาวณาตยาเท่านั้น แต่องค์กรณ์ควรเห็นว่าเป็นปัญหาขององค์กร นอกจากนั้น รายการควรรีบกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

"ถ้าไทยพีบีเอสหยุดแววไว้ นั่นคือยอมรับว่าการขู่มีผล ควรหยุดยั้งการขู่ด้วยการนำแววกลับมา เพราะถ้าขู่ไทยพีบีเอสได้ผล ผู้บริหารไทยพีบีเอส ต้องรับผิดชอบ เพราะถ้าไทยพีบีเอส ยังถูกขู่ แล้วองค์กรชาวบ้านระดับผมล่ะ คือถ้าไทยพีบีเอส ถูกขู่แล้วหยุด ก็จบครับ ไทยพีบีเอส ต้องไม่หยุด ถูกขู่ก็ไม่หยุด นี่คือสื่อสาธารณะ นี่คือสื่อของประชาชน ผมคิดว่าไทยพีบีเอส ต้องเป็นสื่อกลางของสังคม ผู้บริหารควรชัดเจนว่าจะให้แววหยุดกี่วัน กี่สัปดาห์ ขณะที่คนทำงานที่เป็นแบรนด์ของช่องนี้ ของรายการนี้ตกเป็นเป้า" ผู้ร่วมเสวนารายนี้ระบุ

ด้านนายสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสกล่าวสรุปในช่วงท้ายของการเสวนาว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายเสรีและผู้ร่วมเสวนาบางท่านที่เห็นว่าควรหารือกับ สปช.

"คุณเสรี พาผมไปพบคุณเทียนฉาย ( กีระนันท์ ) ทีสิ ถ้าท่านบอกว่าไม่ให้ทำก็ไม่ให้ทำ ถ้าท่านบอกทำได้เราก็ทำ เพื่อให้มีความชัดเจนไปเลย" นายสมชัยระบุ และกล่าวด้วยว่าส่วนการจะให้ไปคุยกับทหารนั้น ตนคงไม่ไป

ขณะที่นายเสรีรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ เข้าไปเสนอต่อนายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และในฐานะของสื่อ ไทยพีบีเอสควรต้องเคลื่อนประเด็นต่อและตนเห็นว่าควรต้องขับเคลื่อนประเด็นผ่านไปทาง สปช.
--------------

ทั้งหมดนี่ คือ บทเรียนที่ได้รับจากการจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ ส่วนเนื้อหาสาระที่เกิดขึ้น จะส่งต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ โดยเฉพาะท่าทีของทหาร ที่มีต่อสื่อ คงต้องจับตากันต่อไป

แต่การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศยืนยันว่า ไม่ทบทวน ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97 และ 103 เนื่องจากกระทบกับการทำงานของสื่อมวลชน

ก็ชี้ให้เห็นอะไรบางอย่างที่ชัดเจนไปแล้ว

อ่านประกอบ :

"พันเอก"อ้างคำสั่ง"นาย"ตบเท้าบีบThaiPBSถอด "ณาตยา-รายการเสียงปชช."
“ประยุทธ์”โต้ ทหารพูดดี ๆ กรณี"ณาตยา" ลั่นไม่ทบทวน ประกาศ คสช.
เบื้องหลัง!บทสนทนา "ทหาร"บีบผู้บริหารไทยพีบีเอสสะดุ้ง-"ณาตยา"ถอนตัว!
บอร์ดไทยพีบีเอส อ้างหนุน"ณาตยา"ทำหน้าที่สื่อ แต่ยอมเปลี่ยนตัว "พิธีกร"
ผอ.ไทยพีบีเอส ยันหนุน"ณาตยา"พิธีกรเบอร์1เวทีสาธารณะ แค่เว้นช่วงใต้กฎอัยการศึก
ปธ.บอร์ดไทยพีบีเอส-ปธ.สภาการ นสพ.เรียกร้ององค์กรสื่อป้อง“ณาตยา”
ส.นักข่าวจ่อชงเลิกประกาศคสช.จำกัดสิทธิสื่อ-ชี้ปม“ณาตยา”รุนแรงยอมไม่ได้
คำต่อคำรายการ"ณาตยา"ชนวนเหตุทหารบุก-คนไทยพีบีเอส แห่โพสต์รูปประท้วง!

"ทหารประชาธิปไตยไทย" คุกคาม น.ศ.ชูสามนิ้ว-ดาวดิน แถม เด้ง 5 ตำรวจขอนแก่นเซ่นนายกฯ เสียหน้า


เด้ง 5 ตำรวจขอนแก่นเซ่นนายกฯ เสียหน้า น.ศ.ชูสามนิ้ว-ดาวดินโวยถูกคุกคามไม่กล้ากลับบ้าน

ที่มา ประชาไท
Sun, 2014-11-23 23:45

23 พ.ย. 2557 - มติชนรายงานว่า วันนี้ (23 พ.ย.) พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4(บช.ภ.4) ลงนามคำสั่ง ภ.4 ที่ 2396/2557 ให้ข้าราชการตำรวจไปประจำศูนย์ปฏิบัติการ ภ.4 จำนวน 5 นาย ประกอบด้วย 1.พ.ต.อ.สุภากร คำสิงห์นอก รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น รรท.ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น 2.พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ ผกก.สส. กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ภ.จว.ขอนแก่น 3. พ.ต.ท.อนุศักดิ์ ศักดาวัชรานนท์ รอง ผกก. ป. สภ.เมืองขอนแก่น 4.พ.ต.ต. จีรัชติกุล จะรัสกมลพงษ์ สว.ป. เมืองขอนแก่น และ 5.พ.ต.ต.ชาติชาย ทิมนิกุล สว.สส. เมืองขอนแก่น ทั้งนี้แต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 57 โดยได้ลงประจำวันปฏิบัติหน้าที่ ศปก.ภ.4 ตั้งแต่ เวลา 09.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน

ทั้งนี้ มติชนระบุว่า เหตุผลที่มีการสั่งย้ายครั้งนี้เนื่องจาก ในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ได้มีการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย กำหนดหน้าที่แล้ว แต่กลับมีความบกพร่องปล่อยให้มีกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าไปชู 3 นิ้ว แสดงสัญลักษณ์ ต่อต้านการรัฐประหารที่หน้าเวทีขณะนายรัฐมนตรีกำลังขึ้นพูดได้

ด้านกลุ่ม น.ศ.ดาวดิน ได้แถลงในแฟนเพจ ดาวดิน สังกัดพรรคสามัญชน ว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบได้ไปวนเวียน สอดส่อง และถ่ายภาพบริเวณบ้านพักของสมาชิกกลุ่มและยังมีข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ว่าจะมีการบุกค้นบ้านพักโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ในแฟนเพจได้ระบุว่าเนื่องจากทางสมาชิกกลุ่มเกรงว่าจะมีการถูกคุกคาม จึงได้แยกย้ายกันออกไปอาศัยอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว


ooo
" จดหมายจากบ้านดาวดิน ฉบับที่ 2 " (ช่วยแชร์ด้วยครับ)




ถึง พี่น้องสามัญชนทุกคน

หลังจากที่เราได้มารวมตัวกันเมื่อวาน(วันที่22 พฤศจิกายน)ที่บ้านดาวดิน ในช่วงเช้า(เวลาประมาณ 09:00)ในตอนนั้นสถานการณ์ที่บ้านดาวดินปกติดี เราจึงรวมตัวกันอยู่ที่บ้านดาวดินเพราะคิดว่าน่าจะปลอดภัย

ต่อมา เวลาประมาณ 15:10 น. มีเก๋งสีเลือดหมูขับผ่านหน้าบ้าน พร้อมชะเง้อคอมองเข้ามา ลักษณะการแต่งตัวเหมือนกับเครื่องแบบอะไรสักอย่าง เสื้อแขนยาวและประมาณ 15 นาทีต่อมา รถเก๋งคันเดิมได้ขับรถมาที่หน้าบ้านดาวดินอีกครั้ง และได้มีการถ่ายรูปบ้านดาวดินไปด้วย (รอบแรกมาหนึ่งคน รอบที่สองมาสองคน)เราทุกคนที่อยู่ที่บ้านดาวดินเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ตกลงกันอีกครั้งว่าจะแยกย้ายกันและค่อยรวมตัวกันอีกครั้งในเช้าวันต่อมา

เช้าวันนี้(23 พฤศจิกายน)เวลาประมาณ 09.03 มีรถจักรยานยนต์ลักษณะน่าสงสัย ขับผ่านหน้าบ้านพร้อมชะลอถ่ายรูป เป็นผู้ชายใส่เสื้อคลุม pizza hutz ใส่แว่นตาดำ และ เวลา10.20 ได้มีรถกระบะ D-maxx สีบรอนทอง ติดฟิล์มดำทึบ ลักษณะน่าสงสัย ขับผ่านหน้าบ้านดาวดินไป 2 รอบ

ล่าสุดได้มีข่าวว่าจะมีกำลังตำรวจและทหารเข้ามาค้นบ้านดาวดินด้วย และตอนนี้ก็ได้ส่งตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบวนเวียนอยู่แถวๆบ้านดาวดินเรื่อยๆ(ข่าวจากแหล่งข่าวหลายแหล่งและค่อนข้างน่าเชื่อถือ) พวกเราจึงตัดสินใจย้ายออกจากบ้านดาวดินและแยกย้ายกันไปอยู่ในที่ปลอดภัย (ของบางส่วนยังคงอยู่ในบ้านแต่ไม่มีคนพักที่บ้านดาวดินแล้ว

ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเราจะยังปลอดภัยดี เพื่อนๆพวกเราทั้ง5คน ยังปลอดภัยดี แต่พวกเราก็รู้สึกถึงการถูกคุกคามและรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของพวกเรา

.....ดูแลตัวเองด้วยนะทุกคน.....

เขียนที่ บ้านดาวดิน
วันที่ 23 พฤศจิกายน 57
เวลา 18:15 น.

ดาวดิน สังกัดพรรคสามัญชน
ooo

จาก อินเตอร์เน็ท
...

จากอั้มเนโกะ
ประยุทธ์มึงน่ะไม่มีสิทธิมาบอกห้ามประชาชนมาขอประชาธิปไตยขอการเลือกตั้งแบบที่มึงให้สัมภาษณ์ เพราะประชาธิปไตยและการเลือกตั้งมันคือสิทธิของประชาชนอยู่แล้วมึงมันก็แค่โจรลักขโมยของ พอเจ้าของมาขอทวงคืน มึงก็เอาปืนจ่อปากบอกว่าให้ไม่ได้ทั้งที่มึงไปปล้นเขามา สำเหนียกตัวเองหน่อยว่ามึงน่ะเป็นโจร ไม่ใช่พระเอก !

ooo

https://www.youtube.com/watch?v=1PWEtbQoh1o#t=158

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวทีทำเนียบ รัฐบาล กรณี นักศึกษา และกลุ่มประชาชนที่ออกมาแสดงการต่อต้านรัฐประหารในขณะนี้.

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 23, 2557

มือมืดโผล่พ่นสีต้าน คสช.-รัฐบาลรอบค่ายทหาร-ม.แม่ฟ้าหลวง รับ”บิ๊กป๊อก”ขึ้นเวทีหอการค้า






เชียงราย - มือมืดโผล่รับ “บิ๊กป๊อก” ร่วมขึ้นเวทีประชุมหอการค้าทั่วประเทศที่เชียงราย เย้ยกฎอัยการศึก ลอบพ่นข้อความสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาล การรัฐประหาร เกลื่อนถนนรอบค่ายทหารและป้ายหน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

วันนี้ (22 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางมาปาฐกถาพิเศษเรื่อง "กระทรวงมหาดไทยกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค" ในการประชุมหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 37 ซึ่งมีพิธีเปิดที่หอประชุมสมเด็จย่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ต.ท่าสุด อ.เมืองเชียงรายนั้น ได้เกิดความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ด้วยการเขียนข้อความ และภาพสัญลักษณ์ที่มีเนื้อหาต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นหลายจุดในเชียงราย

โดยมีผู้นำป้ายข้อความไปติดเอาไว้บนป้ายประชาสัมพันธ์งาน MFU Book Fair 2014 มีเนื้อหากระทบกระเทียบการห้ามชู 3 นิ้ว และเขียนภาพคนชูนิ้วมือ 3 นิ้ว พร้อมข้อความประชดประชัน ขณะที่บางจุดพ่นข้อความด้วยสีระบุข้อความและตัวหนังสือต่อต้านการรัฐประหาร - คสช.

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำความสะอาดและเก็บสิ่งแสดงสัญลักษณ์ดังกล่าว ก่อนจะมีการจัดวางกำลังตามจุดต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังการแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาล

นอกจากนี้ ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีผู้นำสีไปพ่นบริเวณถนนรอบค่ายเม็งรายมหาราช ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดทหารบกเชียงราย (กกล.รส.จทบ.ชร.) และหน่วยทหารอื่นๆ อีกหลายหน่วย

โดยแต่ละข้อความส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นบริเวณถนนรอบค่ายเม็งรายมหาราช ประมาณ 7 จุด มีทั้งคำว่า ไม่เอารัฐทหาร, ทวย คสช., เชียงรายปลอดเผด็จการ, ไม่เอารัฐประหาร, ทวย คสช.ฯลฯ บางจุดมีภาพชู 3 นิ้วประกอบด้วย

เมื่อมีผู้ไปพบเห็นข้อความจึงแจ้งเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร ต่อมาจึงมีเจ้าหน้าที่ออกมาทำความสะอาดและลบข้อความดังกล่าวทิ้ง

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร กว่า 100 นาย ที่ออกปฏิบัติการตั้งจุดตรวจจุดสกัดตลอดคืนที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายและตรวจสอบการเคลื่อนไหวเชิงแสดงสัญญาลักษณ์ต่อต้านรัฐบาล ก่อนที่ พล.อ.อนุพงศ์ จะเดินทางมาขึ้นเวทีปาฐกถาดังกล่าว

ทั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบผู้กระทำการดังกล่าวในทั้ง 2 จุด คาดว่า ได้ออกกระทำการตั้งแต่เช้ามืดหรือกลางคืน จึงจะมีการติดตามตรวจสอบด้วยกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามหาตัวว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาหรือไม่อย่างไรต่อไป

อนึ่ง ในการประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ วันนี้ (22 พ.ย.) นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยกล่าวสุนทรพจน์เปิดการสัมมนาในหัวข้อ "เปลี่ยนหัวคิด ก้าวไปสู่ชัยชนะ (Change Me To Be Excellent)" ก่อนที่ พล.อ.อนุพงศ์ จะไปกล่าวปาฐกถา

และในวันที่ 23 พ.ย.จะมีการแถลงสรุป "ยุทธศาสตร์ภาคเหนือ-และแนวโน้มเศรษฐกิจ 5 ภาค" และการปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ความร่วมมือระหว่างหอการค้าฯ-กับการท่องเที่ยว" โดย รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนที่ประธานหอการค้าไทยและคณะกล่าวสรุปผลการสัมมนา ก่อนที่ช่วงท้ายทางหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี จะกล่าวปาฐากถาพิเศษ "การขับเคลื่อนประเทศไทย" และปิดการสัมมนาต่อไป
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx…

Credit Phattita Cheraiem

พ่อตัวอย่าง...


"วันนี้ผมก็จะไปตามคำสั่งของทหาร และจะไปฟังว่าเขาจะบอกว่าอย่างไร ส่วนเรื่องของลูกชายก็ปล่อยเป็นเรื่องของเขา เพราะเขาบรรลุนิติภาวะแล้ว เขาจะทำอะไรก็เป็นสิทธิ์ของเขา เราไปกำกับเขาทุกเรื่องไม่ได้แต่จะมาบังคับให้ผมเซ็นเอกสารเพื่อให้ยินยอมว่าจะห้ามปราม กดดันหรือห้ามไม่ให้ลูกทำในสิ่งที่เขาอยากจะแสดงออก ผมคงไม่เซ็นแน่นอน"

นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา
20 พฤศจิกายน 2557
บิดาของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หนึ่งใน 5 นักศึกษากลุ่มดาวดิน

ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20141120/618599/พ่อ'นศ.ดาวดิน'ยอมไปพบทหาร.html

Voices of Siam


ที่มา คมชัดลึกออนไลน์
สุมาลี สุวรรณกร รายงาน

ภาพข่าวนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในนามกลุ่มดาวดิน 5 คน ชู 3 นิ้ว พร้อมใส่เสื้อ "ไม่เอารัฐประหาร" ออกไปยืนต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาเยือน จ.ขอนแก่น ครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา คงทำให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ดูอยู่ทางบ้านเอามือทาบอก เพราะคิดไม่ถึงว่า "เด็กที่ไหนจะบ้าบิ่นได้ขนาดนี้"

เมื่อพวกเขาทั้ง 5 คนตัดสินใจทำไปแล้ว พร้อมกับยืดอกยอมรับกับผลของสิ่งที่ตามมา โดยเฉพาะการท้าทายกฎอัยการศึกที่ยังประกาศใช้อยู่ คนเป็นพ่อแม่คงต้องคิดหนักสักหน่อย

แถมหลังจากถูกคุมตัวเข้าค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติและให้เซ็นเอกสารยินยอมจะไม่เคลื่อนไหวและหากเคลื่อนไหวจะต้องถูกดำเนินคดี แต่เด็กทั้ง 5 คนเลือกที่จะไม่ยอมเซ็นเอกสาร ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียกพ่อแม่เข้ามาหารือเพื่อกดดันอีกทาง

วิบูลย์ บุญภัทรรักษา วัย 57 ปี อาชีพทนายความ พ่อของ 1 ใน 5 นักศึกษาดาวดินคือ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ที่ทุกข์ใจไม่น้อยกับสิ่งที่ลูกทำไป เพราะส่วนตัวมีปัญหาสุขภาพ ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ระยะ 3 และต้องเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ในวันที่ลูกชายไปปฏิบัติการสายฟ้าแลบท้าทายอำนาจรัฐแบบนั้น

ทั้งนี้ "วิบูลย์" ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ทหารตามคำสั่ง เพื่อรับทราบข้อมูล และดูท่าทีว่า "ลูกชายและเพื่อนจะถูกดำเนินการอย่างไร"

"เรื่องที่เกิดขึ้น หากมองในมุมของการเคลื่อนไหวเพื่อสังคม สิ่งที่พวกทำมันเป็นการแสดงออกตามสิทธิที่มี เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ทั่วไปทำกัน เราไม่ได้มองในเชิงอำนาจ การต้านรัฐประหารไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นที่เขานำเสนอคือการจำกัดสิทธิ์ ชาวบ้านเคลื่อนไหวเรียกร้องอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม พลังงาน ทหารเข้าไปกำกับไปหมด ทำให้อึดอัด" นั่นคือสิ่งที่เขาบอก หลังจากเดินหน้า พร้อมเข้าพบทหารพร้อมลูกชายตามความต้องการ เพราะเขาเองก็เป็นนักสู้ยุคคนตุลาเหมือนกัน

"วันนี้ผมก็จะไปตามคำสั่งของทหาร และจะไปฟังว่าจะบอกว่าอย่างไร ส่วนเรื่องของลูกชายคงปล่อยเป็นเรื่องของลูก เพราะบรรลุนิติภาวะแล้ว จะทำอะไรก็เป็นสิทธิ์ของเขา เราไปกำกับไม่ได้ แต่จะมาให้ผมเซ็นเอกสารเพื่อให้ยินยอมห้ามปราม หรือกดดันไม่ให้ลูกชายเคลื่อนไหวสิ่งที่เขาอยากจะแสดงออก ผมคงไม่เซ็นแน่นอน" วิบูลย์บอกก่อนจะเข้าไปพบทหารและรับฟังข้อมูล

หลังจากนั้นอีกหลายชั่วโมง กระบวนการ วิธีการของทหารผ่านไป โดยได้เชิญนักศึกษาทั้ง 5 คน ที่ไปพบให้ไปอยู่อีกห้องหนึ่ง พร้อมกับเชิญผู้ปกครองของเด็กทั้ง 5 คนไปอยู่อีกห้องหนึ่ง เพื่อซักถามที่มาที่ไปในการเคลื่อนไหว ก่อนจะสรุปผล โดยมีนักศึกษา 2 คนที่ยินยอมเซ็นยุติการเคลื่อนไหวทั้งหมดคือ พายุ บุญโสภณ และ เจตน์สถษฎิ์ นามโคตร และอีก 3 คนไม่ยินยอมเซ็นโดย 1 ใน 3 นั้นคือลูกชายของเขา

"ความเป็นพ่อมันชัดเจนอยู่แล้วเพราะเราเห็นข้อเท็จจริง โดยรวมเห็นลูกชายมั่นใจว่าได้แสดงออกอย่างถูกต้อง เราก็ต้องคิดแบบแยกส่วน เพราะสิ่งที่เขาทำเป็นการแสดงออกเพื่อสังคมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่เช่นนั้นสังคมมันทำอะไรไม่ได้ สมัยผมเป็นนักศึกษาก็มีแบบนี้ และมันยังมีอยู่จนถึงสมัยนี้ มันไม่แปลก ส่วนการลบชื่อออกจากบัญชีนักศึกษาก็มีมาตั้งแต่สมัยผมเรียนแล้ว อยากลบก็ลบไป เพราะมีกระบวนการอีกเยอะ ไม่ใช่จะลบได้วันนี้พรุ่งนี้" วิบูลย์อธิบายถึงสิ่งที่ลูกเขาทำ และไม่ยอมเซ็นยินยอม ซึ่งเขาเองก็บังคับลูกชายไม่ได้

"ผมไม่เอาความเป็นพ่อมาจับ เพราะมันจะทำร้ายเด็ก ทำลายความคิด สิ่งที่เขาทำทุกคนเคารพความคิดกัน เราไม่ได้บอกว่าใครถูก ใครผิด เรื่องทั้งหมดอยู่ที่ประเด็นเนื้อหา สิ่งที่เด็กทำเป็นเรื่องสร้างสรรค์สังคม แต่ผู้ใหญ่ตัดสินว่าผิดมันก็จะเสียไปหมด และหากพ่อแม่ไปบังคับให้เด็กเซ็นเพื่อรับผิด เด็กจะรู้สึกอย่างไรในทางจิตใจ ถ้าเรียนหนังสือจบแล้วจะไปทำอะไรให้สังคมได้ ผู้ใหญ่ยัดเยียดความผิดให้เขา มันไม่ถูกต้อง"

วิบูลย์ยืนยันในการกระทำของลูกชายว่า เป็นอิสระทางความคิด เพราะที่ผ่านมาก็เป็นทนายความที่ต่อสู้เพื่อคนจน และรับว่าความให้คนจนโดยไม่คิดเงิน โดยเฉพาะคดีชาวบ้านเหมืองทองคำ จ.เลย ถูกบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ฟ้องร้องเรียกเงินคนละเกือบ 100 ล้านบาท

"ผู้ใหญ่มักจะบอกว่าเปิดโอกาสให้เด็กเรียนให้จบก่อน แต่ถ้าเรียนจบแล้วใบปริญญาไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร วันนี้โล่งอกมาเปลาะหนึ่งที่ลูกชายไม่ถูกคุมขัง แต่จะต้องพูดคุยให้ระมัดระวัง อย่าใจร้อน ไม่ใช่ว่าเป็นวัยรุ่น เป็นนักศึกษาแล้วจะทำได้ทุกอย่าง" วิบูลย์ทิ้งท้ายภายหลังเขาและลูกเดินออกมาพ้นรั้วขอบเขตของทหารแล้ว

ขณะที่ลูกชายอย่าง "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา 1 ใน 3 นักศึกษาที่ไม่ยอมเซ็นรับผิด เปิดใจในสิ่งที่เขากระทำว่า

"เจตนารมณ์ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับสีเสื้อ ทุกวันนี้การเคลื่อนไหวของพวกผม ก้าวข้ามความเป็นสีเสื้อไปแล้ว ไม่ได้เคลื่อนไหวเพราะใครบงการ แต่เคลื่อนไหวตามสิ่งที่เราคิด เราเรียนมา อย่ามาโยงพวกผมเกี่ยวกับการเมือง เพราะที่ผ่านมาเราเคลื่อนไหวเพื่อช่วยคนจน และต่อสู้กับการลิดรอนสิทธิของชาวบ้าน ของชุมชนในการได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่เคยเข้าไปอยู่กับพรรคการเมืองหรือเสื้อสีไหนทั้งนั้น และแม้ว่าจะมีทนายความที่บอกว่าเป็นทนายความของขอนแก่นโมเดลของคนเสื้อแดงมาช่วยพวกผม ก็อยากจะบอกว่าไม่รู้จักกัน เขามาเอง เราไม่ได้เชิญเขามา" ไผ่ยืนยัน

"วันนี้ผมและเพื่อนไม่ยอมเซ็นเอกสารยินยอมรับความผิด แต่พอไม่ได้เซ็นทหารไม่ได้คุมขังอะไร และยอมปล่อยตัวเราออกมา สาเหตุที่ผมไม่เซ็นเพื่อแสดงให้เห็นว่า เราสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ท้าทาย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคืออย่าตกเป็นเหยื่อของการเมือง เพราะนักศึกษาพลังบริสุทธิ์ไม่ควรรับใช้การเมือง"

สำหรับนักศึกษาทั้ง 5 คนนั้น จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักศึกษาปี 4 พ่อเป็นทนายความช่วยเหลือคนด้อยโอกาสมาตลอดชีวิต โดยเลือกเรียนนิติศาสตร์ เพราะอยากช่วยเหลือคนจนเหมือนพ่อ

พายุ บุญโสภณ นักศึกษาปี 2 อยู่กับตายาย วันที่ทหารเรียกผู้ปกครองมาพบ ตายายเป็นตัวแทนมาพบทหาร ทำให้พายุยอมเซ็นเอกสาร

วิชชากร อนุชน นักศึกษาปี 4 พ่อรับราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เจตน์สถษฎิ์ นามโคตร นักศึกษาปี 2 พ่อแม่เป็นครู โดยพ่อแม่ขอร้องให้ยอมเซ็นรับความผิด

วสันต์ เสกสิทธิ์ นักศึกษาปี 4 พ่อแม่เป็นทำงานรับจ้าง

เด็กนักศึกษาทั้ง 5 คน ได้รับรางวัลเยาวชนต้นแบบในนามของกลุ่มดาวดินจากรายการคนค้นฅน

6 เดือนใน District Thailand แล้วซินะ...

District Thailand is armed and supported by the USA, EU and UK.

6 months ago today.

If you were born 6 months ago today it has been all of your lifetime so far.

For everyone else 6 months seems like a lifetime anyway.

You may be 6 months old, 6 years old or 60 years old, it's still the same.

6 months is too long in this district.

Shucking Korn - The Unauthorized Korn Chatikavanij Page
ooo

ooo
สามนิ้วโผล่ญี่ปุ่น นักศึกษาทำกิจกรรมต้านครบรอบ 6 เดือนรัฐประหาร





ที่มา ประชาไท
Sat, 2014-11-22 15:16

นักศึกษาในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทำกิจกรรมในวาระครบรอบ 6 เดือนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยการชูป้ายข้อความภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น รวมทั้งการชู 3 นิ้วสัญลักษณ์ต้านรัฐประหาร

22 พ.ย. 2557 นักศึกษา International Studies กลุ่มหนึ่งในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทำกิจกรรมในวาระครบรอบ 6 เดือนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยการชูป้ายข้อความภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น รวมทั้งการชู 3 นิ้วเป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านรัฐประหาร

นักศึกษาผู้เข้าร่วมกิจกรรมผู้หนึ่ง แสดงความเห็นว่า เป้าหมายในการรัฐประหารคือความต้องการกระชับอำนาจเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปในทิศทางที่ตนเองควบคุมได้ การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอาจเพิ่มความตึงเครียดในระบบการเมืองและนำไปสู่ความรุนแรงที่มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

นักศึกษาชาวจีนผู้หนึ่ง กล่าวถึงการรัฐประหารในประเทศไทยว่า เมื่อ 6 เดือนก่อนเธอยังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคืนที่มีการรัฐประหาร เธอพบว่าโทรทัศน์เปิดแต่เพลงปลุกใจ ในวันต่อๆ มา เธอประหลาดใจเป็นอย่างมากที่เพื่อนร่วมชั้นของเธอที่ธรรมศาสตร์ล้วนแต่สนับสนุนรัฐประหาร เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดกลุ่มคนไทยที่มีการศึกษาระดับสูงจำนวนมากจึงต้องการให้ประเทศถูกปกครองภายใต้ระบบเผด็จการทหาร

นักวิชาการจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้หนึ่งกล่าวว่า เธอคิดว่าระบบการเมืองกับทหารควรแยกออกจากกัน โดยส่วนตัวแล้วเธอยอมรับได้กับระบบอำนาจนิยมบางแบบ เช่นที่เป็นอยู่ในสิงคโปร์ แต่เธอยอมรับไม่ได้หากทหารจะเข้ามามีบทบาทในการเมือง นอกจากนั้น เธอเห็นว่าการที่รัฐไทยไล่จับคนที่ชูสัญลักษณ์ 3 นิ้วนั้นเป็นเรื่อง silly เธอเข้าใจได้ว่าเหตุใดรัฐไทยจึงเป็นกังวลกับการเคลื่อนไหวอันมีที่มาจากภาพพยนต์ซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านอำนาจอย่าง The Hunger Games อย่างไรก็ตาม เธอไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจจับกุมของรัฐบาลไทย
ooo












งานรับขวัญเพื่อนๆน้องๆนศ ที่ถูกจับกุมเข้าค่ายทหาร + คลิปฟ้ารุ่ง ศรีขาว สัมภาษณ์ ake respect my vote เขามาทำอะไร ข้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย










ที่มา อานนท์ นำภา Phattita Cheraiem

หากใครไม่ท้อขอจงสู้ต่อไป ยืดอกภูมิใจไม่ก้มหัว"
มาต่อเติมกำลังใจให้กันและกันนะครับ
...
หนุ่มสาวคือเสื้อประชาชน
กันแดดฝนลมหนาวคราวเปลี่ยนผ่าน
และคือน้ำชุ่มฉ่ำเป็นลำธาร
เมื่อกันดารแห้งแล้งแห่งผืนดิน
...
คารวะมิตรสหายนิสิตนักศึกษาทุกคนครับ
...
มิตรสหายท่านนึงถามว่า ตีมงานวันนี้จะเป็นยังไง ผมตอบไปว่า "ปกติ" คือเราใช้ชีวิตให้เป็นปกติ และอย่างเปิดเผย
ใครผิดปกติก่อน คนนั้นแพ้
...
เราต้องสู้กับเผด็จการไปอีกนาน และท่านก็ต้องสุ้กับเราไปอีกนาน
มากินลาบ ให้เป็นปกติกันเถอะ
ooo



http://www.youtube.com/watch?v=tiF-q2h7tSA