วันศุกร์, มกราคม 30, 2558

อุเหม่..."ประธานสนช. ซัด! สหรัฐฯ ถือตัวเป็นมหาอำนาจ แทรกแซงประเทศอื่น แต่สร้างปชต.ได้แค่เปลือก" ...บันทึกไว้ 5



ประธานสนช. ซัด! สหรัฐฯ ถือตัวเป็นมหาอำนาจ แทรกแซงประเทศอื่น แต่สร้างปชต.ได้แค่เปลือก

ที่มา มติชนออนไลน์
29 มกราคม พ.ศ. 2558
...
ชาวเน็ตถาม...

หมาหางด้วนบอกว่าหมาหางงอไม่สวย (มันต้องหางด้วนช่ายม้าย ถึงจะเท่)

เนื้อหาข่าว...

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แถลงข่าวตอบโต้การมาเยือนของนายเดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา กรณีการพูดบรรยายพิเศษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสร้างความเจ็บช้ำให้คนไทย ทั้งนี้นายพรเพชรไม่รู้สึกแปลกใจ และเห็นว่าการพบปะหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องด้วยระเบียบการและวิธีการทางการทูต การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ทำเป็นประจำ อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าก็ยังดีกว่า การส่งสายลับเข้ามาสืบ หรือส่งซีไอเอ มาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเพราะสหรัฐฯถือตนเองเป็นมหาอำนาจนั่นเอง

ทั้งนี้ สนช.ถูกตั้งขึ้นหลังการ รัฐประหาร เพื่อให้ไทยมีนิติรัฐ คณะรัฐประหารของไทย ก็ได้เปลี่ยนถ่ายอำนาจมาเป็นนิติรัฐ เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน จึงอาจมีมุมมองไม่เหมือนสหรัฐฯ และการที่สหรัฐฯเข้าไปแทรกแซงหลายประเทศ ก็ทำได้เพียงจัดการเลือกตั้ง ให้ประเทศเหล่านั้น โดยมองว่าแค่การเลือกตั้งก็เป็นประชาธิปไตยเเล้ว และไม่สนใจบริบทอื่นๆ ว่าจะมีความขัดแย้งใดๆ

แต่ในมุมมอง คสช.ที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมานาน จึงมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการเมืองและปูพื้นฐานสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มีการเลือกตั้ง ทั้งนี้ยืนยันว่าระบอบประชาธิปไตยของคนไทย คือระบอบที่ต้องปรับให้เข้ากับขนบธรรมเนียม ประเพณี และสิ่งยึดเหนี่ยวแบบไทย คือการมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การเข้ามาของตน ก็เข้ามาในอุดมการณ์เดียวกับ คสช. จึงขอยืนยันว่าการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และหลักนิติรัฐ นิติธรรม สหรัฐฯเอง ก็เคยมีการถอดถอนหรือ อิมพีชเม้น มาแล้ว กรณีประธานาธิบดี นิกสัน และประธานาธิบดีคลินตัน ก็เคยทำมาเเล้ว


สถานภาพ “สงครามเย็นยุคใหม่” ในทศวรรษ 2010s ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้/กลุ่มประเทศอาเซียน ระหว่างฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐเป็นผู้นำ กับฝ่ายโลก Authoritarianism led by Military



ผมอยากเสนอบทสรุปเบื้องต้นว่า นี้คือสถานภาพ “สงครามเย็นยุคใหม่” ในทศวรรษ 2010s ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้/กลุ่มประเทศอาเซียน ระหว่างฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐเป็นผู้นำ และมีแพ็คสนับสนุนเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส (อียู) แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฯลฯ กับฝ่ายโลก Authoritarianism led by Military ที่มีไทยเป็นผู้นำ

แดเนียล รัสเซล (Daniel Russel) เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐด้านภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (Assistant Secretary of State for East Asian and Pacific Affairs) นับเป็นผู้แทนสหรัฐที่มีตำแหน่งสูงในรัฐบาลโอบามาคนแรก ที่เดินทางเข้าไทย เพื่อ “รับฟัง” (hear) จากหลายฝ่ายถึงสถานการณ์การเมืองของไทย และแลกเปลี่ยนมุมมอง (exchanged perspectives) กับตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลทหาร

ถ้ารัสเซลไม่มาไทย รัฐบาลโอบามาที่วอชิงตันดีซี สามารถ “รับฟัง” จากฝ่ายต่างๆ ถึงสถานการณ์การเมืองไทยอย่างลึกซึ้งได้หรือไม่?

คำตอบของคำถามนี้สำหรับนักรัฐศาสตร์และผู้อยู่ในวงการคือ “ได้” เพราะสถานทูตของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ มีการติดตามข่าวสารทั้งระดับกว้างและระดับลึกของประเทศต่างๆ อย่างใกล้ชิด นักการทูตระดับต่างๆ ได้เดินทางไปพบปะหรือเชิญหลายคนไปกินข้าวเพื่อสนทนาปราศรัย เพื่อ “รับฟัง” ข่าว และประเมินสถานการณ์กลับไปยังรัฐบาลของตนเอง

ตัวอย่างเช่น บันทึกรายงานสถานการณ์ของสถานทูตสหรัฐในไทยที่ตีพิมพ์เปิดเผยสถานการณ์การเมืองไทยในยุครัฐบาลทหารสฤษดิ์-ถนอม หลายเล่มใหญ่ เราสามารถเข้าถึงทางออนไลน์และโหลดหรือพริ้นต์มาอ่านได้อย่างสบายๆ

ซึ่งตอนที่ผมทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องยุคทหารจอมพลถนอม ก็ได้เอกสารสหรัฐเหล่านี้ที่ช่วยให้เห็นสถานการณ์การเมืองไทยในยุครัฐเผด็จการทหารในช่วงเกือบยี่สิบปีนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยที่ถูกเซ็นเซอร์และเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกปิด ไม่อาจให้ข่าวการเมืองอย่างลึกซึ้งได้มากนัก ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยจึงดูเหมือนว่า เหตุการณ์การเมืองในยุครัฐบาลทหารสฤษดิ์-ถนอม สงบนั้น รายงานสถานทูตสหรัฐชี้ให้เห็นภาพของลาวาภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด ... สังคมไทยเป้นเสมือนภูเขาไฟที่รอวันระเบิด เป็นต้นครับ

หรือกรณี Wikileek ที่สามารถนำเอาเอกสารรายงานของสถานทูตสหรัฐแบบสดๆ ร้อนๆ มาเปิดเผยในโลกออนไลน์ได้

สรุป แดเนียล รัสเซล ไม่ต้องมาไทยก็ได้ หากอยาก “รับฟัง” ข่าวสารข้อมูล

แต่คำถามที่ต้องถามทางวิชาการคือ รัสเซลมาไทยเพื่ออะไรกันแน่? นี้คือการปรากฏตัวครั้งแรกของผู้แทนสหรัฐในรอบ 8 เดือนกว่าที่ไทยอยู่ในอำนาจรัฐบาลทหารและกฎอัยการศึก

และเป็นการวางจังหวะก้าวล่วงหน้าได้ดีเหลือเกินมามาไทยหลังปรากฏการณ์พิพากษาความผิดในนโยบายเรื่องข้าวของอดีตนายกฯหญิงลักษณ์โดยสภาแต่งตั้งนิติบัญญัติแห่งชาติและฟ้องศาลโดยอัยการเพียง 2 วันเท่านั้น (ศ. 23 มกรา)... การมาวันนี้ของรัสเซลเป็นเหตุบังเอิญหรือ?

ใน 1 วัน 26 Jan. 2015 รัสเซลทำอะไรบ้าง?

เช้า “รับฟัง” คณะของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่สถานทูตสหรัฐ และน่าจะตามด้วยพบกับคณะผู้นำภาคประชาสังคม เช่น อ.จอห์น อึ๊งภากรณ์ อ.สุนัย ผาสุก อ.โคทม อารียา ตามมาด้วย “รับฟัง” คณะของอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ ที่พรรคประชาธิปัตย์? และถัดมา “แลกเปลี่ยน” กับ นายทหาร รมต.กต.ไทย


บ่าย 13.30-16.00 รัสเซลปาฐกฯที่จุฬา ของสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ รัฐศาสตร์ ที่มี รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักวิชาการรัฐศาสตร์ไทยที่โลกรับฟัง เป็น ผอ. พร้อมถามตอบกับนักศึกษาปริญญาตรี ปาฐกถาเสร็จ สถานทูตสหรัฐก็ออกฉบับแปลภาษาไทยออนไลน์ให้อ่านกันทันที


เย็นให้รายการตอบโจทย์ของคุณณัฐฐา ช่อง TPBS สัมภาษณ์อย่างยาว ไม่ว่าช่อง TPBS จะออกสัมภาษณ์รัสเซลทั้งหมดหรือไม่ หรือไม่ออกอากาศในไทยเลยก็ตาม แต่สถานทูตสหรัฐในไทยก็ออกคำสัมภาษณ์ทุกถ้อยคำภาษาอังกฤษออนไลน์ให้อ่านกันทันที

สรุป 1 วัน รัสเซลทำ 6 อย่าง (ที่เปิดเผย)

และในวันเดียวกันนี้ เมื่อกรุงวอชิงตันดีซีเช้า โฆษก กต. สหรัฐ ก็พบปะตอบคำถามนักข่าวเกี่ยวกับประเทศต่างๆ หนึ่งในคำถามนั้นคือเรื่องของไทย ซึ่งได้สรุปสิ่งที่รัสเซลมาพูดและสื่อถึงรัฐบาลทหารไทย คือ

“ในการพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศ ธนศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ รัสเซล ได้เน้นความสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ แต่กล่าวชัดเจนด้วยว่า การยกเลิกกฎอัยการศึก, การฟื้นฟูเสรีภาพพื้นฐาน, รวมถึงเสรีภาพในการรวมตัวและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, ความโปร่งใสและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมนั้นสำคัญ ยิ่งต่อการฟื้นฟูประชาธิปไตยที่มั่นคงในประเทศไทย เขาเน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ของเรากับประเทศไทยไม่อาจคืนสู่ปกติได้จนกว่า ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยอีกครั้ง เขาสรุปจุดนี้อย่างชัดเจนในการพบปะทั้งหมด”

ถอดรหัสการสื่อของสหรัฐต่อรัฐบาลทหารไทย คือ

1. การยกเลิกกฎอัยการศึก

2. การฟื้นฟูเสรีภาพพื้นฐาน, รวมถึงเสรีภาพในการรวมตัวและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น,

3. ความโปร่งใสและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมนั้นสำคัญ ยิ่งต่อการฟื้นฟูประชาธิปไตยที่มั่นคงในประเทศไทย

4. ความสัมพันธ์ของเรา(สหรัฐ)กับประเทศไทยไม่อาจคืนสู่ปกติได้จนกว่า ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยอีกครั้ง

คำถามที่ยังต้องถาม

1. สหรัฐ ส่งรัสเซล มาพูดเฉยๆ จริงๆ หรือ? หรือว่านับแต่นี้ไป สหรัฐและผู้สนับสนุนมีมาตรการปฏิบัติ 2-3-4… ตามมา หลังจากที่รัฐบาลทหารจากยึดอำนาจของไทยเล่นบทยืดเยื้อมาถึง 8 เดือน ...

คำตอบนี้ ผมคิดว่า ถ้าใช้หลักวิชาการบวกกับหลักประสบการณ์การสอนเรื่องยาวๆ อาจารย์ก็จะวิเคราะห์ได้ไม่ยากว่า... มีแน่ๆ ... แต่จะอย่างไร? อันนี้ต้องคอยดู ... แต่ไม่นานหรอกครับ (ผมคิดถึง โงดิ่นเดียม ปี 2506 ก่อนสฤษดิ์ตายเล็กน้อย ที่ถูกทหารเวียดนามใต้อีกฝ่ายยึดอำนาจในทำเนียบประธานาธิบดีที่ไซ่ง่อน)

2. ทำไมสหรัฐ จึงต้องการให้ไทยกลับเข้าสู่ประชาธิปไตย?

คำตอบเบื้องต้นคือ หากทหารไทยทำเช่นนี้ได้ คืออยู่ในอำนาจเผด็จการ โดยมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์อยู่ข้างหลัง ทหารไทยก็คือผู้นำที่จะทำให้ทหารในหลายประเทศอาเซียน “คิดกลับ” เข้าสู่โลกเผด็จการทหารอีกครั้งเช่นกัน โดยเฉพาะใน พม่า ที่ถือว่าเป็นหลักหมายแห่งความสำเร็จทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐยุคโอบามา 1 หรืออาจเป็นในกรณีของอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอีกหลายประเทศ ยกเว้น มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน แต่ที่เหนืออื่นใด ตอนนี้ โลกทั้งใบมีกระแสการเมืองเดียวที่สำคัญในโลกใบนี้ คือ กระแสประชาธิปไตย เท่านั้น

3. กรณีนี้ ชนชั้นนำในฝ่ายอำนาจเผด็จการทหารทั้งในรัฐบาล สนช. สปช. นสพ. ในวัด และที่อยู่เบื้องหลังอื่นๆ จะก่อรูปเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐอย่างสุดขั้วแล้วไปหา “จีนแดงปักกิ่ง” แทนได้หรือไม่?

คำตอบเบื้องต้นคือ ไม่อย่างแน่นอน เพราะชนชั้นนำไทยในทุกสาขาอาชีพ เติบใหญ่ ได้ดิบได้ดี และมีผลประโยชน์หลากรูปแบบของตนและเครือข่ายในปัจจุบัน มาจากความสัมพันธ์กับสหรัฐแทบทั้งนั้น และจริงๆ แล้วก็คิดอยากเป็นคนอเมริกันชนด้วยซ้ำไป ส่วนจีน/เจ๊ก “จีนแดงปักกิ่ง” นั้น ชนชั้นนำไทย (แม้จะเป็นจีน/เจ๊ก) ก็ทั้งเกลียดทั้งกลัวมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีกระบวนการบังคับจีน/เจ๊กให้เป็นไทยแท้ๆ ตลอดเวลา ยิ่งเป็นสินค้าจีน/เจ๊ก ยิ่งรู้สึกเสมอถึงความไม่มีคุณภาพอยู่ในห้วงจิตใจตลอดมา

กล่าวโดยสรุป นี้คือปรากฏการณ์แดเนียล รัสเซล 1 วัน Mon. 26 Jan. ในไทย

นี้คือสถานภาพ “สงครามเย็นยุคใหม่” ในทศวรรษ 2010s ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้/กลุ่มประเทศอาเซียน ระหว่างฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐเป็นผู้นำ กับฝ่ายโลก Authoritarianism led by Military ที่มีไทยเป็นผู้นำ

ภาพ 1 วันในไทยของแดเนียล รัสเซล

ข้าพเจ้ามองภาพนี้... อย่างสงบ ใจข้าพเจ้าขอพลังแห่งสิทธิ/เสมอภาค/เสรีภาพ/ภราดรภาพจงมีอยู่ในประชาชนของเรา

บันทึกไว้ Thu.ศ. 29 Jan.มกรา 2015/2558

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์











ตอบโจทย์ กับ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ

https://www.youtube.com/watch?v=Yr2CmcyKnhU

Published on Apr 16, 2014
รายการที่นี่ไทยพีบีเอส ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
ออกอากาศทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา 21.15 น.

อ๊ะ เอาอีก ออกฤทธิ์กันต่อแบบตามติ่ง ก็เรื่องตัวแทน กต. 'เมกา ที่มากระตุหางพยัคฆ์ตะวันออกน่ะแหละ





อ๊ะ เอาอีก ออกฤทธิ์กันต่อแบบตามติ่ง

ก็เรื่องตัวแทน กต. 'เมกา ที่มากระตุหางพยัคฆ์ตะวันออกน่ะแหละ

ตานี้ถึงทีพวกหางๆ hound กันบ้าง หลังจากสิ่งพิมพ์หย่ายๆ สบถกันไปพอหมมปาก

อย่างนายคนนี้คายคำ 'แถวบ้าน' ออกมากลางสถานที่โอ่โถงอันไม่รโหฐาน

"นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สนช.ได้อภิปรายตอบโต้ นายแดเนียล รัสเซล..ว่า ..ขอฝากไปยังสหรัฐฯทีหลังอย่า 'เสือก'"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1422532910

นั่นหลังจากที่ระดับหัวๆ อย่างท่าน รมว. ที่อุตส่าห์ 'ลดเกียรติ' ไปพบผู้ช่วย รมต. ประกาศชัดถ้อย

"ไม่หวั่น หากเกิดสงครามระหว่างสองประเทศ มั่นใจจีน เกาหลีเหนือ พร้อมให้ความช่วยเหลือ" ขนาดนั้นเลยนะเพ่

แต่ก็ยังไม่เด็ดดวงเท่าอาการของหัวสุด ที่ออกกับนักข่าวเรื่องจัดระเบียบสีเสื้อ และปรับทัศนะคติอดีตนักการเมืองค่ายแดง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1422522120

ฟังคลิปแล้วก็เออ ทั่นพูดเหมือนอยู่ในที่รโหฐาน อโคจร ทีเล่นทำจริง ย่อมได้ไม่ยั้ง ประมาณนั้น

https://www.youtube.com/watch?x-yt-cl=85027636&v=2wCEzuxioC0&x-yt-ts=1422503916&feature=player_embedded

ฉะนี้ มิกังขา เหตุไฉน หางส่ายกันดิกๆ

มติชนคุยกับ "สุรชาติ บำรุงสุข" เรื่องความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไทย "น่าเสียดายนักการทูตไทยทำตัวเหมือนเด็ก"



สัมภาษณ์พิเศษโดยมติชนออนไลน์
29 มกราคม พ.ศ. 2558

เหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญที่เกิดขึ้นช่วงนี้ คือการเดินทางมาเยือนของนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในฐานะผู้แทนรัฐบาลที่เดินทางมาพูดคุยกับผู้นำทางการเมืองทั้งสองฝ่ายคือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์

ประเด็นสำคัญอยู่ที่นัยยะทางการเมืองจากการบรรยายพิเศษของนายแดเนียลที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ถูกทางการไทยแถลงตอบโต้ว่าเป็นการแทรกเเซงทางการเมืองร้อนถึงท่านผู้นำของไทย ซึ่งเเสดงความเสียใจที่สหรัฐฯไม่เข้าใจการเมืองไทย

มติชนออนไลน์ เห็นว่าการพูดคุยและนำเสนอความเห็นที่หลากหลายเป็นเรื่องสำคัญ จึงนำผู้อ่านมาสนทนากับ ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหนึ่งในนักวิชาการที่นำเสนอมุมมองวิชาการด้านความมั่นคงเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ถึงนัยยะและความสัมพันธ์ของสหรัฐฯกับไทย ในการเมืองปัจจุบัน ว่าเราจะเข้าใจสถานการณ์ขณะนี้อย่างไรได้บ้าง

@นัยยะทางการเมืองในการมาเยือนไทยที่ผ่านมาของผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ

ผมคิดว่าต้องคำความเข้าใจว่าถ้าจะตีความว่าสหรัฐอเมริกาแทรกแซงการเมืองไทย ผมคิดว่าอาจะไม่ถึงขนาดนั้นหรือเปล่ายกเว้นเราจะทำใจไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯพูดในทำนองว่า อยากเห็นประเทศไทยกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย สมมุติเอาว่าถ้าไม่พูดที่กรุงเทพฯ แต่ไปพูดที่กรุงวอชิงตันมันจะต่างกันไหม? ที่จริงก็อาจจะไม่ต่างกัน แต่เผอิญมาพูดที่กรุงเทพฯ แล้วมีคนรู้สึกรับไม่ได้ มันก็เลยกลายเป็นประเด็น ทั้งๆ ที่ถ้าหากเราย้อนอดีตจะพบว่าความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯมีมานาน ไม่ต้องพูดในยุคสงครามเย็นที่ไทยกับสหรัฐฯใกล้ชิดกันขนาดไหน จนมีความใกล้ชิดระดับที่เรามีความรู้สึกว่าการเมืองไทยส่วนหนึ่งผูกมัดอยู่กับสหรัฐอเมริกาอย่างมาก

แต่พอในวันนี้มันกลายเป็นความน่าแปลกใจที่ หลังการรัฐประหารในปี 2557 เสียงเรียกร้องมันแปลก หรือต่างจากเดิมๆ เช่นเสียงประท้วงหรือเสียงแสดงความเห็นในลักษณะที่ตรงกันข้ามไม่ว่าจะจากวอชิงตัน หรือจากสหภาพยุโรปในทำนองที่เหมือนกับไม่เห็นด้วยและอยากเห็นประเทศไทยแก้ปัญหาแบบประชาธิปไตย พอกระบวนการแก้ปัญหาทางการเมืองของไทย จบลงด้วยการรัฐประหารนั้น ผมเชื่อว่าบรรดาประเทศในตะวันตก โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป รวมถึงในญี่ปุ่น ก็รู้สึกอิหลักอิเหลื่อพอสมควร

ต้องอย่าลืมว่าปี 2558 จะเป็นปีที่เมียนมาร์มีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นมาตลอดคือเเรงกดดันของตะวันตก ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้งญี่ปุ่นอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาร์ที่เป็นประชาธิปไตย และเมียนมาร์ก็ตัดสินใจเดินบนเส้นทางประชาธิปไตย แต่พอมาปี 2557 การเมืองไทยกลับถอยหลังสู่การรัฐประหาร เพราะฉะนั้นสัญญานที่อยากเห็นไทยเป็นประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แล้วมีมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร หรือว่าที่จริงสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองไทย





ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การเมืองโลกและในสถานการณ์การแข่งขันในระดับภูมิภาค รวมถึงอีกเงื่อนไขหนึ่งคือการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของปี 2558 นั้น ไม่มีใครอยากเห็นการเมืองไทยถอยหลัง วันนี้ต้องยอมรับว่าทุกประเทศอยากเห็นการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย แก้ปัญหาทางการเมืองด้วยระบบ รัฐสภา เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2557 วันนี้หลายฝ่ายก็คงอยากเห็นไทยกลับมาสู่ถนนสายเดิมคือถนนสายประชาธิปไตย

แต่พอพูดอย่างนี้ก็คงไม่ถูกใจคนบางส่วน วันนี้ความน่ากังวลก็คือคนบางส่วนในสังคมไทยถูกสร้างให้เชื่อว่ารัฐประหารเป็นเครื่องมือของการแก้ปัญหาทางการเมืองไทยและรัฐประหารจะทำให้ความแตกแยกทางการเมืองไทยกลับสู่ความสมานฉันท์ แต่ในความเป็นจริงเราอาจจะต้องยอมรับว่าไม่จริง ผมคิดว่ารัฐประหารเป็นอีกปัจจัยหนึ่งของการสร้างปัญหาทางการเมืองไทยที่กำลังเกิดขึ้นกับปัญหาทางการเมืองชุดเดิมที่มีอยู่

โดยนัยยะเช่นนี้เชื่อว่ารัฐบาลในตะวันตกไม่ว่าจะในสหรัฐฯหรือในสหภาพยุโรปก็ตามอยากเห็นการเมืองไทยเข้าสู่ภาวะปกติ ถ้าไม่กลับสู่ภาวะปกติก็ต้องขอภาวะพื้นฐาน เช่น การยกเลิกกฏอัยการศึก ซึ่งส่วนตัวก็เชื่อว่าคำตอบรับไม่มี ผู้นำไทยก็พูดชัดเจนเองว่าไม่มี ไม่ยกเลิก เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล คือเมื่อระบบประชาธิปไตยในไทยไม่เดินหน้าและไม่พัฒนา ในขณะที่รอบๆ ตัวไทย ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในอินโดนีเซีย การเมืองในฟิลิปปินส์ แม้กระทั่งวันนี้การเมืองอย่างในเมียนมาร์เอง มันล้วนแต่เดินบนเส้นทางการเลือกตั้ง แล้วการเมืองไทยที่กำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น จะตอบโจทย์ชุดนี้อย่างไร

ในขณะเดียวกันกับการเมืองไทยที่มีรัฐประหาร กลับมีคนบางกลุ่มที่เชื่อว่าหลังรัฐประหาร ถ้าประเทศตะวันตกไม่สนับสนุนการรัฐประหารที่กรุงเทพฯ เชื่อว่าไทยสามารถย้ายข้างไปอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นฝ่ายที่ยอมรับการรัฐประหาร แต่ผมคิดว่าถ้ายังมีสติเหลืออยู่จะรู้ว่านโยบายต่างประเทศไม่สามารถเลือกข้างได้ ในสภาพที่มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจใหญ่ในภูมิภาค คิดว่าโจทย์ชุดนี้ตอบอย่างตรงไปตรงมาได้ง่ายที่สุด คือไทยไม่มีสิทธิ์เลือกข้างระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง ผมคิดว่าผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของไทย คือไทยต้องอยู่ได้ทั้งกับ วอชิงตันและกับปักกิ่ง หรือในภาพรวม ไทยต้องอยู่ได้ ทั้งกับวอชิงตัน ปักกิ่ง และสหภาพยุโรป หรือตัวแสดงที่เป็นมหาอำนาจอื่นๆ เพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ

@กรณีที่มีการเรียกอุปทูตสหรัฐฯ เข้าไปชี้แจง เพื่อตอบโต้โดยเห็นว่าการเยือนของผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ มีการกล่าวบรรยายที่มีลักษณะแทรกแซงทางการเมือง และไม่เข้าใจการเมืองไทย

ผมคิดว่าไทยมีสิทธิ์ตีความในแบบไทย แต่ต้องถามว่าแล้วสิ่งที่รัฐบาลไทย ตีความแบบไทยๆ ถ้าเกิดคนทั่วโลกเขาไม่รับล่ะ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องตระหนักว่าในโลกที่เราเรียกว่าโลกยุคโลกาภิวัตน์นั้น ตกลงประเทศไทยจะปิดประเทศไหม ถ้าคิดอย่างนี้และรัฐบาลไทยตีความไปเองโดยไม่ต้องคิดกังวลกับสังคมนอกบ้านหรือประชาคมระหว่างประเทศ สุดท้ายคำตอบเหลืออย่างเดียวคือประเทศไทยต้องปิดประเทศแล้วล่ะ แต่ตัดสินใจจะปิดประเทศ ผมคิดว่าผู้นำของไทยในปัจจุบัน น่าจะได้รับบทเรียนจากรัฐบาลของประเทศเมียนม่าร์ว่าสิ่งสุดท้ายแล้วที่เขาต้องการจะปิดประเทศมันทำได้แท้จริงเพียงใด การตีความหรือการพูดอย่างใดก็ตามสามารถทำได้ แต่ต้องตระหนักว่าแล้วถ้าคนส่วนใหญ่ในโลกเขาไม่เห็นด้วย รัฐบาลที่กรุงเทพฯจะทำอย่างไร


@มีข้อโต้แย้งอันหนึ่งของไทย โดย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กล่าวว่า การเกิดการยึดอำนาจในไทย ไม่ได้ส่งผลอะไรกับคนอเมริกัน หรือนักธุรกิจชาวสหรัฐฯที่มาลงทุนในไทยเลย ทุกอย่างเป็นปกติทั้งหมด แต่การคัดค้านของอเมริกาที่ผ่านมาน่าจะเป็นแค่เชิงหลักการ เป็นพิธีกรรมเท่านั้น

ผมคิดว่ารัฐบาลไทยคงมีวิธีแก้ตัวให้กับตัวเอง รัฐประหารกระทบกับสหรัฐฯไหม กระทบแน่ๆ เพราะว่าหนึ่ง คือมันมีกฏหมายในตัวของสหรัฐฯเองว่าสหรัฐฯไม่ได้รับอนุญาตให้จัดความสัมพันธ์เต็มรูปกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ เพราะฉะนั้นในสภาพอย่างนี้ถ้าเราย้อนกลับไปในหลายกรณี ถ้าเกิดรัฐประหารขึ้นสหรัฐฯจะหยุดให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศให้กับประเทศที่เกิดรัฐประหารขึ้น ไม่ได้ตัดนะครับ แต่หยุดจนกว่าเงื่อนไขการรัฐประหารจะเปลี่ยนหรือคลายตัวออก เช่นนักเรียนทหารที่อยู่ภายใต้ทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะต้องถูกส่งกลับ รวมทั้งความช่วยเหลือด้านต่างๆ ทั้งหลาย หรือความช่วยเหลือในภาคพลเรือน ปีนี้ผมเฝ้าดูตัวชี้วัดที่สำคัญอันหนึ่ง คือการฝึกคอบบร้าโกลล์ หลังรัฐประหารปี 2549 มีความพยายามในการแก้ตัวด้วยการสร้างคอบร้าโกลล์ให้เป็นเหมือนการยอมรับรัฐประหารที่กรุงเทพฯ มีการฝึกคอบบร้าโกลล์เป็นปกติ แต่ผมเชื่อว่าปีนี้ การฝึกคอบร้าโกลล์เป็นสัญญานบางอย่างที่ผู้นำของไทยต้องเรียนรู้ (หมายเหตุ: สัมภาษณ์วันที่ 28 ตุลาคม 1 วันก่อน สหรัฐฯแถลงลดความร่วมมือฝึกคอบร้าโกลล์)




@สัปดาห์ก่อนมีข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศยืนยันออกมาว่าน่าจะปกติทุกอย่าง

ที่ปกตินั้นต้องถามว่าปกติแค่ไหนผมคิดว่าเป็นอะไรที่น่าติดตามดู มุมหนึ่งผมคิดว่าประเทศตะวันตกมีมาตรฐานทางการเมืองพอสมควรในโลกปัจจุบันรัฐประหารถูกมองว่าเป็นการเมืองที่มีปัญหาเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐฯหรือการเมืองในสหภาพยุโรป ก็จะมีกฎหมายกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเหล่านั้น กับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ถ้าจะตอบว่าไม่กระทบเลยมันก็ตอบง่าย แต่วันนี้เราจะเห็นชัดว่าการท่องเที่ยวจากประเทศตะวันตกนั้นมีจำกัด หลังจากการเกิดรัฐประหารที่ประเทศไทย รวมถึงวันนี้เราเห็นตัวอย่างการถูกตัดสิทธิทางการค้ากรณีของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่กระทบ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงคือรัฐประหารกำลังเป็นผลกระทบกับตัวสังคมไทยเองต่างหาก ซึ่งปัจจัยนี้ผมคิดว่าเป็นความน่ากลัวที่สังคมไทยจะต้องเรียนรู้

@วิเคราะห์การทูตของสหรัฐฯต่อไทยในอนาคตต่อจากนี้

ผมคิดว่า สิ่งที่เราเห็นชัดและตอบได้ชัดเจนว่าสหรัฐฯ กังวลกับการเมืองไทย

@แต่ก็ไม่น่าจะมีการปิดกั้นหรือแสดงบทบาทคัดค้านเชิงรูปธรรมอีก

ผมคิดว่ารัฐมหาอำนาจเมื่อเขาเเสดงความกังวลก็มีน้ำหนักพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันด้วยเงื่อนไขของมารยาททางการทูตสหรัฐฯอาจจะเเสดงอะไรไม่ได้มากกว่านี้ แต่เพียงแค่ความกังวล ผมคิดว่าก็เป็นสัญญาณที่ผู้นำไทยอาจต้องคิดเหมือนกัน ยกเว้นวันนี้เราเชื่อว่าเราไม่แคร์กับปัจจัยของสหรัฐฯ แต่ผมคิดว่าในทางเศรษฐกิจ ก็ต้องตอบเหมือนกันว่าตลาดไทยในสหรัฐฯต่อไปจะเป็นอย่างไร และจะอยู่ยังไง แม้วันนี้เราเชื่อว่าในความสัมพันธ์ไทยสหรัฐฯเราไม่ต้องพึ่งสหรัฐฯมาก แต่ก็ต้องตอบว่า ตกลงเรายังจะจัดความสัมพันธ์กันต่อไหม? จะเชื่อว่าเราสามารถอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องมิติทางการทูต หรือการเมืองไทยกับสหรัฐฯ ผมคิดว่าคำตอบเหล่านี้ เอาเข้าจริงๆ ไม่เป็นจริงและไม่เป็นประโยชน์

@นายกฯมีกำหนดจะไปเยือนสหรัฐฯบนเวทีสหประชาชาติ นี่ถือเป็นการยอมรับสถานการณ์ในไทยจากสหรัฐฯได้หรือไม่

ผมคิดว่าการเยือนสหประชาชาติกับการเยือนสหรัฐฯ ต้องแยกว่าเป็นคนละประเด็น เนื่องจากการเยือนสหประชาชาติแม้ที่ตั้งจะอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ แต่การเดินทางไป UN ไม่ได้หมายความว่า นายกฯ ไปเยือนสหรัฐฯ คนละประเด็นกันอันนี้ต้องเเยก

@การตอบโต้ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เรื่องอัยการศึก ที่ใช้ตรรกะว่า คนไทยส่วนใหญ่เห็นด้วย ไม่มีใครรู้สึกว่ามีกฏอัยการศึก และ หากยกเลิก สหรัฐฯจะรับผิดชอบไหวไหม ในทัศนะอาจารย์มองการตอบโต้ทางการทูตนี้อย่างไร

ผมคิดว่านักการทูตไทยเล่นบทเป็นเด็กๆ ไม่ได้ นักการทูตที่มีวุฒิภาวะจะไม่พูดอย่างนี้ ผมคิดว่าคำพูดอย่างนี้สะท้อนวุฒิภาวะของนักการทูตไทยและเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะในอดีตนักการทูตไทยเป็นนักการทูตที่ได้รับการยกย่องในเรื่องความสามารถสำหรับงานการทูตในภูมิภาค แต่ถ้านักการทูตพูดได้แค่นี้ เสียดายว่านักการทูตไทยเล่นเหมือนเด็กไปนิดนึง คือในมิติทางการทูตของอย่างนี้เขาไม่จำเป็นต้องมาพูดกัน หรือถามกันด้วยประโยคเหมือนเด็กๆ ท้าทายกันอย่างนี้

 



@แล้วที่ผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ มาพูดที่จุฬาฯ บอกว่าคดียิ่งลักษณ์เป็นเรื่องทางการเมือง นี่ถือเป็นการแทรกเเซงเเละเสียมารยาททางการทูตไหม?

ผมคิดว่าสหรัฐฯ คงสะท้อนว่าสหรัฐฯ มองการเมืองไทยอย่างไร ส่วนที่ไทยบอกว่าเป็นการเสียมารยาททางการทูตก็ขึ้นอยู่กับเราว่าเราคิดอย่างไรแต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าในเวทีโลกเราไม่ได้อยู่คนเดียว สองคือ ไทยไม่ได้เป็นมหาอำนาจใหญ่ ที่จะบอกว่าเราคิดอย่างไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ คงต้องยอมรับเหมือนกันว่าในสภาพของการเมืองระหว่างประเทศเนี่ย ไทยเป็นรัฐหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในสถานะที่เป็นรัฐมหาอำนาจ แล้วจะคิดเองทำเอง ตามใจตัวเองได้ทุกอย่าง ผมว่าก็อาจจะต้องคิดต่อ

ooo

มติชนนิวส์รูม วิเคราะห์ ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯภายใต้รัฐบาลประยุทธ์



https://www.youtube.com/watch?v=CmEGmSuOrgY

Published on Jan 28, 2015
มติชนทีวี 28 มกราคม 2558 รายการ มติชนนิวส์รูม วิเคราะห์เจาะลึก ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ภายหลังการมาเยือนของผู้แทนสหรัฐ ผ่านมุมมอง ศ.ดร. สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

การเมืองไทยหลังถอดถอนยิ่งลักษณ์ / Thai Politics After Yingluck Impeachment


https://www.youtube.com/watch?v=iwdlNDtCK48&sns=fb

Published on Jan 28, 2015
Former Thai Prime Minister Yingluck Shinawatra has been impeached and banned from politics for five years and also faces criminal charges that could see her serving 10 years in jail. Is the Shinawatra family’s influence on Thai politics over?

Dr. Panitan Wattanayagorn and Verapat Pariyawong share their views on Between the Lines, hosted by Teymoor Nabili.

28 January 2015
...

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์


เมื่อวานผมได้มีโอกาสคุยกับ อ.ปณิธาน ที่ปรึกษา คสช. ผ่านโทรทัศน์สื่อต่างชาติ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความน่าเศร้าที่คนไทยด้วยกันเอง กลับไม่อาจพูดคุยกันผ่านสื่อไทยให้คนไทยได้รับฟังตามปกติ

ผมกับ อ.ปณิธาน มองตรงกันว่า นักการเมืองต้องถูกตรวจสอบและต้องมีความรับผิดชอบ ทั้งในทางการเมือง และทางกฎหมาย

แต่ที่เห็นต่างไปก็คือ ผมเห็นว่าการใช้ระบอบเผด็จการรัฐประหารมาตรวจสอบหรือให้โทษนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้น จะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย เพราะไม่ว่าผลการตรวจสอบหรือให้โทษจะออกมาอย่างไร สุดท้ายประชาชนก็ไม่อาจยอมรับ


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ 'ตัวบุคคล' แต่อยู่ที่ 'ความไม่ยุติธรรม' ดังนั้น คสช. จะทำอะไรกับนักการเมืองคนไหนอย่างไร บ้านเมืองก็ไม่อาจสงบได้ ตราบใดที่ประชาชนยังรู้สึกถึง 'ความไม่เป็นธรรม' ที่เกิดขึ้น และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ความเป็นธรรมคืออะไร เราจะนึกเองสั่งเองพูดเองอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ผมจึงย้ำเสมอว่า 'ความเห็นต่าง' เป็นเรื่องปกติ และเราควรจะหันหน้าพูดคุยกัน ถกเถียงกัน และเรียนรู้จากกัน

หากผมมีโอกาสเจอ อ.ปณิธาน ผมก็คงเข้าไปสวัสดีด้วยความปรารถนาดีเหมือนทุกครั้ง แม้เราสองคนเองอาจมีความเห็นต่างอยู่ก็ตาม

คลิปสนทนานี้มีเนื้อหาน่าสนใจหลายประการ หากใครจะช่วยทำคำแปลเป็น subtitle คำบรรยายภาษาไทยได้ ก็จะขอบคุณมากครับ

http://youtu.be/iwdlNDtCK48

หนุ่มสวนยาง บุกหา"บิ๊กตู่" ก้มกราบวอนแก้ปัญหายาง ปะทะคารมจนท.เดือด!(คลิป)


วุ่น! หนุ่มสวนยาง บุกหา"บิ๊กตู่" ก้มกราบวอนแก้ปัญหายาง ปะทะคารมจนท.เดือด!(คลิป)

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 มกราคม ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางกลับ ได้มีเกษตรกรชาวสวนยางพารา จ.ตรัง นายสิงห์สยาม มุกดา นำป้ายไวนิล ที่มีข้อความการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เปิดเวทีเสวนารับฟังและลงไปรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ด้วยตนเอง เพราะมองว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีรับฟังปัญหาและพูดคุยแต่กับกลุ่มนายทุน ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือน และไม่ช่วยแก้ปัญหา ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรได้ปลดป้ายของนายสิงห์สยามลง ทำให้เกิดการปะทะคารมและยื้อแย่งอุปกรณ์กัน แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ลงมาจากกระทรวงเกลี้ยกล่อมนายสิงห์สยามจดเหตุการสงบลง

จาก ป้าหนี้ท่วม ถึง ลุงสวนยางอาละวาด บุกร้องเรียนนายกฯ


https://www.youtube.com/watch?v=6XGoyRtZ6mc

Published on Jan 29, 2015
รวมเหตุการณ์วุ่นวาย รอบกระทรวงเกษตรฯ ขณะ พล.อ.ประยุทธ์ ประชุม นายสิงห์สยาม มุกดา เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาราคายาง ปะทะคารมเจ้าหน้าที่ นางภินันท์ ภูมวรรณรินทร์ เรียกร้องแก้ปัญหาที่มีมายาวนาน


เมื่อปากกับใจตรงกัน - บิ๊กตู่ ฉุนขาด หลุดคำผรุสวาท ไอ้ห่า ไอ้บ้า ขี้ข้า ทำไมวะ เมื่อถูกนักข่าวถามเรื่องการเชิญตัวผู้ออกมาพูดการเมืองมาปรับทัศนคติ เป็นการไปกดดันหรือเปล่า เพราะหลายฝ่ายมองว่าบรรยากาศเหมือนทหารกำลังเป็นฝ่ายกดดัน


https://www.youtube.com/watch?v=2wCEzuxioC0&feature=share&fb_ref=share

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 มกราคม ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ถึงกรณีที่คสช.ทยอยเรียกนักการเมืองเข้ามารายงานตัว ว่า "ทำไม เมื่อวานก็ถามไปแล้วการเชิญตัวมาเป็นการไปกดดันใคร เรียกมาทำความเข้าใจเราจะไปกดดันเขาทำไม เราจะไปทำอะไรเขาล่ะ" เมื่อถามว่าการเชิญตัวมาครั้งนี้ให้ค้างคืนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ก็แล้วแต่ให้ฝ่ายความมั่นคงเขาพิจารณาดูในแต่ละคนที่เชิญมา แต่ถ้าให้นอนค้างคืนก็เปลืองข้าวด้วยนะ ไม่ได้อยากให้อยู่หรอก





เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับรายงานแล้วหรือยังว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารไปล็อกตัวนายสุรพงษ์โตวิจักษณ์ชัยกุลอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ร้านอาหารย่านเมืองทองธานีพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้สั่งไปแล้วว่าใครไม่เข้าใจออกมาพูดจาให้เกิดความเสียหาย ก็ให้เรียกมาคุยเพื่อทำความเข้าใจ เมื่อถามว่าไม่มีการออกหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อให้มารายงานตัวหรือ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ต้อง ให้คสช.เขาติดต่อแล้วเชิญมาเองคือไม่อยากทำให้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวใหญ่โต เวลาจะเชิญมาก็ใช้การโทรศัพท์หากันเรียกมาพบมาพูดคุยมันจะเป็นอะไรถึงเวลาก็ปล่อย ต่อข้อถามว่าแต่การไปรับตัวถึงบ้านหรือร้านอาหารดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "แล้วทำไมล่ะ แล้วจะให้ไปเชิญที่ไหน เชิญที่ร้านค้าหรืออย่างไร หรือไม่เชิญตามส้วมตามห้องน้ำหรืออย่างไร ก็ต้องไปเชิญที่บ้านสิ หรือไปเชิญที่ร้านค้าเจอตรงไหนก็เชิญตรงนั้น"

เมื่อถามว่าแสดงว่าต่อไปนี้ใครที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองก็จะถูกเชิญมาปรับทัศนคติและทำความเข้าใจใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าแล้วถูกหรือไม่ล่ะที่ออกมาพูดกันอย่างนี้มันสมควรที่จะพูดตอนนี้หรือก็เท่านั้นแหละจะมาถามให้เป็นเรื่องการอยู่ได้

เมื่อถามว่าแต่หลายฝ่ายมองว่าบรรยากาศเหมือนทหารกำลังเป็นฝ่ายกดดันพล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างมีอารมณ์โกรธว่า"ใครล่ะใครมองมีคนตรงไหนมองเช่นนั้นใครอึดอัดบ้างพลเรือนที่ไหนอึดอัด ไปถามคนจนดูบ้าง ดูอย่างวันนี้ถามสิว่าพวกเราประชุมอะไรกันเป็นเรื่องคนจนเรื่องของคนทั้งประเทศทั้งนั้น ไม่ได้พูดถึงเรื่องอำนาจผม ผมไม่ได้เป็นพวกบ้าอำนาจ ไม่เข้าใจกันสักที หาเรื่องกันอยู่นั่น เมื่อวาน (28 ม.ค.) ก็ครั้งหนึ่งแล้วถ่ายรูปได้อย่างไรผมก็ชี้นิ้วของผมไปเรื่อย ไอ้ห่า ถ่ายออกมาดีๆ ดันไปถ่ายผมชี้นิ้วอย่างนั้นอย่างนี้นี่แหละที่เขาบอกว่าจิตใจมันต่ำ ด่าที ไม่กลัวหรอกจะด่าแบบนี้จะทำไม"

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าไม่ว่าใครออกมาแสดงความคิดเห็นก็จะถูกเชิญตัวใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าก็ต้องไปชี้แจง"คราวหลังพวกคุณก็ต้องโดนด้วยถ้าถามมากๆ ล่ะก็ ถามไม่สร้างสรรค์ อยากถามว่ามันทำได้หรือไม่เล่าออกมาพูดขัดแย้งทัดทานอำนาจที่มีอยู่เต็มๆ ขนาดมีอำนาจอย่างนี้มันยังมาท้าทายแบบนี้ ถ้าไม่มีกฎอัยการศึกมันจะเกิดอะไรขึ้นทุกคนก็รู้ทั้งนั้นแหละ อยากให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ผมรู้ว่าพวกสื่ออยากให้เกิด ทุกๆ วันนี้จะได้ขายข่าวกันไง พวกท่านไม่เหนื่อยหรอก เขียนข่าวให้มันดีเขียนให้คนรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ไม่เช่นนั้นมันก็ตีกันอยู่อย่างนี้ ถามว่าสิ่งที่พวกเขาพูดวันนี้มันกดดันผมหรือไม่ ผมเป็นรัฐบาลผมมีอำนาจเต็มแล้วจะมาท้าทายอยู่แบบนี้ได้หรือไม่ ที่ปล่อยมาทุกวันนี้ก็เยอะไปแล้วนะแล้วยังจะทำต่อไปอีกหรือ เดี๋ยวจะไปเรียกมาอีกสำหรับนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอนเป็นรัฐมนตรีไม่เห็นจะทำ ไม่เห็นด้วยอย่างนั้นอย่างนี้ออกมาพูดอะไรว่ารัฐบาลจะต้องทำแบบนี้แบบนั้น แล้วเรื่องของพลังงานวันนี้มีปัญหาแค่ไหนแล้วทำไมตอนนั้นที่เป็นรัฐมนตรีถึงไม่ทำ พวกนี้จะต้องมาชี้แจงผมว่าแล้วทำไมไม่ทำ ทำอะไรกันอยู่

เมื่อถามว่าการที่คสช.เรียกบุคคลไปปรับทัศนคติถือเป็นครั้งที่สอง ถ้าครั้งต่อไปยังมีการฝ่าฝืนอีกจะมีโทษแค่ไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็พูดไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วมันมีขั้นตอนอยู่ทั้งเรื่องห้ามออกต่างประเทศ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ระงับธุรกรรมทางการเงินการลงโทษมีหลายขั้นตอนก็อยากจะทำผิดก็ทำผิดกันไปเรื่อยๆ ที่ผ่านมามีการผ่อนผันมาตลอด แล้วไม่ต้องมาถามกันอีก

เมื่อถามว่าดูเหมือนคสช.จะดุและเอาจริงเอาจังมากขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แล้วจะทำไมก่อนหน้านี้ก็บอกว่าไม่ได้เรื่องพอเข้มขึ้นก็โมโห แล้วจะให้เป็นอย่างไรวะ ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามสถานการณ์

เมื่อถามว่าการที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้เป็นการรบกวนการทำงานของรัฐบาลหรือไม่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า"ไม่กวนหรอกแต่รำคาญ"

เมื่อถามว่าจะเรียกใครมีชี้แจงเป็นรายต่อไปอีก รวมถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดงด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครออกมาพูดก็เรียกทั้งหมด ส่วนนายณัฐวุฒินั้นก็มีคดีความที่ค้างอยู่ในศาลอยู่ก็ให้ศาลว่ากันให้จบไปก่อนก็คงห้ามทั้งหมด แล้วอย่ามาถามตนอย่างนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่นายกฯ อารมณ์ร้อนเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองรุมเร้าใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ไม่สนใจการเมืองทำไมใครจะมีปัญหาการเมืองวันนี้เราเป็นรัฐบาลก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถามว่าวันนี้ประชาชนทั้งประเทศต้องการอะไรขอให้บอกมาตนจะทำให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการให้สัมภาษณ์ของนายกฯในวันเดียวกันนี้เป็นไปอย่างดุเดือดโดยนายกฯได้แสดงอารมณ์โมโหทุบโต๊ะและเสียงดังหลุดคำสบถออกมาหลายครั้งทั้งคำว่าขี้ข้า ไอ้ห่า บ้า ทำไมวะ แต่ก็พยายามที่จะบอกว่าที่เสียงดังนั้นไม่ใช่ความโมโห แต่ในทางกลับกันทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของพล.อ.ประยุทธ์แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง
ooo


จาตุรนต์ เผย ถูกทหารเรียกเข้าค่ายก่อนบ่ายสาม โดยไม่ทราบเหตุผล

ที่มา ประชาไท
Thu, 2015-01-29 13:46

29 ม.ค. 2558 เวลาประมาณ 12.30 จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ข้อความ บนหน้าเฟซบุ๊ก Chaturon Chaisang โดยระบุว่า

“มีผู้สื่อข่าวบางรายโทรมาสอบถามว่าผมถูกเชิญไปกองทัพภาคที่ 1 บ่ายนี้ใช่หรือไม่ ขอเรียนให้ทราบว่าเมื่อตอนสายๆวันนี้มีนายทหารนายหนึ่งโทรมาหาผมแจ้งว่าได้ รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เชิญผมไปพบที่กองทัพภาคที่ 1 เวลาบ่ายสามโมงเพื่อพูดคุยด้วย แต่ไม่ทราบหัวข้อที่จะคุย ผมได้ตอบรับคำเชิญว่าจะไปที่กองทัพภาคที่ 1 ก่อนบ่ายสามโมงวันนี้ ผมไม่ทราบหัวข้อที่จะพูดคุย แต่ก็คิดว่าการได้พูดคุยกันก็น่าจะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กำลังต้องการความคิดเห็นจากทุกฝ่ายสำหรับการแก้ปัญหา บ้านเมืองรวมทั้งการวางกฎกติกาต่างๆ ผมยินดีรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นรวมทั้งทางเจ้าหน้าที่และก็ยินดีที่จะ เสนอความคิดเห็นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของผม เสมอมา”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่าน จตาตุรนต์ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็น ต่อกรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกถอดถอน โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

นอกจากนี้ ผู้จัดการออนไลน์ รายงานถึงผู้ที่จะถูก คสช. เรียกเข้าปรับทัศนคติอีก เช่น นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครติดต่อมา แต่ถ้าเชิญมาก็ยินดีที่จะไปพูดคุย เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่ได้พูดไปนั้น ตนพูดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ได้พูดเพื่อสร้างความขัดแย้ง หรือสร้างความแตกแยก และเรื่องที่พูดส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่ตนมีความเป็นห่วง จึงคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร
มีรายงานว่า ในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ทหารได้บุกเข้าเชิญตัวนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศ จากร้านอาหารแห่งหนึ่งบริเวณเมืองทองธานี เพื่อไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร คาดว่าจะเป็นพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 เนื่องจากที่ผ่านมาทางทหารได้พยายามติดต่อนายสุรพงษ์แล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ จึงต้องมีการเชิญตัวดังกล่าว แต่วานนี้ 28 ม.ค.นายสุรพงษ์อ้างว่ายังไม่ได้หมายเรียก

วันเดียวกันมีรายงานจาก จ.ขอนแก่น ว่า นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.เพื่อไทย ก็ได้เข้าพบทหารเพื่อรายงานตัวเช่นกัน

ล่าสุดมีรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นอีก 1 คนที่จะต้องรายงานตัวในวันที่ 30 ม.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม มติชนออนไลน์ ได้สอบถามไปยังนายณัฐวุฒิ ยืนยันว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

ในการจัดอันดับเสรีภาพโลก 2015 เสรีภาพของไทยถดถอยอย่างน่าใจหาย จากเดิม มีเสรีภาพบ้าง เป็นไม่มี!- In the 2015 world freedom rankings by Freedom House, Thailand suffered the biggest retreat from freedom in 2014

Picture from Andrew MacG Marshall

Thailand Freedom Scores

Source: Freedom House

STATUS CHANGE EXPLANATION:
Thailand’s political rights rating declined from 4 to 6, its civil liberties rating declined from 4 to 5, and its status declined from Partly Free to Not Free due to the May military coup, whose leaders abolished the 2007 constitution and imposed severe restrictions on speech and assembly.
OVERVIEW:

Thailand’s political environment deteriorated in early 2014 due to continued public demonstrations and sometimes violent disruptions organized primarily by the pressure group People’s Democratic Reform Committee (PDRC), led by Suthep Thaugsuban, a former head of the opposition Democrat Party (DP). Counterprotests were mounted by the so-called “red shirts,” supporters of the administration of Prime Minister Yingluck Shinawatra. At least 28 people were killed and 827 injured in the street actions. As part of its protest campaign, the PDRC’s supporters occupied government ministries and major intersections in Bangkok, and cut off power to the homes of some members of parliament from the governing Puea Thai Party (PTP). After a series of small bombings in late January, the government imposed a state of emergency in the capital, which remained in place until March.

As street protests continued unabated, on May 20 the army declared martial law and detained senior figures from the opposition and the government; it announced a coup d’état on May 22. The resulting National Council for Peace and Order (NCPO), led by General Prayuth Chan-ocha, suspended the 2007 constitution, forcibly dispersed all rallies, and imposed severe restrictions on freedoms of speech, association, and the press.

In June the NCPO announced a vague and open-ended “road map” to resolve Thailand’s political crisis, which focused on national reconciliation, reforms, and eventual elections. In July the NCPO unveiled an interim constitution, drafted without public consultation and approved by King Bhumibol Adulyadej, providing unchecked powers and no human rights safeguards. An appointed, unicameral National Legislative Assembly (NLA) sat for the first time in August and elected Prayuth prime minister; he also continued to head the NCPO but formally stepped down from the military.
POLITICAL RIGHTS AND CIVIL LIBERTIES:

Political Rights: 8 / 40 (−14) [Key]

A. Electoral Process: 1 / 12 (−7)

Under the 2007 constitution—drafted after the 2006 military coup that ousted Yingluck’s brother, former prime minister Thaksin Shinawatra—Thailand was governed through a bicameral parliamentary system. Parliamentary elections were held on February 2, 2014, in an effort to break persistent deadlock between the PTP and the opposition (the DP and the PDRC). While voting was relatively peaceful in most constituencies, the process was disrupted in 69 of 375 constituencies, primarily in Bangkok and the south. Antigovernment protesters blockaded polling stations and prevented the delivery of ballot boxes. Moreover, antigovernment protesters blocked the candidate registration process in 28 constituencies. The DP challenged the validity of the elections on these grounds, but the Constitutional Court denied its petition, and in early March, voting was held in the first five of the disrupted provinces, with the remaining elections expected to take place in April. The court then changed course, ruling on March 21 that the entire election was invalid because voting was not held across the nation on a single day. In April, Yingluck, DP leaders, and the Election Commission agreed to hold new, national elections in July.

On May 7, responding to an opposition lawsuit, the Constitutional Court found Yingluck and nine cabinet members guilty of abuse of power for 2011 personnel changes that allowed Thaksin’s former brother-in-law to become national police chief. The court ordered Yingluck to step down as caretaker prime minister. The new prime minister proposed elections for August.

The military coup in May canceled all electoral plans. As convened by the NCPO in August, the 200-seat NLA consisted of 105 active or retired military officers, 10 police officers, and a number of academics, technocrats, and businesspeople. Those who had been active in a political party in the past three years were not eligible for appointment to the body, which in effect favored anti-PTP forces.

In October, the membership of the advisory, 250-seat National Reform Council (NRC) was announced. The NRC was intended to provide the leadership with recommendations for reform of all aspects of governance and the political process. A Constitutional Drafting Committee was selected in November, tasked with producing a draft charter by early 2015. Its 36 members were nominated by the NCPO, the NLA, and the cabinet. It soon began consultations with major political parties and movements, but no precise timetable for a return to elections was in place by year’s end, and the military-dominated interim institutions were expected to govern for at least a year.

Concerns about the status of the monarchy remained intertwined with the political crisis. The country’s long-standing rift pitted the Shinawatra family and its largely rural voter base, predominantly in the north and northeast, against an establishment consisting of hardline royalists, the military, the senior bureaucracy, and mainly urban voters in regions closer to the capital. Many observers suggested that the military intervened in 2014 not just because the 2006 coup had failed to sufficiently curb the political strength and popularity of the Shinawatra camp, but also because the generals—in light of the king’s deteriorating health—sought to manage the country during an eventual succession. The succession issue and the possible political leanings of the crown prince came to the fore again in November and December, when his wife was stripped of her royal titles at the prince’s request and the couple divorced. Several of her family members were arrested on charges including bribery and lèse-majesté as part of a larger shake-up of the national police, which many considered to be loyal to Thaksin.

B. Political Pluralism and Participation: 4 / 16 (−5)

Since Thaksin and his Thai Rak Thai (TRT) party came to power in 2001, there have been two main political factions in Thailand’s system: the DP, which is today associated with traditional elites, and the TRT and its successors (the People’s Power Party and the PTP). The latter have won every election since 2001. While the actions of the NCPO have favored the interests of the DP’s core supporters, leaders of both the DP and the PTP have been kept on the sidelines of the political process since the 2014 coup.

Under NCPO order no. 57, issued in June, political parties continued to be regulated under a 2007 law, but new political parties cannot be formed, and existing parties are prohibited from meeting or conducting political activities. The prohibition includes any political party deliberations on the constitutional drafting process. While the Constitutional Drafting Committee arranged individual meetings with leaders of some parties, the parties could not meet in advance to formulate a common position. State funding for political parties was also suspended under the June order.

In the months preceding the 2014 coup, the National Anti-Corruption Commission (NACC) pursued a series of cases against senior PTP members. Even after the coup, in November, the NACC recommended that 38 former lawmakers be impeached for abuse of authority, although they were no longer in office. At year’s end the cases were pending before the NLA, which had voted in September to grant itself impeachment powers. Formal impeachment would include a ban from politics for five years.

In August, a criminal court dismissed murder and abuse of power charges against former DP prime minister Abhisit Vejjajiva and Suthep, who had been his deputy, citing a jurisdictional technicality. The court nevertheless acknowledged that their decision to authorize the use of live ammunition against red-shirt protesters in 2010 contributed to the deaths of at least 90 people.

Thailand has had approximately 19 military coups since 1932, and the military and other unelected institutions continue to play a major role in political affairs.

C. Functioning of Government: 3 / 12 (−2)

Although an elected government was in place during the months before the May 2014 coup, in practice Yingluck was prevented from making and implementing meaningful policy decisions. This was primarily a result of multiple court cases against her and her administration, and the paralyzing and sometimes deadly protests in Bangkok. The courts appeared to side with the protesters, with a Bangkok court ruling in February that the government could not search or disperse their encampments, and that the demonstrators had the right to block roads. The military then cited the government’s failure to deal with the protests as part of its justification for imposing martial law in May. After the coup, the military dominated the unelected government. Government agencies continued to function, but reported directly to members of the NCPO.

Corruption is widespread at all levels of Thai society. Both the DP and PTP include numerous former lawmakers who have faced persistent corruption allegations. While the interim constitution adopted in July maintains the NACC under the authority of the NCPO, the former has been accused of partisanship and of favoring establishment factions. In May, the NACC charged Yingluck with negligence and other offenses related to the allegedly corrupt implementation of a rice subsidy scheme that reportedly incurred $16 billion in losses to the state; it recommended that impeachment proceedings begin against her. The case was pending at the NLA at year’s end.

The NCPO-led government itself faced two corruption scandals: one involving the procurement of overpriced audiovisual equipment in government offices, and the other regarding the personal wealth of cabinet members, who had to make asset declarations under the interim constitution. Critics questioned how 25 of the 33 cabinet members had become dollar millionaires when many had long served as public servants with modest salaries.

Civil Liberties: 25 / 60 (−7)

D. Freedom of Expression and Belief: 6 / 16 (−4)

The government and military control licensing and transmission for Thailand’s six main television stations and all 525 radio frequencies. Community radio stations are generally unlicensed. Print publications are for the most part privately owned and are subject to fewer restrictions than the broadcast media, but most take a clearly partisan political position. Under martial law in 2014, the NCPO ordered the cessation of broadcasts by all radio stations, including community radio, and 14 satellite and digital television stations; some stations were later allowed to resume programming but forbidden to include any political topics. Two NCPO orders bar the media from disseminating information that could cause disorder or that is critical of the coup regime. In November, the Thai Public Broadcasting Service removed program host Nattaya Wawweerakup as a result of pressure from the NCPO, after a show featured villagers and activists criticizing the coup.

Defamation is a criminal offense, and charges are often used by politicians to silence opponents, critics, and activists. In May, the army launched a defamation suit against two human rights activists with the Cross Cultural Foundation after they issued an open letter calling for an investigation into an alleged case of torture. Also in May, two journalists—one Australian—from the news site Phuketwan faced initial criminal hearings for carrying coverage in 2013 of alleged links between the Thai navy and the trafficking of ethnic Rohingya refugees from Myanmar. The case remained pending at year’s end. In October, a Bangkok court, citing a technicality, dismissed one of at least three defamation cases against British activist Andy Hall that had been initiated by Thailand’s Natural Fruit Company for a report and related media appearances alleging labor violations.

The 2007 Computer Crimes Act assigns significant prison terms for the publication of false information deemed to endanger the public or national security, and permits the government to review the individual data of web users for the preceding 90 days. Since the May coup, a number of cases against journalists and other perceived NCPO opponents have included alleged offenses under the Computer Crimes Act. For example, in June, anticoup activist Sombat Boonngamanong was arrested for alleged computer crimes and refusing an NCPO summons; in August, former education minister Chaturon Chaisang appeared in a military court to face similar charges. The cases were pending at year’s end.

The government in 2014 continued to monitor internet activity and block websites for allegedly insulting the monarchy, and these practices increased under the NCPO administration. The coup leaders requested “cooperation” from social-media networks and operators to prevent the dissemination of messages provoking resistance to the NCPO, and threatened legal action for noncompliance. A reported 219 websites were blocked in May alone.

Aggressive enforcement of Thailand’s lèse-majesté laws since the 2006 coup has created widespread anxiety and stifled freedom of expression online, in print and broadcast media, and at public events. The charges have been used to target activists, scholars, students, journalists, foreign authors, and politicians; they are also used by individuals against fellow citizens. Defendants can face decades in prison for multiple counts, and journalists or others who discuss details of the cases risk prosecution. The accused usually spend the length of their trial in detention without bail. Due to the secrecy surrounding most lèse-majesté cases, it is unclear how many went to trial in 2014, though the annual figure is believed to be in the hundreds. Those receiving lengthy prison sentences during 2014 included a musician who made comments on Facebook, a man who was accused by someone with whom he had a business dispute, a taxi driver whose comments were recorded by a passenger, and a scholar accused of insulting a king who died in 1605. Since the May coup, new lèse-majesté cases have been brought before military courts with no right to formal appeal. In November, the military courts tried their first such case, sentencing a web radio host to five years in prison. Several people reportedly left the country to avoid trial.

The 2007 constitution explicitly prohibits discrimination based on religious belief. While there is no official state religion, the constitution requires the monarch to be a Buddhist, and speech considered insulting to Buddhism is prohibited by law. A long-running civil conflict in the south, which pits ethnic Malay Muslims against ethnic Thai Buddhists, continues to undermine citizens’ ability to practice their religions. Nevertheless, religious freedom in the majority of the country is generally respected, religious organizations operate freely, and there is no systemic or institutional discrimination based on religion.

Academic freedom was generally respected before the coup, though scholars and students were subject to the strict lèse-majesté laws. After taking power, the NCPO banned political discussion in universities, including political seminars; prohibited criticism of the junta in Thai schools; ordered increased instruction on patriotic themes, as well as revised textbooks; and required universities to monitor and discourage any anticoup activism by students. A number of academics were detained or summoned by the NCPO, and many fled the country. In August, Thammasat University was urged to cancel a discussion on the interim constitution, though the seminar did take place. Three professors and four students at the same university were temporarily detained in September for organizing a subsequent seminar on the decline of dictatorships in foreign countries, and police broke up the event.

E. Associational and Organizational Rights: 4 / 12 (−2)

Under both the January–March 2014 state of emergency and the martial law regime declared in May, any gathering of more than five people could be banned. In practice, demonstrations continued unabated until the military takeover. While multiple small and a few larger protests against the coup were held initially, they soon dissipated after the military significantly increased its presence on the streets of major cities and began making arrests. In July, protester Weerayuth Kongkanathan became the first person to be sentenced for participating in anticoup protests, receiving a suspended one-month jail sentence and a fine after pleading guilty. The NCPO has also cracked down on subtler forms of protest, detaining individuals for acts that had become symbolic such as eating or distributing sandwiches in public, wearing black on the king’s birthday, reading George Orwell’s 1984 in public, or flashing a three-fingered salute inspired by a popular science-fiction film. According to a September Amnesty International report, at least 89 people had been arrested for participating in demonstrations or political gatherings since the coup.

In October, in a rare exemption from the ban on public gatherings, the government allowed a public funeral for prominent red-shirt leader and former PTP lawmaker Apiwan Wiriyachai, who left Thailand after being summoned by the junta in May and accused of lèse-majesté for a speech in 2011.

Thailand has a vibrant civil society sector, with groups representing farmers, laborers, women, students, environmentalists, and human rights interests. However, attacks on civil society leaders have been reported, and even in cases where perpetrators are prosecuted, there is a perception of impunity for the ultimate sponsors of the violence. A variety of civil society activities were restricted following the coup. For example in September, authorities ordered the cancellation of a panel discussion on human rights in Thailand by lawyers and activists. In November, the NCPO prohibited a planned public forum on land reform, ostensibly due to concerns that it could produce proposals that diverged from those of the NRC. The organizers attempted to hold a press conference to explain the cancellation, but were prevented by the authorities, and five were temporarily detained for protesting and distributing open letters to journalists.

Thai trade unions are independent, and more than 50 percent of state-enterprise workers belong to unions, though less than 2 percent of the total workforce is unionized. Antiunion discrimination in the private sector is common, and legal protections for union members are weak and poorly enforced. After the coup, strikes or other demonstrations in support of labor and trade union rights were forbidden under general restrictions on public gatherings.

F. Rule of Law: 5 / 16 (−1)

The Thai courts have long played a decisive role in determining the outcome of political disputes, generating complaints of judicial activism and political bias, and this continued in the postcoup period. Under the interim constitution and orders issued by the NCPO, the courts were placed under its authority, and the junta extended the jurisdiction of military tribunals to cover civilian offenses involving lèse-majesté, national security, sedition, or the violation of any NCPO order. Cases tried in military courts have no right to appeal, and they are mostly adjudicated behind closed doors.

In efforts to quell anticoup sentiment and end the Bangkok protests, hundreds of people were detained, often in undisclosed locations, immediately following the coup. Some received summons via telephone or in person, while others saw their names broadcast on national television during programming interruptions. Amnesty International reported in September that at least 665 individuals had been arbitrarily detained or ordered to report to the NCPO on vague grounds. Of these, 395 were affiliated with the PTP or the red-shirt United Front for Democracy against Dictatorship (UDD), and 141 were activists, academics, or journalists. Most of those detained were held for up to seven days without charge as allowed under martial law, and some were isolated in military facilities. People who refused summons were subject to criminal punishment, and authorities put pressure on the families and associates of those they were seeking. Amnesty International also reported that some detainees were tortured with beatings, death threats, and mock executions, and forced to sign forms declaring that they had not been mistreated.

A combination of martial law and emergency rule has been in effect for roughly a decade in the four southernmost provinces, where Malay Muslims form a majority and a separatist insurgency has been ongoing—with varying intensity and multiple rebel groups—since the 1940s. In 2013 the government signed an agreement to begin the first formal peace negotiations with a southern militant group, the dominant National Revolutionary Front (BRN), but negotiations broke down and were suspended. Civilians are regularly targeted in shootings, bombings, and arson attacks, and insurgents have often focused on schools and teachers as symbols of the Thai state. The NCPO agreed to allow Malaysia to continue assisting with the BRN negotiation initiative, but it also pursued military solutions, announcing in November that it would arm civilian volunteers with 2,700 rifles to help combat the insurgents. Counterinsurgency operations have involved the indiscriminate detention of thousands of suspected militants and sympathizers, and there are long-standing and credible reports of torture and other human rights violations, including extrajudicial killings, by both security forces and insurgents. To date no successful criminal prosecutions of security personnel for such transgressions have taken place.

In Thailand’s north, so-called hill tribes are not fully integrated into society. Many continue to struggle without formal citizenship, which renders them ineligible to vote, own land, attend state schools, or receive protection under labor laws. A 2008 amendment to the Nationality Act was supposed to facilitate citizenship registration, but in practice a lack of documentation made this difficult.

Thailand is known for its tolerance of the LGBT (lesbian, gay, bisexual, and transgender) community, though same-sex couples do not have the same rights as opposite-sex couples, and social tolerance is higher for tourists and expatriates than for nationals.

Thailand has not ratified UN conventions on refugees, and the authorities have forcibly repatriated some refugees from Myanmar and Laos.

G. Personal Autonomy and Individual Rights: 10 / 16

Except in areas affected by civil conflict, citizens have freedom of travel and choice of residence. Citizens also enjoy freedom of employment and higher education. The rights to property and to establish businesses are protected by law, though in practice business activity is affected by some bureaucratic delays, and at times by the influence of security forces and organized crime in certain areas.

While women have the same legal rights as men, they remain subject to economic discrimination in practice, and are vulnerable to domestic abuse, rape, and sex trafficking. Sex tourism has been a key part of the economy in some urban and resort areas. Spousal rape is a criminal offense.

Exploitation and trafficking of migrant workers from Myanmar, Cambodia, and Laos are serious and ongoing problems, as are child and sweatshop labor. Labor shortages in the fishing industry have led to the trafficking of migrants, especially from Myanmar. An Environmental Justice Foundation report blamed restrictive labor laws, expensive immigration processes, and government indifference for the expansion of migrant smuggling networks. Thai military and immigration officers were accused in 2013 of trafficking Rohingya refugees from western Myanmar and delivering them from detention centers to smugglers. Many undocumented migrants become trafficking victims during the smuggling process. In its 2014 Trafficking in Persons Report, the U.S. State Department downgraded Thailand to Tier 3, the lowest possible ranking.

Scoring Key: X / Y (Z)

X = Score Received

Y = Best Possible Score

Z = Change from Previous Year

Full Methodology


วันพฤหัสบดี, มกราคม 29, 2558

ช็อตเด็ดวันนี้ : งง?!? เผด็จการจะสร้างประชาธิปไตยได้ยังไง?!?




สรุปสถานการณ์ประจำปี 2557: การขัดขวางการใช้สิทธิโดยภาคประชาชน ที่ปูทางสู่การยึดอำนาจและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง

Election
ที่มา ILAW
28 มกราคม 2015

ปลายปี 2556 สถานการณ์ทางการเมืองไทยเริ่มตึงเครียด ส.ส. พรรคเพื่อไทยเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม "ฉบับเหมาเข่ง" เข้าสภา ก่อให้เกิดกระแสต่อต้าน และการชุมนุมคัดค้านขนาดใหญ่  แม้ว่าภายหลังร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะตกไป แต่ความร้อนแรงของอุณหภูมิทางการเมืองกลับไม่ได้ลดต่ำลงไปด้วย จากกระแสมวลชนที่ถูกจุดติด ทำให้มีการ "ยกระดับ" ข้อเรียกร้องไปเรื่อยๆ จากถอนร่าง พ.ร.บ. ไปเป็นให้รัฐบาลลาออก จนเมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา ก็มีการผลักดันข้อเรียกร้องไปเป็น "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง"
 
 ในรูปธรรม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) และผู้สนับสนุนแนวคิด "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" ใช้มาตรการต่างๆเพื่อขัดขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง รวมทั้งการปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าไปใช้สิทธิ
 
ในเวลาต่อมา การปิดกั้นการใช้สิทธิโดยมวลชนที่เชื่อในแนวทาง "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" ก็กลายเป็นก้าวแรกที่นำประเทศเข้าไปสู่ทางตัน จนทำให้ทหารสามารถอ้างเป็นเหตุทำรัฐประหาร ประกาศใช้กฎอัยการศึก และใช้อำนาจจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง
 
 
จาก "คัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสู่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
 
1 พฤศจิกายน 2556 สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ในเวลาต่อมา มีประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงการผ่านกฎหมายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ในหลายพื้นที่ เริ่มจากเวทีใหญ่ ตรงสถานีรถไฟสามเสน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและศูนย์ราชการ นอกจากนี้ยังมีเวทีย่อยที่ หอศิลป์ กทม. แยกราชประสงค์ แยกสวนลุมพินี ฯลฯ
 
7 พฤศจิกายน 2556 กระแสต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่หนักหน่วง ทำให้ส.ส..ที่เสนอร่างพ.ร.บ.นิโทษกรรม ตัดสินใจถอนร่างกฎหมายออกจากวาระการประชุม
 
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็แถลงว่า การผ่าน ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลพวงแห่งการรัฐประหารเท่านั้น ไม่ใช่ผ่านเพื่อล้างผิดกรณีคอร์รัปชัน ทั้งในขณะนี้ก็มีการถอนร่างพ.ร.บ.ทั้งหมดออกจากวาระการประชุมแล้ว จึงอยากขอให้ยุติการชุมนุม 
 
11 พฤศจิกายน 2556 สมาชิกวุฒิสภา มีมติไม่รับหลักการร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 141 เสียงและงดออกเสียง 1 เสียง 
 
15 พฤศจิกายน 2556 การชุมนุมก็ยังคงดำเนินต่อไป มีการประกาศยกระดับการชุมนุมจากคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปเป็นการถอนรากถอนโคน "ระบอบทักษิณ" แทน โดยชี้ว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เป็นเพียงผลไม้พิษที่มาจากต้นไม้พิษ คือระบอบทักษิณ 
 
การชุมนุมและสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ทำให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 และให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 โดยหวังว่า การยุบสภา  คืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่คงจะเป็นทางออกที่ดี แต่การชุมนุมไม่ได้ยุติลงไป ขณะที่ผู้ชุมนุมก็มีข้อเรียกร้องใหม่ ได้แก่การจัดตั้งสภาประชาชนและการฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง
 
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ทวีความตึงเครียดและมีความไม่แน่นอน สปอตไลท์เริ่มส่องไปที่ทหาร ตัวแสดงที่สำคัญตัวหนึ่งของการเมืองไทย 27 ธันวาคม 2556 คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก แถลงในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องการรัฐประหาร แต่ก็ยืนยันว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการพูดคุย 
 
ยึดหน่วยเลือกตั้ง ปูทางสู่การรัฐประหาร
 
13 มกราคม 2557 แกนนำกปปส.นัดชุมนุมปิดถนนสายหลักในกรุงเทพมหานคร (Shut down Bangkok) เพื่อยกระดับการชุมนุม หวังเผด็จศึกกดดันรัฐบาลรักษาการให้ลาออก และรณรงค์ไม่ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในระหว่างการชุมนุมที่ยืดเยื้อ รัฐบาลตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 21 มกราคม 2557 เพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล 
 
วันที่ 26 มกราคม 2557 กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าในกรุงเทพมหานครและในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 440,000 คนไม่สามารถออกเสียงลงคะแนนได้ เช่น ที่จ. ตรัง กลุ่ม กปปส. ตรัง เดินทางมาปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ที่จ.นครศรีธรรมราช มีมวลชนมาปิดล้อมจนต้องยุติการเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งจังหวัด ขณะที่ จ.ชุมพร มวลชน กปปส. ตั้งเวทีปราศรัยหน้าสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้าตั้งแต่เวลา 05.00 น. เพื่อป้องกันการรับหีบและบัตรเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่

ที่มาภาพ: มติชน

31 มกราคม 2557 สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศบนเวที กปปส.ว่า หน่วยเลือกตั้งจะสามารถเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิได้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557

ทว่าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 วันก่อนการเลือกตั้งก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้น ในกรุงเทพมหานคร ระหว่างที่ผู้ชุมนุม กปปส. ปิดกั้นการส่งหีบเลือกตั้งจากสำนักงานเขตหลักสี่ มีกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลราว 200 คน มาชุมนุมเผชิญหน้าคัดค้านกลุ่มกปปส. การเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมสองฝ่ายที่มีความเห็นต่างกันทำให้เกิดความตึงเครียดถึงขั้นใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบกันหลายนัด ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อยหกคน

เหตุการณ์ที่่เป็นที่โจษจันคือ ลุงอะแกว วัย 72 ปี ที่เห็นว่ามีการชุมนุมกันบริเวณหลักสี่จึงเข้าไปสังเกตการณ์ เนื่องจากเป็นห่วงลูกสาวที่ทำงานขายอาหารอยู่ ภายในห้างไอทีสเเควร์ โดยอยู่ฝั่งผู้ชุมนุมสนับสนุนการเลือกตั้งและถูกยิงจนกลายเป็นอัมพาต เกือบ 8 เดือน จนกระทั่งเสียชีวิต

ผลแห่งความรุนแรงทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสินใจระงับการลงคะแนนในเขตหลักสี่ นอกจากนี้ ยังยกเลิกการลงคะแนนใน จ.ชุมพร ตรัง พังงา พัทลุง ภูเก็ต ระนอง สงขลาและสุราษฎร์ธานีเนื่องจากขาดบัตรเลือกตั้ง

2 กุมภาพันธ์ 2557 วันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตดินแดงชุมนุมประท้วงกลุ่ม กปปส. ที่ปิดล้อมสำนักงานเขตดินแดงทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ได้ พร้อมทั้งเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้ง

ในวันเดียวกันก็เกิดเหตุผู้สนับสนุนกลุ่ม กปปส. ออกมาปิดล้อมคูหาเลือกตั้งในหลายๆ พื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดทางภาคใต้ หลายจุดมีการปะทะกันระหว่างผู้ต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งกับผู้ชุมนุม เช่น กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. หาดใหญ่ ปิดล้อมศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ทำให้ยังไม่สามารถแจกจ่ายบัตรเลือกตั้งไปยังจังหวัดต่างๆ ในชายแดนภาคใต้ได้ และที่สำนักเขตเลือกตั้ง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็มีกลุ่ม กปปส. ปิดล้อมเช่นกัน

สำหรับที่กรุงเทพมหานครมีการปิดหน่วยเลือกตั้งที่ 17 สุเหร่าบ้านดอน ย่านทองหล่อ หลังถูกปาด้วยประทัดยักษ์และมีผู้ชุมนุมเป่านกหวีดให้ยุติการเลือกตั้ง ขณะที่เขตหลักสี่ ดินแดง ราชเทวี มีการปิดหน่วยเลือกตั้งโดยกลุ่มผู้ชุมนุม ส่วนเขตบางกะปิกับบึงกุ่มมีปัญหาคณะกรรมการหน่วยเลือกตั้งไม่เพียงพอ ทำให้ประกาศปิดรับการลงคะแนนในบางหน่วย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง รายงานในภายหลังว่า สามารถจัดการเลือกตั้งได้ 68 จังหวัด มีผู้มาใช้สิทธิ 20,530,359 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 47.72 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งของทั้ง 68 จังหวัด และมี 9 จังหวัด ที่จัดการเลือกตั้งไม่ได้

21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวกัน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากภาควิชาการและพรรคเพื่อไทย กานต์ ยืนยง นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวว่า ค่อนข้างชัดเจนว่า องค์กรอิสระต้องการถอดถอนยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีทั้งคณะเพื่อสร้างช่องว่างแห่งอำนาจ ด้านสดศรี สัตยธรรม อดีตผู้พิพากษาและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง วิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการแช่แข็งประเทศ และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้มากเพื่อ "นำประชาธิปไตยกลับคืนมา

ในวันเดียวกัน กลุ่มนักเรียนนักศึกษาซึ่งใช้คำขวัญว่า "โปรดเคารพอนาคตของเรา" (Respect My Future) รวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และใช้ผ้าดำคลุมอนุสาวรีย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ประชาธิปไตยได้ตายลงแล้ว ส่วนประชาชนอีกกลุ่มจัดกิจกรรมชื่อ "เคารพเสียงของเรา" (Respect My Vote) เพื่อเรียกร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลาออก

7 พฤษภาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้ายข้าราชการโดยมิชอบ

9 พฤษภาคม 2557 สุเทพและแกนนำ กปปส.เปิดฉากการประท้วงที่เรียกว่า “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” โดยเข้าควบคุมพื้นที่สื่อมวลชนที่ผู้ชุมนุมมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล และโน้มน้าวไม่ให้รายงานโฆษณาชวนเชื่อนิยมรัฐบาลอีกต่อไป เพราะเชื่อว่าเป็นการบิดเบือนความจริง

สถานการณ์ดูจะเข้าสู่สภาวะสุกงอม กลางดึกของวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศกฎอัยการศึกในรูปของประกาศกองทัพบก เนื่องจากผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายยังไม่มีทีท่าจะยุติการชุมนุม

วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลรักษาการแถลงว่า ไม่ได้รับการปรึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจของกองทัพ ต่อมากองทัพแถลงว่าท่าทีดังกล่าวมิใช่การรัฐประหาร แต่มีการเรียกตัวแทนของรัฐบาลรักษาการและตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าเจรจาหาทางออก

เย็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศผ่านทางโทรทัศน์ว่า กองทัพภายใต้การนำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินได้เรียบร้อยแล้ว


ดูสรุปสถานการณ์ประจำปี 2557 กรณีอื่นๆ

สรุปสถานการณ์ปี 2557 1/5 : การเรียกบุคคลไปรายงานตัว การจับกุมและการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก

สรุปสถานการณ์ปี 2557 2/5: คดีหมื่นประมาทพระมหากษัตริย์ เดินหน้าหนึ่งก้าวก่อนถอยหลังอีกสามก้าว

สรุปสถานการณ์ปี 2557 3/5: เสรีภาพการชุมนุม/การแสดงออกสาธารณะ และการตั้งข้อหาทางการเมือง

สรุปสถานการณ์ปี 2557 4/5: การฟ้องคดีหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อปิดกั้นการแสดงออก

สรุปสถานการณ์ปี 2557 5/5 : เก็บตกเหตุการณ์ก่อน-หลังรัฐประหาร การเซ็นเซอร์ตัวเอง การปิดกั้นสื่อออนไลน์ การปิดวิทยุชุมชน และอื่นๆ