โดย เอื้องอัยราวัณ
ที่มา
พันทิป7 กุมภาพันธ์ 2550
ในตอนนี้ทั้งคมช. และสื่อในเครือเผด็จการทั้งหลายกำลังนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาชนกับทักษิโนมิกส์เพื่อยัดเยียดข้อหาไม่จงรักภักดีและหมิ่นพระบรมฯให้กับคุณทักษิณ ผู้เขียนเข้าใจว่าบทความ "พุทธเศรษฐศาสตร์" ชิ้นนี้คงเป็นบทความหนึ่งที่พวกสื่อนำมาใช้อ้างถึงข้อกล่าวหาที่พวกเขาลงข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริงว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางไปออกสื่อต่างประเทศพูดว่า ทักษิโณมิกส์ได้รับความมั่นใจมากกว่าเศรษฐกิจพอเพียง แต่หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านและนั่งแปลบทความความชิ้นนี้แล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีส่วนใดของบทความที่บ่งบอกว่าทักษิณนำปรัชญาพอเพียงไปเปรียบเทียบกับทักษิโนมิกส์เลย นี่เป็นบทความที่นักคอลัมนิสต์ต่างชาติแสดงความคิดเห็นของเขาต่อภาวะเศรษฐกิจและการเมืองไทยในขณะนี้เอง ไม่เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของคุณทักษิณแม้แต่นิดแต่สื่อสารมวลชนไทยในเครือเผด็จการคงอ่านแล้วเสียดแทงใจเมื่อเห็นนักคอลัมนิสต์ต่างประเทศกล่าวถึงการบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณในแง่บวกและมองภาพของรัฐบาลทักษิณว่ามีความโปร่งใสกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งต่างกับนักคอลัมนิสต์ของไทยที่เขียนบทความต้องการให้ประเทศไทยล่มจมภายใต้การนำของรัฐบาลทักษิณไม่เว้นแต่ละวันช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
อีกทั้งผู้เขียนคิดว่าการที่สื่อต่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมานั้นน่าจะเป็นสิ่งที่เราต้องรับฟังด้วยซ้ำเพราะเป็นกระจกบานใหญ่สะท้อนมุมมองต่างประเทศที่มีต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไทยของรัฐบาลทหารได้เป็นอย่างดีค่ะ เพราะถึงอย่างไรประเทศไทยก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้ในเวทีโลกโดยไม่พึ่งพิงเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศแน่นอน เพราะการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและสังคม การค้าเสรีมิได้เป็นเพียงการเปิดโอกาสใหม่ทางการตลาดระหว่างประเทศคู่ค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์และความเข้าใจทางวัฒนธรรมอันใกล้ชิดระหว่างประเทศคู่ค้า การค้าเสรีคือแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนทั้งในไทยและในเอเชีย ดังนั้นการค้าเสรีจึงเป็นสิ่งที่ต้อง "ผูกมัดสัมพันธ์มากขึ้น" เพราะความสำเร็จของไทยทั้งในอดีตและอนาคตมิได้มาจากที่อื่นแต่มีรากเหง้ามาจากการเปิดประเทศสู่ต่างชาติและการเข้าร่วมโลกยุคโลกาภิวัตน์นั่นเอง
พุทธเศรษฐศาสตร์โดย จอร์จ เวอห์ฟริซส์
นิตยสารนิวส์วีคระหว่างประเทศ
ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2550
แปลโดย คุณเอื้องอัยราวัณ
ในตอนนี้ประเทศไทยกำลังเดินตาม “ทางสายกลาง” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวไทย แต่มาตรการใหม่จะช่วยให้คณะรัฐประหารที่อยู่ในสภาพง่อนแง่นในตอนนี้มีเสถียรภาพมากขึ้นหรือเป็นแต่เพียงทำลายเศรษฐกิจให้ย่อยยับไปกับตา?
ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยกล่าวว่ามาตรการใหม่ที่ออกมาก็เพื่อเป็นการ "อุดช่องโหว่" ของกฏหมาย แต่สิ่งที่บรรดาผู้นำนักธุรกิจต่างชาติมองเห็นมาตรการที่ออกมาครั้งล่าสุดมันไม่ใช่อย่างนั้นหลังจากที่เขากล่าวสรุปสั้นๆ กับนักลงทุนต่างประเทศที่กรุงเทพถึงแนวทางในการผ่อนผันระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดต่อการลงทุนในประเทศ ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งให้ความเห็นว่า เหล่านักลงทุนมองการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็นวิธีการของ “พวกกีดกันทางการค้า” ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ในการประชุมกันอย่างเคร่งเครียดไม่นานต่อมา ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนในครั้งนี้ได้ระดมยิงคำถามใส่รัฐมนตรีว่าการอย่างไม่อ้อมค้อมพร้อมทั้งเตือนว่ามาตราการดังกล่าวที่ออกมาอาจจะขัดต่อระเบียบข้อบังคับขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้ “มีความแตกต่างในปรัชญาขั้นพื้นฐาน” แหล่งข่าวกล่าว “มันเห็นชัดเจนเลยว่าพวกเขากำลังเดินย่ำอยู่กับที่”
เมื่อคณะทหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกของทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาทำไปโดยอ้างว่าที่พวกเขาทำเช่นนั้นก็เพื่อเข้ามายุติความไม่สงบทางการเมืองที่ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะชะงักงันเมื่อปีที่แล้ว แต่ถึงแม้ว่าการเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนจะยุติลงแล้วแต่ในตอนนี้จากบรรยากาศแห่งความสุขสมที่เคยเห็นการพังลงของรัฐบาลทักษิณกลับถูกแทนที่ด้วยอารมณ์แห่งความสับสนอย่างรุนแรง สถานการณ์ในประเทศจะต้องกลับเข้าสู่สภาวะปกติตามที่คณะรัฐประหารได้ให้คำมั่นไว้กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า และด้วยนโยบายผิดพลาดหลายอย่างที่ออกมา ทั้งข่าวลือเรื่องการทำรัฐประหารซ้อนที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและเหตุระเบิดหลายระลอกที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายล้วนแล้วแต่สร้างความระส่ำระสายให้กับรัฐบาลชุดนี้เพิ่มมากขึ้น
ปัญหาน่าจะเป็นเพราะว่านายทหารระดับสูงเหล่านี้ขาดความรู้ความสามารถและ “ขุนนางนักวิชาการ” ที่เคยได้รับการฝึกฝนจากต่างประเทศต่างได้กลายเป็นคนตกยุคไปแล้วแต่เมื่อติดตามนโยบายเศรษฐกิจของสุรยุทธ์ จุลานนท์นายกรัฐมนตรีชั่วคราวของไทยอย่างใกล้ชิดมันบอกถึงว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดากำลังดำเนินอยู่ นับตั้งแต่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อดีตนายพลผู้นี้ได้เริ่มนำเอามาตรการที่จะหยุดกระแสการพัฒนาสังคมไทยตามแบบอย่างตะวันตกมาใช้ ด้วยการลดบทบาทของนักลงทุนต่างชาติที่เล่นบทเด่นในระบบเศรษฐกิจและเน้น “ความสุขของประชาชน” ให้มากที่สุด มิใช่มุ่งเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างที่เขาได้พยายามผลักดันมันอยู่ นโยบายนี้ของสุรยุทธ์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคคลที่ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช วัย 79 ปี พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก พระองค์ได้ส่งเสริมแนวทางการดำเนินชีวิตอยู่แบบ “พอเพียง” แก่พสกนิกรชาวไทยมาเป็นระยะเวลานาน หมายถึงการกินอยู่อย่างพอประมาณ เรียบง่ายและดำเนินชีวิตในแบบพึ่งพาตนเอง บางคนก็เรียกแนวทางการเป็นอยู่แบบพอเพียงนี้ว่า “พุทธเศรษฐศาสตร์”
ทฤษฎีของกษัตริย์ปฏิเสธการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและขาดความระมัดระวังที่เคยทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วแต่ก็ต้องมาพังครืนลงเพราะวิกฤติการณ์การเงินในเอเชียระหว่างช่วงปี 2540 – 2541 แนวความคิดริเริ่มในการพัฒนาอย่างอาจหาญของทักษิณจึงทำให้ถูกมองว่าเป็นนโยบายที่อันตราย “ทักษิโนมิกส์ ” ให้โอกาสกับคนในชนบทได้มีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วยโครงการกองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าราคาถูกและนโยบายที่ส่งเสริมการจัดการผลิตผลทางการเกษตรด้วยระบบทุนนิยม มาตรการเหล่านี้ผู้นำคณะรัฐประหารกลับให้เหตุผลว่าเป็นการก่อวิกฤติหนี้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม “ความพอเพียง” ที่ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาทได้ให้ความสำคัญกับ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเพื่อรองรับแรงกระแทกจากกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกาภิวัฒณ์ รายงานการศึกษาโดยสรุปเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒณามนุษย์” ได้รับการตีพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) ร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของไทย “นี่เป็นความพยายามของรัฐบาลในการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์โดยเน้นที่วิธีการปฏิบัติ” สุรยุทธ์กล่าวนำ
เป็นที่น่าฉงนสนเท่ห์อยู่ไม่น้อยว่านักลงทุนต่างชาติในเมืองไทยจะรู้สึกถึง “ความแตกต่างทางปรัชญา” นี้หรือไม่ ดูเหมือนพวกเขากำลังตกเป็นเหยื่อในการโจมตี “นโยบายของทักษิณ” รุนแรงขึ้นทุกทีและหากพูดขยายความให้ชัดก็คือนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยการพึ่งพาการส่งออกที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติเอเชียส่วนใหญ่มาตั้งแต่ช่วงระหว่างปี 2503 – ถึงปี 2512 กลุ่มคนที่เสนอ “แนวความคิดพอเพียง” รวมไปถึงนายทหารหัวอนุรักษ์นิยมที่ไม่เป็นมิตรกับประชาธิปไตยแบบหนึ่งคน หนึ่งเสียง พวกหัวชาตินิยมจัดมีความกระตือรือร้นอย่างสูงที่จะลดบทบาทธุรกิจของชาวต่างชาติที่มีหุ้นส่วนในตลาดไทยและชนชั้นนำในกรุงเทพฯซึ่งไม่พอใจกับแนวทางของทักษิณที่ทำให้เกษตรกรผู้ยากไร้กลายเป็นฐานเสียงสำคัญของตน โดยการเชื่อมโยงนโยบายใหม่กับสถาบันกษัตริย์ที่ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ภายใต้กฏหมายไทยกลุ่มผู้ทรงอำนาจในสังคมเหล่านี้ไม่เปิดโอกาสให้มีเวทีการโต้แย้งใดๆเกิดขึ้นเลย “ความพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดหลายชั้น มันเป็นปรัชญา แนวทางการดำเนินชีวิต แนวนโยบายปฏิบัติที่มีศักยภาพและเป็นบริบทสำคัญสำหรับการรัฐประหาร 19 กันยาฯ” นักรัฐศาสตร์ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการแห่งสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ กล่าว “แต่ความพยายามของรัฐบาลที่จะเปลี่ยนแนวความคิดไปเป็นนโยบายนั้นเป็นปัญหาอยู่มาก”
กษัตริย์ภูมิพลทรงให้การสนับสนุนการปฏิรูประบบเกษตรกรรมมาเป็นเวลานาน ทฤษฏีใหม่ของพระองค์ดำริขึ้นในช่วงต้นปี 2533-2542 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวความคิด “ชีวิตเรียบง่ายแบบชนบท” ปีเตอร์ แฮนเล่ย์เขียนในหนังสือชีวประวัติของกษัตริย์เล่มใหม่ของเขาที่มีชื่อว่า “กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม” ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นที่ทราบกันดีว่ากษัตริย์ได้ว่ากล่าว “ผู้ที่คิดว่าประเทศไทยเป็นเสือตัวเล็กแล้วจะกลายเป็นเสือตัวใหญ่ขึ้นในภายหลัง” ทรงรับสั่งว่า “การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ” และ “พวกเราต้องก้าวถอยกลับด้วยความระมัดระวัง”
นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2533 – ถึงปี 2543 ข้าราชการและนักเศรษฐศาสตร์ที่เกษียณอายุกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งได้ทำงานร่วมกันเพื่อจัดระบบแนวความคิดต่างๆของกษัตริย์ให้ผนวกเข้าเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ผลงานอันหนึ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้วได้ปรากฏอยู่ในรายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) และในแผนพัฒนาฯในระยะ 5 ปีฉบับล่าสุดของประเทศไทย พวกเขากล่าวว่ามันอธิบายถึง “ทางสายกลาง” ระหว่างโลกาภิวัฒน์ตกขอบและการเก็บเนื้อเก็บตัว ระหว่างรัฐทุนนิยมเสรีที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและรัฐสวัสดิการแบบสังคมนิยม และระหว่าง “ความล้าหลังและฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง” ดังที่ระบุไว้ในเนื้อหาของรายงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ วัตถุประสงค์หลักอันหนึ่งก็คือเพื่อบรรเทา “วัฏจักรแห่งความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ซึ่งคอยเฝ้าหลอกหลอนระบบเศรษฐกิจของชาติกำลังพัฒนา วิศาล บุปผเวส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าว “ผมยอมรับว่ามันขัดกับลัทธิทุนนิยมเสรีสมัยใหม่แบบบริโภคนิยม” นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทกล่าว “แต่พวกเราต้องเลือกวิถีชีวิตแบบใหม่”
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) เรียกทฤษฎีพอเพียงของประเทศไทยว่าเป็นการตอบสนองที่มีลักษณะเฉพาะตัวต่อผลกระทบที่ประเทศอิงระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ทุกประเทศเผชิญอยู่ในขณะนี้ เช่น การสูญเสียอำนาจอธิปไตย การพึ่งพาตลาดสากล คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่แย่ลงและช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนเพิ่มมากขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับคนหนึ่งของไทยซึ่งถูกถามเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่าทฤษฎีนี้มีความหมายว่าอย่างไร ได้หัวเราะอย่างประหม่าและพูดขึ้นโดยพลันว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน!” เขาขอร้องว่าอย่าเปิดเผยชื่อของเขาด้วยกลัวจะถูกมองว่าโจมตีกษัตริย์ แต่ก็ได้อธิบายว่า “มันตรงข้ามกับแนวทางหลายๆอย่างของทักษิณ นับว่าเขา(ทักษิณ)เป็นเสือตัวหนึ่ง” เขากล่าวว่าในทางตรงกันข้ามคณะทหารกลับน้อมรับเอาทฤษฎีพอเพียงมาเป็น “แนวทางอย่างเคร่งครัด”
นั่นพอจะอธิบายถึงการทำหน้าที่ครั้งแรกของสุรยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้กับความพยายามอย่างไม่เข้าท่าที่จะเพิ่มอายุผู้ดื่มสุราและสั่งห้ามโฆษณาสุราทุกประเภท หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยกเลิกห้ามขายสลากกินแบ่งรัฐบาลหวยบนดินที่ริเริ่มโดยทักษิณ ต่อมาในวันที่ 18 ธันวาคมธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการควบคุมเงินทุนเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาททำให้ ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ร่วงกราวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 15 และบังคับให้บรรดานายทหารระดับสูงต้องเข้ามามีส่วนในการยกเลิกมาตรการควบคุม ผลกระทบจากการออกนโยบายที่ผิดพลาดทำให้ความไม่มั่นใจที่มีต่อรัฐบาลขยายวงกว้างออกไป “ฉันได้รับโทรศัพท์จากสมาชิกคนหนึ่งว่าธนาคารของเขาในฮ่องกงปฏิเสธที่จะโอนเงินเข้าบัญชีที่เมืองไทย” จูดี้ เบนน์ผู้อำนวยการอาวุโสจากหอการค้าอเมริกันในกรุงเทพกล่าว “นั่นคือเมื่อสองวันก่อน”
การทบทวนแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ("พ.ร.บ.") ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างความลำบากใจให้กับนักลงทุนต่อไปอีก พ.ร.บ.ฉบับนี้วางกฏระเบียบที่เคร่งครัดขึ้นใหม่กับผู้ร่วมลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนในเศรษฐกิจไทยและตามที่หอการค้าในกรุงเทพฯกล่าว กฏใหม่นี้อาจบีบบังคับให้นักลงทุนต่างชาติกว่า 10,000 คนกระจายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทสัญชาติไทยหรือโอนการควบคุมไปไห้แก่นักลงทุนไทยแทน ระเบียบใหม่ที่ถูกเสนอออกมานี้ทำให้เกิดความคลุมเครือขึ้น - อุตสาหกรรมบางประเภทเช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาจได้รับการยกเว้น เหมือนอย่างที่เหล่านักลงทุนอเมริกันได้รับความคุ้มครองจากสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย อนาคตของกลุ่มชิน คอร์ปยังคงไม่แน่นอน ครอบครัวของทักษิณที่ได้ขายหุ้นให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว (ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่สุดท้ายนำไปสู่การทำรัฐประหาร) และก็ยังมีโอกาสเสมอที่รัฐบาลอาจยอมถอยอีกครั้งหนึ่ง
นักสังเกตการณ์หลายคนยังคงสรุปว่าหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่เป็นที่ดึงดูดมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ซึ่งมีการการเติบโตทางเศรษฐกิจโตขึ้นร้อยละ 5 หรือมากกว่ามาตั้งแต่ปี 2543 – ในตอนนี้ได้เดินถอยหลังกลับไปอย่างเลวร้าย นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ตกอยู่ภาวะซบเซามากที่สุดในโลก แม้กระทั่งสื่อมวลชนไทยในตอนนี้กำลังพยามยามอย่างเต็มที่ที่จะวิจารณ์นโยบายของสุรยุทธ์ ในภาวะที่กฏหมายตรวจตราการเสนอข่าวฉบับใหม่จำกัดการให้ข่าวของสื่อ: บทบรรณาธิการนำของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันพุทธที่ผ่านมาได้กล่าวหาเหล่านายทหารระดับสูงว่ากำลังอยู่ไม่สุขกับกฏข้อบังคับที่ออกมาที่เป็น “ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ว่าทำไมประเทศไทยถึงเป็นอยู่อย่างที่เป็นทุกวันนี้” ผู้ประกอบการหลายรายต่างก็รู้สึกแย่เช่นกัน “ชัดเจนเลยว่าพวกเขาได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง” ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ใช่คนไทยคนหนึ่งซึ่งขอร้องไม่ให้เปิดเผยชื่อของเขาเพราะกลัวจะถูกทำร้าย กล่าว “บรรยากาศมันไม่ส่งเสริมการลงทุนเลยและการแข่งขันก็ลดลง พวกเขานำเอาธุรกิจไปปนกับการเมือง”
ผลงานการบริหารประเทศที่ย่ำแย่ของคณะรัฐประหารทำให้ฝ่ายต่อต้านมีมวลชนเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด: ความอาลัยอาวรณ์ทักษิณ นักธุรกิจต่างชาติในตอนนี้อดที่จะมองย้อนกลับไปในยุคทักษิณไม่ได้ เป็นยุคที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นรัฐบาลที่โปร่งใสเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน กลุ่มผู้สนับสนุนชาวรากหญ้าที่เป็นฐานเสียงของอดีตผู้นำก็ยังคงอยู่กับเขา และบอกด้วยว่าถ้าหากจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในวันพรุ่งนี้เขาจะชนะการเลือกตั้งอีก และขณะที่เหล่านายทหารระดับสูงได้ยืดระยะเวลาการมอบคืนการปกครองโดยพลเรือนที่พวกเขาได้สัญญาไว้หลังจากรัฐประหารออกไปอีก กลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยซึ่งครั้งหนึ่งเคยต่อต้านทักษิณตอนนี้ก็หันมาต่อต้านสุรยุทธ์และเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็ว
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า: อะไรคือแผนการที่แท้จริงของคณะรัฐประหารในการยึดอำนาจครั้งนี้? การยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540, ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในเอเชีย, เป็นไปได้ว่าอาจเป็นเป้าหมายอันหนึ่ง ในตอนนี้กลุ่มอนุรักษ์นิยมไทยได้เตรียมนำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้ามาแทนที่ซึ่งอาจเอื้อให้ทหารเถลิงอำนาจอยู่นานขึ้นไปอีก เป้าหมายอีกอันหนึ่งก็คือเพื่อลบภาพทักษิโนมิกส์ซึ่งเป็นนโยบายที่หยิบยื่นความหวังให้กับชาวชนบทซึงเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทางเลือกหนึ่งก็คือปรัชญาทางเศรษฐกิจที่วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อทางพุทธศาสนาที่หลีกเลี่ยงการบริโภคแบบทุนนิยม “หากตีความอย่างอนุรักษ์นิยม ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงทำให้รักษาสถานะเดิมเอาไว้ได้มั่นคงขึ้น” นักวิชาการท้องถิ่นผู้หนึ่งได้ออกความเห็นไว้ บางทีการที่ประเทศไทยแบ่งออกเป็นกลุ่มชนชั้นนำผู้มีอันจะกินในเมืองและชนชั้นล่างในชนบทที่จมอยู่กับวิถีชีวิตแบบเดิมๆจะเป็น “ทางสายกลาง” ที่อยู่ในใจเหล่าทหารระดับสูงตลอดมาตั้งแต่แรกแล้ว
Buddhist EconomicsBy George Wehrfritz
Newsweek International
Jan. 22, 2007 issue
Thailand is now charting a 'middle path' set out by its beloved king. But will new measures bolster the shaky junta, or simply kill the economy?
Thailand's finance minister, Prodiyathorn Devakula, said the new rules were meant merely to "close loopholes." But that's not how foreign business leaders saw it last week, when he briefed them in Bangkok on plans to revise the country's investment restrictions. They viewed the move as starkly protectionist, according to one participant. In the tense discussion that followed, the visitors peppered the minister with pointed questions, warning that the measures could be challenged at the World Trade Organization. "There's a fundamental philosophical gap," said the source. "It became obvious we were getting nowhere."
When Thai generals toppled the elected government of Thaksin Shinawatra last Sept. 19, they did so in the name of halting the turmoil that had gripped the country for the last year. But though the daily street demonstrations may have ended, the euphoria that followed Thaksin's fall has now been replaced with a sense of profound confusion. The return to normalcy promised by the junta leaders has failed to materialize, and policy blunders, persistent coup rumors and a recent spate of unsolved bombings have heightened uncertainty.
The problem may be that the generals are simply inept and their Western-trained technocrats past their prime. But a close look at the economic agenda of Surayud Chulanont, Thailand's interim prime minister, suggests something else is at work. Since his appointment last October, the former general has introduced measures to halt the Westernization of Thai society, downsize the role foreigners play in the economy and maximize "happiness," not growth, as he put it. Surayud's blueprint draws inspiration from the country's highest authority: 79-year-old King Bhumibol Adulyadej, the world's longest-reigning monarch. His Highness has long advocated "sufficiency" in Thai life, meaning humility, simplicity and living within one's means. Others have a different name for it: "Buddhist economics."
The king's theory rejects the overheated, speculative growth that made Bangkok a boomtown 10 years ago but came to a crashing halt during the 1997-98 Asian financial crisis. And it casts Thaksin's bold development initiatives as dangerous adventurism. "Thaksinomics" offered the rural poor a shot at upward mobility through low-interest loans, low-cost medical care and policies that encouraged farmyard capitalism—measures, coup leaders argue, that set up Thailand for another debt crisis. Sufficiency, by contrast, advocates three related tenets—moderation, rationalism and "self-immunity"—to buffer Thailand from the shocks of globalization. Outlined in "Sufficiency Economy and Human Development," a study published last week by the United Nations Development Program in collaboration with senior Thai economists, "it is the modus operandi for [the] government's efforts to promote human development," as Surayud wrote in the foreword.
Little wonder foreign investors in Thailand are sensing a "philosophical gap." Increasingly, they seem to be falling victim to a major assault on Thaksin's policies and, by extension, the export-led growth model that has driven most East Asian economies since the 1960s. Sufficiency proponents include conservative generals uncomfortable with one-person, one-vote democracy; nationalists eager to reduce the role of foreign businesses in Thai markets; and the Bangkok elite, which is unhappy with the way Thaksin mobilized poor farmers into a sturdy electoral base. By linking new policies to the monarch, who under Thai law is inviolate, these powerful groups have managed to ward off virtually all debate. "Sufficiency is multilayered: it's a philosophy, a way of life, a potential policy platform and context for the [Sept. 19] coup" says political scientist Thitinan Pongsudhirak, director of the Institute of Security and International Studies at Bangkok's Chulalongkorn University. "But the government's effort to convert it from concept to policy has been very problematic."
King Bhumibol has long advocated agrarian reform. In his New Theory, articulated in the early 1990s, he espoused "the bucolic peasant life," writes Peter Handley in his new biography of the monarch, "The King Never Smiles." During the 1997 financial crisis, the king famously chided those who "thought Thailand would become a little tiger, then a bigger tiger," declaring, "being a tiger is not important," and "we have to take a careful step backwards."
Since the late 1990s, a small group of retired officers, bureaucrats and economists have worked to codify the king's ideas into a unified economic theory—the very one now embodied in the UNDP report and in Thailand's latest five-year development plan. They say it represents a "middle path" between excessive globalization and inwardness, between unbridled capitalism and the welfare state, and between "backwardness and impossible dreams," as the UNDP report puts it. One main aim is to mitigate "the inevitable boom-bust cycles" that haunt many developing economies, says Wisarn Pupphavesta, a senior economist at the Thailand Development Research Institute. "I accept that it goes against neoliberal consumer capitalism," says an economist with close ties to the monarchy. "But we must choose a new way of life."
The UNDP calls sufficiency Thailand's unique response to the threats all globalized countries now face, such as the loss of political sovereignty, overdependence on international markets, environmental degradation and the growing gap between rich and poor. Yet one well-respected Thai economist, asked last week what the theory signified, chuckled nervously and blurted out: "It beats me!" He asked not to be identified for fear of being seen as attacking the king, but explained: "It's a counterpoint to Thaksin's style of things. He was a bit of a tiger type." The generals, he said, had, in contrast, embraced sufficiency with "a puritanical streak."
That would explain Surayud's first act as prime minister: a bungled attempt to raise the drinking age and ban all liquor ads. Soon after, he also halted a national lottery introduced by Thaksin. Then on Dec. 18, Thailand's central bank imposed stringent capital controls to stem the baht's appreciation, triggering a 15 percent drop on the local stock exchange and forcing the generals to partially rescind the controls. The net effect of these missteps has been infectious uncertainty. "I got a call from a member who said his bank in Hong Kong is refusing to make transfers into Thailand," says Judy Benn, executive director of the American Chamber of Commerce in Bangkok. "That was two days ago."
Last week's revision of the 1999 Alien Business Act further frazzled investors. It places new limits on outside participation in the Thai economy and could, according to trade groups in Bangkok, force more than 10,000 foreign investors to divest their Thai holdings or cede control to local partners. The proposed rules are murky—certain industries, such as manufacturing, would be exempt, as would U.S. investors, who are protected by a U.S.-Thai treaty. The fate of Shin Corp., the family conglomerate Thaksin sold to Singapore's Temasek a year ago (setting off the political crisis that ultimately led to the coup), remains uncertain. And there's always a chance that the government could back down yet again.
Still, many observers have concluded that one of Southeast Asia's most attractive economies—which has boasted growth of 5 percent or better since 2000—is now backsliding badly. Since the coup, the Thai Stock Exchange has become one of the world's most sluggish. Even the Thai press is now pushing the limits of new censorship rules to denounce Surayud's policies: the Bangkok Post's lead editorial last Wednesday accused the generals of fiddling with regulations that were "part of the reason why Thailand is what it is today." Entrepreneurs are also unhappy. "They're obviously in the middle of a fundamental change in [their] political structure," says one non-Thai small-business owner, who asks not to be named for fear of reprisal. "It will discourage investment and lower competitiveness. They're mixing business with politics."
The junta's underperformance has also given rise to an unanticipated counterforce: Thaksin nostalgia. Foreign businesses now look fondly on the Thaksin era as one of stability, growth and relatively clean government. The deposed leader's rural supporters remain with him, suggesting he would win an election if it were held tomorrow. And as the generals delay the speedy return to civilian rule they promised after the coup, the pro-democracy forces who once opposed Thaksin are now turning on Surayud and demanding immediate elections.
All of which provokes the question: what was the junta's true agenda when it took power? Repealing the country's 1997 Constitution, which was one of Asia's most democratic, was one likely goal. Thai conservatives are now preparing a replacement, which may keep generals at the helm. Another objective was to derail Thaksinomics and its encouragement of Thailand's rural masses. The alternative is an economic philosophy based on Buddhist tenets that eschews consumer capitalism. "Interpreted conservatively, sufficiency theory serves to reinforce the status quo," observes one local scholar. Perhaps a Thailand divided into a well-heeled urban elite and a permanent rural underclass is the "middle way" the generals have had in mind all along.