วันศุกร์, เมษายน 04, 2551

บทความ: หลักการประชาธิปไตยคือหลักของการเป็นมนุษย์

โดย ใหญ่ บางซื่อ
4 เมษายน 2551

ความนำ
ขณะนี้มีการถกเถียงขัดแย้งกันในทางการเมืองเรื่องการแก้รํฐธรรมนูญ ว่าควรจะแก้ดี หรือไม่ดี ฝ่ายที่เห็นว่าควรแก้ได้แก่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นรัฐบาลผสมนำโดยพรรคพลังประชาชน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคือพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

ความขัดแย้ง ต่างฝ่ายก็มีเหตุผลของของตนเอง ฝ่ายรัฐบาลซึ่งถือว่าตนเองมาตามครรลองของประชาธิปไตย กำลังพบกับอุปสรรคนานาประการที่ลดความเข้มแข็งของการปกครองและการบริหารจัดการ ไม่เป็นอันทำหน้าที่ เกิดผลเสียต่อส่วนรวม

ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสนับสนุนการปฏิวัติ เพราะไม่สามารถสู้ได้ตามครรลองของประชาธิปไตย เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติเพิ่งร่างมา ยังใช้ไม่นาน ยังไม่ควรแก้ไข ควรใช้ไปก่อน

ข้อขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ต่างมีกรณีเฉพาะมาหักล้างกัน เข้าใจว่าจะมีความขัดแย้งอีกยาวนาน หากไม่ตั้งอยู่บนหลักการที่ชัดเจน

หลักการที่สำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องยึดก็คือ หลักการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแก่นสาระของรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ยึดหลักการนี้ จะหาจุดจบได้ยาก ผู้เขียนไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ แต่พอมีความรู้เรื่องหลักการประชาธิปไตยมาบ้าง ประสงค์จะมีส่วนร่วมครั้งนี้ด้วย โดยการเสนอหลักการดังกล่าว เพื่อประกอบในการตัดสินใจ อาจเป็นทางออกที่ดีก็เป็นได้

หลักการประชาธิปไตย
หลักการประชาธิปไตย ที่สำคัญ ที่บ่งบอกลักษณะการแสดงออกของคน ซึ่งมักเรียกว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตย ประกอบด้วยหลักการสำคัญดังนี้

1. หลักของการยอมรับนับถือในความเท่าเทียมกันในความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
หลักการนี้นับว่ามีความสำคัญมากในหลักการของประชาธิปไตย สาระรัฐธรรมนูญ จะกล่าวถึงเรื่องการให้สิทธิเท่าเทียมกันของพลเมือง ไว้เสมอ และที่สำคัญคือการให้สิทธิการลงคะแนนเสียง หนึ่งคน หนึ่งเสียงในการเลือกผู้แทน เพื่อแสดงความมีส่วนร่วมในการปกครอง พร้อมๆกับการเคารพสิทธิ ในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันไปด้วย เมื่อทุกคนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงที่แต่ละคนมีเท่ากัน ดังนั้นเมื่อมีการตัดสินใจจึงมีการเคารพในเสียงข้างมากเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม คนย่อมมีกิเลส ตัณหา ชอบที่จะเอาเปรียบหาประโยชน์เห็นแก่ตัวเสมอ จึงต้องมีการจัดการศึกษาทุกระดับประเภทในการพัฒนามนุษย์ที่การศึกษาทุกระดับทุกประเภท จะต้องทำให้เป็นจิตลักษณะของแต่ละคนรู้จักเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น โดยพยายามให้เข้าถึงซึ่งความมีเมตตากรุณา ความอดทนอดกลั้น ความซื่อสัตย์ เป็นอาทิ

หลักการนี้ ชาวพุทธที่มีการศึกษาและพยายามเข้าถึงจะทราบดีว่าเป็นคำสอนหรือธรรมะที่สำคัญยิ่ง เพราะพระพุทธองค์ได้ทรงกระทำด้วยการสละความเป็นเจ้าชายที่มีอำนาจและทรัพย์ศฤงคารเพื่อออกบวช และศึกษาหาความรู้จนได้ตรัสรู้ธรรมะที่หาค่ามิได้

ทรงสอนด้วยการกระทำเป็นตัวอย่างด้วยพระองค์เอง กอปด้วยความเมตตากรุณาต่อกัน ช่วยให้ทุกคนช่วยตัวเองได้ ไม่เพียงมนุษย์ แม้สัตว์ก็ทรงให้มีเมตตา ทำให้เกิดสันติภาพในวิถีชีวิตที่เข้าถึงแก่นธรรมของพระพุทธองค์ จึงเป็นเหตุที่คำสอนของพุทธองค์ยืนยงมากว่า ๒๕๕๐ ปี

หลักคำสอนของพระพุทธองค์ เรื่องของการเคารพในความเท่าเทียมกันนี้ เป็นหลักที่สำคัญและใกล้ตัวของทุกคน จึงมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องพาดพิงให้พิจารณาอยู่เสมอ

หลายท่านคงทราบว่า สมัยที่มีการปฏิวัติที่เรียกว่าบอลเชวิคที่เปลี่ยนแปลงการปกครองของรัสเซียเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ผู้นำ หรือ กลุ่มผู้นำบางคน และได้สร้างสหภาพโซเวียต ในเวลาต่อมา เป็นเหตุให้ George Orwell ได้ประพันธ์นิยายเรื่อง Animal Farm เพื่อกระทบกระเทียบอย่างรุนแรงต่อระบอบนี้

สาระสำคัญของเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวสัตว์ในฟาร์ม มีหมูเป็นอาทิ ที่ปฏิวัติขับไล่เจ้าของออกไปแล้วตั้งเป็นคอมมูนเพื่อเป็นสังคมอุดมคติ เมื่อแรกยึดหลักของ all animals are equal หรือสัตว์ทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน แต่เมื่อมีการใช้อำนาจที่ไร้คุณธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเท่าเทียมกันก็ลดลงไปเรื่อยๆไม่สามารถก้าวไปถึงอุดมคติได้ เพราะมีการฉ้อฉนคดโกงมาก โดยไม่มีการตรวจสอบ หรือ คานอำนาจ ที่สุดก็สูญสลายไป

บางคนวิจารณ์ผู้เขียนว่ากระทบรัสเซียแรงมากว่าได้สร้างสังคมเยี่ยงสัตว์ ที่ไม่เคารพในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ (เนื่องจากสัตว์จะแย่งชิงและตัดสินกันด้วยกำลัง สัตว์บางชนิดกินแม้เป็นลูกของมันเอง) ให้เกิดขึ้น เพราะผู้เขียนเป็นชาวอังกฤษและประเทศอังกฤษเองก็เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตย และเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ยึดหลักความเคารพในความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันว่า หลักนี้มีความสำคัญมากสำหรับความเป็นมนุษย์ชาติ จึงได้มีการกำหนดเป็นปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

เมื่อเป็นปฏิญญาสากล สหประชาชาติ และประเทศมหาอำนาจจะคอยสอดส่องประเทศต่างๆว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ โดยเฉพาะประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการรูปแบบต่างๆ รวมทั้งประเทศที่มีการก่อการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะจุดเริ่มต้นก็ไม่เคารพสิทธิกันแล้ว และใช้กำลังข่มเหงกัน โดยที่ถือว่า ผู้มีอำนาจ คือผู้ที่ถูกต้อง

แต่สากลเขาไม่ถือเขาด้วย แต่ถือว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมีการดำเนินมาตรการด้วยการ แซงชั่น บอยคอต ในรูปแบบต่างๆ เช่น ไม่คบค้าด้วย ไม่ค้าขายด้วย ไม่ให้ความช่วยเหลือ ไม่ลงทุนด้วย หรือ ปิดล้อม ด้วยวิธีการต่างๆ ตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนในคราวปฏิวัติเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศไทยเรามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เช่นกัน แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งสื่อสารมวลชนของไทยส่วนใหญ่ นักวิชาการบางคน กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์บางกลุ่ม ไม่เพียงไม่ตำหนิการกระทำครั้งนี้เท่านั้น แต่กลับเห็นดีเห็นงามไปด้วย

หลักข้อนี้ถือว่ามีความสำคัญมากที่ประเทศอารยะทั้งหลายต่างต้องสะท้อนออกมาในรัฐธรรมนูญของตน โดยมีมาตราที่ให้การรับรองสิทธิของบุคคลที่ใครละเมิดมิได้ ตราบเท่าที่สิทธินั้นไม่กระทบสิทธิผู้อื่น ดังได้กล่าวมาแล้ว ใครสะท้อนได้มาก แสดงได้ว่า ได้สร้างความเป็นประชาธิปไตยได้มาก

ไม่แต่เพียงระดับประเทศ ที่พิจารณาหลักข้อนี้ในรูปของสิทธิมนุษยชน เท่านั้น หลักข้อนี้ ยังประยุกต์กับระดับบุคคลอีกด้วย กล่าวคือ ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินระดับคุณธรรมของบุคคล อีกด้วย หากผู้ใดเข้าไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นมากเท่าไร ผู้นั้นย่อมมีคุณธรรมต่ำเพียงนั้น ถ้าละเมิดถึงขั้นการฆ่าให้ตาย ย่อมมีคุณธรรมต่ำเช่นเดียวกับสัตว์ หรือ สิงโตที่กินลูกของมันเอง นั่นทีเดียว เพราะความมีคุณธรรม เป็นเกณฑ์สำคัญในการใช้จำแนกมนุษย์ออกจากสัตว์

ดังนั้น เมื่อมีการถกเถียงกันว่า รัฐธรรมนูญฯปี ๒๕๕๐ ควรได้รับการแก้ไขหรือไม่ ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กับ รัฐธรรมนูญฯปี ๒๕๔๐ มาเปรียบเทียบกันว่า ที่มา และสาระฉบับไหน ตอบสนองหลักการข้อนี้มากกว่ากัน ถ้าพบว่า ฉบับแรก ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด รับรองความเป็นมนุษย์น้อยกว่า จำเป็นต้องแก้ไข ก่อนที่จะนำสังคมไทยเป็นสังคมสิงห์โต

2. หลักของการใช้ปัญญาในการตัดสินหรือแก้ปัญหา
เมื่อมีหลักของความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เพื่อไม่ให้มนุษย์ใช้แรง(อย่างที่สัตว์ใช้)ในการตัดสินหรือแก้ปัญหา หรือรังแกกัน จึงมีการกำหนดหลักการการใช้ปัญญาในการตัดสิน หรือแก้ปัญหา เพื่อเป็นวิถีของการปฏิบัติ

ปัญญาเกิดจากการเรียนรู้ เข้าถึงความจริง ความรู้ ข่าวสารต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในกรณีต่างๆ รวมทั้งนำมาใช้ในการตัดสินอันเกิดจากความสัมพันธ์ หรือ ความขัดแย้งของคน

ที่สำคัญ ต้องใช้ปัญญาในการเลือก หรือลงคะแนนเสียง เพื่อที่ทำให้คะแนนที่เลือก เป็นคะแนนที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นการลดโอกาสของของระบอบที่พวกมากลากไปสู่ความเสื่อมโดยปริยาย

การศึกษาจึงมีความสำคัญมากสำหรับการสร้างความเป็นประชาธิปไตยในตัวคน และกลุ่มคน เพื่อให้เข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ รู้จักคิด และใช้ความคิด และมีทักษะปฏิบัติ อันเป็นครรลองของการดำเนินชีวิตที่ดี ถูกต้อง และสร้างสันติ

ความมีปัญญา เป็นเกณฑ์สำคัญอีกข้อหนึ่งที่ใช้จำแนกมนุษย์ออกจากสัตว์

การไม่ใช้ปัญญา แต่ใช้กำลังในการแก้ปัญหา ไม่เพียงเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักข้อนี้เท่านั้น หากแต่ขัดต่อการเคารพในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ด้วย

3. หลักของการมีส่วนร่วม
ในระบอบประชาธิปไตยถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก จึงใช้กำหนดเป็นหลักการไว้ เพราะแม้จะเป็นผู้มีปัญญา แต่หากขาดการมีส่วนร่วม ขาดการเข้าถึงบุคคล ขาดข้อมูลต่างๆ ย่อมจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด

เฉพาะอย่างยิ่ง ในการตัดสินใจเลือกผู้แทน เลือกผู้นำในระดับต่างๆ เพราะไม่ใช่เพียงเป็นการเลือกบุคคล หรือคณะบุคคล แต่เป็นการเลือกให้เขาไปทำงานแทนเรา จึงต้องเลือกบุคคลที่ถูกที่เหมาะ และต้องให้ความร่วมมื่อ หรือมีส่วนร่วมทุกครั้ง โดยไม่มีการเบื่อหน่าย

ความเบื่อหน่ายในการมีส่วนร่วม หรือ การไม่เอาใจใส่ในการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้อธรรม แทรกเข้ามาสู่ระบอบ และทำร้ายระบอบ เพราะจะกันคนไม่ดี ไม่ให้เป็นใหญ่ไม่ได้ คนไม่ดีจึงหลุดรอดขึ้นไปเป็นใหญ่แทนเรา และจะกลับมาทำร้ายเราเอง และสังคมของเรา

หลักของการมีส่วนร่วม จึงมีความสำคัญมากในระบอบประชาธิปไตย

4. หลักของการแบ่งปัน
การแบ่งปัน เป็นหลักที่มาจากหลักของความมีเมตตากรุณา ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่จะนำมาซี่งสันติภาพในหมู่ชน สามารถพิจารณาได้อย่างน้อยสองประการ

ประการแรก คือ การแบ่งปันประโยชน์สำหรับทุกคน หรือ คนหมู่มาก หมายความว่า เมื่อมีการกระทำใดๆไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล ระดับครอบครัว ระดับองค์กร ระดับชุมชนเล็กไปจนถึงระดับโลก ถ้าการกระทำนั้น เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากเท่าไร ย่อมถือเป็นเกณฑ์ที่ถูกต้อง

ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ หรือคนหมู่มาก จะใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินความสามารถของผู้นำทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย

ไม่เพียงตัดสินผู้นำ นักวิชาการทั้งไทยและเทศหลายคน ได้ใช้เป็นเกณฑ์ประเมินคุณธรรมของคนอีกด้วย ใครทำประโยชน์ให้คนหมู่มากกว่า ถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่า ใครที่เห็นแก่ตัว หรือทำให้แต่เฉพาะกลุ่มของตัว เป็นผู้มีคุณธรรมต่ำกว่า

การทำประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นเกณฑ์สำคัญในการแสดงความเป็นผู้มีคุณธรรม ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากเท่าไร ยิ่งแสดงความเป็นผู้มีคุณธรรมมากเพียงนั้น

ไม่ใช่การกล่าวหาว่าคนโน้นคนนี้ไม่ดีหรือมีความผิดอย่างนั้นอย่างนี้ โดยยังไม่มีคำพิพากษา แต่กล่าวหาให้เป็นที่ประจักษ์เสียเอง พร้อมยกตนเองว่ามีคุณธรรมหรือดีกว่าคนอื่น คนเช่นนี้ ไม่ใช่ผู้มีคุณธรรม เป็นคนเลวพร้อมที่จะได้รับคำฟ้องเพราะข้อหาหมิ่นประมาท เท่านั้น

ไม่ใช้การชี้นำเพื่อปกป้องพวกพ้องตนเอง แต่ละเลยคนหมู่มาก นั่นเป็นการกระทำของผู้นำที่ด้อยคุณภาพ ยิ่งเป็นผู้ที่ดูถูกประชาชนว่าโง่ที่ไปเลือกพรรคนั้นพรรคนี้ ยิ่งจะเป็นผู้นำที่เลว แม้ให้นำครอบครัว ก็อาจจะหายนะ

ประการที่สอง ถือเป็นความจำเป็น เพราะหลายครั้ง มีการลงมติเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากไปแล้ว แต่คนส่วนน้อยโดยสิทธิเขาก็เป็นมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตย เขาย่อมต้องได้รับการดูแลแบ่งปันด้วย จึงเป็นหลักที่ใช้เตือนผู้นำที่ไม่ให้ละเลยคนส่วนน้อย ในขณะที่ทำประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

หลักของการแบ่งปัน เป็นหลักของความเป็นมนุษย์โดยแท้ มนุษย์กลุ่มใด เหล่าใด ข่มเหง แย่งชิง เอาแต่ประโยชน์ตน ย่อมเป็นการลดตนไปสู่ความเป็นอมนุษย์มากขึ้นๆ และมากขึ้นเท่าใด ความหายนะของมวลมนุษย์สัตว์ ย่อมเกิดขึ้นเร็ว เท่านั้น

หลักของการแบ่งปัน จึงมีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ด้วยประการฉะนี้

5. หลักของการประสาน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมอยู่แล้ว ชอบอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่เหล่า เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน ในหลักของการบริหารงานและการปกครองที่ดี ที่มีประสิทธิภาพ ย่อมต้องการทำหน้าที่ เป็นองค์คณะบุคคล

การประสานงาน ประสานคน เป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นองค์คณะบุคคล ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกัน และ มีความเข้าใจในงานในหน้าที่ของตน จนสามารถอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และมีสามัคคี ไม่ถือเขา ถือเรา

โดยรวม หลักของการมีส่วนร่วม หลักของการแบ่งปัน และหลักของการประสาน แท้ที่จริงเป็นทิศทาง และกลไกของการสร้าง และการทำงานเป็นองค์คณะบุคคล นั่นเอง เพราะประชาธิปไตยเป็นการเลือกผู้แทน หรือผู้นำ เพื่อให้ทำงานเป็นองค์คณะบุคคล เพื่อไปทำหน้าที่แทน ไม่ว่าจะเป็นระดับใด เพราะหลักการประชาธิปไตย เป็นหลักการกลางที่ประยุกต์ใช้ได้ทุกระดับ

ไม่เพียงแต่เป็นผู้เลือกเท่านั้น ตัวผู้เลือกเองก็ต้องมีศักยภาพในการทำงานเป็นองค์คณะบุคคลด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม หาไม่แล้วจะทำให้ความสามารถในการเลือกบุคคล ด้อยคุณภาพลงไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อหลักประชาธิปไตยเป็นหลักของทุกคน และการปฏิบัติการตามหลักการนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากสัญชาติญาณ แต่ต้องเกิดจากการเรียนรู้ ฝึกฝน จึงต้องมีการจัดการศึกษา เพื่อให้ทุกคนได้จิตลักษณะหรือได้กมลสันดาน เพื่อให้สามารถทำการได้ตามหลักการได้โดยอัตโนมัติ และสามารถฝืนอำนาจแห่งการเป็นอมนุษย์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในหลักการข้อ ๑ และ ๒ เพราะเป็นหลักการของการเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง หรือ ผู้มีคุณธรรม นั่นเอง

การได้มาซึ่งประชาธิปไตยของประเทศไทย

เมื่อหลักการประชาธิปไตยมีความหมายและมีความสำคัญเช่นนี้ จึงเป็นทิศทางในอุดมคติที่สำคัญที่นานาอารยะประเทศต้องการจะสร้างให้เกิดขึ้น รวมทั้งประเทศไทยด้วย

เนื่องจาก แม้จะเป็นทิศทางที่ดี แต่การเดินทางไปสู่ทิศทางนั้น ไม่ง่าย ต้องอาศัยการพัฒนามนุษย์ และการดำเนินมาตรการทั้งทางสันติ หรือแม้ต้องเกิดสงครามกลางเมือง หรือสงครามระหว่างประเทศ กว่าจะก้าวหน้าไปได้ในระดับหนึ่ง

หลายท่านคงได้ทราบว่า ประธานาธิบดีคนที่ ๑๖ ของสหรัฐอเมริกา คือ อัพราฮัม ลินคอล์น ได้แสดงปาฐกถาที่ Gettysburg มีสาระที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตยมาก แม้จะมีถ้อยคำเพียง ๑๐ ประโยค ๒๗๒ คำ เท่านั้น

ท่านแสดงปาฐกถาเพื่อสดุดีผู้ที่สละชีวิตเป็นจำนวนมากในช่วง ๗ ปีในสงครามกลางเมืองเพื่อการเลิกทาส(ลดชนชั้น)ที่จำเป็นต้องใช้กำลังในการต่อสู้เพื่อให้เกิดเสรีภาพจากผู้นิยมมีทาส และสนองหลักการที่ว่า all men are created equal

ท่านสรุปลงท้าย ว่า
“...ผู้สละชิวิตในสงครามครั้งนี้ จะไม่เป็นการเสียสละที่สูญเปล่า แต่ได้ทำให้ประเทศนี้ ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ได้ก่อให้เกิดเสรีภาพขึ้นใหม่แล้ว ทั้งได้สร้างความเชื่อมั่นว่า การปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จะไม่เสื่อมสูญไปจากโลก”

การมีทาส เป็นการแสดงอย่างชัดเจนในความไม่เคารพในความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เป็นการแสดงความด้อยคุณธรรมของผู้นำและผู้คนในสังคม การเลิกทาสจึงเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบุรุษที่แท้จริงทุกประเทศ เพราะเป็นภาวะที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

การเลิกทาสในประเทศต่างๆ มักต้องเสียเลือดเนื้อ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาตามที่ยกตัวอย่างมา แต่ประเทศไทยนับว่าโชคดี ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่ทรงใช้ราโชบายที่แยบยล ค่อยเป็นค่อยไปเป็นขั้นตอน ทำให้สามารถเลิกทาสได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อถึงขั้นต้องมีสงครามกลางเมือง

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทย เริ่มเมื่อล้นเกล้ารัชการที่ ๖ ทรงได้ทดลองสร้างเมืองเล็กๆชื่อ ดุสิตธานีขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๖๑ โดยจำลองธรรมนูญการปกครองเทศบาลของอังกฤษ ทั้งมีการขยายไปที่วังพญาไท เพราะทรงทราบว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่เกิดขึ้นจากระบอบอย่างเดียว แต่เป็นวัฒนธรรมที่ฝังลึกอยู่ในใจคนเป็นสำคัญ จึงจะมีความยั่งยืน

แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่การได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของไทย ได้มาจากการหลงผิดของคนบางกลุ่มบางเหล่าที่ได้ก่อการขึ้นในปี ๒๕๗๕ เป็นประชาธิปไตยของอภิสิทธิ์ชน แบบที่เกิดขึ้นที่ Animal Farm ทั้งเกิดปรากฎการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกอีกหลายครั้ง

การจนถึง ปี ๒๕๔๐ เป็นครั้งแรกที่การได้มา และสาระในรัฐธรรมนูญ เป็นประชาธิปไตยที่สุด เรียกว่า เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเป็นครั้งแรก

จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้เกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากการศึกษาของไทย มีพื้นฐานการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้ในระดับที่ค่อนข้างดี มีพื้นฐานคุณธรรมทางพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ มีระดับการศึกษาสูงขึ้นและรู้จักใช้ปัญญาในการแก้ปัญหามากขึ้น มีความสามารถในการทำงานเป็นองค์คณะบุคคลมากขึ้น

ที่สำคัญ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้เกิดมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง เข้าใจวัฒนธรรมประชาธิปไตย และมีศักยภาพสูงในการบริหารจัดการระดับระหว่างประเทศ สามารถสร้างประโยชน์ให้คนหมู่มากอย่างได้ผล นำประเทศให้พร้อมเพื่อการแข่งข้น อย่างไม่เคยมีมาก่อน

แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารกันอีก หรือ กันได้อีก แต่ก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยมีแนวร่วมจากกลุ่มที่หาประโยชน์โดยมิชอบหลายกลุ่ม
- จากกลุ่มที่ขายกิจการของรัฐ
- กลุ่มที่ขายกิจการของเอกชน (กลัวความผิดปรากฏ)
- กลุ่มไร้ความสามารถในความเป็นผู้นำประเทศ
- กลุ่มนักวิชาการขายความจริง
- กลุ่มสื่อสารมวลชนไร้อุดมการณ์
- กลุ่มนักธุรกิจจอมโกง ฯลฯ
- ร่วมกับกลุ่มอำมาตย์มิจฉาทิฏฐิ

ทั้งหมดนี้ ได้เข้ามาจับผิดรัฐบาลก่อนหน้า หาประโยชน์โดยมิชอบโดยไม่ให้ตรวจสอบ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างไม่อาจประมาณได้ และทำให้ได้รัฐธรรมนูญฯ ปี ๒๕๕๐ ที่
- ไม่ใช่ของประชาชน เพราะผู้ร่างไม่ใช่มาจากประชาชน แต่แต่งตั้งโดยผู้ก่อการ
- ไม่ใช่โดยประชาชน เพราะการลงประชามติอยู่ภายใต้การกำกับของผู้ก่อการ
- ไม่ใช่เพื่อประชาชน เพราะประโยชน์จะถึงประชาชนได้ยากมาก เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้รัฐบาลอ่อนแอ(ไม่ทราบว่าผู้คิดใช้สมองส่วนไหนคิด หรือ เป็นไส้ศึกของต่างชาติ ไม่รู้หรืออย่างไรว่าประเทศในโลกอยู่ในยุคของการแข่งขันรุนแรง และต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง)ไม่ว่าพรรคใดมาเป็นรัฐบาล แม้จะเป็นพรรคที่สนับสนุนผู้ก่อการ จะมีการปกครองที่ล้มลุกคลุกคลาน อ่อนแอ จนรู้ไม่ทันคู่แข่งต่างชาติ จนผลประโยชน์ของชาติถูกแบ่งไปมากเกินควร(ไม่รู้กันหรืออย่างไร ที่ผลประโยชน์ ๑๐๐ บาท ใช้เลี้ยงคนไทยร้อยละเท่าไร เลี้ยงต่างชาติร้อยละเท่าไร) ทำไมจึงสร้างกติกา(รัฐธรรมนูญ)ที่ส่งเสริมการกัดกันไม่เลิก ให้ประโยชน์ต่างชาติไม่เลิก แล้วผลประโยชน์จะเพื่อประชาชน ได้อย่างไร

นับได้ว่า การได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยของไทย มีอุปสรรคมาก และยังคงมีอุปสรรคต่อไป หากมีมือที่มองไม่เห็น คอยคุ้มครองกลุ่มต่างๆ ที่ก่อการอยู่

สรุป
ผู้เขียนคงไม่ต้องชี้แจงต่อไปว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือ แต่ถ้าเป็นไปได้ ควรร่างใหม่มากว่า ทั้งนี้โดยยึดรัฐธรรมนูญฯปี ๒๕๔๐ เป็นฐาน ไม่ควรแก้ไขโดยอาศัยฉบับปี ๒๕๕๐ เพราะมีที่มาไม่เป็นที่น่าภูมิใจ

ความภูมิใจเป็นความสำคัญต่อกฎหมายแม่บทของประเทศ เป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎมายแม่บทของประเทศ เป็นประดุจทิศทางอุดมคติ และแนวทางเดินที่ต้องใช้เวลาและความพยายามเป็นอย่างมาก หากสิ่งที่เป็นอุดมคคิ ไม่เป็นที่น่าภูมิใจ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อต่อความพยายาม ดังกล่าว

ขอความร่วมมือทุกฝ่าย แม้กลุ่มผู้สนับสนุนผู้ก่อการ เพราะรัฐธรรมนูญ เป็นคัมภีร์แห่งวิถีชีวิตของทุกคน คัมภีร์ต้องสร้างวิถีที่จำแนกมนุษย์จากสัตว์ เพราะหลักประชาธิปไตยตามที่ได้กล่าวมา แท้ที่จริงคือหลักการของการเป็นเมนุษย์ที่ต่างจากสัตว์

รัฐธรรมนูญฯปี ๒๕๕๐ ทำและจะทำสังคมไทยให้ถดถอยจากความเป็นมนุษย์มากกว่ามาก เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฯปี ๒๕๔๐ เราถอยหลังและสูญเสียมามากพอแล้ว

เรามารวมตัวกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันเถิด เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีกว่าของเรา และของลูกหลานของเราดีว่า เพื่อสังคมไทยที่สามารถแข่งขันหรือ อยู่กับชาวโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี และเพื่ดถวายสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวาระที่ทรงรับภาระหนักเพื่อสังคมไทยมากว่า ๖๐ ปี.