วันเสาร์, พฤษภาคม 02, 2552

ลงใต้ดิน หรือ การต่อสู้ด้วยอาวุธ ใครเป็นผู้กำหนด?

โดยทีมงานไทยอีนิวส์

2 พฤษภาคม 2552

 

P7782960-8.jpg

 

การต่อสู้ไม่ว่าแสดงออกด้วยรูปแบบใด คือปรากฏการณ์หนึ่งของความขัดแย้ง

ความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อทางศาสนา ลัทธิ อุดมการณ์ทางการเมือง ผลประโยชน์ของกลุ่มชน ตลอดจนอำนาจการจัดการ มักจะนำไปสู่การต่อสู้เพื่อให้ได้ข้อยุติ ไม่ว่าจะมีผู้แพ้ ผู้ชนะ เสมอกัน หรือมีข้อตกลงที่คู่ขัดแย้งยอมรับกันได้

เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนยังไม่มีผู้แพ้ หรือผู้ชนะอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังไม่มีข้อยุติที่คู่ขัดแย้งยอมรับกันได้ ด้วยเหตุที่ฝ่ายอมาตยาธิปไตยยังเชื่อมั่นในพลังอำนาจของตน ว่ายังสามารถครอบงำสังคมไทยได้เหมือนกับที่เคยครอบงำมาในอดีต

อีกด้านของความขัดแย้งคือพลังประชาธิปไตยทั้งมวล ไม่อาจยอมรับวิธีการครอบงำจากพลังอำนาจของอมาตยาธิปไตยได้อีกต่อไป เพราะพวกเขาใช้ทุกวิถีทางเพื่อแย่งอำนาจของประชาชนไปครอบครอง ไม่ว่าการรวมหัวสื่อ ใส่ร้าย ป้ายสี ยัดเยียดข้อกล่าวหา ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้กองกำลังอาวุธยึดอำนาจรัฐหรือทำรัฐประหาร ยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนจำนวนมากให้การยอมรับ แทรกแซงความเป็นอิสระของศาล ใช้กองทัพกดดันนักการเมืองให้นายอภิสิทธิ์เข้าสู่อำนาจด้วยวิธีการที่ไร้ยางอาย ใช้กองทัพที่ติดอาวุธครบมือ ปราบปราม แยกสลายการชุมนุมของประชาชนที่มีแต่สองมือเปล่า ตลอดจนเสแสร้ง ทำเป็นปรองดอง ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างการยอมรับจากสังคม

บรรดาวิธีการสกปรก ฉ้อฉล นอกลู่นอกทาง ที่พวกอมาตย์ก่อขึ้น “มันมากเกินกว่าจะยอมรับได้” อมาตย์จึงไม่อาจหวังให้พลังประชาธิปไตย “ศิโรราบ” อยู่ใต้อำนาจดังแต่ก่อนอีกต่อไป ด้วยความรู้สึกร่วมกันเช่นนี้ เป็นเหตุให้พลังประชาธิปไตย เติบใหญ่ เข้มแข็งยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

พลังประชาธิปไตยใช้สิทธิในการต่อสู้ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และยืนยันแนวทาง การต่อสู้ ที่เปิดเผย โดยยึดหลัก สงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ตลอดมา ตราบใดที่สังคมไทยและรัฐไทยยังมีหลักประกันในด้านเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น และสิทธิการชุมนุมทางการเมือง เราเชื่อมั่นว่าไม่มีเงื่อนไขให้เกิดการต่อสู้ “ใต้ดิน” เพราะการต่อสู้ใต้ดินเป็นวิธีการที่ ปิดบัง อำพราง ซึ่งสร้างความยุ่งยากและให้ผลน้อยกว่าการต่อสู้ที่เปิดเผย สงบ สันติ

กล่าวสำหรับรัฐบาลแล้ว การต่อสู้ “ใต้ดิน” เป็นสิ่งที่น่าสะพึงกลัวมากกว่า เพราะเป็นการต่อสู้ในรูปแบบที่รัฐบาล ไม่รู้ทิศทาง คาดการณ์ไม่ได้ และตกเป็นเป้านิ่ง อีกทั้งไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

แต่เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาล ลิดรอนสิทธิ และจำกัดเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ประชาชนที่ไม่ยอม “ศิโรราบ” จำเป็นต้องมุดลง “ใต้ดิน” ตามกฎเกณฑ์ “ที่ใดมีแรงกด ที่นั่นมีแรงต้าน” ในแง่นี้ รูปแบบการต่อสู้ “ใต้ดิน” จึงมิใช่เจตจำนงของฝ่ายประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายถูกปกครอง ฝ่ายรัฐต่างหากเป็นผู้กำหนด หากรัฐเลือกที่จะปิดช่องทางสื่อสารของประชาชน จำกัดสิทธิ เสรีภาพ มุ่งยัดเยียดข้อกล่าวหา ปราบปราม หรือ แยกสลายการชุมนุม เท่ากับว่ารัฐกำลังสร้างเงื่อนไขให้การต่อสู้ “ใต้ดิน” เจริญ งอกงาม

หากมีการต่อสู้ “ใต้ดิน” เกิดขึ้นจริง ย่อมแสดงว่า หลักประกันในด้าน สิทธิและเสรีภาพ จะถูกแทนที่ด้วย การจับกุม คุมขัง คุกคามชีวิต ทำลายล้างบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาล เท่ากับว่ารัฐบาลได้สร้างเงือนไขให้ความขัดแย้งที่ไม่มีทางแก้ไขอยู่แล้ว ให้ขัดแย้งหนักขึ้นไปอีก และจะนำไปสู่ความรุนแรง นา นับประการ ที่รัฐบาลไม่อาจควบคุมได้

หากรัฐบาลใช้อำนาจ ก่อกรรม ทำเข็ญ ต่อประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เท่ากับรัฐบาลได้เพาะความเคียดแค้นชิงชัง ซึ่งจะทำให้แรงต้านขยายตัวออกไป ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ของความขัดแย้งเคลื่อนตัวไปสู่ “ความเป็นปฏิปักษ์” มากขึ้นทุกขณะ เมื่อความเป็น “ปฏิปักษ์” เคลื่อนที่ไปถึงจุดที่สุกงอม ย่อมทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “เงื่อนไขสงคราม”

การก่อวินาศกรรม การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ แบบที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้อาจเกิดขึ้นได้ และนั่นเท่ากับว่าได้เกิด “สงครามกลางเมือง” ขึ้นแล้ว

เหมา เจ๋อ ตง เคยกล่าวไว้ว่า “การเมืองคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด สงครามคือการเมืองที่หลังเลือด แท้จริงสงครามเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากการเมือง”

การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ และสงครามกลางเมือง ไม่ได้เป็นเจตจำนงของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย เพราะยุ่งยาก เป็นอันตราย เสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย แต่มันเคยเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ และเคยเกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงปี 2507-2524 ในนาม “กองทัพปลดแอกประชาชนไทย” ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งสร้างความสูญเสีย ต่อชีวิต ทรัพย์สินของสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง คงไม่มีคนไทยผู้รักสันติคนไหนต้องการให้เกิดขึ้นอีก แต่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้า รัฐบาลเลือกที่จะสร้าง “เงื่อนไขสงคราม” ขึ้นมาเอง

การต่อสู้ใต้ดิน หรือการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะรัฐบาลเป็นผู้กำหนด หาใช่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่

หากรัฐจริงใจ และต้องการสร้างสังคมสันติสุข รัฐจะต้องให้หลักประกันในด้าน สิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญต่อประชาชน

หยุดการใส่ร้าย ป้ายสี และยัดเยียดข้อกล่าวหาต่อประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในทันที

หยุดควบคุม แทรกแซง สื่อมวลชน ในทันที

หยุดปิดกั้น การสื่อสารของประชาชน โดยปิดช่องทางการสื่อสารทางเวปไซต์ วิทยุชุมชน และโทรทัศน์ดาวเทียมในทันที

ยุติการบังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐานดำเนินคดีพันธมิตร ที่กระทำความผิดในทันที

แก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ในทันที

คืนสิทธิ์ทางการเมืองของนักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ในทันที

เครือข่ายอมาตย์อันมีองคมนตรีและแก๊ง 7 คน ชักใย กำกับ ชี้นำ ต้องหยุดแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประชาชน ในทันที

และ ต้องชดใช้หนี้เลือด จากการให้กองทัพ เข่น ฆ่า ประชาชน ในวันใด วันหนึ่ง....

ข้อเรียกร้องเหล่านี้ มิได้ “มากเกินไป” สำหรับประเทศที่เรียกตนเองว่าเป็น “ประชาธิปไตย”

แท้ที่จริงแล้ว มันคือ “การปฏิบัติที่เป็นปกติ” ของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก