วันจันทร์, มีนาคม 19, 2555

ปฏิรูป กติกาใหม่ กับ ประชาธิปไตย ๑๐๐%


ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีการอ้างชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และอ้างว่าสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของชีวิตทางสังคมการเมืองทุกอย่าง อันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าคุณจะเลือกตั้งชนะหรือว่าอะไร ตราบใดที่ชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมงของเราจะต้องอ้างอิงศูนย์กลางเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา อันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยหรอก... Uploaded by PrachataiTV on Mar 18, 2012



Flash Mob ที่หอศิลป์ กรุงเทพมหานคร-เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2555 เวลา 19.00 น ได้มีกลุ่มคนนัดกันไปผูกตาที่หอศิลป์ กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย ในกรณีที่หอศิลป์กรุงเทพไม่อนุญาตให้จัดงานเสวนา "แขวนเสรีภาพ"

โดยกลุ่มคนดังกล่าวได้นัดกันพกผ้าผูกตาไปคนละ 1 ผืน เมื่อถึงเวลานัดหมายก็ได้พร้อมกันผูกตาและร้องเพลงชาติไทย แล้วแก้ผ้าผูกตาออก ตะโกนพร้อมกัน ว่า "เสรีภาพ" 3 ครั้ง แล้วก็แยกย้ายกันกลับ โดยไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด ( Uploaded by tik4u007 on Mar 18, 2012)

0 0 0 0 0

โดย ชำนาญจันทร์เรือง

หมายเหตุ
ปาฐกถาพิเศษในการประชุมเสนอผลงานวิจัยการสำรวจประชาธิปไตยในหมู่บ้านในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน จัดโดยโครงการประชาธิปไตยกับท้องถิ่น(SAPAN-CMU Project) มช. วันที่๑๘ มีนาคม ๒๕๕๕ ณ โรงแรมคันทารีฮิลล์ เชียงใหม่

ผมคงมิใช่ผู้กล่าวปาฐกถาที่ดีนักครับเพราะโดยหลักการแล้วผู้กล่าวปาฐกถาหรือผู้บรรยายไม่ควรออกตัวในสิ่งที่ตนเองจะกล่าวปาฐกถาหรือบรรยายเพราะจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อผู้กล่าวปาฐกถาหรือผู้บรรยายลดน้อยลงหรืออาจไม่มีความเชื่อมั่นเลยแต่ในการกล่าวปาฐกถาของผมในวันนี้ผมมีความจำเป็นที่จะต้องบอกว่าผมไม่สามารถที่พูดให้ตรงกับหัวข้อที่ต้องการให้พูดในประเด็นที่ว่า“ประชาธิปไตย๑๐๐%”ได้ เพราะประชาธิปไตย ๑๐๐% นั้นยังไม่มีเกิดขึ้นในโลกนี้โดยข้อเสนอจากการวิจัยชุดนี้ ประชาธิปไตย ๑๐๐ % หมายถึง ต้องเป็นประชาธิปไตยด้วยกันทั้งหมด ทั้งทหารภาคประชาสังคม สื่อ องค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นไปได้ยากในความเป็นจริง

ฉะนั้น คำว่าประชาธิปไตย ๑๐๐% ตามหัวข้อของการประชุมนี้ตามความเห็นของผมก็คือการเป็นประชาธิปไตยเต็มใบให้ได้มากที่สุดนั่นเองเพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกาที่เป็นตัวอย่างของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตย๑๐๐% เลยเพราะยังต้องเลือกประธานาธิบดีผ่านคณะผู้เลือกตั้ง(electoralcollege)ทำให้หลายครั้งที่ popular vote แพ้ electoralvote ครั้งล่าสุดก็คือกรณีบุชกับกอร์

ซึ่งผมยังนึกภาพไม่ออกว่าหากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนจากบุชที่แพ้คะแนนpopular vote แต่ชนะ electoralvote ไปเป็นกอร์แล้วโลกเราจะเปลี่ยนโฉมหน้าจากปัจจุบันไปอย่างไรแต่ที่แน่ๆโจ๊กของอเมริกันชนที่ติดอันดับยอดนิยมเมื่อบุชลงจากตำแหน่งใหม่ๆก็คือมีชายคนหนึ่งไปที่ทำเนียบขาวเกือบทุกวันเพื่อถามหาบุชเพียงเพื่อได้ยินคำตอบจากรปภ.ว่าบุชไม่ได้อยู่ที่ไวท์เฮาส์แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครไปถามหาคุณทักษิณ สุรยุทธ์หรืออภิสิทธิ์เมื่อลงจากตำแหน่งที่ทำเนียบรัฐบาลเช่นเดียวกับบุชหรือเปล่า

การปาฐกถาในครั้งนี้คงต้องเริ่มจากความหมายของประชาธิปไตยที่หลายๆคนในที่นี้ได้เรียนมาแล้วในวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้นหรือ Gov101หรือจะในชื่อรัฐศาสตร์ทั่วไปหรืออะไรก็แล้วแต่ว่าประชาธิปไตยนั้นมาจากคำว่าdemocracy ซึ่ง demos มาจากคำว่า people หรือ ประชาชน และคำว่า krateinมาจากคำว่า to rule หรือปกครอง ดังนั้นถ้าแปลตามรูปศัพท์แล้ว democracy หรือประชาธิปไตย แปลว่า การปกครองโดยประชาชน(ruleby people) หรือเรียกอีกประการหนึ่งได้ว่า popularsovereignty คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชน นั่นเอง

ความหมายต่างๆของประชาธิปไตยอาจแบ่งได้เป็นสองแนวทางคือ แบบแคบและแบบกว้าง สำหรับแนวทางแรกคือการให้ความหมายแบบแคบ คือ “เป็นรูปแบบการปกครองแบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและมีสิทธิ มีอำนาจ และโอกาสในการเข้าควบคุมกิจการทางการเมืองของชาติ”

สำหรับความหมายแบบกว้างนั้นผมเห็นว่าเราไม่ควรตีความเพียงรูปแบบการปกครองแต่เพียงอย่างเดียวเพราะประชาธิปไตยนั้นมีหลายมิติ คือ มิติทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางวัฒนธรรม

มิติทางการเมือง หมายความถึงการที่ประชาชนมีส่วนในการกำหนดนโยบายในการปกครองบ้านเมือง
มิติทางเศรษฐกิจ หมายความถึงการที่ประชาชนมีเสรีภาพในการประกอบการทางเศรษฐกิจหรือให้บุคคลได้รับหลักประกันในการดำเนินการทางเศรษฐกิจหรือได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ตนได้ลงแรงไป

มิติทางสังคม หมายความถึงการที่ประชาชนได้รับความยุติธรรมทางสังคมไม่มีการกีดกันระหว่างชนชั้น กลุ่มชนหรือความแตกต่างใดๆหรือเกิดระบบอภิสิทธิ์ชนหรือระบบอุปถัมภ์ ซึ่งก็หมายถึงการเป็นนิติรัฐที่มี นิติธรรมนั่นเอง ซึ่งคำว่านิติรัฐกับนิติธรรมนั้นเรามักจะใช้ปนเปกันหรือใช้แทนกันโดยเข้าใจว่าคือสิ่งเดียวกัน แต่ในทางวิชาการด้านกฎหมายมหาชนแล้ว

นิติรัฐ(legal state) หมายถึง

(๑)บรรดาการกระทำทั้งหลายขององค์กรของรัฐฝ่ายบริหารจะต้องชอบด้วยกฎหมายที่ตราขึ้นโดยองค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติ

(๒)บรรดากฎหมายทั้งหลายที่องค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราขึ้นจะต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

และ(๓)การควบคุมไม่ให้กระทำขององค์กรของรัฐฝ่ายบริหารขัดต่อกฎหมายก็ดีการควบคุมไม่ให้กฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ดีจะต้องเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐฝ่ายตุลาการซึ่งมีความเป็นอิสระจากองค์กรของรัฐฝ่ายบริหารและองค์กรของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติ

มิใช่แปลแต่เพียงว่านิติรัฐคือรัฐที่ใช้กฎหมายปกครองประเทศเท่านั้นเพราะไม่เช่นนั้นคณะเผด็จการก็ออกกฎหมายมาใช้ปกครองเช่นกันแต่เป็นกฎหมายที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่ว่ามานี้

ส่วนนิติธรรม(rule of law) หมายถึง การที่บุคคลทุกคนย่อมเสมอกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย(equalbefore the law) หรือไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย(no one abovethe law) นั่นเอง

มิติทางวัฒนธรรม หมายความถึงการส่งเสริมค่านิยม แบบแผนหรือประเพณีที่ยึดมั่นในหลักการประนีประนอม การใช้เหตุผล การยอมรับนับถือคุณค่าและศักดิ์ศรีของเพื่อมนุษย์มีความเข้าใจและเห็นประโยชน์ในการร่วมมือกันเพื่อส่วนรวมโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนเพียงฝ่ายเดียวรวมทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ชอบธรรมและเหมาะสมกับกาลสมัย เป็นต้น

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นความหมายแบบแคบหรือแบบกว้างผมชอบความหมายของเด็กชาวคิวบาที่ชนะเลิศการประกวดขององค์การสหประชาชาติหรือ UN ในการให้ความหมายของประชาธิปไตยเมื่อไม่นานมานี้ว่า“ประชาธิปไตย คือ การที่บุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริตโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกลงโทษ” ซึ่งเมื่อหันมามองไทยเราในบางเรื่องแม้แต่จะคิดดังๆยังไม่ได้เลยเพราะจะกลายเป็นว่าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งอาจจะเป็นผลทำให้ถูกดักชกหน้าหรือถูกทุบรถได้

ส่วนรูปแบบของประชาธิปไตยนั้นก็มีหลายรูปแบบให้เลือกเช่นประชาธิปไตยทางตรง(directdemocracy) ประชาธิปไตยแบบตัวแทน(representativedemocracy)หรือล่าสุดที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงก็คือประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ(deliberativedemocracy)ของ Jürgen Habermas ที่เครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นพยายามนำมาใช้เพื่ออุดข้อบกพร่องของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เต็มไปด้วยการซื้อสิทธิขายเสียงและการคอร์รัปชันอย่างมโหฬารเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งแล้ว

ซึ่งหลักใหญ่ๆของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ(deliberative democracy) ก็คือ ฉันทามติ(consensus)นั่นเอง

การที่เราจะปฏิรูปหรือสร้างกติกาใหม่เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตย๑๐๐% หรือประชาธิปไตยเต็มใบตามหัวข้อของการปาฐกถาในครั้งนี้ ในความเห็นของผม เห็นว่าองค์ประกอบของการที่จะเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหนไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยรูปแบบไหนนั้นจะต้องประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ การตรวจสอบและการถอดถอน

๑)การเลือกตั้ง(election) หลายคนเข้าใจว่าการเลือกตั้งคือทั้งหมดประชาธิปไตยซึ่งเป็นความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้นเพราะในประเทศเผด็จการก็มีการเลือกตั้งเช่นกันแต่เป็นการบังคับเลือกหรือมีให้เลือกเพียงว่าจะเอาหรือไม่เอาแม้ว่าการเลือกตั้งจะมิใช่ทั้งหมดของการเป็นประชาธิปไตยแต่ในระบอบประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้งและการเลือกตั้งที่ว่านั้นต้องประกอบไปด้วยหลักการที่ว่า

๑.เป็นการทั่วไป(ingeneral) หมายความว่า บุคคลมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นบุคคลทั่วไปที่อายุเข้าตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นคนชนชั้นใด เพศใด หรือมีฐานะทางการเงินมากน้อยแค่ไหนทั้งนี้ เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของทุกคนไม่เพียงเฉพาะคนบางกลุ่ม เช่น ในอดีตคนผิวดำผู้หญิงหรือทาสไม่มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น

๑.๒ เป็นอิสระ(free voting) หมายความว่าในการเลือกตั้งนั้นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอิสระอย่างเต็มที่ที่จะเลือกตัวแทนตัวเองเข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้ถูกขู่บังคับกดดัน ชักจูง ตบเท้า หรือได้รับอิทธิพลใดๆทั้งสิ้นเพื่อที่จะได้เจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนแต่ละคน

๑.๓ มีระยะเวลา(periodicelection) การเลือกตั้งจะต้องมีการกำหนดว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะได้ผู้แทนที่ไปปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นระยะเวลากี่ปีบางประเทศอาจจะกำหนดให้เป็น ๔ ปี ๕ ปีหรือ ๖ ปี แล้วแต่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

๑.๔ การลงคะแนนลับ(secretvoting) เพื่อให้ผู้ที่เลือกตั้งสามารถเลือกบุคคลที่ต้องการเข้าไปเป็นตัวแทนของตนได้อย่างมีอิสระ ไม่ต้องเกรงใจใครหรือไม่อยู่ใต้อิทธิพลของใครในการเลือกตั้งทุกครั้งจึงกำหนดให้แต่ละคนสามารถเข้าไปในคูหาเลือกตั้งได้ครั้งละ ๑คน(เว้นในบางประเทศที่อนุญาตให้ผู้ที่ช่วยตัวเองไม่ได้สามารถนำผู้อื่นเข้าไปช่วยเหลือได้)และไม่จำเป็นจะต้องบอกให้คนอื่นทราบว่าตนเองเลือกใครแม้แต่การขึ้นให้การต่อศาลก็ตาม

๑.๕ หนึ่งคนหนึ่งเสียง(one manone vote) ผู้ที่เลือกตั้งทุกคนมีสิทธิในการออกเสียงได้เพียง ๑เสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะมีฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างไรก็มีสิทธิออกเสียงได้เพียง ๑ เสียงเท่านั้น เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ professordoctor หลายคนรับไม่ได้ที่รากหญ้ามีสิทธิ์มีเสียงเท่ากับตนเองทั้งที่จิตสำนึกทางการเมืองนั้นไม่เกี่ยวกับการมีวุฒิการศึกษาสูงหรือไม่สูงแต่อย่างใดตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คืออินเดีย ที่มีอัตราผู้ไม่รู้หนังสือสูงกว่าไทยแต่ก็มีประชาธิปไตยถึงระดับในสถาบันการศึกษาและรากหญ้าที่สำคัญก็คือยังไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเช่นพี่ไทยเรา

๑.๖ ความบริสุทธิ์ยุติธรรม(fairelection) ต้องมีการดูแลการเลือกตั้งไม่ให้มีการทุจริตไม่ว่าจะเป็นการซื้อสิทธิ ขายเสียง การติดสินบน หรือใช้วิธีการอื่นใดที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

๒)การออกเสียงประชามติ(referendum) คือการที่รัฐขอฟังความเห็นของเนเห็นเหจากประชาชนซึ่งอาจกล่าวได้ว่าคือประชาธิปไตยทางตรงอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมทางการเมืองที่รัฐไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่นได้คืนสิทธิเสรีภาพในการออกเสียงรับรองหรือคัดค้านในเรื่องใด เรื่องหนึ่งให้แก่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าต้องการดำเนินการอย่างไร ในกรณีใดกรณีหนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการออกกฎหมายหรือนโยบายธรรมดาๆเช่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๕๕ หรือ ๕๖ ที่จะมีขึ้นหรือการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเหลือเพียงราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่ดังเช่น ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครที่จะเสนอโดยประชาชนกลางปี ๕๕นี้ เป็นต้น

ซึ่งการออกเสียงประชามตินี้ในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติเช่นในแต่ละเขตปกครอง(canton)ของสวิตเซอร์แลนด์ทำกันบ่อยมากล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการลงประชามติทั้งประเทศที่จะเพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีจาก๔ สัปดาห์เป็น ๖ สัปดาห์ต่อปี แต่ปรากฏว่าไม่ผ่าน ของไทยเราก็เคยทำมาครั้งหนึ่งเหมือนกันคือการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๕๐แต่เป็นการออกเสียงประชามติที่พิลึกเอาการเพราะบอกว่าจะเอาหรือไม่เอา ถ้าไม่เอาอั๊วจะเอารัฐธรรมนูญอะไรไม่รู้มาให้ลื้อนะ(โว้ย)

เมื่อพูดถึงเรื่อง ร่าง.พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯแล้วผมในฐานะที่เป็นผู้ยกร่างอยากจะขอโอกาสแทรกสัก๑ นาทีถึงความคืบหน้า โดยเมื่อวานนี้เรามีการวิจารณ์ร่าง พรบ.ฯซึ่งผ่านการแก้ไขมา๔ ครั้ง โดยมีการระดมความเห็นจากผู้แทนที่เราไปออกเวทีมาทั้ง ๒๕ อำเภอ จำนวนประมาณ๓๐๐ คน เพื่อปรับปรุงเป็นครั้งสุดท้ายก่อตีพิมพ์ฉบับร่างฯนี้แจกจ่ายไปทุกภาคส่วนทั้งจังหวัดเชียงใหม่เพื่อรับฟังความเห็นแล้วนำมาเป็นร่างที่จะเสนอโดยประชาชนต่อรัฐสภาในกลางปีนี้

หลักการใหญ่ของร่างพรบ.ฯฉบับนี้ก็คือการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคโดยเหลือเพียงราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่ซึ่งส่วนท้องถิ่นนี้ก็จะมี ๒ ระดับระดับบนคือเชียงใหม่มหานครซึ่งมีหัวหน้าฝ่ายบริหารคือผู้ว่าฯซึ่งมาจากการเลือกตั้งระดับล่างคือเทศบาล โดยแบ่งหน้าที่กันทำซึ่งมิได้หมายความว่าระดับบนจะเป็นผู้บังคับบัญชาของระดับล่าง

ในส่วนของโครงสร้างจะเป็น ๓ ส่วน คือสภาเชียงใหม่มหานครผู้ว่าราชการเชียงใหม่มหานครและสภาพลเมืองซึ่งในต่างประเทศเรียก civil jury แต่เราไม่อยากให้สับสนจึงเรียกสภาพลเมือง

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอื่นก็คือกิจการตำรวจจะขึ้นอยู่กับเชียงใหม่มหานคร ส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่มหานครจะเก็บไว้๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งส่วนกลาง ๓๐ เปอร์เซ็นต์รายละเอียดอื่นๆที่ตอบคำถามว่าเดี๋ยวก็ได้นักเลงมาครองเมืองหรอกหรือประชาชนยังไม่พร้อม หรือเขาคงไม่ยอมหรอกอะไรต่างๆเหล่านี้คงต้องไปหาเพิ่มเติมได้จากอาจารย์กูเกิลในบทความของผมในหัวข้อเชียงใหม่มหานครหรือข้อสงสัยในการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเอาเพราะประเด็นนี้มิใช่หัวข้อหลักของการปาฐกถาครับแต่ที่แน่ๆมีความคืบหน้าไปไกลมากแล้วและจะเห็นหน้าเห็นหลังกันภายในปีนี้แน่นอนครับ

๓)การตรวจสอบ(monitor) ประชาชนต้องมีสิทธิตรวจสอบการทำงานของบุคคลที่ตนเลือกเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมเช่น การใช้สิทธิตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสารฯการเข้าฟังการประชุมสภาหรือการประชุมสำคัญของฝ่ายบริหารทุกระดับทั้งระดับชาติหรือท้องถิ่นการใช้สิทธิทางศาล การร้องเรียนต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ เช่น สตง. ปปช.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯลฯ

๔)การถอดถอน(recall) แน่นอนที่สุดเมื่อเลือกเข้าไปทำหน้าที่ได้ก็ต้องปลดออกจากตำแหน่งได้มิใช่ว่าหย่อนบัตรเลือกตั้งแล้วเป็นอันว่าจบกันหรือที่เราเรียกกันว่า “ประชาธิปไตย๔ วินาที”นั่นเอง เมื่อเลือกแล้วหรือออกเสียงประชามติแล้ว เราก็ตรวจสอบตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ชอบมาพากลก็ต้องเอาออกจากตำแหน่งได้ในที่สุด

กล่าวโดยสรุปก็คือ จากการที่เราสามารถดูว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหนจากองค์ประกอบ4 อย่างข้างต้นแล้ว การที่เราจะปฏิรูปกติกาเพื่อเข้าสู่ประชาธิปไตย ๑๐๐%หรือประชาธิปไตยเต็มใบให้มากที่สุดนั้นเราก็ต้องปฏิรูปกติกาซึ่งกติกาที่ว่านั้นก็คือรัฐธรรมนูญนั่นเองโดยเราต้องศึกษาว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้มีข้อบกพร่องอย่างไรยังขาดส่วนใดส่วนหนึ่งในสี่ส่วนนี้ซึ่งก็คือ การเลือกตั้ง การลงประชามติ การตรวจสอบและการถอดถอนนี้หรือไม่

ในเมื่อจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งทีแล้วจึงควรที่จะต้องแก้ทั้งฉบับไม่ใช่ว่าหมวดนั้นหมวดนี้แตะไม่ได้ เช่น หมวดสถาบัน หมวดศาลหรือองค์กร อิสสระ ฯลฯไม่เช่นนั้นจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามรัฐสภารับหลักการร่างแก้ไข ม.291 ในวาระที่หนึ่งได้อย่างไร

ส่วนแก้ทั้งฉบับแล้วบางหมวดจะเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนเดิมก็ว่ากันไปซึ่งมันก็พิลึกๆอยู่ ถ้าหากจะแก้ให้ดีกว่าเดิมทำไมจะทำไม่ได้และก็มีการแก้มาแล้วตั้งหลายครั้ง ในแต่ละครั้งก็ให้เหตุผลว่าดีกว่าเดิมทั้งนั้น แม้ว่าจะเป็นการแก้จากคณะรัฐประหารก็ตาม

รัฐธรรมนูญก็คือกฎหมายกฎหมายก็คือเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบสังคมเมื่อมนุษย์สร้างกฎหมายขึ้นมาได้ก็ย่อมที่จะแก้กฎหมายนั้นได้การแก้กฎหมายก็โดยอำนาจของประชาชนที่ผ่านทางสภานิติบัญญัติหากสภานิติบัญญัติเห็นชอบหรือมอบหมายให้ สสร. ยกร่างขึ้นมาแล้วนำมาลงประชามติให้ประชาชนออกเสียงผลเป็นอย่างไรก็ว่ากันไปตามนั้น และในอีกช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีกเพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีวิวัฒนาการ สิ่งใดที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ก็คือการถอยหลังหรือตายแล้วรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาที่ผู้คนชอบยกมาเป็นตัวอย่างนั้นจริงๆแล้วได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายครั้งรวมทั้งสิ้นถึง ๒๗ มาตราและอนุมาตรา

ล่าสุดในปี ๑๙๙๒ ซึ่งเป็นเรื่องว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนสมาชิกสภาคองเกรส และคงจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกในอนาคต

เพียงแต่ยังไม่มีการฉีกทิ้งเหมือนพี่ไทยเราเท่านั้นเอง