วันจันทร์, เมษายน 02, 2555

2533 - 2555 ฤา พม่าจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ?



จรรยา ยิ้มประเสริฐ

2 เมษายน 2555

ทั่วโลกร่วมแชร์ภาพความตื่นเต้นของคนพม่าโดยเฉพาะชาวพลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่ลงสนามเลือกตั้งอีกครั้งหลังจากถูกโค่นทำลายอย่างหนักในปี 2533 และคาดการณ์กันว่าจะได้รับชัยชนะกว่า 40 ที่นั่งจาก 45 ที่นั่งในการเลือกตั้ง 1 เมษาน 2555 เป็นประกายแห่งความหวัง ที่คนทั้งประเทศพม่าและทั่วโลกรอลุ้นผลที่เป็นทางการด้วยใจจดจ่อ


การเลือกตั้ง 27 พฤษภาคม 2533 ออง ซาน ซูจีหัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ชนะการเลือกตั้งท่วมท้นด้วยจำนวนส.ส. 392 ที่นั่งจาก 492 ที่นั่ง แต่ทางค่ายทหารไม่ยอมและทำการยึดอำนาจ จับกุมซูจีและส.ส. และแกนนำพรรค NLD และผู้สนับสนุน ถูกคุมขัง มีการสังหารประชาชนที่ไม่มีข้อยุติว่าจำนวนกี่ร้อยคน ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนพม่าลี้ภัยการเมืองยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย บังคลาเทศ จีน และอินเดียเป็นจำนวนหลายแสนคน

ทหารพม่า นำประเทศถอยหลังสู่ยุคเผด็จการเต็มรูปแบบ ปกครองประชาชนด้วยกองกำลังทหารที่ป่าเถื่อนและไร้การควบคุม ที่ทั้งปล้น จี้ ฆ่า ข่มขืน คนพม่า และโดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยต่างๆ

ฮิวแมนไรท์ วอซ รายงานเมื่อปี 2545 ว่า พม่ามีทหารเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จนถึง 11 ปี มากที่สุดในโลก คิดเป็น 20% ของกองทหารกว่า 350,000 นายของพม่าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (บางแหล่งข่าวกล่าวว่าพม่ามีทหารมากกว่าสี่แสนนาย)

พม่าถูกคว่ำบาตรทันที และ ออง ซาน ซูจีได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพในปี 2535 แต่ไม่สามารถเดินทางไปรับรางวัลได้

แต่นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 ภาพความคลี่คลายทางการเมืองของพม่าเริ่มมีบ้าง เมื่อรัฐบาลทหารในนามสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) จัดทำรัฐธรรมนูญในปี 2551 และจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2553 แบบใช้ทุกวิธีการที่พรรคที่ตั้งโดย SPDC อันได้แก่พรรคสหภาพเอกภาพและการพัฒนา (USDP) จะต้องชนะการเลือกตั้ง และในขณะที่มีการสำรองที่นั่ง 25% ทั้งสองสภาให้กับการแต่งตั้งจาก SPDC

และเป็นการเลือกตั้งในขณะที่ออง ซาน ซูจี และแกนนำของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ยังถูกคุมขัง และ NLD คว่ำบาตการเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้ง 2553 ก็เป็นดังที่คาดคือ

สภาสูง 224 ที่นั่ง

มาจากการแต่งตั้ง 56 ที่นั่ง และเปิดให้มีการเลือกตั้ง 168 ที่นั่ง USDP ได้ไป 129 ที่นั่ง

สภาผู้แทนราษฎร 440 ที่นั่ง

มาจากการแต่งตั้ง 110 ที่ และเปิดให้มีการเลือกตั้ง 330 ที่นั่ง USDP ได้ไป 259 ที่นั่ง


พลเองเต็ง เส่ง ถอดชุดนายพลสวมชุดพลเรือนในนาม USDP ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ( 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 – 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ) เพื่อก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีพม่าเมื่อ 30 มีนาคม 2554

แต่พม่าเริ่มมีความหวังเมื่อซูจี ได้รับการปล่อยตัว ตามมาด้วยการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองครั้งใหญ่จำนวนกว่า 2,000 คน อีกทั้งยอมให้ซูจี และ NLD เดินทางพบมวลชนได้ จนซูจีและ NLD ตัดสินใจจดทะเบียนพรรค เมื่อตุลาคม 2554 และเตรียมตัวลงแข่งขันการเลือกตั้งซ่อม 1 เมษายน 2555 ครั้งนี้ แม้จะเป็นการเลือกตั้งซ่อม และมีจำนวนที่นั่งเพียง 45 ที่นั่งก็ตาม

กระนั้นทั้งโลก และคนพม่าก็ยังไม่วางใจต่อการเมืองพม่าอย่างเต็มที่ เพราะยังมีนักโทษการเมืองอยู่ในคุก นักข่าวยังอยู่ในคุก และปัญหากับชนกลุ่มน้อยก็ยังไม่ได้ข้อยุติ กระนั้น ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เราก็ไม่เคยเห็นภาพที่เปี่ยมความหวังของคนพม่าเช่นการเลือกตั้งครั้งนี้เลย

โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปดูงานเขียนตัวเองเรื่องพม่าเมื่อปี 2550 แล้วมาเปรียบเทียบสถานการณ์ตอนนี้ ทำให้เห็นความห่างไกลแห่งประกายความหวังของคนพม่าในอดีดกับปัจจุบันเป็น อย่างมาก ที่แลกมาด้วย 20 ปีแห่งชีวิต ความโหดร้ายสุดบรรยาย และความยากจนอย่างที่สุด ภายใต้อุ้มมือกองกำลังทหารที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนกว่าสี่แสนนาย

ฤา คนในพม่าจะสร้างความหวังได้อีกครั้งหลังจาก 20 ปีที่ไร้สิทธิ์ไร้เสียงได้อย่างแท้จริง

ภายชายนั่งหน้าบ้านโดยมีโปสเตอร์นาพลอองซาน และอองซาน ซูจี แขวนที่หน้าบ้านที่ หมู่บ้าน Phwartheinkha โดย Soe Zeya Tun/Courtesy Reuters


0 0 0 0 0


"จรรยา ยิ้มประเสริฐ" : ทำไมคนพม่า ต้องลี้ภัยมาอยู่ไทย

ที่มา ประชาไท

2 ตุลาคม 2550

หมายเหตุ : ชื่อบทความ แก้ไขจากชื่อเดิม "พม่า"

เกือบยี่สิบปี่ที่กลุ่มและองค์กรรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกได้ประท้วงครั้ง แล้วครั้งเล่าเพื่อกดดันให้ผู้นำของโลกทั้งหลายดำเนินมาตรการเพื่อนำ ประชาธิปไตยมาสู่พม่า แต่ดูเหมือนว่าเสียงของพวกผู้นำของโลกยังไม่ดังพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น รัฐบาลจีนและญี่ปุ่นที่มีผลประโยชน์กับพม่ามากที่สุด และดำเนินธุรกิจโดยไม่ใยดีว่า ประชาชนพม่าจะอยู่ภายใต้การกดขี่จากรัฐบาลทหารที่ได้รับการกล่าวขานว่าโหด ร้ายที่สุดในโลกนี้ อย่างไรบ้าง

ความรุนแรงที่รัฐบาลทหารพม่า กระทำต่อประชาชนของตัวเองในปี 2531 และต่อเนื่องมาอีกหลายปี ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากพม่าอพยพเข้ามาและยังอยู่ในไทยประมาณ 150,000 คน ไม่นับชาวพม่าอีก 2 ล้านคนที่อพยพเข้ามาเป็นแรงงาน ทั้งที่มีบัตรอนุญาตและไม่มีบัตรอนุญาตทำงาน พวกเขาเหล่านี้ทำงานที่เป็นงานที่ได้รับค่าจ้างต่ำสุด ได้รับค่าแรงเพียงวันละประมาณเพียง 70 - 80 บาทต่อวัน (เพียงแค่ 40% ของค่าแรงขั้นต่ำ)

คนงานอพยพเหล่านี้ที่อยู่ภายใต้การคุกคาม ทางการเมืองของรัฐบาลทหารพม่า และต่างก็อยู่ในสภาพที่เปราะบางต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ นานา ทั้งจากนายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐของไทย คนงานจำนวนมากถูกจับและส่งตัวกลับประเทศ และต้องเสียเบี้ยใบ้รายทางให้กับทหารพม่าตลอดเส้นทาง

ร่วมยี่สิบปีที่พวกเขาหนีเข้ามาพึ่งพิงประเทศไทย แต่พวกเขาใช้ชีวิตโดยเป็นคนที่ไม่มีสิทธิพลเมืองใดๆ ทั้งสิน ไม่ได้รับสิทธิการคุ้มครองจากระบบประกันสังคม อยู่ในกับดักแห่งความเป็นอยู่ที่ยากจนข้นแค้น และต้องหนีหัวซุกหัวซุนราวกับสัตว์ที่ถูกล่าในทุกครั้งที่มีเจ้าหน้าที่หรือ ตำรวจมาตรวจโรงงาน

พวกเราได้เพิกเฉยต่อชะตากรรมของคนพม่าร่วม 50 ล้านคน มานานมากเกินพอแล้ว

หลังจากได้มีประสบการณ์ตรง (จากการไปพม่า) และได้ประจักษ์ถึงสภาพความจนอย่างที่สุดของชาวพม่าตลอดริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี ซึ่งถือเป็นแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดสายหนึ่งในเอเชีย ใน ปี 2546 โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทยได้ดำเนินโครงการต่อสู้เพื่อสิทธิของแรงงานพม่า ในประเทศไทย และได้เปิดสำนักงานที่อำเภอแม่สอด ทั้งนี้ด้วยการสนับสนุนจากองค์กรคริสตจักรเพื่อสังคม ประเทศนอรเวย์ และองค์กร ไดอาโกเนีย ประเทศสวีเดน

.................

ความทรงจำจากย่างกุ้งและพุกามในปี 2543

"พวก เราจะไปประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลที่กรุงแคนเบอร่ากันนะ" เพื่อนบอกกับผู้เขียนในช่วงที่ผู้เขียนได้ไปศึกษาเกี่ยวกับออสเตรเลียเป็น เวลา 2 เดือนในปี 2533 การประท้วงครั้งนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงการครบรอบสองปีของการปราบปราบ ประชาชนของทหารพม่า ในวันที่ 8 สิงหาคม 2531 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสามพันกว่าคน

นับตั้งแต่นั้นมา ผู้เขียนก็เข้าร่วมการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในพม่ามาโดยตลอด

ใน ปี 2543 และ 2544 ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปพม่าเพื่อปฏิบัติภารกิจให้กับองค์กร Altsean-Burma (เครือ ข่ายทางเลือกอาเซียนต่อพม่า) ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสประจักษ์ถึงความจริงอันโหดร้ายของสภาพความเป็น อยู่ของชาวพม่า การไปพม่าทั้งสองครั้งทำให้ผู้เขียนเข้าใจในที่สุดว่า "ความยากจนอย่างแร้นแค้นถึงที่สุด" นั้นมันหมายถึงอะไร และวิถี "แห่งการค้าอันไร้พรมแดน" นั้นมันเป็นจริงเช่นไร

ทุกโรงแรมจะ มีภาพถ่ายของนายทหารติดบนฝาผนัง คุณสตีฟ บีบี้ เพื่อนร่วมเดินทางและตัวผู้เขียนเองก็ได้รับทราบว่า ผู้นำทหารทั้งหลายจะได้รับหุ้นในโรงแรมต่างๆ ฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเงินร่วมลงทุน ในการไปพม่าครั้งที่สอง พวกเราพักที่โรงแรมที่เป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนชาวเอเชีย ทั้งจากสิงคโปร์ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น สำหรับนักธุรกิจไทยนั้นขึ้นชื่อในเรื่องการดูแลเรื่องธุรกิจโรงแรมและการ บริการ

เด็กหนุ่มร่างผอมแกร่นชาวพม่าพยายามเชิญชวนพวกเรา "ไปเที่ยวพุกามไหมครับ" หลังจากที่เฝ้าติดตามพวกเราร่วมครึ่งวัน เขาก็ประสบความสำเร็จในการกล่อมให้เราเชื่อว่า สามารถเดินทางไปกลับระหว่างย่างกุ้งและพุกามซึ่งมีระยะทางห่างกันประมาณ 350 กิโลเมตรได้ภายในสองวัน

เมื่อเราเดินทางมาได้ประมาณครึ่งทาง ไปตามถนนที่ขรุขระและมืดมิด เราก็ตระหนักได้ว่าทั้งคนขับรถแท็กซี่และไกด์ของเราไม่รู้เส้นทาง ระยะเวลาการเดินทางที่บอกกับเราว่าประมาณ 6-8 ชั่วโมงก็กลายเป็น 14 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางเราผ่านด่านตรวจมากมาย และไกด์ผู้น่าสงสารของเราในขณะที่บ่นพึมพำกับเรา ก็ต้องควักเงินจ่ายให้กับด่านตลอดเส้นทาง

ในช่วงหยุดพัก ไกด์ได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของน้องชาย เขาเสียใจมาก พวกเราก็เสียใจกับเขาเช่นกัน เราแนะนำเขาว่าให้เดินทางกลับย่างกุ้ง แต่เขายืนยันจะไปต่อ เพราะขณะนี้เขาต้องการเงินมากยิ่งกว่าตอนที่เราออกเดินทางออกมาจากย่างกุ้ง เสียด้วยซ้ำไป

ในระหว่างเดินทางกลับ เราได้หยุดพักเยี่ยมหมู่บ้าน 2 แห่ง ชาวบ้านได้พาเราเดินตระเวนรอบหมู่บ้าน พวกเขายากจนมากจริงๆ แต่ละครอบครัวอาศัยอยู่ในกระท่อมโทรมๆ ทำด้วยไม้ไผ่และวัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ พวกเขาขาดแคลนไปเสียทุกสิ่ง ทั้งผ้าห่ม ยารักษาโรค อาหาร และอนาคต

ที่บ้านหลังหนึ่งมี คนในครอบครัวนอนป่วยเรื้อรัง "พวกเราจำเป็นต้องดูแลกันไปตามมีตามเกิด เราไม่สามารถพาเขาไปโรงพยาบาลได้ เพราะมันอยู่ไกลมากและเราก็ไม่มีเงินเลย" พวกเขาบอกกับเราว่าไม่ใช่เฉพาะครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่ทุกครอบครัวริมสองฝั่งแม่น้ำอิระวดีที่อยู่ห่างจากย่างกุ้งนับ 100 กิโลเมตร ไม่มีใครมีปัญญาพาคนป่วยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้

แม้ว่า จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตามนับตั้งแต่ผู้เขียนเดินทางไปพม่าทั้งสองครั้ง แต่สภาพความเป็นอยู่และชีวิตของชาวพม่ายังกระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำ

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในพม่า ผู้เขียนหวังยิ่งว่าพวกเรา ทั้งโลก จะช่วยกันรณรงค์ให้ได้มาซึ่งสันติภาพและประชาธิปไตยในพม่า - โดยทันที

พวกเราจะไม่ยอมให้มีการสูญเสียเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป ยี่สิบปี่ที่ผ่านมาชาวพม่าได้สูญเสียบุคคลที่รักไปมากเหลือเกินแล้ว

ประชาชนในพม่าทุกข์ทรมานกันมามากเกินพอแล้ว