วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2569

ชุมนุม ‘ไต่สวนสาธารณะ’ หน้าหอศิลป์ ภาคประชาชนตั้งคำถามถึง กกต. ปม “โกงเสียงประชาชน”

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/pfbid0krMT62VjkFLRB6y8tcdQzgY6R62Tq44UcKCxKdm7hPGg7NzaVR7eDa76UzHthvhql

ไข่แมวชีส added photos to the album: 25 ก.พ. 69 ไต่สวนสาธารณะ กกต.โกงเสียงประชาชน หน้าหอศิลป์ ·
6 hours ago
·
ชุมนุม ‘ไต่สวนสาธารณะ’ หน้าหอศิลป์ ภาคประชาชนตั้งคำถามถึง กกต. ปม “โกงเสียงประชาชน”
.
25 ก.พ. 2569 เวลา 17.30 – 20.30 น. บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม (BACC) แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ มีการชุมนุม “เวทีไต่สวนสาธารณะ กกต.โกงเสียงประชาชน” โดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่าย People GO Network สืบเนื่องจากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา เช่น การนับคะแนนและรายงานผลการเลือกตั้ง หรือกรณีบัตรบาร์โค้ด โดยกิจกรรมถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่การไต่สวนสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมผ่านกระบวนการยุติธรรมในรูปแบบการจำลอง เพื่อพิพากษาการทำงานของ กกต. ในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่า “โกงเสียงประชาชน”
.
สำหรับบรรยากาศกิจกรรม พบว่าบริเวณลานหอศิลป์ มีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมงานตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น “ยกหีบหนีบหนี” จำลองการปิดผนึกหีบบัตรเลือกตั้ง กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เติมน้ำใส่ถังจาก 94% ให้เต็ม 100% สื่อถึงการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งของ กกต. เขียนป้ายผ้าข้อความ และกิจกรรมจับคู่บัตร “Barcode”
.
ช่วงแรกเปิดด้วยการแสดงดนตรีจากวงสามัญชน ต่อด้วยการแสดงละครใบ้จากคณะละครใบ้สำโรง ที่สะท้อนถึงการเลือกตั้ง 2569 และต่อด้วยกิจกรรมไฮไลต์ “การไต่สวนสาธารณะ” การแสดงบทบาทสมมติผ่านกระบวนการยุติธรรมแบบจำลองระหว่าง กกต. และโจทก์ ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยหากเห็นด้วยให้ปรบมือ หากไม่เห็นด้วยให้ใช้ขวดน้ำเคาะพร้อมทำเสียงโห่ร้อง และหากมีคำถามให้ยกมือถาม
.
การไต่สวนดังกล่าวมี สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ พร้อมตัวแทนอีกหลายคน สลับกันเป็นตัวแทนฝ่าย ‘โจทก์’ และฝ่าย กกต. โดยหยิบยกปัญหาในหลายประเด็น เช่น กรณีบัตรบาร์โค้ด กรณีแจ้งความประชาชนที่ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งวันที่ 22 ก.พ. 2569 การนับคะแนนผลการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าและการออกเสียงประชามติ และกรณีบัตรเขย่ง มาตั้งคำถามและตอบในการไต่สวน
.
กิจกรรมสุดท้ายของวันนี้ มีการอ่านแถลงการณ์เรียกร้องถึง กกต. ดังนี้
.
ประการแรก กกต. ต้องลาออกทั้งหมดจากตำแหน่งทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้งที่ตามมาด้วยความไม่เชื่อมั่นของประชาชน และ สว. ต้องหยุดคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็น กกต. ชุดใหม่ จนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปที่มาของ กกต. ให้เป็นกลางทางการเมือง
.
ประการที่สอง การที่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง สส. จำนวน 396 เขตในวันนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ ขอให้ยุติการรับรองทันที หากไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง จะเป็นการยากที่ประชาชนจะยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ และกระบวนการทางการเมืองที่ตามมาหลังจากนี้
.
และประการที่สาม ระหว่างที่ยุติการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อรอคำวินิจฉัยจากศาล ซึ่งหวังว่าจะมาถึงโดยเร็วที่สุด กกต. ต้องเปิดเผยข้อมูลการเลือกตั้งทั้งหมดในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส รวมถึงคะแนนดิบทั้งหมด จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวนบัตรที่เหลือและที่ใช้ไป ให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้
.
โดยวันนี้ สมบัติ บุญงามอนงค์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “เรารู้กันโดยสามัญสำนึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่ล้มเหลว สกปรก มีข้อครหา ไม่โปร่งใส และยังมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย อีกทั้ง กกต. ก็ไม่ทำหน้าที่ในระดับที่ควรจะทำ เช่น ไม่รายงานจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง
.
"ในวันนี้สังคมตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่าเป็นการเลือกตั้งได้หรือไม่ เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ และกระบวนการอาจไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่ กกต. ได้ประกาศรับรอง สส. ไปก่อนแล้ว”
.
สมบัติกล่าวว่าในส่วนของตนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่าการทำงานของ กกต. ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีปัญหาหลายครั้ง และครั้งนี้ถือว่ามีปัญหามากที่สุด ดังนั้นจะทำการตรวจสอบรายการทั้งหมดว่าการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ของ กกต. มีความผิดพลาดเรื่องใดบ้าง โดยจัดในรูปแบบการไต่สวนสาธารณะ วันนี้ได้เชิญตัวแทนมาอภิปรายคำถาม และจำลองเหตุการณ์ชุดคำตอบที่ กกต. เคยออกมาอธิบายต่อสังคม
.
สมบัติระบุอีกว่า หาก กกต. พร้อม ในครั้งหน้าไม่ควรจัดเพียงแถลงข่าวฝ่ายเดียว แต่ควรเปิดเป็นเวทีไต่สวนสาธารณะ และเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาตั้งคำถาม เนื่องจากขณะนี้ กกต. ไม่ตอบคำถาม โดยเฉพาะข้อมูลระดับหน่วย ซึ่งตนมีคำถามหลายประเด็น ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.จะต้องทราบดีว่าการเลือกตั้งแบบใดเป็นการลงคะแนนเสียงโดยลับหรือไม่ลับ
...





มารู้จักหลักการทางกฎหมายพื้นฐาน Nullum crimen nulla poena sine lege "ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด" คลิป “หมอวาโย” คดี 44 สส.ก้าวไกล ปมเสนอแก้ ม.112 ต้องฟัง

https://www.facebook.com/watch/?v=1269749778417161







Pipob
@pipob69

ต้องฟังครับ เขาพยายามสู้ แม้ว่าโอกาสน้อยริบหรี่ เพราะกระบวนการที่ขาดความโปร่งใสของปปช. ขอหมายเลขคดีที่เกี่ยวข้องก็ไม่ให้ และที่สำคัญ เขายืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด

“เรารู้อยู่แล้วว่า การฆ่าคนตาย เป็นการกระทำความผิด เราย่อมไม่ทำถูกมั้ย การขับรถฝ่าไฟแดง เป็นการกระทำความผิด เราก็ย่อมหลีกเลี่ยงที่จะทำ แต่ถามจริง ๆ ก่อนจะมีคดีนี้ มีใครคาดคิด หรือคาดหมาย หรือรู้ได้จริง ๆ ว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา112 มันจะกลายเป็นความผิดขึ้นมาได้”

Nullum crimen nulla poena sine lege "ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด"

https://x.com/pipob69/status/2026576117059170624




รู้จัก “นัฏฐพล” คนธรรมดาจากเพชรบูรณ์ ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนเพราะคอมเมนต์เดียว


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
รู้จัก “นัฏฐพล” คนธรรมดาจากเพชรบูรณ์ ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนเพราะคอมเมนต์เดียว
.
.
“นัฏฐพล” (สงวนนามสกุล) วัย 30 ปี จากวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ขายเสื้อผ้าออนไลน์เพื่อสู้ชีวิตในช่วงโควิด ตกเป็นผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 112 เพราะพิมพ์ข้อความตอบกลับโพสต์หนึ่งบนเฟซบุ๊ก พร้อมแนบภาพการ์ตูน

3 ปี ก่อนลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน หลังรับสารภาพ คือระยะเวลาที่กระบวนการยุติธรรมในศาลอาญาตัดสินชะตาชีวิตของเขา ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยไม่รอลงอาญา และเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว นัฏฐพลก็เดินเข้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยที่ยายของเขารออยู่ที่บ้านในเพชรบูรณ์ โดยมีแม่และแฟนสาวคอยเข้าเยี่ยมที่เรือนจำ

นัฏฐพลไม่ใช่นักกิจกรรม ไม่ใช่แกนนำ ไม่เคยขึ้นปราศรัย หากแต่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่กดพิมพ์คอมเมนต์สั้น ๆ ไปในวันที่ความเครียดสะสมอยู่เต็มอก และนั่นเพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไป

_____________________________

คอมเมนต์หนึ่งข้อความ กลับกลายเป็นคดี สู่คำพิพากษาที่พาชีวิตไปถึงจุดเปลี่ยน
.
เรื่องของนัฏฐพลเริ่มต้นในวันที่ 12 พ.ค. 2564 ช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ที่เขาทำร่วมกับแฟนสาวซบเซาลง รายได้หดหาย ความเครียดสะสม

ในวันนั้น ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul โพสต์ข้อความตั้งคำถามเกี่ยวกับข่าวลืออาการป่วยของรัชกาลที่ 10 นัฏฐพลถูกกล่าวหาว่าพิมพ์ข้อความตอบกลับพร้อมแนบภาพการ์ตูน

4 เดือนต่อมา วันที่ 15 ก.ย. 2564 เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยคดีมี พ.ต.ท.กิตติพงศ์ อมฤตโอฬาร เป็นผู้กล่าวหาที่ บก.ปอท. กระทั่งเกือบ 2 ปีผ่านไป อัยการจึงสั่งฟ้องคดีในวันที่ 4 ก.ย. 2566

วันที่ 11 ม.ค. 2567 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน เพราะให้การรับสารภาพ โดยไม่รอลงอาญา แม้รายงานสืบเสาะจะเสนอแนะให้รอการลงโทษไว้ก็ตาม

นัฏฐพลอุทธรณ์คดีต่อมาหลังได้ประกันตัว ขอให้รอการลงโทษ โดยระบุเหตุหลายประการทั้งอายุที่ยังน้อย ความเครียดจากโควิด ภาระเลี้ยงดูแม่และยาย รวมถึงการเดินทางไปกราบขอพระราชทานอภัยโทษที่พระบรมมหาราชวัง แต่วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยให้เหตุผลว่าข้อความที่แสดงความเห็นมีผู้กดถูกใจไม่น้อยกว่า 230 คน กระจายสู่สาธารณะเป็นวงกว้าง เหตุที่ยกมาให้รอการลงโทษ ศาลระบุล้วนเป็นเหตุส่วนตัวไม่เพียงพอแต่อย่างใด

เย็นวันนั้น นัฏฐพลถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เขาถูกคุมขังมานับแต่นั้น
.

วันที่เริ่มต้นในโลกไร้อิสรภาพ
.
หลังเข้าไปอยู่ในเรือนจำได้ระยะหนึ่ง นัฏฐพลแจ้งผ่านทนายความว่า เขาตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาอีก เพื่อให้คดีสิ้นสุดลง

“อยากให้เรื่องมันจบ” เขาบอก “คิดว่าศาลฎีกาคงตัดสินเหมือนเดิม อยากให้ใบเด็ดขาดมา เพื่อรออภัยโทษ หรือได้ลดโทษลงบ้าง”

ในช่วงแรกของชีวิตภายใต้การจองจำ นัฏฐพลถูกกักตัวสำหรับผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่ เขาเล่าว่านอนไม่ค่อยหลับ การถูกคุมขังอยู่ในห้องคุมขังขนาด 4×5 เมตร โดยนอนรวม 16 คน ทำให้นอนได้ยาก และร่างกายก็ไม่ค่อยขับถ่าย เหมือนยังปรับตัวไม่ทัน โชคดีที่เพื่อนร่วมห้องไม่ค่อยมีคนเกเร ส่วนใหญ่อยู่กันเงียบ ๆ ต่างจากห้องข้าง ๆ ที่ได้ยินเสียงดังอยู่บ่อยครั้ง

เขาเล่าว่าได้ช่วยเพื่อนตากผ้าพับผ้าในช่วงเช้า เพื่อแลกกับการได้ลงมาข้างล่างระหว่างกักตัว ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ช่วงแรกเขาพยายามฝากถึงแม่ ในเรื่องรายละเอียดการฝากเงินและซื้อของในเรือนจำ เนื่องจากครอบครัวยังไม่มีประสบการณ์เยี่ยมมาก่อน และยังฝากให้ครอบครัวหาทางประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่เขาต้องถูกคุมขัง

หลังจากผ่านช่วงกักตัว เขาถูกย้ายมาอยู่ที่แดน 8 โดยเริ่มมีตารางประจำวัน ตั้งแต่การตื่นตี 5 สวดมนต์ ลงมาอาบน้ำ เดินออกกำลังกาย ก่อนแวะห้องสมุดอ่านหนังสือธรรมะและหนังสือฝึกอาชีพ โดยเขาพบเพื่อนข้างในที่พอคุยกันได้ แต่ยังกังวลเรื่องอาหารที่ญาติสั่งจากภายนอกมักจะมาช้า ทำให้เน่าเสียบ่อย บางวันถุงกับข้าวพองลมเพราะบูด กินไม่ได้ก็ต้องทิ้ง ทำให้นึกเสียดายเงิน

นอกจากนั้น ห้องที่ถูกย้ายมาใหม่ ยังไม่แออัดมากนัก และเพื่อนร่วมห้องเงียบสงบ เนื่องจากโดยมากเป็นคนสูงอายุ นอนตรงกลางห้องแบบไม่ต้องเบียดไหล่ใคร พอมีพื้นที่วางของได้ด้วย รวมทั้งห้องใหม่มีนาฬิกาแขวน ซึ่งห้องเดิมไม่มี เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ช่วยให้รู้สึกควบคุมชีวิตตัวเองได้มากขึ้น

ช่วงปลายปี 2568 เขายังป่วยเป็นไข้หวัด แต่พอได้ยาจากเพื่อนในแดน รวมทั้งแม่และแฟนเข้ามาเยี่ยมได้แล้ว และได้พบกับกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ แม้ไม่ได้เข้าไปสุงสิงมากนัก แต่ก็พอทำให้รู้สึกดีขึ้น โดยในช่วงปีใหม่ เรือนจำยังมีการจัดประกวดแต่งเพลงด้วย และ “ครูใหญ่” อรรถพล เป็นผู้ชนะประกวดด้วยเพลง ‘รักข้ามกำแพง’ ที่มีท่อนแร็ปภาษาอีสาน

หลังจากนั้น อาการไอของนัฏฐพลค่อนข้างเรื้อรัง เป็นต่อเนื่องกว่าสองอาทิตย์ เขาเล่าว่าไอจนเจ็บหน้าอกตอนนอนกลางดึก ทำให้รู้สึกเกรงใจเพื่อนร่วมห้องด้วย โดยเขาได้รับยาเพิ่มเติมจากหมอที่เข้ามาตรวจหลังช่วงปีใหม่ แต่ก็ยังไอต่อเนื่องมาจนถึงกลางเดือนมกราคม

นัฏฐพล ยังบอกว่าเขาชอบอ่านหนังสือ เข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด หนังสือที่สนใจมีไม่มากนัก และอ่านไปแล้ว ยังอยากได้หนังสือใหม่ ๆ เกี่ยวกับพวกการท่องเที่ยว นวนิยาย หรือแม้แต่การ์ตูน

เขายังเล่าถึงยายและบ้านที่เพชรบูรณ์ด้วยน้ำเสียงคิดถึง นึกถึงการนั่งผิงไฟ เผามัน กับยายในคืนหนาว เขายังพูดถึงความเสียดายที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยความรู้สึกลึก ๆ ว่าหากได้เรียน ชีวิตอาจแตกต่างออกไป รวมทั้งยังสนใจการลงเรียนต่อกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( มสธ.) ในเรือนจำ

ในช่วงหลังนี้ นัฏฐพลได้ช่วยงานเจ้าหน้าที่โดยการทำธุรการในแดนฝึกอาชีพ ทำให้เขาไม่ได้ถูกย้ายเรือนจำ เหมือนอีกหลายคน ที่ทยอยถูกย้ายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปเรือนจำอื่น ๆ

นอกจากนั้น เขายังได้เยี่ยมใกล้ชิดกับยาย แม่ และแฟน เขาเล่าว่ากอดยายร้องไห้ด้วยกันนาน ครอบครัวพยายามให้กำลังใจ และปัจจุบันเขายังรอคอยใบเด็ดขาดเพื่อดำเนินการด้านอื่น ๆ ต่อไป

.
ความอบอุ่นที่ยายให้ไว้ คือรากโยงใยให้อยากกลับบ้าน
.
นัฏฐพลเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปเติบโตที่เพชรบูรณ์ตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ เพราะแม่ต้องทำงาน จึงฝากให้ยายเลี้ยงที่อำเภอวิเชียรบุรี เขาบอกว่า ยายอายุเจ็ดสิบปี อยู่คนเดียว แต่ไม่เหงา เพราะมีแก๊งค์เพื่อน ๆ คุย และชอบออกไปตกปลาด้วย

ยายมีลูก 4 คนที่แยกย้ายมีครอบครัวกันหมดแล้ว มีหลานสามคน แต่นัฏฐพลเป็นคนเดียวที่ยายได้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จึงสนิทกันมากที่สุด ตอนเด็ก ๆ เขานอนกับยายทุกคืน ใช้ชีวิตแบบเด็กต่างจังหวัดที่หมู่บ้านไม่ห่างจากภูเขา ไปยิงหนังสติ๊ก นอนบนภูเขา ทำทุกอย่างที่เด็กบ้านนอกทำ

“ยายไม่เคยตีผมเลย” นัฏฐพลเล่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับยายแทบไม่มีการทะเลาะกัน มีก็แต่เวลาที่ยายงอน จะไม่ทำกับข้าวให้กิน เท่านั้นเอง

ตอนที่หมายเรียกส่งไปถึงบ้านที่เพชรบูรณ์ ยายตกใจและร้องไห้ แต่แทนที่จะดุด่า กลับให้กำลังใจ บอกให้ เริ่มใหม่ ตั้งใจใหม่ ไม่มีคำสั่งสอนว่าสิ่งที่ทำดีหรือไม่ดีอย่างไร มีแต่ความอบอุ่นที่ยายมอบให้มาตลอด วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ยายเดินทางลงมาถึงกรุงเทพฯ แต่ครอบครัวไม่ให้ไปที่ศาล กลัวว่ายายจะทนรับไม่ไหว

เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อได้เยี่ยมใกล้ชิดครั้งแรก ยายเดินทางมาพร้อมกับแม่และแฟน ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่นาน เขาเล่าว่าแม้ตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้ แต่พอเห็นยายน้ำตาไหล ก็กลั้นไม่อยู่

“ยายดูยังแข็งแรง แต่แรงน้อยลง คงเพราะเดินทางมาจากต่างจังหวัด” ก่อนเล่าต่อว่ายายฝากให้อดทน ทำตัวดี แล้วจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ

แฟนสาวที่ตอนนี้ย้ายมาอยู่กับแม่เพื่อพยายามประหยัดค่าใช้จ่าย ก็มาเยี่ยมสม่ำเสมอ “เขาตให้กำลังใจ เขาพูดและหัวเราะได้แล้ว ทำให้เราใจชื้นขึ้น” นัฏฐพลบอก
.

ความทรงจำที่สั่งสมมา กับสิ่งที่ยังค้างคาในจิตใจ
.
นัฏฐพลยังย้อนเล่าอีกว่า เขาเรียนจบมัธยมปลายในโรงเรียนเล็ก ๆ ที่เพชรบูรณ์ ห้องของเขามีนักเรียนเพียง 7 คน ไม่มีใครเรียนต่อ เพราะไม่มีใครบอกว่าต้องทำอย่างนั้น

“ผมไม่เคยรู้เลยว่าเรียนจบแล้วต้องไปไหน” ที่โรงเรียนไม่มีใครแนะแนวว่าจะไปสายอาชีพหรือเรียนต่อมหาวิทยาลัย และที่บ้านก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ เพราะทั้งแม่และเขาต่างเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยคุยกันเรื่องอนาคต ทุกอย่างจึงดำเนินไปโดยไม่มีใครบอกทิศทาง

“ถ้าเรารู้ว่ามันต้องเรียนต่อ หรือมีใครสักคนบอก ผมคิดว่าพ่อแม่คงส่งให้เรียนได้” เขาบอกอีกครั้ง แล้วเสริมว่ารู้สึกโกรธตัวเองบ้างที่ตอนนั้นไม่รู้จักหาข้อมูล แต่ก็รู้ว่าในสภาพแวดล้อมแบบนั้น มันยากที่จะรู้ได้

เขาเข้ากรุงเทพฯ ทำงานลูกจ้างร้านขายของ ได้เงินเดือน 9,000 บาท ก่อนผันตัวมาขายเสื้อผ้าออนไลน์กับแฟนเก่า ช่วงที่ดีสุดมีรายได้เกือบแสนต่อเดือน ทำให้ความคิดเรื่องเรียนต่อหายไปจากหัว แต่พอเลิกกับแฟนคนเดิม เขาต้องออกมาวิ่งไรเดอร์ และจนมาช่วยแฟนคนปัจจุบันส่งขนมเบเกอรี่ ชีวิตวนเวียนอยู่กับการหาเลี้ยงตัวเองและคนรอบข้าง จนกระทั่งเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นในวันที่ 12 พ.ค. 2564

“อยากออกไปได้เร็ว ๆ” นัฏฐพลกล่าวราวสรุปบทเรียนที่ผ่านมา

ภาพที่ชัดที่สุดในใจคือการกลับไปเพชรบูรณ์ นั่งผิงไฟกับยาย เผามันในคืนหนาว เหมือนที่เคยทำตอนเด็ก ๆ ก่อนที่ชีวิตจะพาเขาออกมาจากอำเภอวิเชียรบุรี และห่างไกลจากมันจนยังไม่รู้หนทางกลับคืน
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/82001

https://www.facebook.com/photo?fbid=1325064052797395&set=a.656922399611567




“เก็ท โสภณ” เขียนวิจารณ์การทำงาน กกต. ทำให้การเลือกตั้งอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย และวิจารณ์นักวิชาการอนุรักษ์นิยม เริ่มทำตัวเป็นฤาษีแปลงสาร แปลงนิยาม ของหลักการเลือกตั้งโดยลับ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
“เก็ท โสภณ” เขียนวิจารณ์การทำงาน กกต. ทำให้การเลือกตั้งอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย
.
.
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้เขียนบทความสื่อสารมุมมองภายหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการทำงานคณะกรรมการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง
.
เก็ทยังได้ฝากข้อความผ่านทนายความ ถึงประชาชนที่ไปติดตามคดีของเขาเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 คดี #ม็อบ2พฤษภา64 กรณีการชุมนุมที่หน้าศาลอาญา ซึ่งมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ไม่ได้เบิกตัวเขากับ “อารีฟ” วีรภาพ ไปศาล ก่อนศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 24 มี.ค. 2569
.
“อยากขอบคุณมวลชนที่ไปให้การซัพพอร์ตผมที่ศาล เราตั้งใจเต็มที่ว่าจะไปเจอแม่ด้วย เจอมวลชนด้วย เพราะมวลชนคอยซัพพอร์ตเราตลอดเวลา ขอบคุณประชาชนมาก ๆ ที่ไปรอกัน
.
“อีกอย่างที่ผมประทับใจก็คือ พอคนที่ไปสังเกตการณ์รู้ว่าศาลได้เลื่อนนัดออกไป คนส่วนหนึ่งก็รีบเดินทางมาที่เรือนจำพร้อมกับแม่ ด้วยความที่มวลชนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ที่มีรายชื่อ 10 คน ที่เยี่ยมผมได้ มวลชนก็เลยเข้ามาไม่ได้ แต่เราก็ได้โบกมือกันข้ามกระจก เป็นความประทับใจของผมมาก ๆ เลย ขอบคุณ ที่เดินเคียงข้างกันเสมอมา”
.
————————————–
.
ประเทศเรากำลังถูกฉุดรั้งให้ร่นถอยโดย กกต.
.
นับตั้งแต่การเลือกตั้งล่วงหน้า ถึงวันเลือกตั้งและลงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จนมาถึงวันนี้ “กกต.” องค์กรอิสระที่ถูกพรางตัวให้เป็นคนกลาง กลับสร้างปัญหาระดับชาติอย่างใหญ่หลวง ทั้งข้อสงสัยเรื่องคะแนนบัตรเลือกตั้งสองใบที่ไม่เท่ากัน, การไม่นับคะแนนอย่างเปิดเผย, การเปลี่ยนบัตรดีเป็นบัตรเสีย พอประชาชนไปจับตาการทำงาน ไปตรวจสอบ ก็แจ้งจับเขา
.
เรื่องเก่ายังไม่วายเรื่องใหม่ก็เข้ามา นั่นก็คือ คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ที่ทำให้สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าใครเลือกอะไร กกต. ออกมายอมรับหน้าตาเฉยว่า เรื่องตรวจสอบกลับไปได้เป็นเรื่องจริง แต่ขอให้ประชาชนไว้ใจว่าปลอดภัย จะไม่มีใครตรวจสอบแน่นอน เค้าพูดออกมาได้ยังไง? จะให้เชื่อถือได้อย่างไร?
.
ประเด็นที่ทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่ชอบธรรม เพราะเป็นการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับ ซึ่งตามหลักการดังกล่าว ในการเลือกตั้ง ต้องมีแค่ผู้ใช้สิทธิ์เท่านั้นที่ทราบว่าตัวเองเลือกอะไร แม้แต่ผู้รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งก็รู้ไม่ได้
.
หลักการเลือกตั้งโดยลับ มีเพื่อคุ้มครองผู้ออกเสียงให้ไม่ต้องกังวลกับผลใด ๆ ที่จะตามมา จากการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เมื่อ กกต. ละเมิดหลักการดังกล่าว ก็ย่อมทำให้ผู้ไปใช้สิทธิ์ทุกคนอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย กลุ่มอำนาจต่าง ๆ สามารถเข้าคุกคามผู้ลงคะแนนได้ เรื่องนี้เป็นการทุจริตครั้งใหญ่ ที่ผิดตั้งแต่กฎหมายอาญา กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไปถึงหลักการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเรียกร้องสามประการ ได้แก่ 1. การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นโมฆะ 2. ต้องทำลายบัตรเลือกตั้งโดยด่วนที่สุด และ 3. กกต.ต้องถูกดำเนินคดี
.
ในเรื่อง กกต. เราควรพิจารณาสองด้าน ด้านแรก ตำแหน่งของเขานั้นได้มาอย่างไร กกต. เป็นองค์กรที่มาจากการคัดสรรผ่านกระบวนการสืบทอดอำนาจ เช่นกันกับศาลรัฐธรรมนูญ ด้านที่สอง กลุ่มอำนาจใดที่ได้ผลประโยชน์จากความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งครั้งนี้
.
ผมได้ทราบข่าวว่า มีนักวิชาการอนุรักษ์นิยม เริ่มทำตัวเป็นฤาษีแปลงสาร แปลงนิยาม ของหลักการเลือกตั้งโดยลับ อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าว เข้าใจได้โดยง่ายว่า คนที่ไปเลือกตั้งเท่านั้นที่จะรู้ว่าตนเลือกอะไร ต้องไม่มีใครคนอื่นรู้ได้ และต้องไม่มีช่องว่างเปิดโอกาสให้คนอื่นรู้
.
นิยามมันก็มีเท่านี้ เข้าใจไม่ยาก หากเราปล่อยผ่านครั้งนี้ การใช้สิทธิเสรีภาพในประเทศนี้ก็จะยิ่งอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย ใครจะอยากไปเลือกตั้งรอบหน้า ประชาชนต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ประเทศเราจะยิ่งล้าหลัง ถูกปกครองด้วยความมืดและความกลัวมากกว่าเดิม
.
มีเหตุผลมากมายที่ใช้เป็นข้ออ้างให้วันนี้ไม่สู้ ถ้าสู้แล้วติดคุกจะทำยังไง ถ้าโดนคุกคามใครช่วยเหลือ ผมอยากชวนให้คิดถึงชีวิต อนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ สังคมเรา ถูกปกคลุมด้วยการปกครองแบบสืบทอดอำนาจมานานเท่าใด หากเราไม่สู้วันนี้การเลือกตั้งครั้งหน้า มหกรรมการโกงก็จะจะยิ่งขยายกว้างและยิ่งเข้มข้นขึ้น ลูกหลานเราก็จะจมปรักกับสังคมที่ล้าหลังและรอวันล่มจม เมื่อพูดถึงตรงนี้เหมือนมีเหตุผลมากมายให้เราไม่สู้ แต่ก็มีเหตุผลที่หนักแน่นอีกมากมายเช่นกันที่ทำให้เราต้องสู้ในวันนี้
.
สุดท้ายนี้ ผมอยากให้กำลังใจคนที่ออกมาสู้ ให้กำลังใจหลาย ๆ คน ที่ถูกดำเนินคดีจากการไปตรวจสอบการทำงานของ กกต. แม้ กกต. จะดำเนินการในทางกฎหมาย แต่ในเชิงหลักการพวกคุณทำถูกแล้ว เมื่อคุณถูกละเมิดสิทธิก็ต้องออกมาปกป้องสิทธิของตนเอง
.
ถ้าเกิดพวกคุณเดินผ่านมาอ่านจดหมายฉบับนี้ ก็ขอให้รู้ไว้ว่าพวกคุณไม่ได้ลุกขึ้นยืนอย่างโดดเดี่ยว
.
กกตหคชญ. (กินก๋วยเตี๋ยวหกคนชามใหญ่)
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/82010

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1325129946124139&set=a.656922399611567



“คุณหญิงสุดารัตน์” เผย นักธุรกิจหลายคนกังวล #เลือกตั้ง69 ไม่เป็นความลับจากปมบาร์โค้ด หวั่นถูกตรวจสอบได้ว่าเลือกใคร เพราะต้องทำงานกับภาครัฐ เช่นเดียวกับเหล่าข้าราชการ พร้อมหนุนแก้ รธน. เพิ่มอำนาจประชาชน ไม่ให้มีแค่ในวันเลือกตั้ง แต่สามารถถอดถอนคนทุจริตคดโกงได้





https://x.com/Thairath_News/status/2026696594486341703


 

เป็นจระเข้อะไร! วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อัดยับ กกต. หลังมีกระแสข่าวเตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่ไปสังเกตการณ์เลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา (=เป็นเหี้ยไร ? หรือ เป็นกรอเปอเหรอ ภาษาเขมรแปลว่าจระเข้ แต่ความหมายแฝงคือคนลืมบุญคุณ คนเนรคุณ)

https://www.facebook.com/reel/907941225377599



กกต. จงไปดูมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ซะ!!! ในมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ซึ่งเป็นกฎหมายของ กกต. เอง ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าการนับคะแนนจะต้องทำโดย "เปิดเผย" การแจ้งความจับประชาชน ของกกต. จึงอาจเข้าข่าย การคุกคามสิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนนของประชาชน เป็นพฤติกรรม ที่เข้าข่ายการบ่อนทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง


Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร 
8 hours ago
·
[ กกต. จงไปดูมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ซะ!!! ]
......................................
ในมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ซึ่งเป็นกฎหมายของ กกต. เอง ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าการนับคะแนนจะต้องทำโดย "เปิดเผย"
.
ซึ่งคำว่าเปิดเผยนั้นก็คือประชาชนสามารถที่จะเข้ามาสังเกตการณ์ ถ่ายภาพ ถ่ายคลิป เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันความเที่ยงธรรมของการนับคะแนนเลือกตั้งได้ และในกรณีที่มีการร้องเรียน ซึ่งกกตก็มักจะถามหาถึงหลักฐาน ภาพและคลิปก็จะได้ถูกใช้เป็นหลักฐานเพื่อให้ กกต.
ได้พิจารณา
.
ตราบใดที่การสังเกตการณ์การถ่ายภาพและการถ่ายคลิป กระทำโดยสงบ และอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่เป็นการรบกวนการนับคะแนนของเจ้าหน้าที่ นั้นย่อมทำได้ จะถือเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร
.
การแจ้งความจับประชาชน ของกกต. จึงอาจเข้าข่าย การคุกคามสิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนนของประชาชน เป็นพฤติกรรม ที่เข้าข่ายการบ่อนทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง เสียเองของ กกต.
.
ขาดกกต. ยืนยันว่าจะแจ้งความ จับประชาชนให้ได้ก็ควรต้องแถลงการว่าหากศาลยกฟ้องหรือมีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดที่ชี้ว่าประชาชนไม่ผิด กกต. จะรับผิดชอบอย่างไร พี่มีความสาสมตอบพฤติกรรมที่ตนก่อขึ้น ซึ่งผมรอฟังการแถลงของ กกต. อยู่
.
หลักการในการจัดการเลือกตั้ง บนพื้นฐาน Free and Fair ที่เป็นที่ยอมรับในโลกประชาธิปไตย ไม่มีอะไรยากเลย ก็คือ "ระบบการเลือกตั้งต้องรับ ระบบการนับคะแนนต้องเปิดเผย" ก็เท่านั้นเอง ทำไม กกต. ถึงไม่สำนึก และเข้าใจ ในหน้าที่ของตนเอง


https://www.facebook.com/wirojlak/posts/1430075072242376







พิสูจน์แล้ว “ดร.เรือบิน” เผย บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร หวั่นคนรู้ช่องโหว่ ใช้ข้อมูลเป็น Big Data วางแผนการเมืองในอนาคต ด้าน “สมชัย” เตรียมจัดเลือกตั้งจำลอง ถอดรหัสบาร์โค้ด จ่อเชิญทูต เป็นพยาน



“ดร.เรือบิน” เผยพิสูจน์แล้ว บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร หวั่นถูกใช้ข้อมูล Big Data วางแผนการเมือง

25 ก.พ. 2569
ไทยรัฐออนไลน์

พิสูจน์แล้ว “ดร.เรือบิน” เผย บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร หวั่นคนรู้ช่องโหว่ ใช้ข้อมูลเป็น Big Data วางแผนการเมืองในอนาคต ด้าน “สมชัย” เตรียมจัดเลือกตั้งจำลอง ถอดรหัสบาร์โค้ด จ่อเชิญทูต เป็นพยาน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย จัดประชุมองค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง 69 ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเพื่อตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง การตรวจสอบ กกต. ข้อเสนอ และแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปองค์กรอิสระ



โดยนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวถึงวิธีการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ที่สามารถย้อนกลับไปหาบุคคลที่ใช้สิทธิสามารถทำได้ ว่า จากการตั้งกล้องบันทึกภาพในวันเลือกตั้งใหม่ ที่ กทม. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตลอดทั้งวัน จากนั้นใช้ AI ช่วยคำนวณคาดเดาการเลือกของบุคคลที่มาใช้สิทธิในช่วงนับคะแนนถ่ายบัตรสีเขียวและชมพูทุกใบ ซึ่งหากนำมาเปรียบกับภาพในช่วงเริ่มใช้สิทธิจะเห็นคนที่ลงชื่อคนที่ 1 และคนลำดับต่อๆ ไป ก็จะสามารถจับคู่คนที่มาใช้สิทธิให้ตรงกับลำดับบาร์โค้ดได้ ก็สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าบัตรใบไหน เป็นของบุคคลที่มาใช้สิทธิคนที่เท่าไหร่
ดังนั้นจากการออกแบบกระบวนการ ทำให้ผู้ตั้งใจทุจริตการเลือกตั้งสามารถตรวจสอบได้ว่าการซื้อเสียงนั้นเกิดผลสำเร็จหรือไม่ แม้ไม่สามารถตรวจสอบได้ถูกต้องใกล้เคียง 100% และหากผู้มีอำนาจได้ข้อมูลนี้ไป สั่งการบุคคลในองค์กรอิสระและหน่วยงานราชการอาจนำข้อมูลที่มีสร้างเป็น Big Data เพื่อวางแผนจัดการให้เกิดผลสำเร็จทางการเมืองในอนาคตได้



นายธรรม์ธีร์ ยังเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปน่าจะไม่มีเรื่องบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดแล้ว แต่ในเมื่อมีแล้ว กกต. อ้างว่าใช้เพื่อตรวจสอบบัตรปลอมบัตรเขย่ง ถ้าวันนี้เราลองนับใหม่ทั่วประเทศ ก็จะทราบว่ามีคะแนนคลาดเคลื่อนไปเท่าไหร่

ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า จากการสังเกตทำให้รู้ว่าบัตรสีเขียวที่มีคิวอาร์โค้ดซึ่งสะท้อนกลับไปไปยังเล่ม โดยที่แต่ละเล่มมีบัตรเลือกตั้ง 20 ใบ ใช้คิวอาร์โค้ดเดียวกันหมด หากเป็นเช่นนี้จริงไม่น่าเป็นปัญหาในการล่วงรู้ถึงการออกเสียงของผู้มีสิทธิแต่ละคน เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คิวอาร์โค้ดไม่ได้สะท้อนกับเล่มแต่ไปสะท้อนถึงบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ



ในขณะที่บัตรสีชมพูมีบาร์โค้ดด้านล่างซึ่งสามารถสแกนจากมือถือและสะท้อนไปยังรหัส 9 หลักของใบเลือกตั้งแต่ละใบได้ จึงพิสูจน์ได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีของวิเศษ 3 อย่าง คือ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัญชีรายชื่อ แต่แค่สังเกตการณ์หน้าหน่วยก็สามารถบอกได้แล้ว ซึ่งง่ายมาก และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่จะทำให้เห็น

โดยในวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. จะสาธิตการจัดเลือกตั้งจำลอง โดยใช้บัตรเลือกตั้งจำลอง ซึ่งจะมีรูปร่างคล้ายบัตรเลือกตั้งของ กกต. โดยจะให้ตัวแทนสื่อมวลชน 10 คน เข้าไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในคูหาและให้ถ่ายรูปเก็บไว้กับตัว ไม่ต้องเปิดเผยให้ใครรู้ หลังจากการเลือกเสร็จสิ้นจะให้ทีมตรวจสอบ เป็นทีมผู้เชี่ยวชาญ 5 ทีม และทีมประชาชน 5 ทีม ประกอบด้วย ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย 1 ทีม ทีมมัธยม 1 ทีม ทีมประถม 1 ทีม และประชาชนทั่วไป 2 ทีม ซึ่งจะใช้วิธีถอดรหัสของตัวเอง อุปกรณ์ต้องนำมาเอง โดยจะให้เวลา 30 นาที ในการถอดรหัสว่าบัตรแต่ละใบเป็นของผู้สื่อข่าวคนใด เพื่อให้คนไทยรู้ว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้าน

ล่างไม่ว่าจะมีต้นขั้วหรือไม่ก็สามารถบอกได้ว่าใครเลือกใคร ประชุมรัฐสภา โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จะส่งหนังสือเชิญอัครราชทูตของแต่ละประเทศ และนักวิชาการ มาให้ความเห็นว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นความลับ และมาเป็นสักขีพยานในการจำลองครั้งนี้ด้วย

โดยนายสมชัย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจำลองการเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดเป็นการออกแบบที่ไม่ได้เรื่อง โดยไม่ได้สนใจว่าหากมีการส่งเรื่องนี้ไปถึงศาลแล้วจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร

https://www.thairath.co.th/news/politic/2916444



ครป. ย้ำ พิรุธเลือกตั้ง 69 เพียบ - นายแพทย์ วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค (ฝ่ายกฎหมาย) พรรคประชาชน ว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นศาลอาญาคดีทุจริต ฟ้อง ม.157 กกต. 9 ราย พรุ่งนี้


The Active
10 hours ago
·
ครป. ย้ำ พิรุธเลือกตั้ง 69 เพียบ แต่ กกต.ยังเงียบ ไร้ความชัดเจน
.
ภาคประชาชน ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ ตรวจสอบ กกต.หลังเลือกตั้ง 69 ชี้ หลายเรื่องใหญ่ ปัญหาใหม่ ยกปมบาร์โคด ทีโออาร์พิมพ์บัตร บัตรเขย่งยังไร้คำตอบ แต่รับรองผลแล้ว ยัน กกต. ต้องแจงให้หายสงสัย มองประชาชนเป็นพวกเดียวกัน ไม่ใช่ไล่ฟ้อง
.
.
อ่านเนื้อหาเพิ่มที่https://theactive.thaipbs.or.th/news/politics-20260225


ปุ้ย ปุ้ย
9 hours ago
·
นายแพทย์ วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค (ฝ่ายกฎหมาย) พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นศาลอาญาคดีทุจริต ฟ้อง ม.157 กกต. 9 ราย ได้แก่ 7 คณะกรรมการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน นายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต. และ นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผอ.สนับสนุนการเลือกตั้ง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พรุ่งนี้
.
โดยพรรคจะมุ่งทางนี้ทางเดียวเพราะเรื่อง PDPC คุณประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชนที่ดำเนินการในนามส่วนตัวแล้ว ส่วนในทางของศาลปกครองและผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปลายทางของการร้องเช่นนี้จะเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
.
ดังนั้นประการแรก เห็นว่ามีคนดำเนินการเยอะแล้ว และอีกประการเป็นเหตุผลทางความรู้สึกด้วย คือผลการเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนห่างค่อนข้างเยอะ และปลายทางของการร้อง 2 เรื่องที่กล่าวไปข้างต้น จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็อาจจะไม่ได้ดูสละสลวยนักในนามของพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้ง ที่เหมือนจะไปตีเย้ว ๆ ให้ล้มการเลือกตั้ง หรือคนอาจจะมองว่าขี้แพ้ชวนตี
อีสานบันเทิงอีสานสะออน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=881531808116313&set=gm.1681565156333814&idorvanity=340005703823106



ดูท่าที กกต. ดูความโอหัง ตั้งตัวเป็นเจ้าของอำนาจ ไล่เอาผิดประชาชน ประชาชนควรไล่ฟ้องคดีอาญา กกต. ทุกจังหวัดที่การเลือกตั้งผิดปกติ …ประเทศนี้ต้องมีผู้พิพากษาที่เห็นผิดเป็นผิดเหลืออยู่บ้างสินะ


Puangthong Pawakapan
5 hours ago
·
ประชาชนควรไล่ฟ้องคดีอาญา กกต. ทุกจังหวัดที่การเลือกตั้งผิดปกติ …ประเทศนี้ต้องมีผู้พิพากษาที่เห็นผิดเป็นผิดเหลืออยู่บ้างสินะ

Atukkit Sawangsuk
5 hours ago
·
ดูท่าที ดูความโอหัง ตั้งตัวเป็นเจ้าของอำนาจ ไล่เอาผิดประชาชน
ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตัวใหญ่ๆไปถึงตัวเล็กตัวน้อย
ประชาชนควรจะมีฉันทามติว่า
ยุบ กกต.ทิ้งทั้งองค์กรดีกว่า อย่าเอาแม่-ไว้เลย
แล้วตั้งองค์กรกลางจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่
(ถ้าแก้รัฐธรรมนูญได้นะ แต่รัฐบาลน้ำเงิน สว.น้ำเงิน ขนชั้นนำรัฐพันลึก ไม่ยอมให้แก้หรอก)
:
ที่มีการล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขให้ถอดถอน กกต.ได้ นั้นเข้าใจ เป็นความโกรธแค้นของประชาชน แต่เข้าชื่อถอดถอนก็ต้องไปผ่านวุฒิสภา ไร้ความหมาย
:
กกต.มีหน้าที่สองด้าน
1.จัดการเลือกตั้ง ซึงเห็นแล้วว่าห่วย เละ ต้องสงสัยว่าจะโกง
2.ใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ แจกใบเหลืองใบแดงใบส้มใบดำ
ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลก Thailand Only ที่มีองค์กรเทวดามาชี้ มาสอย คนที่ประชาชนเลือกแล้ว เพียงเพราะ "เชื่อได้ว่า" ทุจริต
(ส่งศาล แต่ก็ให้ศาลวินิจฉัยว่าที่ กกต."เชื่อได้ว่า" นั้นมีเหตุผลเพียงพอ ให้ศาลปั๊มใบแดงอีกที ไม่ใช่ศาลตัดสินว่าทุจริตซึ่งต้องติดคุก)
:
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้แม่-ก็เป็นอัมพาตไปแล้ว จับซื้อเสียงไม่เคยได้ มีแต่ไล่จับโพสต์เฟสบุ๊ก หรือคู่แข่งร้องเรียน
แจกใบส้มสุรพล เกียรติไชยากร โดนฟ้องกลับแพ้คดี 70 ล้าน
แม่-ยังใบ้แดก ไม่กล้าแจกใครอีกเลย แต่นั่งกินเงินเดือนกันสลอน
ตั้งแต่กรรมการ กกต.ลงมาถึงเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ที่มีมากกว่าครึ่งองค์กร
:
มันเป็นอำนาจที่ไม่ควรมีตั้งแต่แรก แต่คนจำนวนหนึ่งยังแซ่ซ้องสดุดี กกต.ชุดแรก เป็นเทพ
ทั้งที่ยาแรงนั้นคือยาพิษ ทำให้คนเชื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์กำจัดนักการเมืองเลวโกงซื้อเสียงได้
แล้วเป็นไงล่ะ พอนักการเมืองเลวมันยึดได้
:
นี่ยังจำได้อยู่เลย กกต.ชุดแรกก็บ้าจี้เหมือนกัน
ทางสามจังหวัด ผู้สมัครไปหาเสียง คนในพื้นที่จัดเด็กมารำสีละ
โดนใบแดง ฐานจัดมหรสพ
ผมร้องตั้งแต่ตอนนั้น บ้าไปแล้ว
:
ยุบ กกต.ครับ ต้องตั้งเป้าหมาย
เลิกจ้างหมดด้วย
ตั้งองค์กรจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่
เหมือนที่เขามีทั่วไปในโลก แค่จัดเลือกตั้งให้ชัดเจนโปร่งใส
ไม่ต้องมีอำนาจผู้วิเศษแจกใบเหลืองใบแดงใบส้มใบดำ
มีคดีร้องทุจริตก็ว่าตามกระบวนการยุติธรรม ซื้อเสียงติดคุก ไม่ใช่แค่เชื่อได้ว่าแล้วแจกใบแดง

อำนาจมาก ยิ่งจูงใจให้ฉ้อฉล


https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/26334633192827424






 

‘ธนารัตน์‘ วอน กกต.เคลียร์ให้ชัดปมบาร์โค้ด ไม่ใช่ฟ้องปิดปากประชาชน ยืนยันตั้งคำถามโดยสุจริต แค่อยากรู้บัตรเลือกตั้งเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ ห่วงเร่งรีบรับรอง สส.ผิดสังเกต ทั้งที่ยังมีเรื่องร้องเรียน (ความลับของผู้ลงคะแนน แต่ กกต. ทำบัตรลงคะแนนให้ตรวจสอบได้ว่าเลือกใคร แบบนี้ ใครผิด ?)


The Reporters
8 hours ago
·
POLITICS: ‘ธนารัตน์‘ วอน กกต.เคลียร์ให้ชัดปมบาร์โค้ด ไม่ใช่ฟ้องปิดปากประชาชน ยืนยันตั้งคำถามโดยสุจริต แค่อยากรู้บัตรเลือกตั้งเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ ห่วงเร่งรีบรับรอง สส.ผิดสังเกต ทั้งที่ยังมีเรื่องร้องเรียน

วันนี้ (25 ก.พ. 69) นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ให้สัมภาษณ์คณะร่วมกิจกรรม “ไต่สวนสาธารณะ กกต.โกงประชาชน” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หลัง กกต.แจ้งความเอาผิดกับประชาชนฐานขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ ในการลงคะแนนใหม่ที่เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ว่า อยากให้ท่านออกมาตอบคำถามมากกว่าแจ้งความจับเรา เพราะความสงสัยของประชาชนไม่ได้แก้ปัญหาได้ด้วยการขู่ใช้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ทำให้เราคลายความกังวล ยิ่งไปกว่านั้นยังกังวลมากยิ่งขึ้นสถานการณ์เครียดมากมากยิ่งขึ้น เราไม่อยากเห็นภาพนี้

ตนเองพูดตั้งแต่ก่อนเริ่มวันเลือกตั้งวันที่ 22 ก.พ.69 ว่า ไม่ได้จะทดลองอะไร กล้องที่พกไปก็เป็นกล้องตัวเล็ก ๆ ไม่มีกำลังซูม จะบอกว่าตนเองซูมและถอดเอาความลับออกมายิ่งไม่น่าเป็นไปได้ สงสัยว่า กกต.ฟ้องร้องตนเองจริงหรือไม่ เพราะตอนนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่

หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนเองแค่อยากไปดูว่าบัตรเลือกตั้งเปลี่ยนหรือไม่ เรื่องการถอดรหัสตนเองไม่ได้สน เพราะรู้อยู่แล้วในหลักการว่าถอดได้ ส่วนที่ กกต.มองว่าเป็นการขัดขวางการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่นั้น ขอรอดูข้อกล่าวหาก่อน อยากเห็นหลักฐานเพราะตนเองไม่ได้ขัดขวางอะไรใคร ตนเองไปคุยกับว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ คำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนั้นท่านไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อะไร เดินสังเกตการณ์นอกบริเวณแนวกั้น ยืนยันว่าไม่ได้ถ่ายรูปเข้าไปในแนวกั้นแม้แต่รูปเดียว ทั้งหมดที่โพสต์เอามาจากนักข่าวทั้งนั้น

เมื่อถามว่าเป็นการจงใจปิดปากภาคประชาชนหรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่ารู้สึกแบบนั้น ไม่เข้าใจว่ามีเหตุจำเป็นอะไรต้องทำถึงขั้นนี้ เพราะตนเองไม่ได้ไปขัดขวางเจ้าหน้าที่ เพียงแต่อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกกดดัน เนื่องจากไปจี้ถาม 2 คำถามใหญ่ กับว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ ว่ามีอำนาจใดถึงมาห้ามประชาชนถ่ายบัตรเลือกตั้งที่ยังไม่ได้กา เพราะ มาตรา 97 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.พ.ศ.2561 เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามถ่ายบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนน ดังนั้นเมื่อยังไม่ได้ลงคะแนนก็ควรที่จะถ่ายรูปได้ ซึ่งท่านก็ตอบว่ามีอำนาจเพียงแต่อยากให้เป็นความสบายใจของภาคประชาชน ตนเองจึงย้ำว่าภาคประชาชนอยากสบายใจจึงถ่ายรูป ท่านบอกว่าไม่ได้เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของภาคประชาชน มีหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย เดี๋ยวเขาจะไม่สบายใจ

โดยท่านบอกอีกว่าบัตรเลือกตั้งที่แม้จะยังไม่ได้ลงคะแนน ถือเป็นเอกสารของทางราชการและเป็นเอกสารลับ ดังนั้นการขอทำสำเนาต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรมา ซึ่งตนเองก็เถียงกลับไปว่าท่านไม่มีฐานอำนา คาดว่าเป็นจุดนี้ที่กดดันเกินไปจนทำให้ถูกดำเนินคดี

นอกจากนี้ตนเองยังไปกดดันถามเรื่องคิวอาร์โค้ดที่กกต.กำหนดไว้ว่าเอาไว้ตรวจการปลอมแปลง ซึ่งตนเองถามว่าไม่เห็นมีการตรวจบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดเลย ทราบหรือไม่ว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดใช้ในขั้นตอนใด หากไม่ทำในขั้นตอนการนับคะแนนเท่ากับการนับคะแนนทั่วประเทศไม่ถูกต้องหรือไม่ ท่านก็บอกว่าไม่ทราบ ส่วนมีอุปกรณ์พิเศษในการอ่านบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดหรือไม่นั้น ท่านก็ไม่ทราบเช่นกัน

นายธนารัตน์ ยืนยันว่าตนเองตั้งคำถามโดยสุจริต เพราะทุกคนก็สงสัยเหมือนกับตนเอง โดยเฉพาะคิวอาร์โค้ดตรวจปลอม ใช้ตรวจตอนไหน ไม่เห็นจะตรวจเลย จึงขอให้ กกต.ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าว ดีกว่าแจ้งจับเรา อยากให้ท่านออกมาคุยกับเราเยอะ ๆ เพราะปัญหาเยอะมาก ไม่ใช่มีแค่เรื่องบาร์โค้ด แต่มีเรื่องคะแนนเขย่ง ความเร่งรีบจนผิดสังเกต ซึ่งทุกคนรู้หมดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ปกติ แต่เราไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรอชี้แจงอย่างเดียว ใครที่สงสัยมาก ๆ แล้วหาคำตอบด้วยตนเองก็โดนดำเนินคดี การกระทำครั้งนี้ไม่แฟร์เลย

ส่วนกรณีที่ กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.ท่ามกลางข้อสงสัยหลายประเด็นนั้น นายธนารัตน์ กล่าวว่า หลายคนตั้งคำถามโดยเฉพาะนางสาวนันทนา นันทาวโรภาส สว.ที่ระบุว่าการรับรองผลการเลือกตั้งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า จะต้องไม่มีเรื่องร้องเรียน ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ใน 3 ศาล ฉะนั้นการประกาศรับรองผลเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเร่งรีบผิดปกติและไม่น่าจะถูกต้อง

รายงาน: ณัฐพร สร้อยจำปา
ภาพ: ธนทิพย์ เล้าสุทธิพงศ์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1296719665983399&set=a.534942245494482




การหลงทิศผิดทางของ กกต. ที่หนักข้อมากขึ้นเรื่อยๆ พรป. เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 127 บัญญัติว่า กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ “เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ทั้งๆ ที่ยังมีปัญหาและข้อสงสัยมากมายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ”เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม“ จริงหรือไม่?

https://www.facebook.com/prinya.thaewanarumitkul/posts/26243353231948600

Prinya Thaewanarumitkul 
8 hours ago
·
[ การหลงทิศผิดทางของ กกต. ที่หนักข้อมากขึ้นเรื่อยๆ ]
ผมเห็นว่า กกต. ไปผิดทางทิศผิดทางมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว นี่ผมใช้คำเบามากนะครับ
เพราะ พรป. เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 127 บัญญัติว่า กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ “เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”
แล้ว กกต. “ตรวจสอบเบื้องต้น” กันอย่างไร จึงเชื่อว่า “ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”? ถึงได้ประกาศผลและรับรอง ส.ส. แบบแบ่งเขต 396 คน ทั้งๆ ที่ยังมีปัญหาและข้อสงสัยมากมายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ”เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม“ จริงหรือไม่?
ที่รัฐธรรมนูญให้เวลาถึง 60 วันก็เพื่อให้ กกต. ตรวจสอบก่อนประกาศผล ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว กกต. ใช้เวลา 37 วัน แต่คราวนี้ กกต. ชุดนี้ใช้เวลาแค่ 17 วัน ความจริงการประกาศผลเลือกตั้งรวดเร็วเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำให้ถูกต้อง คือตรวจสอบแล้ว “ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” จริงๆ ไม่ใช่ “หักดิบ” ความรู้สึกประชาชนแบบนี้ครับ
ที่สำคัญคือ กกต. ไปฟ้องภาคประชาชนที่เขาพยายามปกป้องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และต้องการพิสูจน์ให้ กกต. เห็นว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีปัญหาจริงๆ กกต. ควรเอาประชาชนเป็นพวก ไม่ใช่ทำให้ประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้ามและไล่ฟ้องประชาชนแบบนี้
ทำแบบนี้ประชาชนเขาก็ต้องรวมตัวกัน ดังเช่น ที่คุณยิ่งชีพ ไอลอว์ และคุณหนูหริ่ง จัดไต่สวนสาธารณะหน้าหอศิลปะกรุงเทพในวันนี้ ตอนนี้ยังไม่สายเกินไป กกต. มาอยู่ข้างประชาชน และเอาประชาชนเป็นพวก จะดีกว่าไหมครับ!







 

ทำไม กกต. (ถึงกล้าขนาดนี้) รับรองผลการ เลือกตั้ง ทั้งที่ยังมีปัญหาคา ใจประชาชนเป็นจำนวนมาก

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1908620993124905
.....



Kanthavong Yuth
6 hours ago
·
เข้าไปคูหา รับบัตรมาสองใบแล้วก็กาบนบัตร เมื่อออกมาจากตู้กาบัตรก็จะต้องเอาบัตรมาใส่ในตู้ทีละใบตามสีของตู้ มีเจ้าหน้าที่คอยบอกอีกด้วย แล้วทำไมมันมีบัตรงอกหรือหายไปได้
1. มันกินเข้าไปรึ ก็ไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเห็น
2. มันหิ้วกลับบ้านรึก็ไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่ดูอยู่
3. ต่างกันเป็นหมื่นก็มีแสดงว่าเจ้าหน้าที่เป็นคนทำเอง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=34479959764951130&set=gm.2048930929034064&idorvanity=624624994798005