วันศุกร์, กันยายน 04, 2569

แย่กว่าการปิดไมค์ ของ สส.พรรคประชาชน ที่อภิปรายไม่เห็นชอบกับการแก้ไขร่าง พรบ.อากาศสะอาดโดย สว.สีน้ำเงิน ก็คือการขู่ว่าจะไม่ประชุมต่อ เพราะ “มีปัญหากับสมาชิกคนเดียว”

พฤติกรรมครอบงำ รวบยอด เบ็ดเสร็จ ของระบอบสีน้ำเงิน เพิ่มมากขึ้นอย่างกำเริบเสิบสาน จากวุฒิสภา สู่องค์กรอิสระ และมาถึงสภาผู้แทนราษฎร การปฏิบัติหน้าที่ประธานฯ ของ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานคนที่ ๑ เป็นหลักฐาน

“แย่กว่าการปิดไมค์” ของ สส.พรรคประชาชน ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ที่อภิปรายไม่เห็นชอบกับการแก้ไขร่าง พรบ.อากาศสะอาดโดย สว.สีน้ำเงิน เสียจนเนื้อหาผิดแผกไปจากเดิมเกือบหมด ก็คือ “การขู่ว่าจะไม่ประชุมต่อ” เพราะ “มีปัญหากับสมาชิกคนเดียว”

สว. บัส เทวฤทธิ์ มณีฉาย บอกว่านั่นเป็นการ ว้าก ของรุ่นพี่โซตัส ซึ่งถ้าเอาคอมเม้นต์ของ หนูหริ่ง สมบัติ บุญงามอนงค์ มาใช้ ก็ต้องตั้งคำถามย้อนเกล็ดเอาว่า การกระทำไหนที่ “ทุเรศฉิบหาย” กันแน่ “ทำไมประธานสภาถึงปิดไมค์แบบกะทันหัน” ไม่รอให้เขาพูดจบก่อน

แน่ละการสบถของใครก็ตามว่า “โอ้ เอาอย่างนี้เลยหรือ แม่ง ทุเรศฉิบหาย” หลังจากมัลลิกาปิดไมค์ของภัทรพงษ์ไปแล้ว เป็นการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ แต่กับพฤติกรรมแบบ “นักการเมืองตกยุค ที่คุ้นชินกับการใช้ความอาวุโสและระบบเกรงใจมาเหนือกฎระเบียบ”

จากที่ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต วิจารณ์การทำหน้าที่ประธานฯ ของมัลลิกา ระหว่างการอภิปรายของ รังสิมันต์ โรม แม้จะใช้ท่าทีคุณครู ผู้ดี พี่สอนน้อง แล้วไม่ทำให้การวางตัวขลึมของรังสิมันต์ โรม เฉยเชือนไม่สยบยอม ก็เลยออกอาการ

“คำพูดปิดท้ายของเธอที่ว่า ท่านจำคำพูดท่านไว้นะ ยิ่งตอกย้ำความแค้นส่วนตัวมากกว่าจิตสำนึกต่อหน้าที่” พิชายชี้ว่า “เป็นท่าทีข่มขู่ที่ไร้วุฒิภาวะและไม่สมควรเกิดขึ้นจากปากของคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดของที่ประชุม” นั่นจากการตอบโต้เรื่องฮั้ว สว.

ส่วนกับ กรณี สว.สีน้ำเงินแก้ร่าง พรบ.อากาศสะอาดเสียจน “จนเอียงข้างนายทุน มากกว่าปกป้องลมหายใจประชาชน” นั้นสมกับความ “ด้านได้ ไม่ละอาย” ของพวกที่มาจากการคดโกงการเลือกตั้ง สว.ยิ่งนักแล้ว จน สส. ๔๑๔ โหวตไม่รับท่วมท้น

ขออนุญาตนำข้อสรุปของ ปราย พันแสง เกี่ยวกับการโหวตญัตตินั้นมาทำซ้ำ ว่า “เพราะวุฒิสภาทำให้กฎหมายอ่อนลงหลายจุดหลัก” ได้แก่ “ตัดสิทธิประชาชนขอความคุ้มครองฉุกเฉิน และตัดสิทธิให้องค์กรฟ้องแทนผู้เสียหาย” นอกจากนั้นยัง

“ตัดระบบ PRTR ที่บังคับเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ” แล้วยัง “เปลี่ยนประธานแก้ฝุ่นระดับจังหวัด จากนายก อบจ.เป็นผู้ว่าฯ” กับ “เพิ่มที่นั่งหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมในคณะกรรมการนโยบาย” และ “ตัดระบบฝาก-คืน ที่จะทำให้ผู้ก่อมลพิษร่วมรับต้นทุน”

รวมทั้ง “ตัดความรับผิดของสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้แหล่งมลพิษ” ทำให้มาถึงคำถามเข้าเป้าความทุเรศทั้งหลาย ทั้งมวล “ชัดๆ สว.มีไว้ทำไม”

(https://www.facebook.com/prypansang/posts/bgpqonrtNph, https://www.facebook.com/khaosod/posts/2udVF5nq9, https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/0jNHzGUR และ  https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/5QWS7F)

แฉขบวนการ “ขยะพิษผสมขี้ไก่” ทิ้งพื้นที่ต้นน้ำปราจีนบุรี หวั่นสารพิษไหลลงแหล่งน้ำ

https://www.facebook.com/watch/?v=1528075652681487
.....



รู้ทันจีน Epic Fury
5 hours ago
·
แฉขบวนการ “ขยะพิษผสมขี้ไก่” ทิ้งพื้นที่ต้นน้ำปราจีนบุรี หวั่นสารพิษไหลลงแหล่งน้ำ

รายการ ชัดเจน เปลี่ยน By สากลภาพ ทาง NEWS1 เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เปิดประเด็นปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีข้อกล่าวหาว่าเกิดขบวนการนำกากของเสียและวัสดุต้องสงสัยมาบด ก่อนผสมกับมูลไก่ เพื่ออำพรางให้มีลักษณะคล้ายปุ๋ยอินทรีย์ แล้วนำไปกองหรือทิ้งในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำและบริเวณต้นน้ำ

จากภาพและข้อมูลที่นำเสนอในรายการ พบกองวัสดุสีน้ำตาลดำขนาดใหญ่ รวมถึงถังพลาสติก ภาชนะบรรจุน้ำมันและสารเคมีอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีน้ำสีดำและคราบคล้ายน้ำมัน ขณะที่ชาวบ้านและกลุ่มภาคประชาชนในพื้นที่แสดงความกังวลว่า หากวัสดุเหล่านี้มีสารอันตรายจริง เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำอาจชะล้างสารปนเปื้อนลงสู่คลอง แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และระบบนิเวศโดยรอบ

ประเด็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือวิธีการนำของเสียไปผสมกับมูลไก่ เพราะอาจทำให้วัสดุดังกล่าวถูกเข้าใจว่าเป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดิน หากถูกนำไปใช้ในพื้นที่เกษตรโดยไม่มีการตรวจสอบ ก็อาจทำให้สารปนเปื้อนเข้าสู่ดิน แหล่งน้ำ พืชผล และห่วงโซ่อาหารได้

ปัญหากากอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีไม่ใช่เรื่องใหม่ พื้นที่หลายอำเภอเคยมีข่าวเกี่ยวกับการลักลอบนำของเสีย เศษยาง วัสดุรีไซเคิล และกากจากโรงงานเข้ามากองเก็บหรือกำจัดอย่างไม่เหมาะสมมาก่อน ทำให้ภาคประชาชนตั้งคำถามถึงระบบติดตามต้นทางและปลายทางของกากอุตสาหกรรม ตลอดจนประสิทธิภาพในการกำกับดูแลผู้ประกอบการกำจัดของเสีย

แรงจูงใจสำคัญของการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมักเกี่ยวข้องกับต้นทุน เนื่องจากการขนส่งและกำจัดของเสียอันตรายตามระบบมีค่าใช้จ่ายสูง หากมีผู้ประกอบการหรือคนกลางเลือกนำของเสียไปทิ้งในพื้นที่ห่างไกลแทน ก็สามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก แต่ภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกลับถูกผลักไปให้ประชาชนในพื้นที่รับแทน

กลุ่มชาวบ้านจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด พร้อมเก็บตัวอย่างกองวัสดุ ดิน และน้ำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนว่ามีโลหะหนัก สารเคมีอันตราย หรือน้ำมันปนเปื้อนหรือไม่ และต้องติดตามย้อนกลับไปถึงต้นทางว่า ของเสียเหล่านี้มาจากโรงงานหรือผู้ประกอบการรายใด

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับประเทศเข้ามาตรวจสอบ หากพบว่ามีการดำเนินการเป็นเครือข่าย มีการขนย้ายกากอุตสาหกรรมข้ามพื้นที่ หรือมีการปลอมแปลงประเภทของเสียเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย

กรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหา “ขยะถูกทิ้งผิดที่” แต่เป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ เพราะหากมีการนำของเสียอันตรายมาปลอมปนเป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดินจริง ผลกระทบอาจไม่จบอยู่ที่พื้นที่ทิ้ง แต่สามารถแพร่กระจายผ่านน้ำ ดิน พืชผล และเข้าสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนได้

สิ่งที่จำเป็นที่สุดในขณะนี้คือการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และเปิดเผยเส้นทางของกากเหล่านี้อย่างโปร่งใส เพื่อให้ทราบว่า สิ่งที่ถูกนำมากองไว้ในพื้นที่ต้นน้ำของปราจีนบุรีนั้นเป็นเพียงมูลไก่และวัสดุทั่วไป หรือกำลังมี “ขยะพิษ” ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อของปุ๋ยอินทรีย์กันแน่

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในรายการคือ “ตกลงมาสร้างงาน หรือมาสร้างปัญหา” เพราะแม้ฝ่ายสนับสนุนการลงทุนจะอ้างว่าโรงงานใหม่ช่วยสร้างงานให้คนปราจีน แต่ชาวบ้านกลับพบว่าโรงงานบางแห่งใช้แรงงานนอกพื้นที่ แรงงานต่างด้าว หรือคนงานของผู้ประกอบการเอง ขณะที่คนท้องถิ่นต้องรับผลกระทบจากรถบรรทุก กลิ่น ฝุ่น น้ำเสีย และความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรม จึงเกิดคำถามว่า หากการลงทุนสร้างงานให้คนนอก แต่ทิ้งต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไว้ให้ชุมชน แบบนี้ยังเรียกว่า “สร้างงาน” ได้หรือไม่ หรือแท้จริงแล้วกำลังย้ายปัญหาจากพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นมาสู่ปราจีนบุรี

https://fb.watch/JpeCSJIlte/?
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=122127338426914561&set=a.122101858418914561




นายกเทศมนตรี Mamdani และอธิการบดี Samuels ให้ความสำคัญกับนักเรียนเป็นอันดับแรก ด้วยการประกาศระงับการใช้ Generative AI ในโรงเรียนที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดในประเทศ ประกาศนโยบายใหม่นำร่อง


Mayor Mamdani & Chancellor Samuels Put Students First with Generative AI Moratorium in Schools

NYC Mayor Office

https://www.youtube.com/watch?v=P_tTStZAM20
.....

ถ่ายทอดสดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026

ด้วยนโยบายด้าน AI สำหรับนักเรียนที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดในประเทศ คณะผู้บริหารของ Mamdani ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเรียนและการเรียนการสอนโดยมนุษย์อย่างแท้จริง

นิวยอร์ก – นายกเทศมนตรี Zohran Kwame Mamdani และอธิบดีกรมการศึกษา Kamar H. Samuels ประกาศในวันนี้ถึงมาตรการระงับการใช้ Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ได้) สำหรับนักเรียนในโรงเรียน ควบคู่ไปกับนโยบายใหม่เรื่องการจำกัดเวลาหน้าจอ (screen time) การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลเกือบ 600,000 คน หรือคิดเป็นสองในสามของจำนวนนักเรียนทั้งหมดในระบบ นโยบายดังกล่าวกำหนดให้มีการระงับการใช้ Generative AI สำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น 2-K (เตรียมอนุบาล) จนถึงเกรด 8 เป็นเวลาหนึ่งปี โดยมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษา 2026-2027 นอกจากนี้ ยังมีการนำหลักสูตรการคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับ AI มาใช้สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีละสองครั้ง โครงการนำร่องการใช้ AI ในวงจำกัดสำหรับห้องเรียนระดับมัธยมศึกษาบางส่วน และการจำกัดเวลาหน้าจอที่เหมาะสมกับช่วงวัย

นโยบายใหม่นี้ถือเป็นมาตรการระงับการใช้ AI สำหรับนักเรียนที่ครอบคลุมที่สุดในประเทศ โดยยกเลิกการใช้ AI สำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น 2-K ถึงเกรด 8 ซึ่งรวมถึงซอฟต์แวร์ทุกชนิดที่ใช้ Generative AI สำหรับนักเรียน และห้ามใช้แชทบอทที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย (companion chatbots) ในทุกระดับชั้น

ตลอดปีการศึกษา 2026-27 กลุ่มพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในโรงเรียน (Technology in Schools Coalition) ซึ่งประกอบด้วยนักเรียน นักการศึกษา ตัวแทนผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง นักรณรงค์ พันธมิตรจากสหภาพแรงงาน และผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ จะมารวมตัวกันเพื่อประเมินผลกระทบของมาตรการระงับการใช้งานและโครงการนำร่องในวงจำกัด โดยกลุ่มพันธมิตรจะเผยแพร่รายงานพร้อมข้อเสนอแนะสำหรับปีการศึกษาต่อๆ ไป

จะมีการนำโครงการนำร่องการใช้ AI ในวงจำกัดจำนวน 5 โครงการมาใช้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในชั้นเรียนทั่วไปจำนวนสูงสุด 50,000 คน หรือประมาณร้อยละ 5 ของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลทั้งหมด นอกจากนี้ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาทุกคนจะได้รับโอกาสเข้าเรียนในหลักสูตรความรู้เท่าทัน AI (AI literacy) ปีละสองครั้ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขามีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับ AI ก่อนที่จะเริ่มพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าว บทเรียนทั้งสองส่วน (ซึ่งใช้เวลาส่วนละ 45 นาที) จะแนะนำให้นักเรียนได้รู้จักว่า AI คืออะไรและไม่ใช่สิ่งใด รวมถึงประเด็นเรื่องอคติ ความเสี่ยง ข้อควรพิจารณาด้านจริยธรรม และผลกระทบของ AI ที่มีต่ออาชีพและทักษะที่จำเป็นในอนาคต

โครงการนำร่องนี้จะจำกัดขอบเขตการใช้งานไว้ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งละไม่เกิน 5 ห้องเรียน โดยการใช้งานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของบุคลากรทางการศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรม และจะใช้เครื่องมือ AI ที่ผ่านการตรวจสอบและคัดกรองมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน โครงการนำร่องเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกโดยพิจารณาจากมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เข้มงวด การเน้นรูปแบบการสอนที่มีครูเป็นผู้ชี้แนะ และความมุ่งมั่นที่จะให้นักเรียนเป็นผู้ใช้ความคิดหลักในห้องเรียน

โครงการนำร่องประกอบด้วย:

• Quill: สำหรับใช้ในห้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ (English Language Arts) โดย Quill ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างละเอียด (close reading) การวิเคราะห์ข้อความ และการใช้หลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้ง นักเรียนจะใช้งาน Quill เป็นเวลาไม่เกิน 15 นาทีต่อสัปดาห์

• Edia: สำหรับใช้ในห้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดย Edia ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยสอนแบบทีละขั้นตอน (step-by-step coaching) และกระตุ้นให้นักเรียนอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบ นักเรียนจะใช้งาน Edia เป็นเวลาไม่เกิน 20 นาทีต่อสัปดาห์

• Brisk Teaching: ใช้งานผ่านกิจกรรมที่ครูเป็นผู้จัดทำขึ้น โดย Brisk Teaching ได้รับการออกแบบมาเพื่อฝึกปฏิบัติภายใต้การชี้แนะโดยใช้ข้อความหรือวิดีโอที่ครูคัดเลือกมา พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตการใช้งานไว้ล่วงหน้า นักเรียนจะใช้งาน Brisk Boost เป็นเวลา 10 ถึง 20 นาที จำนวน 1 หรือ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

• Playlab: สำหรับใช้ในหลากหลายวิชา โดย Playlab ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเรียนได้ใช้งานแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาสำหรับงานที่ได้รับมอบหมายโดยเฉพาะ และฝึกตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จาก AI เพื่อหาอคติและทำความเข้าใจกระบวนการคิดหาคำตอบ ทั้งนี้ จะมีการใช้ Playlab กับงานที่ได้รับมอบหมายไม่เกินสองชิ้นต่อหนึ่งรอบการประเมินผลการเรียน

• Intel AI-Ready Schools: สำหรับใช้ในหลากหลายวิชา โดย Intel AI-Ready Schools ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเรียนระบุปัญหาในชุมชนและพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วย AI ผ่านโครงงานที่ทำต่อเนื่องตลอดภาคการศึกษา นักเรียนจะใช้งานเครื่องมือนี้เป็นเวลาหนึ่งคาบเรียนต่อสัปดาห์

ครูยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้ AI ในการวางแผนการสอนและจัดการงานธุรการต่างๆ ได้ ตราบเท่าที่เครื่องมือเหล่านั้นเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของ NYCPS ทั้งนี้ จะมีการยกเว้นนโยบายดังกล่าวสำหรับการใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (assistive technology) สำหรับนักเรียนที่มีความพิการ นักเรียนที่ใช้ภาษาหลากหลาย (multilingual learners) และนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ เช่น โครงการด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์

ภายใต้นโยบายใหม่นี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ลงไปจะถูกจำกัดเวลาในการใช้งานหน้าจอแบบรายบุคคล (1:1) โดยมีเกณฑ์แนะนำให้จำกัดเวลาไว้ที่ไม่เกิน 30 นาทีต่อวันสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึง 5 และไม่เกิน 45 นาทีสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (เกรด 6-8)

นอกจากนี้ เครื่องมือทางเทคโนโลยีทั้งหมดที่ใช้ใน NYCPS จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด และจะถูกระงับการใช้งานหากผลการประเมินพบว่าฟังก์ชันการทำงานของเครื่องมือนั้นไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ การตรวจสอบดังกล่าวจะครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของผู้ให้บริการในด้านมาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใส จริยธรรม หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้และผลลัพธ์ด้านการเรียนการสอน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการเก็บรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง

Brooklyn STEAM Center
141 Flushing Avenue
Brooklyn

2 กันยายน 2026
.....


spin9
17 hours ago
·
นิวยอร์กระงับ Generative AI ในห้องเรียนเด็ก ชี้ว่าการไม่รู้คำตอบ คือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
.
นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก Zohran Mamdani ประกาศห้ามและควบคุมการใช้ Generative AI ในโรงเรียนรัฐบาลของนครนิวยอร์กเป็นการชั่วคราว ถือเป็นนโยบายการแบน AI ที่เด็ดขาดมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะเขตการศึกษานิวยอร์กมีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ตอนนี้
.
Mamdani พูดในการแถลงว่า “การระงับในครั้งนี้ เป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำให้อนาคตถูกต้อง เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะคิดด้วยตนเอง ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนๆ และจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะถามคำถาม พวกเขายังจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าการไม่รู้คำตอบนั้นรู้สึกอย่างไร”
.
ขอบเขตการแบนตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงเกรด 8 หรือเทียบเท่ากับ ม.ต้น สั่งห้ามใช้เครื่องมือ Generative AI ที่ใช้งานโดยนักเรียนทั้งหมด แต่คุณครูยังสามารถใช้ AI เพื่อเตรียมการสอนได้ เด็กที่ต้องเรียนภาษายังใช้เป็นตัวช่วยได้ และใช้เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถใช้เพื่อให้เรียนได้สะดวก
.
การระงับมีระยะเวลา 1 ปี สำหรับปีการศึกษา 2026–2027 โดยระหว่างนี้จะมีการประเมินและทบทวนร่วมกับครู ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญว่าควรจะระงับ AI ต่อไปหรือไม่
.
ส่วนนักเรียน ม.ปลาย จะต้องเรียน AI Literacy ปีละ 2 ครั้ง เพื่อเรียนรู้เรื่องอคติ ความเสี่ยง และจริยธรรมของ AI รวมถึงจำกัดการใช้ AI ในโปรเจกต์ที่ทางโรงเรียนคัดกรองมาให้แล้ว
.
นอกจากนี้ยังมีการจำกัด screen time โดยในชั้นเด็กเล็กแนะนำไม่เกิน 30 นาทีต่อวัน และชั้น ม.1–ม.2 แนะนำไม่เกิน 45 นาทีต่อวัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1636528834510615&set=a.220563246107188



 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163600995589397&set=a.10150149993469397

Pipob Udomittipong 
12 hours ago
·
นครนิวยอร์กจึงเลือกใช้หลักคิดสองด้านพร้อมกัน
เด็กยังเล็ก — ปกป้องพื้นที่ของการคิดและเรียนรู้ด้วยตัวเอง
เด็กโตขึ้น — เตรียมให้รู้จัก เข้าใจ และใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน
สำหรับนักเรียน Grade 9–12 นครนิวยอร์กจึงกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำให้นักเรียนทุกคนได้รับการเรียนรู้เรื่อง AI Literacy อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปีการศึกษา ครั้งละประมาณ 45 นาที




การตัดสินใจว่าประเทศไทยควร "เอา" หรือ "ไม่เอา" Data Center ไม่ใช่คำถามประเภท "ขาวหรือดำ" แต่เป็นการชั่งน้ำหนักหลายๆอย่าง คำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทประเทศไทยในปัจจุบันคือ "เอา แต่ต้องมีเงื่อนไขและเลือกประเภทอย่างมียุทธศาสตร์"


อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
Yesterday
·
ตกลงแล้ว ประเทศไทยควรเอา หรือ ไม่เอา Data Center กันแน่?

เรามีวิธีตัดสินใจอย่างไรดี?

หลายวันมานี้ ประเทศไทยถกเถียงกันเรื่อง Data Center กันอย่างมาก เกิดคำถามตามมามากมาย ทั้งฝ่ายที่ต่อต้าน มองว่าสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูง กับฝ่ายที่สนับสนุนสุดตัว ว่า "ถ้าไม่เอา Data Center แล้วจะเอาอะไร"

ในฐานะที่ผมจบการศึกษาสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ในแล็บที่ทำเครื่องคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และเคยทำงานในบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีธุรกิจ Data Center โดยตรง ก็อยากขอร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นเรื่อง Data Center ดังนี้ครับ

1. Data Center จำเป็นและมีประโยชน์ แต่อย่าไปหวังสูงว่ามันคือเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่

ถ้ามองภาพกว้างมากๆ Data Center คือ "โรงงานสมัยใหม่" ที่กินไฟฟ้าเข้าไป แล้วผลิต "พลังประมวลผล" (compute) ออกมาให้ใช้งานกัน หากเทียบกับธุรกิจสมัยเก่าที่ใกล้เคียงที่สุด ก็คงเป็น "โรงไฟฟ้า" ที่นำเชื้อเพลิง (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซ) เข้าไปแล้วผลิตเป็นไฟฟ้าออกมา

ธุรกิจไฟฟ้า ประปา มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า utility ซึ่ง Data Center ก็มองเป็นธุรกิจผลิต utility ได้เหมือนกัน พลังประมวลผลกำลังกลายเป็นสาธารณูปโภคของโลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

ถ้าประเทศไทยไม่มี Data Center ของตัวเอง เราก็คงจำเป็นต้องไปซื้อพลังประมวลผลจากประเทศอื่น (เช่น สิงคโปร์) ซึ่งต้นทุนอาจแพงกว่า ต้องเปลืองค่าแบนด์วิดท์ข้อมูลข้ามประเทศ และคุณภาพอาจไม่ดีเท่า เช่น ค่า latency อาจช้ากว่าเพราะข้อมูลต้องเดินทางไกลขึ้น

ดังนั้น เราพูดได้เต็มปากว่า "Data Center จำเป็นและมีประโยชน์"

แต่ถ้าคิดจะเคลมว่า Data Center คือธุรกิจแห่งอนาคต หัวรถจักรพาเราไปสู่เศรษฐกิจใหม่ การมี Data Center จะทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง โกยเงินเข้าประเทศได้เป็นแสนๆ ล้านจนรวยไม่ไหว ก็ต้องบอกว่าคิดผิดเช่นกัน

โรงไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ถามว่ามีประเทศไหนร่ำรวยจากการผลิตโรงไฟฟ้า (เพียงอย่างเดียว) หรือไม่ คำตอบคือไม่มี เพราะเราไม่ได้รวยจากไฟฟ้าตรงๆ แต่เป็นการนำไฟฟ้าไปใช้ผลิตสินค้าอย่างอื่นต่างหาก

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft, Amazon, Facebook ต่างมี Data Center ของตัวเอง แต่บริษัทเหล่านี้ไม่ได้รวยมหาศาลจาก Data Center นะครับ เขาใช้ Data Center เป็นพื้นฐานไปสร้างบริการอื่นที่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า การมี Data Center ของตัวเองช่วยในเรื่องการลดต้นทุน การบริหารทรัพยากรได้ดีขึ้น ไม่ต้องยืมจมูกบริษัทอื่นหายใจ แต่ไม่ได้ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

เราเถียงกันมาเยอะเรื่อง Data Center ไม่ได้สร้างงานจำนวนมากๆ แถมยังแทบไม่มี local content แทบไม่มีชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสักเท่าไร ประเทศไทยได้ประโยชน์จากค่าก่อสร้าง และค่าคนดูแลอีกเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นคนที่เคลมว่าประเทศจะร่ำรวยจาก Data Center อันนี้ก็ผิดเหมือนกัน

2. Data Center ไม่อันตราย แต่เป็นธุรกิจที่ต้องควบคุม (ซึ่งไทยไม่เคยควบคุม)

ประเด็นถัดมาซึ่งกำลังถกเถียงกันอย่างมากในช่วงนี้คือเรื่องผลกระทบจาก Data Center ซึ่งมีหลากหลายทั้งการบริโภคไฟฟ้ามหาศาล การใช้น้ำ การระบายความร้อน มลภาวะทางเสียง

ต้องอธิบายว่า ถ้าเราเทียบ Data Center กับโรงงานแบบดั้งเดิมที่ใช้สารเคมี ปล่อยก๊าซอันตราย ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของ Data Center น้อยกว่ากันมากนะครับ

Data Center ไม่ได้ปลดปล่อยก๊าซอะไรที่อันตราย ไม่ได้มีน้ำเสียไหลลงแม่น้ำ อาจมีเสียงพัดลมหรือเครื่องจักรดึงหึ่งๆ อยู่บ้าง อันที่เยอะหน่อยคือ กินไฟเยอะหน่อย และปล่อยความร้อนออกมาเยอะหน่อยเท่านั้น

ดังนั้น มุมมองที่บอกว่า "Data Center อันตราย" ก็คงต้องเถียงว่ามันไม่ได้อันตรายเท่ากับโรงงานเหล็กศูนย์เหรียญ โรงงานขยะอิเล็กทรอนิกส์ โรงขยะ ฯลฯ ไม่ต้องตกใจกันไปขนาดนั้น

แต่ครั้นจะบอกว่า "ปล่อยเสรี Data Center ไม่ต้องควบคุมเลย" มันก็ไม่ควรไปถึงขั้นนั้นเช่นกัน ผมเห็นด้วยว่าควรมีการกำกับดูแลในหลายมิติ เช่น ความปลอดภัย การใช้พลังงาน การใช้น้ำ การระบายความร้อน ผลกระทบต่อชุมชน ในลักษณะเดียวกับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ของสิ่งปลูกสร้างประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือโรงงาน

ที่ผ่านมา ทางการไทยไม่เคยสนใจธุรกิจ Data Center เลย จึงไม่มีข้อบังคับให้ต้องทำ EIA แยกในหมวด Data Center เป็นพิเศษ จะเข้าข่ายกรณีต้องทำ EIA หากมีพื้นที่อาคารใหญ่เกินกำหนดเท่านั้น ตรงนี้กลายเป็นช่องว่าง loophole ทางกฎหมายขนาดใหญ่มาก ที่เราต้องช่วยกันรีบปิด

ผมคิดว่ามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องออกกฎเกณฑ์การทำ EIA ประเภท Data Center ให้ครอบคลุมผลกระทบในมิติข้างต้น และควรมีผลย้อนหลังกับ Data Center ที่สร้างเสร็จไปก่อนหน้าแล้วด้วย ถ้าผ่านมาตรฐานที่ควรพึงมีในระดับสากล ก็ทำธุรกิจต่อไปได้ตามปกติ

3. หมดเวลาที่ไทยควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ Data Center แต่ถึงเวลา Data Center ต้องแข่งกันเสนอประโยชน์ให้ไทย

อีกประเด็นที่อยากนำเสนอคือ เราเห็นข้อมูลของธุรกิจ Data Center จำนวนมากจากการขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนระดับหลายแสนล้านบาท ตัวเลขที่เยอะขนาดนี้ทำให้เรามักเอาไปเคลมว่า "ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนได้มาก" จนเราละเลยรายละเอียดของไส้ใน

ต้องอธิบายกระบวนการพิจารณาของ BOI ว่ามอง Data Center อยู่ในธุรกิจ "ดิจิทัล" เช่นเดียวกับการทำซอฟต์แวร์หรือดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยอยากส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน จึงประเคนสิทธิประโยชน์ต่างๆ (เช่น สิทธิการยกเว้นภาษี) ให้เป็นจำนวนมากเพื่อดึงดูดธุรกิจ "ดิจิทัล" ให้มาลงทุน

BOI คิดอย่างนั้นในตอนนั้นไม่ผิดนะครับ เพราะในอดีตมี Data Center ขอเข้ามาใช้สิทธิลงทุนในไทยไม่มากนัก การนำไปรวมกับหมวดดิจิทัลมันก็สมเหตุสมผล จะได้ไม่ต้องไปแยกหมวดยิบย่อยจนเกินไป

แต่เมื่อธุรกิจ Data Center แห่กันเข้ามาลงทุนอย่างถล่มทลายในปี 2568 กฎเกณฑ์ของ BOI ที่มองว่า Data Center เป็น "ธุรกิจที่อยากดึงดูดให้มาลงทุน" มันก็อาจจะล้าสมัยไปแล้วเช่นกัน

ผมคิดว่าตัวเลขของ Data Center ที่ขอสิทธิประโยชน์จาก BOI ในปี 68-69 มันเพิ่มขึ้นเยอะในระดับที่ว่า ประเทศไทยนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีต่างชาติเข้ามาขอเปิด Data Center แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มอีกแล้ว กลไกตลาดมันทำงานของมันแล้ว (จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น บางชาติหนีการกีดกันของ Donald Trump มาอยู่แถวนี้แทน)

สิ่งที่ประเทศไทยควรทำตอนนี้เลยคือ หยุดให้สิทธิประโยชน์ของ BOI ได้แล้ว แต่ควรทำกลับกัน คือ ถ้าบริษัทไหนอยากมาเปิด Data Center ในไทย ก็ควรต้องเสนอสิทธิประโยชน์กลับให้ไทยแทน (เช่น จ้างงานท้องถิ่นเยอะกว่า ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ชุมชน) แล้วไทยสามารถเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุดได้ตามใจชอบ

หมดยุคที่เราต้องไปง้อเขา เขาต่างหากที่ต้องง้อเรา

ผมคิดว่ากรอบคิด 3 ข้อข้างต้น จะช่วยให้เรามองธุรกิจ Data Center แบบ realistic คือมองตามความเป็นจริง ไม่ได้มองว่ามันเป็นผู้ร้าย ไม่ได้มองว่าเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่มองว่ามันคือพื้นฐานที่ต้องมีสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคุมผลกระทบตามสมควร และไม่ต้องไปยื่นสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้อีกแล้ว

หลังจากนั้นเราจะได้เถียงกันน้อยลง หากทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าธรรมชาติของธุรกิจ Data Center เป็นอย่างไร

สุดท้ายผมมีเรื่องอยากฝากไว้ข้อเดียว...

นั่นคือ...

ชาวนนทบุรีอย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนายก อบจ วันที่ 20 กันยายน

อย่าลืมกาเดชรัต เบอร์ 4 จากพรรคประชาชนครับ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122122581669123449&set=a.122096740167123449
.....

(ขอเพิ่มเติม)

กรอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย (How to Decide?)

หากรัฐบาลหรือสังคมจะสร้างกรอบในการตัดสินใจ สามารถใช้ 4 ตัวชี้วัดสำคัญ (Decision Matrix) ต่อไปนี้ในการคัดกรอง:

1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy & PUE Standard)

เกณฑ์: ไม่รับ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากก๊าซหรือถ่านหินเป็นหลัก ผู้ลงทุนต้องนำมาซึ่งสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด (PPA) หรือสร้างพลังงานหมุนเวียนใช้เอง

ตัวชี้วัด: ต้องกำหนดค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (เช่น ไม่เกิน 1.3 - 1.4) และสนับสนุนเทคโนโลยี Direct-to-Chip Cooling ที่ใช้น้ำน้อย

2. การประเมินผลกระทบต่อแหล่งน้ำท้องถิ่น (Water Stress Assessment)

เกณฑ์: ห้ามตั้งในพื้นที่ที่มีวิกฤตภัยแล้งหรือพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ

ตัวชี้วัด: ต้องใช้ระบบระบายความร้อนแบบวงปิด (Closed-loop) หรือใช้น้ำรีไซเคิลเท่านั้น ห้ามดึงน้ำใต้ดินหรือน้ำประปาสาธารณะในปริมาณที่กระทบชุมชน

3. คุณค่าต่อเศรษฐกิจต่อหน่วยพลังงาน (Value per MW Output)

เกณฑ์: ไม่ควรรับเฉพาะ "Data Storage Center" (ที่ทำหน้าที่แค่ฝากเก็บข้อมูลเฉยๆ) แต่ควรมุ่งเป้าไปที่ AI Infrastructure & Edge Computing ที่มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือเอกชนไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)

4. โครงสร้างราคาไฟฟ้าและภาษี (Tax & Tariff Structure)

เกณฑ์: ต้องไม่ให้สิทธิประโยชน์ภาษีจนรัฐเสียประโยชน์ และต้องจัดทำระบบราคาไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม (Green Tariff) เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนพลังงานหมุนเวียนตกไปอยู่ในค่า FT ของประชาชนทั่วไป

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการเป็น Hub ของ Data Center แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ให้สัมปทานทรัพยากรราคาถูก" ไปเป็น "ผู้กำหนดมาตรฐานสีเขียว" เพื่อให้การตั้ง Data Center เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจดิจิทัล โดยไม่ทิ้งภาระค่าไฟและสิ่งแวดล้อมไว้ให้คนในประเทศ




ตอนนี้มันมีคนที่เดือดร้อนเพราะ Data Center จริง ชาวบ้านที่พระราม 9 ทนมาสองเดือน แจ้งทั้งกทม.และกรมควบคุมมลพิษแต่ไม่มีใครสนใจ พอข่าวดังคนจะออกมาถามหาการกำกับดูแลก็ไม่แปลก ทำไมถึงยังมีคนบางกลุ่มบิดไปว่าคนต่อต้าน DC ได้หว่ะ เพราะมันยังไม่ก่อเรื่องข้างบ้านคนพูดหรอ







Ingrid
@IngridFromSpace
·11h

ตอนนี้มันมีคนที่เดือดร้อนเพราะ Data Center จริง ชาวบ้านที่พระราม 9 ทนมาสองเดือน แจ้งทั้งกทม.และกรมควบคุมมลพิษแต่ไม่มีใครสนใจ พอข่าวดังคนจะออกมาถามหาการกำกับดูแลก็ไม่แปลก

ทำไมถึงยังมีคนบางกลุ่มบิดไปว่าคนต่อต้าน DC ได้หว่ะ เพราะมันยังไม่ก่อเรื่องข้างบ้านคนพูดหรอ


https://x.com/IngridFromSpace/status/2095409700313727351




(มีไวรัลออนไลน์บอกว่า วุฒิสภาจะล้มบัตรทอง) ชวนฟังเสวนา "จับสัญญาณ แก้กฎหมายบัตรทอง = ล้ม 30 บ. ถอยหลังสู่ระบบอนาถา?"


🟠สด! "จับสัญญาณ แก้ กม.บัตรทอง" เสวนาถกข้อสงสัย "ล้ม 30 บ."? | ไลฟ์วันนี้ | 3 ก.ย.69

ThaiPBSNews

Streamed live 9 hours ago 

เสวนา "จับสัญญาณ แก้กฎหมายบัตรทอง = ล้ม 30 บ. ถอยหลังสู่ระบบอนาถา?" ติดตามสถานการณ์ของกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มองผลกระทบต่อ "ระบบบัตรทอง" และสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน ร่วมจัดโดย "สภาองค์กรของผู้บริโภค" ถ่ายทอดสดจาก โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น 
ร่วมเสวนาโดย 
🔸นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 
🔸นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีต ผอ.รพ.สะบ้าย้อย 
🔸สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค 
🔸ยุพา สุขเรือง ปธ.เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เอดส์ ประเทศไทย และผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 
🔸วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน 
🔸อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ และนักวิเคราะห์การเมือง 
ดำเนินรายการโดย ​ 
🔸กรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ (อปสข.) เขต 13 กทม. 

https://www.youtube.com/watch?v=x-iKPo1yjAY

มาร่วมฟังและหาคำตอบไปพร้อมว่า
การแก้กฎหมายครั้งนี้กำลังเปลี่ยนอะไร?
ประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร?
มีโอกาสนำไปสู่การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือไม่?
และเหตุใดจึงมีข้อกังวลว่า สิทธิสุขภาพของประชาชนอาจกำลัง “ถอยหลัง”



1 ปีแห่งการถูกคุมขังครั้งที่ 8 ของ “ไผ่ จตุภัทร์” (คดีของนักโทษการเมือง บอกเราหลายถึงความบัดซบของประเทศนี้)


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
1 ปีแห่งการถูกคุมขังครั้งที่ 8 ของ “ไผ่ จตุภัทร์”
.
.
3 ก.ย. 2569 ครบรอบ 1 ปีของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกคุมขังในระลอกนี้ นับตั้งแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่หน้า สภ.ภูเขียว เมื่อปี 2564
.
แม้ต่อมาวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีดังกล่าว แต่จตุภัทร์ยังไม่สามารถออกจากเรือนจำได้ เพราะยังมีหมายขังในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งยังอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น และศาลยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัวเรื่อยมา แม้จะเป็นคดีที่ขอถอนประกันตัวเองหลังถูกคุมขังในคดีหลัก
.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชวนดูสถิติการถูกดำเนินคดีทางการเมืองของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นับตั้งแต่เริ่มออกมาต่อต้านคณะรัฐประหารหลังปี 2557 ต่อเนื่องมาถึงการเคลื่อนไหวในยุคเยาวชนปลดแอกปี 2563 รวม 12 ปีของการต่อสู้ทางการเมือง เขาถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 27 คดี แบ่งเป็นคดีที่สิ้นสุดแล้ว 15 คดี และคดีที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการต่อสู้ชั้นศาลอีก 12 คดี
.
สำหรับจตุภัทร์ เขาถูกคุมขังในเรือนจำรวม 8 ครั้ง ตั้งแต่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร ในช่วงปี 2557 จนถึงปัจจุบัน (2569)
.
ครั้งที่ 1 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 25 มิ.ย. - 6 ก.ค. 2558 (12 วัน) จากเหตุทำกิจกรรมต้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ร่วมกับสมาชิกกลุ่มดาวดิน รวม 6 คน โดยเป็นการถูกฝากขังในชั้นสอบสวน และทั้งหมดปฏิเสธการยื่นประกันตัว ก่อนศาลทหารจะยกคำร้องการฝากขังต่อในผลัดที่ 2
.
ครั้งที่ 2 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 8 - 19 ส.ค. 2559 (12 วัน) ที่เรือนจำอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ จากเหตุแจกเอกสารรณรงค์ Vote No ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการถูกฝากขังในชั้นสอบสวน ในการถูกคุมขังครั้งนี้ ไผ่ยังได้ประท้วงอดอาหารเป็นระยะเวลา 8 วัน ก่อนได้รับการประกันตัวหลังอัยการสั่งฟ้อง
.
ครั้งที่ 3 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 19 - 23 ส.ค. 2559 (5 วัน) ที่เรือนจำกลางขอนแก่น โดยหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากคดีภูเขียว ไผ่ถูกอายัดตัวต่อ จากเหตุคดีชูป้ายต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งเขาถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 โดยเป็นการขังระหว่างพิจารณาคดี ก่อนได้รับการประกันตัว
.
ครั้งที่ 4 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 22 ธ.ค. 2559 - 10 พ.ค. 2562 (2 ปี 4 เดือน 20 วัน) ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ในคดี ม.112 กรณีแชร์สกู๊ปข่าวของบีบีซีไทย โดยถูกขังระหว่างพิจารณาคดี และภายหลังศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ไผ่ถูกคุมขังยาวนานที่สุดในครั้งนี้ ก่อนได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 10 พ.ค. 2562
.
ครั้งที่ 5 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 13 - 23 ต.ค. 2563 (11 วัน) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากเหตุชุมนุม #คณะราษฎรอีสาน และคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยเป็นการถูกฝากขังในชั้นสอบสวน ก่อนได้รับการปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขังผลัดที่ 2
.
ครั้งที่ 6 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 8 มี.ค. - 23 เม.ย. 2564 (47 วัน) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากเหตุปราศรัยในการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยเป็นการขังระหว่างพิจารณาคดี การคุมขังครั้งนี้ ช่วงแรกเขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ภายหลัง ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลนำตัวไผ่มาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้ถูกต้องตามหมายขังในคดี ก่อนได้รับการประกันตัว
.
ครั้งที่ 7 - ถูกคุมขังในช่วงวันที่ 9 ส.ค. 2564 - 10 ก.พ. 2565 (186 วัน) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ การถูกคุมขังรอบนี้ไผ่ถูกขังจากหลายคดีจากเหตุการชุมนุมช่วงปี 2563-64 การถูกคุมขังในครั้งนี้ยังทำให้เขาติดโรคโควิด-19 ก่อนได้รับการประกันตัวในคดีต่าง ๆ
.
ปัจจุบัน (2569) นับเป็นการคุมขังครั้งที่ 8 ของไผ่ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 โดยเขาถูกย้ายตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียว มาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และปัจจุบันเหลือเพียงคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างสืบพยาน ที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
.
.
ดูสถิติบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/86058


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1483074283663037&set=a.656922399611567






https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10244330030888791




เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ผิดกฎหมายตั้งแต่เมื่อไหร่วะ

https://www.facebook.com/khunnaphat.khachana/posts/1090259550368576

Khunnaphat Khachana
6 hours ago
·
สายฝนตกหนักลงมามากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่รัฐถามว่า
"รู้มั้ยมันผิดกฎหมาย"
"เป็นเรื่องการเมืองรึเปล่า?"
"เห็นมีคำว่า Free ๆ แล้วก็โซ่"
เขาไม่แปลคำว่า Political Prisoner
หรือ 'นักโทษการเมือง' จึงตอบไปแค่ว่า
"เกี่ยวกับเสรีภาพ งานศิลปะ ทำเสื้อลายนี้"
อ้างไปนั่นนี่ อย่างมากก็โดนแค่ พ.ร.บ.ความสะอาด แต่การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง เป็นความผิดรึเปล่า? ก่อนที่จะตัดสินใจเก็บผ้าสภาพเขรอะสีสกรีน เพื่อนำมันไปใช้งานต่อ สุดท้ายเจ้าหน้าที่รัฐถามนายว่า
"จะเอายังไงดีครับ ปล่อยไปเลยไหม"
นายของเขาตัดสินใจบอกว่า
"ปล่อยไป"
ในสังคมที่ไร้เสรีภาพแห่งนี้ ผืนผ้าที่แขวนไว้บนสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจทางการเมือง คงจะเป็นสิ่งที่รัฐเข้ามาเก็บกวาดอยู่เสมอ
แต่นั่นไม่ได้ความว่า เราจะต้องสยบยอม
แด่เพื่อนๆ นักโทษทางการเมือง
ในเรือนจำทุกคน แด่อิสรภาพในวันข้างหน้า
.....

Atukkit Sawangsuk
·
การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ผิดกฎหมายตั้งแต่เมื่อไหร่วะ
ภายใต้อำนาจที่เป็นอยู่แบบนี้ มีเลือกตั้ง แต่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก ตำรวจมหาดไทยอาจแย่ยิ่งกว่าทหารในยุครัฐประหาร




ฟ้า พรหมศร ผู้ต้องขังคดี 112 ถูกส่งรพ.ราชทัณฑ์ หลังอดอาหาร 2 เดือน ขอสิทธิประกันตัวไปดูแลพ่อป่วย - 1 ปี หลังกำแพงของ“ไผ่-ครูใหญ่” สองผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ที่อิสรภาพยังคลุมเครือไม่เห็นแสงสว่าง


Matichon Online - มติชนออนไลน์

11 hour ago
·
ฟ้า พรหมศร ผู้ต้องขังคดี 112 ถูกส่งรพ.ราชทัณฑ์ หลังอดอาหาร 2 เดือน ขอสิทธิประกันตัวไปดูแลพ่อป่วย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1555533169951648&set=a.362641849240792
อ่านต่อhttps://www.matichon.co.th/politics/news_5873479
.....

6 hours ago
·
1 ปี หลังกำแพงของ“ไผ่-ครูใหญ่” สองผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ที่อิสรภาพยังคลุมเครือ
.
.
วันที่ 3 ก.ย. 2569 คือวันครบรอบหนึ่งปีเต็มพอดิบพอดี ที่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองนักกิจกรรมภาคอีสาน ต้องอยู่หลังกำแพงเรือนจำโดยไม่เคยได้ก้าวออกมาแม้แต่วันเดียว
.
ทั้งสองถูกคุมขังภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ก่อนที่ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งคู่ระหว่างฎีกา แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งในคดีนี้ แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ประกันตัวในคดีอื่นที่ได้ยื่นถอนประกันตัวเองไว้
.
หนึ่งปีที่ผ่านมา คำว่าอิสรภาพยังคงเป็นสิ่งสามัญพื้นฐานที่ทั้งสองหวังจะได้รับ แต่เรื่องราวของการยื่นคำร้องขอประกันตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ส่วนใหญ่จบลงด้วยคำตอบว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ก็ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ทั้งสองคนยังก้าวขาออกจากที่คุมขังไม่ได้สักที
.
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในคดีหลักที่เคยถูกคุมขังศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวไปแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังมีคดีอื่นค้างอยู่พร้อมกัน คำว่า “ได้ประกัน” ก็ยังไม่เคยแปลว่า “ได้ออก” สำหรับพวกเขาทั้งคู่
.
ชีวิตหลังกำแพงที่ยังคงเดินต่อ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งสองคนต้องปรับตัวกับชีวิตในเรือนจำไปพร้อมกับปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า โดยเฉพาะครูใหญ่ที่มีอาการปวดหลังจากกระดูกทับเส้นเรื้อรัง ต้องพึ่งยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน
.
ขณะที่ไผ่ยังคงใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ รวมถึงอัตชีวประวัติของเนลสัน แมนเดลา ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกจำคุกนานถึง 27 ปี ซึ่งเขาบอกว่าให้มุมมองใหม่ในการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่
.
ก่อนหน้านี้ 25 ก.ย. 2568 ในระหว่างการสืบพยานที่ศาลอาญา ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฏร
ทั้งสองเล่าว่าได้ทำการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยการเขียนข้อความลงบนเสื้อผู้ต้องขังของตัวเองในขณะที่ถูกคุมขังในเรือนจำอำเภอภูเขียว
.
พวกเขาได้เขียนข้อความบางส่วนของคำพิพากษาข้างต้นลงในเสื้อของผู้ต้องขังสีฟ้า โดยไผ่วาดภาพเสื้อด้านหลังให้ดู เสื้อของไผ่เป็นตัวอักษร BP 112 (มาจาก Baipai) ขณะที่เสื้อของครูใหญ่ เป็นตัวอักษร KY 112 (มาจาก Kruyai) จากนั้นไผ่ได้ส่งกระดาษให้ครูใหญ่วาดภาพเสื้อด้านหน้าต่อ ซึ่งด้านหน้าอกเสื้อเป็นโลโก้เลข ๙ และเลข ๑๐ ซ้อนกัน พร้อมข้อความ “ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ และอยู่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ ๑๐”
แต่ชีวิตในเรือนจำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ไผ่ได้เปิดเผยว่าเขาถูกข่มขู่จากผู้คุม หลังทำการประท้วงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องขังและนำกาแฟผสมน้ำไปเขียนข้อความบนกำแพง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อถูกกักตัวป้องกันโรคหลังเข้าเรือนจำครบตามกำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ถูกจำแนกแดนไป และไม่มีคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงได้ดำเนินการประท้วงดังกล่าว
.
ต่อมา 8 ธ.ค. 2568 ทางเรือนจำลงโทษโดยให้ภาคทัณฑ์และไม่สามารถเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดได้ แต่เขาเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
.
ในการฟ้องคดีนี้ ไผ่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรื่อง การลงโทษผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2568, ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ฉบับลงวันที่ 9 เม.ย. 2569, ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันออกระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติให้มีการแจ้งสิทธิที่จะมีทนายความเข้าร่วมการสอบข้อเท็จจริงทางวินัยผู้ต้องขัง เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการสอบสวนวินัยของผู้ต้องขังต่อไป และขอให้กรมราชทัณฑ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น
.
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ยังคงยืนยันแนวทางเดิมที่เคยพูดไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขายังยืนยันที่จะเคลื่อนไหวไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด ไผ่ยังคงฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งครั้งหน้าและการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ครูใหญ่ยังยืนยันว่าจะเดินในเส้นทางการเมืองต่อไปแม้จะรู้ดีว่าอาจต้องแลกด้วยอิสรภาพ
.
ปีแห่งข้อความที่วนซ้ำ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
.
หลังถูกคุมขังจากการปราศรัยเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่หน้า สภ.ภูเขียว เมื่อปี 2564 ทั้งไผ่และครูใหญ่ยังมีคดีการเมืองอื่น ๆ ที่มีหมายขังค้างอยู่อีกหลายคดี โดยเฉพาะคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งเป็นคดีที่ทนายความต้องยื่นขอประกันตัวอย่างต่อเนื่อง
.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 เพียงไม่กี่วันก่อนจะครบรอบหนึ่งปีของการถูกคุมขัง ทนายความยื่นประกันตัวไผ่ในคดีนี้เป็นครั้งที่ 8 โดยยกเหตุผลมาชี้ว่าการถูกคุมขังของเขาไม่ได้เกิดจากการทำผิดเงื่อนไขประกัน หากเกิดจากการที่เขาสมัครใจถอนหลักประกันเองเพื่อรักษาสิทธิในการนับระยะเวลาต้องขังหลังไม่ได้รับประกันตัวในคดีภูเขียว
.
และยังชี้ว่าคดีนี้อยู่ระหว่างสืบพยานชั้นต้น จำเลยจึงควรได้รับความคุ้มครองตามข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าคดีที่มีคำพิพากษาแล้วเสียอีก แต่ในวันเดียวกันศาลอาญาก็มีคำสั่งยกคำร้องด้วยข้อความที่ประทับตราสำเร็จรูปว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
.
ด้านครูใหญ่ก็เดินเรื่องคู่ขนานกันไป ในวันที่ 3 ก.ย. 2569 ซึ่งตรงกับวันครบรอบหนึ่งปีพอดี ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในสองคดีมาตรา 112 ที่เหลืออยู่ ได้แก่ คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน และคดีปราศรัยชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา
.
คำร้องอุทธรณ์ฉบับนี้ ชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลอ้างเพียงความหนักเบาของข้อหาโดยไม่ระบุพฤติการณ์หลบหนีที่ชัดเจน เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนมีความผิดไปแล้วทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด โดยอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาลอีกครั้ง
ประตูที่เปิดครึ่งบาน กับกำไล EM ที่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้ได้อิสรภาพ
.
แต่เหมือนความหวังจะปรากฎแก่ทั้งสองคน เมื่อจุดเปลี่ยนสำคัญเพียงจุดเดียวตลอดทั้งปีเกิดขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งไผ่และครูใหญ่ในคดีหลักที่ภูเขียวระหว่างฎีกา โดยกำหนดเงื่อนไขให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท พร้อมติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์หรือกำไล EM และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
.
แต่คำสั่งนั้นไม่ได้แปลว่าประตูเรือนจำจะเปิดออกจริง เพราะทั้งคู่ยังมีคดีอื่นที่มีหมายขังค้างอยู่พร้อมกัน กว่าจะได้เดินทางไปทำสัญญาประกันและติดกำไล EM ที่ศาลจังหวัดภูเขียวตามคำสั่งจริง ๆ ก็ล่วงเลยมาถึงวันที่ 16 ก.ค. 2569 ซึ่งใช้เวลาเกือบสี่เดือนนับจากวันที่ศาลฎีกามีคำสั่ง
.
และแม้จะติดกำไล EM แล้ว ทั้งคู่ก็ยังต้องถูกส่งตัวกลับมาคุมขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที เพราะยังมีหมายขังในคดีตามมาตรา 112 อื่นรออยู่ กำไล EM ที่ควรจะเป็นเงื่อนไขของอิสรภาพจึงเหลือเพียงเครื่องประดับที่พวกเขาสวมอยู่ข้างหลังกำแพงเรือนจำเท่านั้น
.
นิรโทษกรรมที่แผ้วถางบางส่วน แต่ยังไปไม่ถึงมาตรา 112
.
พัฒนาการที่น่าสนใจที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนครบรอบปีของการคุมขังของทั้งสองคน เกิดขึ้นระหว่างการสืบพยานคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยร่วม 15 คนในคดีเดียวกันนี้ พร้อมทั้งจำหน่ายข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมดของไผ่ออกจากสารบบ เนื่องจากเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 และ 8 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เหลือไว้เพียงข้อหามาตรา 112 ข้อหาเดียวที่ยังคงเดินหน้าพิจารณาคดีต่อไป
.
ส่วนครูใหญ่ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 116 ก็ถูกจำหน่ายออกจากสารบบไปพร้อมกับจำเลยร่วมทั้ง 15 คน ด้วยเหตุผลเดียวกัน ทำให้ปัจจุบันครูใหญ่เหลือคดีที่มีหมายขังอยู่เพียง 2 คดี จากที่เคยมีมากกว่านั้น และทั้งสองคดีที่เหลือล้วนเป็นคดีมาตรา 112 ทั้งสิ้น
.
แม้กฎหมายฉบับดังกล่าวได้เข้ามาแผ้วถางข้อหาปลีกย่อยและคดีร่วมที่พ่วงมากับการชุมนุมออกไปได้จริง ทั้งมาตรา 116 พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ และข้อหาอื่นๆ ที่เคยถ่วงอยู่ แต่สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่และเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งไผ่และครูใหญ่ยังคงถูกคุมขังมาครบหนึ่งปี กลับเป็นคดี ม.112 ซึ่งอยู่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ต้น
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/86086

https://www.facebook.com/lawyercenter2014



https://www.facebook.com/Prachatai/posts/1529063305934638

ประชาไท Prachatai.com 
6 hours ago
·
'ไผ่' ถูกคุมขังครบ 1 ปีเต็ม เดินทางกลับเรือนจำพร้อม ‘อานนท์’ หลังถูกเบิกตัวมาสืบพยานคดี 112 ชุมนุม19กันยาฯ ด้านแม่ของไผ่ เดินทางมายื่นประกันตัววันนี้เช่นกัน แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน
.
3 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (3 ก.ย.) ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ อานนท์ นำภา สองนักกิจกรรมการเมือง ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อมาสืบพยานในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร
นอกจากวันนี้จะเป็นวันสืบพยานคดีชุมนุม 19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎรแล้ว ยังเป็นวันที่ไผ่ ถูกคุมขังครบ 1 ปีเต็ม หลังถูกคุมขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยที่ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ แม้ว่าตอนหลัง ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวในคดีดังกล่าว แต่ไผ่ ยังไม่ได้รับการประกันตัวในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม 19 กันยาฯ อีกคดี ส่งผลให้เขายังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจนถึงตอนนี้
วันนี้แม่ของไผ่เดินทางมาเยี่ยมที่ศาล และได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในคดี 19 กันยาฯ อีกครั้ง แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว
ภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้น ไผ่ และอานนท์ ถูกควบคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องขังเพื่อเดินทางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีมวลชนมารอยืนส่งทั้ง 2 คนบริเวณด้านหน้าศาลอาญา
สำหรับอานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว
ภาพประกอบ: แมวส้ม ประชาไท




ศูนย์ข้อมูลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ศูนย์ข้อมูลในข่าววันนี้ไม่เหมือนกับศูนย์ข้อมูลของศตวรรษที่ 20 ที่มีขนาดใหญ่มาก ในยุคก่อน ศูนย์ข้อมูลมาตรฐานทั่วไปมีพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 100,000 ตารางฟุต แต่ตอนนี้ อาจมีพื้นที่กว้างถึงหลายล้านตารางฟุต ใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 100,000 เท่า



ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้ว่าบางครั้งจะมีการถกเถียงอย่างดุเดือดเกี่ยวกับโครงสร้างขนาดมหึมาเหล่านี้ควบคู่ไปกับการพูดคุยเรื่อง AI ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวศูนย์ข้อมูลเองนั้นมีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 แล้ว

โดยพื้นฐานแล้ว ศูนย์ข้อมูลคือสถานที่สำหรับจัดเก็บ เข้าถึง และวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมมากมายที่เราทำบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรามองว่าเป็น "ระบบคลาวด์" (cloud) ล้วนเชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง การรวมศูนย์อุปกรณ์เหล่านี้ไว้ด้วยกันช่วยให้เกิดการขยายขนาดและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ทว่าศูนย์ข้อมูลที่เป็นข่าวในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากศูนย์ข้อมูลในศตวรรษที่ 20 อย่างสิ้นเชิง Ben Green ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านข้อมูลและนโยบายสาธารณะแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมมหาศาล ทั้งในแง่ของขนาดพื้นที่ต่อแห่งและจำนวนศูนย์ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น

Green ระบุว่า แทนที่จะใช้เพียงเพื่อ "สตรีม Netflix หรือเช็กอีเมล" ศูนย์ข้อมูลยุคใหม่เหล่านี้ทำหน้าที่ฝึกฝนและรันโมเดล Generative AI กระบวนการก่อสร้าง กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านและการถกเถียงในหลายประเด็น

ภาพรวมทางเทคนิค

ศูนย์ข้อมูลเปรียบเสมือนโรงงานผลิต AI ซึ่งเป็นสถานที่ติดตั้งและใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบกันขึ้นเป็นโมเดล AI

ในยุคก่อนที่ AI จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ศูนย์ข้อมูลมาตรฐานทั่วไปมีพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 100,000 ตารางฟุต แต่โรงงานข้อมูลในปัจจุบันอาจมีพื้นที่กว้างขวางนับล้านตารางฟุต ซึ่งบางแห่งมีขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอลถึงกว่า 100,000 เท่า ศูนย์ข้อมูลจำนวนมากเป็นของบริษัทที่เรียกว่า "Hyperscalers" (ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่พิเศษ) เช่น Amazon, Microsoft และ Google Cloud

ศูนย์ข้อมูลประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูลนับล้านเครื่อง โดยมีการติดตั้งชิปประมวลผลไว้ในตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์ ชิปเหล่านี้คือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนโมเดล AI ที่ซับซ้อน ซึ่งชิปมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปเรียกว่า Graphics Processing Unit หรือ GPU

การฝึกฝน AI จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไร โมเดลก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นที่มาของความต้องการศูนย์ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเนื่องจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องขยายพื้นที่ในแนวราบมากกว่าแนวสูง บริษัท Hyperscalers จึงมักเลือกสร้างศูนย์ข้อมูลในเขตชานเมืองหรือพื้นที่ชนบทที่มีราคาที่ดินค่อนข้างถูก ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จึงต้องการพลังงานมหาศาลและก่อให้เกิดความร้อนสูง ซึ่ง Green เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับอาการเครื่องแล็ปท็อปร้อนจัดเมื่อมีการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันจำนวนมากพร้อมกัน

"หน่วยประมวลผลทั้งหมดภายในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นต่างทำงานอย่างหนักเต็มขีดความสามารถ ซึ่งกระบวนการทำงานดังกล่าวทำให้เกิดความร้อน คุณจึงอาจสังเกตเห็นว่าคอมพิวเตอร์ของคุณร้อนจัด" เขากล่าว "ศูนย์ข้อมูลก็คือสิ่งเดียวกันนี้แต่ในระดับที่ใหญ่กว่ามหาศาล"

เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม ศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้ระบบระบายความร้อนที่ใช้น้ำในปริมาณมาก ซึ่งประเด็นนี้ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การหารือในประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ใครเป็นผู้มีอำนาจควบคุมเทคโนโลยีและผืนดิน

ผลกระทบทางการเมือง

ผลสำรวจล่าสุดจาก Gallup ระบุว่า ผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เกือบสามในสี่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ใกล้เคียงตน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการใช้น้ำ โดยรายงานปี 2025 จาก Environmental and Energy Study Institute พบว่าศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อาจใช้น้ำมากถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากรระหว่าง 10,000 ถึง 50,000 คน

นอกเหนือจากเรื่องน้ำแล้ว หลายฝ่ายยังมีความกังวลในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการขึ้นราคาค่าไฟฟ้า ความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียน และข้อกำหนดเรื่องการจ้างงานในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล

เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลดังกล่าว หลายเมืองจึงได้ประกาศมาตรการระงับโครงการศูนย์ข้อมูลชั่วคราว (moratorium) จนกว่าจะมีการให้คำมั่นสัญญาในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการระงับโครงการนี้มักเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น และยังไม่มีการออกกฎหมายห้ามก่อสร้างในระดับรัฐแต่อย่างใด

Green กล่าวว่า "ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคือการดำเนินงานด้วยความรวดเร็วและเก็บเป็นความลับสูงสุด" ดังนั้น มาตรการระงับโครงการชั่วคราวจึงมักเป็นเครื่องมือต่อรองเพียงอย่างเดียวที่ชุมชนท้องถิ่นมี

มาตรการระงับโครงการเหล่านี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัย Data Center Watch ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมปีนี้ มีโครงการศูนย์ข้อมูลอย่างน้อย 75 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากการคัดค้านของคนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของการระงับหรือชะลอโครงการศูนย์ข้อมูลภายในไตรมาสเดียวเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสนับสนุนเทคโนโลยี AI อย่างเต็มที่และมักวิพากษ์วิจารณ์กฎระเบียบใดๆ ที่อาจขัดขวางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดังกล่าว ได้แสดงท่าทีสนับสนุนศูนย์ข้อมูล โดยเปรียบเปรยว่าศูนย์ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน "แหล่งทำเงินมหาศาล" (cash cows) “เหตุผลเดียวที่ชุมชนต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ จะไม่ต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ก็คือการที่พวกเขาต้องการจะกลายเป็นชุมชนที่ล้าหลังและยากจน” ทรัมป์โพสต์ข้อความลงในแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการก่อสร้าง คณะกรรมาธิการตรวจสอบแห่งรัฐเวอร์จิเนียรายงานเมื่อปี 2023 ว่า การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาด 250,000 ตารางฟุตจะสร้างงานให้แก่คนงานก่อสร้างได้มากถึง 1,500 คน แต่เมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นลง จะมีความต้องการพนักงานประจำเพียง 50 คนเท่านั้น

ต้นทุนส่วนบุคคล

แม้การก่อสร้างจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่างๆ แต่หลายคนก็ยังคัดค้านการสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) ในพื้นที่ใกล้บ้านตน ดังที่ Adam Shultz นายหน้าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จาก Coldwell Banker ได้ประสบมาในปีนี้

Shultz ใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการพยายามขายพื้นที่ซึ่งเคยเป็นโรงงานของ General Motors (GM) ในเมือง Janesville รัฐ Wisconsin พื้นที่ดังกล่าวมีขนาดเกือบ 250 เอเคอร์ โรงงานถูกปิดตัวลงในปี 2008 และถูกปล่อยทิ้งร้างนับแต่นั้นมา อีกทั้งยังมีการปนเปื้อนของสารเคมีอันตรายในดินที่ทาง GM ไม่เคยดำเนินการกำจัดให้เรียบร้อย

Shultz ระบุว่า ทางเมือง Janesville ได้เข้าครอบครองพื้นที่ดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ Viridian Partners บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อที่ดินผืนนี้

"ผมรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ทันทีเพื่อให้เมืองของเราได้รับประโยชน์จากโครงการนี้" Shultz กล่าว

ทว่าเมื่อข่าวเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างศูนย์ข้อมูลแพร่ออกไปในหมู่ชาวบ้าน กระแสสังคมก็หันมาต่อต้านหน่วยงานท้องถิ่น เนื่องจากมีการดำเนินงานร่วมกับ Viridian ภายใต้ข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่คัดค้านศูนย์ข้อมูลได้ขัดขวางการซื้อขายและผลักดันให้มีการลงประชามติในเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์โหวตตัดสินโครงการที่มีมูลค่าสูงกว่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

"นั่นคือประเด็นปัญหาสำคัญ เพราะนักพัฒนาส่วนใหญ่คงไม่ยอมเสี่ยงแบกรับต้นทุนแฝง (soft costs) หรือทุ่มเงินจำนวนมากไปกับการวางแผนและขั้นตอนต่างๆ หากสุดท้ายแล้วทางเมืองอาจจะลงมติปฏิเสธโครงการนั้นทิ้งไป" Shultz กล่าว

ปัญหาที่เมือง Janesville กำลังเผชิญอยู่นั้น ไม่ต่างจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนชนบทหรือชานเมืองแห่งอื่นๆ

"มันคือการต่อสู้ในรูปแบบเดียวกันเลย" Shultz กล่าว




ที่มา USA Today
It's time for you to start caring about data centers. Here's why

https://www.usatoday.com/story/tech/2026/09/03/are-data-centers-bad/91562787007/
Sept. 3, 2026



การใช้เมนูอาหารที่สร้างด้วย AI กำลังแพร่หลายไปทั่วจนกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนต่างรู้สึกขยาดและรับไม่ได้







https://x.com/USATODAY/status/2095315936597155933
.....

ทำไมภาพอาหารที่สร้างด้วย AI ถึงทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยงและไม่สบายใจ

เมื่อ Chris Murphy แวะไปที่ร้านขายอาหารสำเร็จรูป (deli) ใกล้ที่ทำงานในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เขาพบว่าเมนูอาหารทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งดูแปลกประหลาดและชวนขนลุก ภาพแซนด์วิชบนหน้าจอเหนือเคาน์เตอร์แสดงลักษณะพื้นผิวอาหารที่ซ้ำซากและดูผิดธรรมชาติ แม้จะดูสมจริงเกินจริง (hyperrealistic) แต่ในขณะเดียวกันก็ดูปลอมอย่างชัดเจนจนน่ารังเกียจ มันเป็นภาพประเภทที่เรียกว่า "AI food slop" (ภาพอาหารเละเทะที่สร้างโดย AI) ซึ่งทำให้ Murphy รู้สึกคลื่นไส้จนไม่อยากอาหาร

ร้านอาหารในชิคาโกแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ทำงานของ Murphy เพิ่งเปลี่ยนมาใช้เมนูที่สร้างด้วย AI เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา บนหน้ารีวิวใน Yelp ยังคงมีภาพเมนูเก่าหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นภาพถ่ายอาหารแบบทั่วไปพร้อมข้อความบรรยายส่วนประกอบของแซนด์วิชแต่ละชนิด Murphy กล่าวว่าหากร้านยังใช้เมนูเดิม เขาคงจะสั่งอาหารไปแล้ว

แต่ภาพอาหารใหม่นั้น "ดูน่าขยะแขยงจนรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างรุนแรง" เขากล่าวกับ USA TODAY เขาได้นำภาพเหล่านี้ไปให้เพื่อนร่วมงานดู ซึ่งทุกคนต่างแสดงอาการผงะและขอร้องให้เขาลบภาพทิ้งไป "พวกเขาแทบจะอาเจียนออกมาเลย" เขากล่าว

นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่กำลังแพร่หลาย ซึ่งงานออกแบบที่สร้างโดย AI เริ่มเข้ามาแทนที่โฆษณาแบบดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ ใบปลิวที่สร้างจาก AI ปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้นในที่สาธารณะ ทั้งป้ายประกาศทั่วไปตามเมืองและร้านค้าต่างๆ ซึ่งมักสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา เมนูอาหารที่เต็มไปด้วยภาพจาก AI เหล่านี้ถูกขนานนามว่า "AI food slop" และ Murphy ก็ไม่ใช่คนเดียวที่แสดงความรู้สึกรังเกียจต่อสิ่งนี้

แม้ผู้คนจะรู้สึกต่อต้านภาพเหล่านี้โดยสัญชาตญาณ แต่โลกออนไลน์กลับให้ความสนใจอย่างมาก มีผู้ใช้ X (Twitter เดิม) รายหนึ่งโพสต์ภาพป้ายหน้าร้านอาหารที่เธอเดินผ่านระหว่างทางไปทำงาน โดยมียอดเข้าชมเกือบ 2 ล้านครั้ง เธอเขียนข้อความว่า "นี่เป็นหนึ่งในเมนูอาหารสุดสยองขวัญที่สร้างจาก AI ที่แย่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลย" และในขณะที่ความคิดเห็นส่วนใหญ่แสดงความรู้สึกสยดสยองหรือขยะแขยง (เช่น ความเห็นหนึ่งระบุว่า "แค่เห็นภาพนี้ก็รู้สึกเหมือนมีแมลงไต่อยู่ในคอแล้ว") โพสต์ดังกล่าวก็กระตุ้นให้ผู้ใช้อื่นๆ แห่กันแชร์ภาพเมนู "AI food slop" ที่พบเห็นตามสถานที่ต่างๆ ออกมาเช่นกัน



ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีเหตุผลที่ทำให้เราไม่อาจละสายตาจากภาพเหล่านี้ได้

Stephanie Sarkis นักจิตวิทยากล่าวว่า เมื่อภาพดูเกือบจะสมจริงแต่ก็ดูปลอมอย่างชัดเจน สมองของเราจะตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่าง "การเข้าหาและการหลีกหนี" ในขณะที่พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็น "ผู้คนอาจรู้สึกอยากเบือนหน้าหนีหรือเกิดความวิตกกังวล แต่ในขณะเดียวกัน สมองก็อาจพยายามจ้องมองสิ่งนั้นมากขึ้นด้วยเช่นกัน" Sarkis อธิบาย สำหรับผู้ชมบางคน ภาพเหล่านี้อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงกว่า โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะ 'ทริปโปโฟเบีย' (trypophobia) หรืออาการหวาดกลัวอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่ประกอบด้วยรู ลวดลาย หรือพื้นผิวที่ซ้ำกันเป็นจำนวนมาก

ทำไมเราถึงละสายตาจากภาพ 'อาหารเละเทะที่สร้างโดย AI' อันน่าสะอิดสะเอียนไม่ได้

แม้จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่ทริปโปโฟเบียอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างรุนแรงได้ โดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่าอาการนี้คือความกลัวรูเล็กๆ ที่เรียงตัวซ้ำกัน แต่แท้จริงแล้วยังรวมถึงพื้นผิวหรือลวดลายซ้ำๆ ในรูปแบบอื่นด้วย ซึ่งนั่นรวมไปถึงภาพ 'อาหารเละเทะที่สร้างโดย AI' แบบใหม่นี้เช่นกัน

Sarkis ระบุว่า ปฏิกิริยาตอบสนองทางสัญชาตญาณเหล่านี้มีไว้เพื่อช่วยให้มนุษย์หลีกเลี่ยงอันตรายต่างๆ เช่น การปนเปื้อน โรคภัยไข้เจ็บ การเน่าเสีย หรือปรสิต "สมองของเราจะสั่งการว่า 'เราต้องดูสิ่งนั้นให้แน่ใจว่ามันไม่มีอันตราย' แต่ปัญหาคือการกลับไปมองซ้ำไม่ได้ช่วยหยุดปฏิกิริยาตอบสนองนั้น แต่มันกลับยิ่งกระตุ้นให้รู้สึกรุนแรงขึ้นได้" Sarkis กล่าว

แม้ว่าผู้ที่มีภาวะทริปโปโฟเบียอาจรู้สึกทุกข์ใจหรือหวาดกลัวมากกว่าคนทั่วไป แต่ Sarkis ก็ชี้แจงว่าภาพที่สร้างโดย AI ซึ่งดู 'ไม่เป็นธรรมชาติ' เหล่านี้ ก็สามารถสร้างความรู้สึกขยะแขยงหรือชวนให้อึดอัดใจแก่ใครก็ตามที่ได้พบเห็นได้เช่นกัน

"มันทำให้หน้าตาของอาหารที่คุ้นเคยดูผิดเพี้ยนไปในทางชีวภาพ จนทำให้เรารู้สึกขยะแขยง" เธอกล่าว

วิธีบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวในทันทีที่ดีที่สุดคือการเบี่ยงเบนความสนใจ Sarkis แนะนำให้ใช้วิธีดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน (grounding exercises) เช่น การสังเกตสิ่งรอบตัว 3 อย่างที่คุณสามารถได้ยิน มองเห็น และสัมผัสได้ แต่หากความเครียดเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อขอรับคำแนะนำและความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ในขณะที่โฆษณาเหล่านี้แพร่หลายมากขึ้นจนยากจะหลีกเลี่ยง ผู้คนจำนวนมากเริ่มออกมาแสดงความคิดเห็นโดยหวังว่าร้านอาหารจะเลิกหันมาใช้ AI อย่างสิ้นเชิง ซึ่งสอดคล้องกับทัศนคติเชิงลบของชาวอเมริกันที่มีต่อ AI และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจากการสำรวจของ Pew Research Center ในเดือนสิงหาคม 2026 ระบุว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีส่วนใหญ่ (55%) รู้สึกกังวลมากกว่าตื่นเต้นกับเรื่อง AI ในขณะที่ผลสำรวจของ YouGov เมื่อเดือนกรกฎาคมพบว่า 7 ใน 10 ของผู้ใหญ่เชื่อว่าบริษัทเทคโนโลยีมีอำนาจมากเกินไป

'มันเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ปัญหาใหญ่'

Emily Hawkes ช่างภาพอาหารมืออาชีพในนิวยอร์ก มีกลุ่มแชทที่รวมตัวกับนักสร้างสรรค์งานดิจิทัลในแวดวงอาหาร ซึ่งพวกเขามักจะนำโฆษณาที่ใช้ภาพจาก AI คุณภาพต่ำ (ที่พวกเขาเรียกว่า "AI slop") มาแชร์และวิจารณ์ด้วยความเอือมระอา

ด้วยสายตาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ภาพเหล่านั้นดูหลอกตาจนน่าขำ แต่ Hawkes ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าของร้านอาหารหรือแบรนด์ต่างๆ จะคิดว่าภาพเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารของลูกค้าได้ แม้ว่าโฆษณาที่สร้างด้วย AI จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ จนพบเห็นได้แม้กระทั่งบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยอดนิยมอย่าง Hulu แต่เธอก็ยังมองในแง่ดีว่า ผู้คนคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะยอมรับภาพอาหารที่สร้างจาก AI ได้

"ลักษณะหน้าตาของอาหารในโลกความเป็นจริงนั้น แม้แต่คนที่ไม่ได้ใช้เวลาจดจ่อหรือครุ่นคิดเกี่ยวกับมันตลอดเวลาเหมือนอย่างฉัน ก็ยังมีความรู้สึกบางอย่างที่หยั่งรากลึกอยู่ในสัญชาตญาณ" Hawkes อธิบาย "มันมีความผิดปกติบางอย่างที่คุณอาจจะระบุเจาะจงไม่ได้ว่าคืออะไร แต่คุณจะรับรู้ได้ทันทีเมื่อเห็นมัน"

หัวใจสำคัญในงานของเธอในฐานะช่างภาพอาหารคือการ "นำเสนอภาพอาหารให้ดูสมจริงที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดูน่ารับประทานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" เธอกล่าว ในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าต้องการเห็นภาพอาหารที่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาจะได้รับประทานจริงๆ เธอเสริมว่าแม้แต่ก่อนที่จะมี AI ผู้คนก็มักจะวิจารณ์ภาพถ่ายอาหารที่ดูธรรมดาหรือซ้ำซากจำเจจนเกินไปอยู่แล้ว "เวลาที่คนเราเห็นภาพอาหารที่กระตุ้นความหิวและดูน่ารับประทานจริงๆ นั่นเป็นเพราะพวกเขากำลังเห็นสิ่งที่ดูสมจริง เห็นสิ่งที่พวกเขาสามารถจินตนาการภาพตัวเองกำลังรับประทานมันได้" เธอกล่าว "ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่า AI จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกแบบนั้นออกมาได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร"

หากการจ้างช่างภาพอาหารเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปสำหรับธุรกิจ ยังมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากการหันไปพึ่งพา Generative AI Hawkes แนะนำให้ลองติดต่อช่างภาพที่เป็นนักศึกษาแล้วเสนอแลกเปลี่ยนอาหารฟรีกับผลงานภาพถ่าย หรือลองศึกษาจากวิดีโอสอนใน YouTube เพื่อทำเอง (DIY)

สำหรับลูกค้าอย่าง Murphy แล้ว อะไรก็ย่อมดีกว่าแซนด์วิช Reuben รสชาติแย่สุดๆ ที่ร้านเดลี่แถวบ้านของเขา เขายังกังวลด้วยว่าเรื่องนี้อาจนำไปสู่ปัญหาที่บานปลายได้ เริ่มแรก AI อาจเข้ามามีบทบาทแค่ในภาพถ่ายอาหารและเมนู แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากร้านอาหารหันไปใช้สูตรอาหารจาก ChatGPT จนกลายเป็นสถานการณ์ที่ Murphy คาดการณ์ไว้ว่า "จู่ๆ เราก็ต้องมากินอาหารหน้าตาเละเทะชวนสยอง?" ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญคือภาพอาหารที่ดูเละเทะไม่น่ากินจาก AI เหล่านี้ ทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพอาหารที่ร้านนั้นๆ จะนำเสนอ

"การถ่ายภาพอาหารของคุณด้วย iPhone อย่างตั้งใจ ย่อมดีกว่าภาพที่ AI สร้างขึ้น เพราะนั่นคืออาหารของคุณจริงๆ" Hawkes กล่าว "ไม่ใช่แค่ภาพแซนด์วิชในแบบที่ AI คิดว่ามันควรจะเป็น"

(บทความแปล)
บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน USA TODAY: ทำไมภาพอาหารหน้าตาเละเทะจาก AI ถึงทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดและไม่พอใจ

https://www.yahoo.com/lifestyle/articles/why-ai-food-slop-making-183840810.html







 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอล ‘ได้เตรียมการและจัดเตรียม’ ไว้แล้วสำหรับการอพยพประชากรในฉนวนกาซา หากสหรัฐฯ ให้ไฟเขียว (อีกคลิปที่อื้อฉาว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ โพสต์ AI วิดีโอซึ่งแสดงให้เห็นเขาปฏิเสธการให้อาหารแก่ชาวปาเลสไตน์และบังคับพวกเขาเข้าไปในค่ายกักกัน ต่อมาลบแล้ว)






https://x.com/ChrisVanHollen/status/2095222670174695620

วุฒิสมาชิก คริส แวน ฮอลเลน
@ChrisVanHollen

หลังจากที่เราเดินทางไปชายแดนกาซา-อียิปต์เมื่อปีที่แล้ว

@SenJeffMerkley และผมได้เผยแพร่รายงานเรื่อง “รัฐบาลเนทันยาฮูกำลังดำเนินการตามแผนการกวาดล้างชาวปาเลสไตน์ในกาซา”

ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลได้ยืนยันแล้วว่านั่นคือเป้าหมาย

เราต้องยุติการสมรู้ร่วมคิดของเรา
ภาพถ่ายทางอากาศจากโดรนแสดงสภาพความเสียหายของเมืองกาซาซิตี้หลังการระดมโจมตีโดยกองทัพอิสราเอล เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2025 (ภาพโดย AP)

อิสราเอล “ได้รับการจัดระเบียบและเตรียมพร้อม” เพื่อกำจัดชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา “ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้” รัฐมนตรีกลาโหม อิสราเอล แคทซ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ พร้อมเสริมว่าไม่มี “วิธีแก้ปัญหา” ทางเลือกอื่นสำหรับวิกฤตการณ์ รัฐบาลอิสราเอลเพียงแต่รอให้สหรัฐฯ ค้นหาว่าจะพาชาวกาซานผู้พลัดถิ่นไปที่ไหน เขากล่าว

อิสราเอลมีแผนพร้อมที่จะนำชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา แต่กำลังรอให้สหรัฐฯ ค้นหาว่าจะพาพวกเขาไปที่ไหน รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวเมื่อวันพุธ

“สุดท้ายแล้วไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริงสำหรับฉนวนกาซา หากไม่มีการย้ายถิ่นฐาน” รัฐมนตรีกลาโหม อิสราเอล แคทซ์ กล่าวในการประชุมที่จัดโดยเว็บไซต์ข่าวของอิสราเอล Ynet และหนังสือพิมพ์ Yedioth Ahronoth

รัฐบาลอิสราเอล "ได้รับการจัดระเบียบและเตรียมพร้อมที่จะนำพวกเขาออกไป ทางทะเล ทางอากาศ ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้" เขากล่าว

สถานทูตสหรัฐฯ ส่งคำร้องขอความคิดเห็นไปยังกระทรวงการต่างประเทศในกรุงวอชิงตัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งโลกเมื่อเริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ด้วยการเรียกร้องให้ชาวปาเลสไตน์ทั้ง 2 ล้านคนออกจากฉนวนกาซา

ทรัมป์พูดถึงการพัฒนาดินแดนเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอลนับตั้งแต่การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ให้กลายเป็นรีสอร์ทหรู

ทรัมป์เดินกลับความคิดนี้หลังจากการตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงอียิปต์ ซึ่งเป็นประเทศเดียวนอกเหนือจากอิสราเอลที่มีพรมแดนติดกับฉนวนกาซา

ข้อเสนอดังกล่าวยังถูกประณามโดยชาวปาเลสไตน์เองด้วย ซึ่งความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะบังคับพวกเขาออกจากดินแดนของพวกเขา จะทำให้นึกถึง "นักบา" หรือหายนะ ซึ่งก็คือการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ระหว่างการก่อตั้งอิสราเอลในปี 1948

การประกาศหยุดยิงในสงครามฉนวนกาซาในเดือนตุลาคม ทรัมป์ระบุ 20 คะแนนสำหรับดินแดนที่ไม่มีการบังคับพลัดถิ่น

แคทซ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากคำพูดตรงไปตรงมากล่าวว่าทรัมป์เพียง "ระงับ" แนวคิดนี้ในขณะที่เขามองหาประเทศต่างๆ ที่จะรับชาวปาเลสไตน์ เนื่องจากอียิปต์ไม่ใช่ทางเลือก

“แผนดังกล่าวไม่ได้ถูกยกเลิก มีการพูดคุยกันตลอดเวลา แม้แต่ตอนนี้ และผมคิดว่าไม่มีวิธีแก้ปัญหาอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทุกคน” เขากล่าว

“แต่เพื่อให้มันเกิดขึ้น เราต้องการสหรัฐฯ เราจะได้รับการอนุมัติเมื่อใด? เมื่อใดก็ตามที่เห็นได้ชัดว่ากลุ่มฮามาสไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี” ภายใต้การหยุดยิง เขากล่าว

คัทซ์ไม่ได้อ้างแหล่งที่มาของเขา กล่าวว่า ประชาชน 80 เปอร์เซ็นต์ในฉนวนกาซาต้องการออกไป แต่กลุ่มฮามาสกำลังขัดขวางพวกเขา

การบังคับย้ายพลเรือนในดินแดนที่ถูกยึดครองถือเป็นอาชญากรรมสงครามภายใต้อนุสัญญาเจนีวา

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และโยอาฟ กัลลันต์ บรรพบุรุษคนก่อนของแคทซ์ ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม ซึ่งทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิเสธ

การโจมตีของอิสราเอลได้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในฉนวนกาซาต้องพลัดถิ่นภายในประเทศแล้ว หลังจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,221 ราย ตามข้อมูลของทางการอิสราเอล

การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 73,470 รายในฉนวนกาซา และมากกว่า 1,330 รายนับตั้งแต่การหยุดยิง ตามการระบุของกระทรวงสาธารณสุขฉนวนกาซา ซึ่งดำเนินงานภายใต้กลุ่มฮามาส

(FRANCE 24 with AFP)


ที่มา FRANCE 24
Israel ‘organised and prepared’ to remove Gaza population if US gives green light, Katz says

https://www.france24.com/en/middle-east/20260902-israel-organised-and-prepared-to-remove-gaza-population-if-us-gives-green-light-katz
02/09/2026







TRT World
@trtworld

นายอิตามาร์ เบน-กวิร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล โพสต์วิดีโอที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นเขาปฏิเสธการให้อาหารแก่ชาวปาเลสไตน์และบังคับพวกเขาเข้าไปในค่ายกักกันโดยใช้ระบบสายพานลำเลียง

วิดีโอดังกล่าว ซึ่งเรียกร้องให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์อย่างเปิดเผย ถูกลบออกจากบัญชีโซเชียลมีเดียของเบน-กวิร์แล้วในวันจันทร์ หลังจากที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจในโลกออนไลน์

วิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เรียกร้องให้เบน-กวิร์ร่วมมือกับพันธมิตรฝ่ายขวาจัดอื่นๆ และเข้าร่วมรัฐบาลผสมที่นำโดยเนทันยาฮูหลังการเลือกตั้งในวันที่ 27 ตุลาคม

https://x.com/trtworld/status/2094987463596876038




นักข่าว MSnow ได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกเรือบางส่วน ซึ่งเป็นทหารเรือระดับปฏิบัติการทั่วไปในกลุ่มลูกเรือกว่า 5,000 นาย หลายคนบอกว่านี่เป็นภารกิจที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอมา และหลายคนถึงกับบอกว่าพวกเขาไม่อยากแวะจอดเทียบท่าเลยด้วยซ้ำ

 
https://www.facebook.com/reel/1269569455221536

ขณะนี้เรือ USS Abraham Lincoln กำลังจอดเทียบท่าอยู่ในประเทศไทย และลูกเรือส่วนใหญ่ต่างกำลังสัมผัสกับความรู้สึกผ่อนคลายเป็นครั้งแรกหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ Priya Sridhar จาก MS NOW ได้พูดคุยกับเหล่าทหารเรือและครอบครัว ซึ่งต่างถ่ายทอดความรู้สึกที่หลากหลายเกี่ยวกับภารกิจอันหนักหน่วงนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาการขาดแคลนอาหารและเสบียง รวมถึงความกังวลด้านสุขภาพจิต







https://x.com/Acyn/status/2095335075282137436

MSnow ด้มีโอกาสพูดคุยกับลูกเรือบางส่วน ซึ่งเป็นทหารเรือระดับปฏิบัติการทั่วไปในจำนวนลูกเรือทั้งหมด 5,000 นายที่ร่วมในภารกิจการออกปฏิบัติการทางทะเลที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์นี้ หลายคนบอกว่านี่เป็นภารกิจที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอมา มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง และหลายคนถึงกับบอกว่าพวกเขาไม่อยากแวะจอดเทียบท่าเลยด้วยซ้ำ พวกเขาแค่อยากเดินทางกลับบ้านทันที อีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาบอกคือ พวกเขากังวลว่าผลพวงจากสงครามครั้งนี้จะทำให้การออกปฏิบัติการทางทะเลที่ยาวนานโดยไม่มีการแวะจอดเทียบท่าเลย กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา และพวกเขามองว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการรักษาบุคลากรให้อยู่กับกองทัพเรือต่อไป