ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน13 hours ago
·
รู้จัก “นัฏฐพล” คนธรรมดาจากเพชรบูรณ์ ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนเพราะคอมเมนต์เดียว
.
.
“นัฏฐพล” (สงวนนามสกุล) วัย 30 ปี จากวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ขายเสื้อผ้าออนไลน์เพื่อสู้ชีวิตในช่วงโควิด ตกเป็นผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 112 เพราะพิมพ์ข้อความตอบกลับโพสต์หนึ่งบนเฟซบุ๊ก พร้อมแนบภาพการ์ตูน
3 ปี ก่อนลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน หลังรับสารภาพ คือระยะเวลาที่กระบวนการยุติธรรมในศาลอาญาตัดสินชะตาชีวิตของเขา ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยไม่รอลงอาญา และเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว นัฏฐพลก็เดินเข้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยที่ยายของเขารออยู่ที่บ้านในเพชรบูรณ์ โดยมีแม่และแฟนสาวคอยเข้าเยี่ยมที่เรือนจำ
นัฏฐพลไม่ใช่นักกิจกรรม ไม่ใช่แกนนำ ไม่เคยขึ้นปราศรัย หากแต่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่กดพิมพ์คอมเมนต์สั้น ๆ ไปในวันที่ความเครียดสะสมอยู่เต็มอก และนั่นเพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไป
_____________________________

คอมเมนต์หนึ่งข้อความ กลับกลายเป็นคดี สู่คำพิพากษาที่พาชีวิตไปถึงจุดเปลี่ยน
.
เรื่องของนัฏฐพลเริ่มต้นในวันที่ 12 พ.ค. 2564 ช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ที่เขาทำร่วมกับแฟนสาวซบเซาลง รายได้หดหาย ความเครียดสะสม
ในวันนั้น ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul โพสต์ข้อความตั้งคำถามเกี่ยวกับข่าวลืออาการป่วยของรัชกาลที่ 10 นัฏฐพลถูกกล่าวหาว่าพิมพ์ข้อความตอบกลับพร้อมแนบภาพการ์ตูน
4 เดือนต่อมา วันที่ 15 ก.ย. 2564 เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยคดีมี พ.ต.ท.กิตติพงศ์ อมฤตโอฬาร เป็นผู้กล่าวหาที่ บก.ปอท. กระทั่งเกือบ 2 ปีผ่านไป อัยการจึงสั่งฟ้องคดีในวันที่ 4 ก.ย. 2566
วันที่ 11 ม.ค. 2567 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน เพราะให้การรับสารภาพ โดยไม่รอลงอาญา แม้รายงานสืบเสาะจะเสนอแนะให้รอการลงโทษไว้ก็ตาม
นัฏฐพลอุทธรณ์คดีต่อมาหลังได้ประกันตัว ขอให้รอการลงโทษ โดยระบุเหตุหลายประการทั้งอายุที่ยังน้อย ความเครียดจากโควิด ภาระเลี้ยงดูแม่และยาย รวมถึงการเดินทางไปกราบขอพระราชทานอภัยโทษที่พระบรมมหาราชวัง แต่วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยให้เหตุผลว่าข้อความที่แสดงความเห็นมีผู้กดถูกใจไม่น้อยกว่า 230 คน กระจายสู่สาธารณะเป็นวงกว้าง เหตุที่ยกมาให้รอการลงโทษ ศาลระบุล้วนเป็นเหตุส่วนตัวไม่เพียงพอแต่อย่างใด
เย็นวันนั้น นัฏฐพลถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เขาถูกคุมขังมานับแต่นั้น
.

วันที่เริ่มต้นในโลกไร้อิสรภาพ
.
หลังเข้าไปอยู่ในเรือนจำได้ระยะหนึ่ง นัฏฐพลแจ้งผ่านทนายความว่า เขาตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาอีก เพื่อให้คดีสิ้นสุดลง
“อยากให้เรื่องมันจบ” เขาบอก “คิดว่าศาลฎีกาคงตัดสินเหมือนเดิม อยากให้ใบเด็ดขาดมา เพื่อรออภัยโทษ หรือได้ลดโทษลงบ้าง”
ในช่วงแรกของชีวิตภายใต้การจองจำ นัฏฐพลถูกกักตัวสำหรับผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่ เขาเล่าว่านอนไม่ค่อยหลับ การถูกคุมขังอยู่ในห้องคุมขังขนาด 4×5 เมตร โดยนอนรวม 16 คน ทำให้นอนได้ยาก และร่างกายก็ไม่ค่อยขับถ่าย เหมือนยังปรับตัวไม่ทัน โชคดีที่เพื่อนร่วมห้องไม่ค่อยมีคนเกเร ส่วนใหญ่อยู่กันเงียบ ๆ ต่างจากห้องข้าง ๆ ที่ได้ยินเสียงดังอยู่บ่อยครั้ง
เขาเล่าว่าได้ช่วยเพื่อนตากผ้าพับผ้าในช่วงเช้า เพื่อแลกกับการได้ลงมาข้างล่างระหว่างกักตัว ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ช่วงแรกเขาพยายามฝากถึงแม่ ในเรื่องรายละเอียดการฝากเงินและซื้อของในเรือนจำ เนื่องจากครอบครัวยังไม่มีประสบการณ์เยี่ยมมาก่อน และยังฝากให้ครอบครัวหาทางประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่เขาต้องถูกคุมขัง
หลังจากผ่านช่วงกักตัว เขาถูกย้ายมาอยู่ที่แดน 8 โดยเริ่มมีตารางประจำวัน ตั้งแต่การตื่นตี 5 สวดมนต์ ลงมาอาบน้ำ เดินออกกำลังกาย ก่อนแวะห้องสมุดอ่านหนังสือธรรมะและหนังสือฝึกอาชีพ โดยเขาพบเพื่อนข้างในที่พอคุยกันได้ แต่ยังกังวลเรื่องอาหารที่ญาติสั่งจากภายนอกมักจะมาช้า ทำให้เน่าเสียบ่อย บางวันถุงกับข้าวพองลมเพราะบูด กินไม่ได้ก็ต้องทิ้ง ทำให้นึกเสียดายเงิน
นอกจากนั้น ห้องที่ถูกย้ายมาใหม่ ยังไม่แออัดมากนัก และเพื่อนร่วมห้องเงียบสงบ เนื่องจากโดยมากเป็นคนสูงอายุ นอนตรงกลางห้องแบบไม่ต้องเบียดไหล่ใคร พอมีพื้นที่วางของได้ด้วย รวมทั้งห้องใหม่มีนาฬิกาแขวน ซึ่งห้องเดิมไม่มี เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ช่วยให้รู้สึกควบคุมชีวิตตัวเองได้มากขึ้น
ช่วงปลายปี 2568 เขายังป่วยเป็นไข้หวัด แต่พอได้ยาจากเพื่อนในแดน รวมทั้งแม่และแฟนเข้ามาเยี่ยมได้แล้ว และได้พบกับกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ แม้ไม่ได้เข้าไปสุงสิงมากนัก แต่ก็พอทำให้รู้สึกดีขึ้น โดยในช่วงปีใหม่ เรือนจำยังมีการจัดประกวดแต่งเพลงด้วย และ “ครูใหญ่” อรรถพล เป็นผู้ชนะประกวดด้วยเพลง ‘รักข้ามกำแพง’ ที่มีท่อนแร็ปภาษาอีสาน
หลังจากนั้น อาการไอของนัฏฐพลค่อนข้างเรื้อรัง เป็นต่อเนื่องกว่าสองอาทิตย์ เขาเล่าว่าไอจนเจ็บหน้าอกตอนนอนกลางดึก ทำให้รู้สึกเกรงใจเพื่อนร่วมห้องด้วย โดยเขาได้รับยาเพิ่มเติมจากหมอที่เข้ามาตรวจหลังช่วงปีใหม่ แต่ก็ยังไอต่อเนื่องมาจนถึงกลางเดือนมกราคม
นัฏฐพล ยังบอกว่าเขาชอบอ่านหนังสือ เข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด หนังสือที่สนใจมีไม่มากนัก และอ่านไปแล้ว ยังอยากได้หนังสือใหม่ ๆ เกี่ยวกับพวกการท่องเที่ยว นวนิยาย หรือแม้แต่การ์ตูน
เขายังเล่าถึงยายและบ้านที่เพชรบูรณ์ด้วยน้ำเสียงคิดถึง นึกถึงการนั่งผิงไฟ เผามัน กับยายในคืนหนาว เขายังพูดถึงความเสียดายที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยความรู้สึกลึก ๆ ว่าหากได้เรียน ชีวิตอาจแตกต่างออกไป รวมทั้งยังสนใจการลงเรียนต่อกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( มสธ.) ในเรือนจำ
ในช่วงหลังนี้ นัฏฐพลได้ช่วยงานเจ้าหน้าที่โดยการทำธุรการในแดนฝึกอาชีพ ทำให้เขาไม่ได้ถูกย้ายเรือนจำ เหมือนอีกหลายคน ที่ทยอยถูกย้ายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปเรือนจำอื่น ๆ
นอกจากนั้น เขายังได้เยี่ยมใกล้ชิดกับยาย แม่ และแฟน เขาเล่าว่ากอดยายร้องไห้ด้วยกันนาน ครอบครัวพยายามให้กำลังใจ และปัจจุบันเขายังรอคอยใบเด็ดขาดเพื่อดำเนินการด้านอื่น ๆ ต่อไป
.

ความอบอุ่นที่ยายให้ไว้ คือรากโยงใยให้อยากกลับบ้าน
.
นัฏฐพลเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปเติบโตที่เพชรบูรณ์ตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ เพราะแม่ต้องทำงาน จึงฝากให้ยายเลี้ยงที่อำเภอวิเชียรบุรี เขาบอกว่า ยายอายุเจ็ดสิบปี อยู่คนเดียว แต่ไม่เหงา เพราะมีแก๊งค์เพื่อน ๆ คุย และชอบออกไปตกปลาด้วย
ยายมีลูก 4 คนที่แยกย้ายมีครอบครัวกันหมดแล้ว มีหลานสามคน แต่นัฏฐพลเป็นคนเดียวที่ยายได้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จึงสนิทกันมากที่สุด ตอนเด็ก ๆ เขานอนกับยายทุกคืน ใช้ชีวิตแบบเด็กต่างจังหวัดที่หมู่บ้านไม่ห่างจากภูเขา ไปยิงหนังสติ๊ก นอนบนภูเขา ทำทุกอย่างที่เด็กบ้านนอกทำ
“ยายไม่เคยตีผมเลย” นัฏฐพลเล่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับยายแทบไม่มีการทะเลาะกัน มีก็แต่เวลาที่ยายงอน จะไม่ทำกับข้าวให้กิน เท่านั้นเอง
ตอนที่หมายเรียกส่งไปถึงบ้านที่เพชรบูรณ์ ยายตกใจและร้องไห้ แต่แทนที่จะดุด่า กลับให้กำลังใจ บอกให้ เริ่มใหม่ ตั้งใจใหม่ ไม่มีคำสั่งสอนว่าสิ่งที่ทำดีหรือไม่ดีอย่างไร มีแต่ความอบอุ่นที่ยายมอบให้มาตลอด วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ยายเดินทางลงมาถึงกรุงเทพฯ แต่ครอบครัวไม่ให้ไปที่ศาล กลัวว่ายายจะทนรับไม่ไหว
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อได้เยี่ยมใกล้ชิดครั้งแรก ยายเดินทางมาพร้อมกับแม่และแฟน ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่นาน เขาเล่าว่าแม้ตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้ แต่พอเห็นยายน้ำตาไหล ก็กลั้นไม่อยู่
“ยายดูยังแข็งแรง แต่แรงน้อยลง คงเพราะเดินทางมาจากต่างจังหวัด” ก่อนเล่าต่อว่ายายฝากให้อดทน ทำตัวดี แล้วจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ
แฟนสาวที่ตอนนี้ย้ายมาอยู่กับแม่เพื่อพยายามประหยัดค่าใช้จ่าย ก็มาเยี่ยมสม่ำเสมอ “เขาตให้กำลังใจ เขาพูดและหัวเราะได้แล้ว ทำให้เราใจชื้นขึ้น” นัฏฐพลบอก
.

ความทรงจำที่สั่งสมมา กับสิ่งที่ยังค้างคาในจิตใจ
.
นัฏฐพลยังย้อนเล่าอีกว่า เขาเรียนจบมัธยมปลายในโรงเรียนเล็ก ๆ ที่เพชรบูรณ์ ห้องของเขามีนักเรียนเพียง 7 คน ไม่มีใครเรียนต่อ เพราะไม่มีใครบอกว่าต้องทำอย่างนั้น
“ผมไม่เคยรู้เลยว่าเรียนจบแล้วต้องไปไหน” ที่โรงเรียนไม่มีใครแนะแนวว่าจะไปสายอาชีพหรือเรียนต่อมหาวิทยาลัย และที่บ้านก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ เพราะทั้งแม่และเขาต่างเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยคุยกันเรื่องอนาคต ทุกอย่างจึงดำเนินไปโดยไม่มีใครบอกทิศทาง
“ถ้าเรารู้ว่ามันต้องเรียนต่อ หรือมีใครสักคนบอก ผมคิดว่าพ่อแม่คงส่งให้เรียนได้” เขาบอกอีกครั้ง แล้วเสริมว่ารู้สึกโกรธตัวเองบ้างที่ตอนนั้นไม่รู้จักหาข้อมูล แต่ก็รู้ว่าในสภาพแวดล้อมแบบนั้น มันยากที่จะรู้ได้
เขาเข้ากรุงเทพฯ ทำงานลูกจ้างร้านขายของ ได้เงินเดือน 9,000 บาท ก่อนผันตัวมาขายเสื้อผ้าออนไลน์กับแฟนเก่า ช่วงที่ดีสุดมีรายได้เกือบแสนต่อเดือน ทำให้ความคิดเรื่องเรียนต่อหายไปจากหัว แต่พอเลิกกับแฟนคนเดิม เขาต้องออกมาวิ่งไรเดอร์ และจนมาช่วยแฟนคนปัจจุบันส่งขนมเบเกอรี่ ชีวิตวนเวียนอยู่กับการหาเลี้ยงตัวเองและคนรอบข้าง จนกระทั่งเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นในวันที่ 12 พ.ค. 2564
“อยากออกไปได้เร็ว ๆ” นัฏฐพลกล่าวราวสรุปบทเรียนที่ผ่านมา
ภาพที่ชัดที่สุดในใจคือการกลับไปเพชรบูรณ์ นั่งผิงไฟกับยาย เผามันในคืนหนาว เหมือนที่เคยทำตอนเด็ก ๆ ก่อนที่ชีวิตจะพาเขาออกมาจากอำเภอวิเชียรบุรี และห่างไกลจากมันจนยังไม่รู้หนทางกลับคืน
.
.

อ่านบนเว็บไซต์:
https://tlhr2014.com/archives/82001
https://www.facebook.com/photo?fbid=1325064052797395&set=a.656922399611567